คุณเห็นอะไรในปัญหา

ทุกครั้งที่มีคนตั้งคำถาม…สิ่งแรกที่ผู้ตั้งคำถามต้องการคือ…คำตอบ
คำตอบใดกันที่จะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง…
ส่วนใหญ่ผู้ถามมักจะรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว เหลือเพียงแต่รอลุ้นให้คนตอบถูก
เริ่มตั้งแต่ปัญหาอะไรเอ่ยระดับเด็กน้อย เช่น…
สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง คำตอบคือ…เต่า
และปัญหาเดียวกัน คือ สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง
คำตอบคือ…คนสองคนแบกกระเบื้อง
ข้ามไปถึงปัญหาโลกแตก เช่น ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน
(คำถามนี้…ให้ผมแก่ก็คงยังทายไม่ถูกอยู่ดี)
เสน่ห์ของปัญหาเชาวน์ประเภทนี้คือการได้ร่วมสนุกกับเพื่อน
หรืออาจเกิดความหมั่นไส้ขึ้นมาเวลาที่เพื่อนเราช่างสรรหาคำถามกวนๆ แล้วหลอกด่า
(เช่น ใบหน้าของใครที่คล้ายตัวคุณมากที่สุด)
*หมายเหตุ คำถามนี้ผมตั้งขึ้นมาให้เป็นตัวอย่าง และไม่ขอเฉลยคำตอบนะครับ (^_^)

ในช่วงวัยเด็ก คนเราพบเจอกับปัญหามาอยู่แล้วตั้งแต่
“แม่ไม่ให้ตังค์ค่าขนม” “พ่อไม่ให้เล่นเกม” “ต้องโดนบังคับทำการบ้าน”
หรือลอกการบ้านเพื่อน เพราะตนเองไม่ได้ทำมา
ความยากของการแก้ปัญหา คือเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้น หรือความรับผิดชอบที่มากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น ตอนเด็กๆ แม่ต้องให้ตังค์ค่าขนมเรา เป็นปัญหาของเราเมื่อแม่ไม่ให้
พอตอนโต เราต้องให้ตังค์ค่าขนมแม่ เป็นปัญหาของเราเมื่อเราหาตังค์ให้แม่ไม่ได้
(ที่ผมใช้คำว่าตังค์ อาจผิดหลักไวยากรณ์ไปบ้าง
แต่ผมต้องการให้เรื่องที่ผมเขียนกลายเป็นภาษาพูด คงไม่ว่ากันนะครับ
และผมมองว่า การเขียน บางทีเป็นช่องทางโอกาสทำให้เราได้พูดกันผ่านตัวหนังสือ)

พ่อไม่ให้ลูกเล่นเกม เป็นปัญหาของเราเมื่อเราอยากออกนอกบ้านไปเล่นเกมกับเพื่อน
แต่เมื่อเราโตขึ้น จะเริ่มเป็นปัญหาของเราเมื่อลูกเราชอบหนีออกไปเล่นเกม
ลอกการบ้านเพื่อนตอนเด็กๆ อาจมีการอนุโลมกันได้บ้าง
แต่ในระดับที่สูงขึ้นย่อมเป็นกฎข้อบังคับอย่างชัดเจน
ความผิดจะรุนแรงเหมือนการก่ออาชญากรรมทีเดียว
(การลอกการบ้าน คือรากฐานของการคอร์รัปชันเช่นเดียวกัน)

ปัญหา คือสิ่งที่เป็นโจทย์คำถามเพื่อหาหนทางแก้ไข
เวลาคนเราประสบกับปัญหา สิ่งแรกที่ควรถามตัวเราเองคือ หนทางแก้ไข
และผมเชื่อว่า ทุกๆ ท่านก็คิดแบบเดียวกัน…แต่ความยากของการแก้ไขปัญหาคือ
มองไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไข

โอกาส คือสิ่งที่จะเป็นหนทางสู่แสงสว่างของปัญหาต่างๆ ทั้งหมด…
บางครั้งโอกาสมักลอยมาให้เห็นชนิดว่าเพียงแค่ “ลงมือ” หรือ “ตัดสินใจ”
คุณจะประสบความสำเร็จทันที แต่เรามองเห็น “โอกาส” เป็นปัญหาซะได้
What, When, How : อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร
เวลาผมเจอปัญหา ผมรู้สึกว่านี่จะเป็นเวลาที่ทำให้เห็น “ความจริง”
ความจริงที่ว่า ถึงเวลาที่เราต้องหวนกลับไปคิดสิ่งที่เกิดขึ้น
ว่าเรื่องราวอะไรผิดพลาดที่ตรงไหนและจะแก้ไขอย่างไร

ข้อนี้สำคัญนะครับ หากสังเกต ผมใช้คำว่าเรื่องราว ไม่ใช้คำว่าใครผิด
โดยเราจะเน้นที่ผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหาเลย คือไม่มอง Who : ใคร?
ในขั้นตอนแรกยังไม่จำเป็นครับ
เพราะหากเรามัวมองว่าใครกันนะเป็นคนที่ทำให้เรื่องราวนี้ผิดพลาด
คุณจะไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้เห็นอย่างชัดเจน
เพราะโดยทั่วไปแล้วการโทษคนอื่นหรือการโทษตัวเอง
ผลเสียสำหรับผมก็แย่พอๆ กันนะครับ

เมื่อปัญหาเริ่มจางไปจากความขมุกขมัวของเหตุแห่งความฟุ้งซ่านจะเริ่มลดลง
ผมเปรียบเหมือนกับน้ำเน่าในแอ่งค่อยๆ ลดระดับลงไปสู่ใจกลางสายธารความทุกข์ที่อยู่ในใจ
เศษซากความจริงที่เหลืออยู่บนชายหาดจะทำให้เราเห็นว่าความจริงเป็นเช่นไร
เราจะเห็นว่า ใครกันที่อยู่ข้างคุณ
คุณจะเห็น WHO เอง

Credit

Leave a Reply

Your email address will not be published.