ชื่นชมจึงแคล้วคลาด

ชื่นชมจึงแคล้วคลาด

คุณเชื่อหรือไม่ว่า…
พลังแห่งการชื่นชมนั้น…คลี่คลายจากศัตรูกลายเป็นมิตรได้อย่างแท้จริง
ลองมาดูกันว่าจริงหรือไม่
เรื่องนี้กัลยาณมิตรของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่า…

ภายหลังการฟังบรรยายเรื่องพลังการชื่นชมจากผู้เขียนนั้น
เกิดความรู้สึกชื่นชมยินดี และเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำไปใช้
ที่โรงงานอุตสาหกรรม อบผลไม้ของเขา
ซึ่งมีลูกจ้างเป็นชาวต่างด้าว ๓๐ คน ตลอดเวลาที่ผ่านมา
เขามักจะบ่นกลุ้มใจเรื่องคนงานขี้เกียจ ท่าทีไม่เป็นมิตร ไม่กระตือรือร้น

ในวันรุ่งขึ้น เมื่อเดินทางถึงบ้านเขาก็ดูแลการทำงานของคนงาน
ซึ่งคนงานทุกคนทำงานด้วยท่าทางเคร่งเครียด
จนถึงเวลาอาหารกลางวัน เขาเลี้ยงอาหารคนงานพิเศษกว่าเดิม
เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อย เขาถือโอกาสขอประชุมคนงาน

ทุกคนนั่งเงียบ เขาเริ่มจากการขอบคุณคนงานทุกๆ คน
ที่ให้เกียรติรับประทานอาหารที่เขาเลี้ยง และขอบคุณทุกคนที่ช่วยงานด้วยดีตลอดมา
และชื่นชมที่มีความพยายามที่จะเรียนรู้งาน
ชื่นชมที่ต่อสู้ชีวิตร่วมกันมาและอื่นๆ อีกมาก
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำเช่นนี้
เขาชื่นชมคนงานอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา ๒ เดือน

วันหนึ่งเขาขับรถปิกอัพเพื่อจะไปเก็บลำไยที่สวนต่างจังหวัด
และขอให้หัวหน้าคนงานและลูกน้องอีก ๕ คน ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ไปด้วย
เมื่อรถเริ่มเคลื่อนออกเขาเริ่มสอบถามสารทุกข์ต่างๆ
เขาตั้งใจฟังอย่างสงบ เพื่อค้นหาคุณงามความดีของหัวหน้าคนงาน

ตลอดเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงของการเดินทางไปยังสวนลำไย
เขาตั้งใจฟังแล้วชื่นชมหัวหน้าคนงาน เช่น
ชื่นชม เรื่องที่เขามีความตั้งใจสูง
ชื่นชม ที่เป็นคนรับผิดชอบต่อครอบครัว
และขอบคุณ ที่ช่วยเหลือกิจการของครอบครัวเขา
จนกระทั่ง ถึงสวนลำไยก็ช่วยกันขนของขึ้นรถจนเต็ม แล้วก็เดินทางกลับ

ระหว่างการเดินทางทั้งไปและกลับเขาจะแสดงความเอาใจใส่หัวหน้าคนงาน
แม้ตอนกลับถึงบ้านเขาก็แสดงความขอบคุณและชื่นชมคนงาน
ทุกวันหลังจากผ่านการเข้าอบรมมาแล้วประมาณ ๓ เดือน
เขาเฝ้าชื่นชมและขอบคุณคนงานสม่ำเสมอ

เย็นวันหนึ่งก่อนเดินขึ้นบ้าน หัวหน้าคนงานบอกว่า…
“คุณครับผมขอคุยกับคุณหน่อยได้ไหม”

หัวหน้าคนงานกล่าวต่อไปว่า…
“ช่วงที่ผ่านมา ๑ ปี ผมและคนงานรู้สึกคับแค้นใจมาก
ที่ถูกคุณและคนในบ้านของคุณหลายคนดูถูกเหยียดหยาม
สั่งให้ทำงานโดยไม่คำนึงถึงจิตใจพวกเรา ผมสะสมความแค้นมานานแล้ว
และวันที่ผมขึ้นรถไปสวนลำไยกับคุณ ผมและลูกน้องตั้งใจจะทำร้ายคุณ
เพื่อแก้แค้นทุกคนในครอบครัวของคุณที่ไม่เคยให้เกียรติพวกเราเลย

แต่ในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมาและระหว่างทางที่นั่งรถไปกับคุณ
คุณชื่นชมผมไปตลอดทาง ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีและมีคุณค่า
เพราะไม่เคยได้รับความรู้สึกดีๆ อย่างนี้มาก่อน
ผมจึงทำร้ายคุณไม่ได้ครับ โปรดอย่าโกรธผมนะครับ ที่ผมคิดเช่นนั้นในวันนั้น
ต่อไปผมจะทำงานให้เต็มกำลังยิ่งขึ้น
ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่า คุณเปลี่ยนใจผมได้และผมนับถือคุณจริงๆ ครับ”

นั่นคือ เรื่องราวที่กัลยาณมิตร เล่าให้ฟังว่า…
เขารอดจากการถูกทำร้ายราวปาฏิหารย์จากพลังแห่งการชื่นชมและขอบคุณ

ฉะนั้น การผูกสายสัมพันธ์ด้วยมธุรสวาจา พร้อมทั้งเพิ่มลีลาการชื่นชมที่ดีเข้าไปด้วย
นอกจากจะเป็นการจูงใจในการทำงานและสานสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีแล้ว
ยังทำให้ท่านแคล้วคลาดจากอันตรายอีกด้วย
ผมหวังว่าเรื่องนี้ คงเป็นข้อคิดที่ดีแก่ผู้อ่านและนายจ้างทั้งหลาย

แล้วจะมีเหตุผลอันใดเล่า ที่จะไม่พูดให้ไพเราะและชื่นชมผู้อื่น

ด้วยรักและชื่นชมยิ่ง

วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกเบิกบาน…
เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกท้อแท้…ต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจ
ชมรม “ชมกันเอง” แห่งชาติ ช่วยเยียวยาคุณได้
ชมกันทุกเรื่องราว ชมกันจากหัวใจ ใครทำดีต้องชม
เพราะว่า…เมื่อคุณมีความเชื่อมั่นและชื่นชมยินดีต่อสิ่งใดนั้น
หัวใจคุณ…จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ
พร้อมเผชิญปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสติและมีความสุข

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.