“รอยยิ้มที่มองไม่เห็น”

Photo 52

รอยยิ้มของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร…เคยมองเห็นมันในกระจกบ้างไหม
รอยยิ้มของคุณออกมาจากใจ…ไร้กังวลหรือไม่…ใครจะรู้??

ภูเขาสูงแถบนอกเขตชายแดนเป็นแหล่งที่พักพิงของกลุ่มคนต่างด้าวชาวเขมร
ทั้งชายหญิงและเด็กเล็กๆ อาศัยอยู่บริเวณที่เขตภูเขาแห่งนี้
นับจำนวนคร่าวๆ ประมาณ เจ็ดถึงแปดครัวเรือน
ผู้คนไม่ถึง ยี่สิบชีวิต อาศัยอยู่ร่วมกัน
ใช้ชีวิตบนพื้นที่กว้างใหญ่เหลือเกิน มีท้องฟ้าเป็นหลังคาใจ
มีต้นไม้เป็นเสากั้นระหว่างครอบครัว มีสัตว์ป่าเป็นเพื่อน
มีสายน้ำเป็นเหมือนดั่ง เส้นสายหล่อเลี้ยงชีวิต

แม้แสงไฟยามราตรีไม่มีดั่งเช่นในเมืองใหญ่…
แต่แสงไฟชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่แห่งนี้กลับส่องแสงเปล่งประกายอยู่
ทุกเวลาแม้ยามคืนมืดมิด อากาศหนาวเหน็บจับใจ
บนภูเขาเย็นยะเยือก..แม้มีเพียงลมพัดเพียงแพ่วเบา..
แต่กลับสร้างความหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจ
ท่ามกลางความทรมานที่..ธรรมชาติมอบให้กับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณหุบเขาแห่งนี้
มีเพียงกองไฟที่คอยหล่อเลี้ยงความอบอุ่นให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
โครงสร้างบ้านที่ประกอบอย่างง่ายๆด้วยเศษไม้มัดรวมกันด้วยเศษกิ่งไม้เล็กๆ
ทำให้ลมหนาวทรมานสามารถเกลือกตัวคดเคี้ยวลอดช่องว่างเข้ามาภายในบ้านได้…

“เพราะชีวิตมันเป็นแบบนี้…มันมีแค่นี้ต้องอยู่ให้ได้” คือคติประจำใจของกลุ่มคนต่างด้าวชาวเขมร…
“แค่ได้อาศัยแผ่นดินไทยเพื่ออยู่กินแม้เพียงนิด…ก็เป็นบุญเหลือหลายเหนือชีวิตแล้ว”
กองไฟเล็กๆรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึง
ความรักแบบครอบครัวชนเผ่าชาวเขมร…

กลิ่นมันเผาและกลิ่นใบหญ้าหลังจากฝนตกคละคลุ้งเจือปนกัน จนกลายเหมือน
กลิ่นมันเผาบนหญ้าใบเขียว…
“หอมแบบเหม็นเขียว” เด็กคนหนึ่งกล่าวพูดออกมาอย่างติดตลก
เวลาประมาณ 1 ทุ่ม เป็นบรรยากาศครอบครัวที่เด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้
จะรอให้พ่อแม่กลับมาจากการทำไร่ทำนาและทุกคนจะได้นั่งพูดคุยอยู่กันพร้อมหน้า..
เหมือนเป็นเวลาที่นัดหมายกันของทุกครอบครัว
ไม่มีโต๊ะกินข้าวหรูๆ…ไม่มีเพลงฟัง…มีแต่เพียงพื้นดินเปียกชื้นและเสียงหริ่งเรไรร้องเจื้อยแจ๊ว

อันเซาะ เด็กเชื้อสายเขมรร่างเล็กๆคนหนึ่งขณะนั้นอายุ ประมาณสี่ขวบ
อันเซาะ กำพร้าพ่อและแม่ตั้งแต่ครั้งยัง “แบเบาะ”
พ่อแม่ของ อันเซาะโดนโจรลักลอบตัดไม้ยิงตาย ขณะที่เข้าไปหาของป่า
เพื่อนำมาทำอาหารมื้อเย็นให้อันเซาะที่โดนยิงเนื่องจากเจ้าโจรเข้าใจผิดนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้..

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ คนในหมู่บ้านเริ่มเกิดอาการหวาดผวา..เกรงว่าจะตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย..
ชะตากรรมของคนในหมู่บ้านจึงต้องคอยระเห็ดระเหเร่รอนไปเรื่อยๆ
หนีธรรมชาติที่โหดร้ายและหนีความโหดร้ายของมนุษย์ผู้เป็นดั่งศาลเตี้ยสั่งปลิดชีวิต
ผู้ใดก็ตามที่ขัดขวางผลประโยชน์ของตน

ปัจจุบัน “อันเซาะ” อาศัยอยู่กับคุณอาซึ่งเป็นน้องของพ่อ..
“อย่าไปไหนไกลนะ บริเวณนี้เราพึ่งย้ายขึ้นเขามายังไม่รู้ว่ารอบๆนี้จะมีอะไรอันตรายบ้าง”
คุณอากล่าวเตือนเด็กน้อยก่อนที่จะลาจากไปเพื่อไปทำนา..ตามปกติของทุกวัน
ค่ำคืนวันนั้น…เพื่อนๆข้างบ้านมาเล่นที่บ้านของ “อันเซาะ”
เด็กน้อยสามคนเอนตัวล้มลงนอนแบ่งปันความอบอุ่นจากแหล่งสุมกองไฟ
หลังจากเหนื่อยหอบจากการวิ่งไล่จับ เสียงลมพัดกระทบกองไฟดังเปี๊ยะๆ
แท่งถ่านสีดำเปลี่ยนสีเป็นแดงเพลิงตามความร้อนของกองไฟ
ความอุ่นจากกองไฟช่วยบรรเทาชะตากรรมอันโหดร้ายของเรื่องราวชีวิต “อันเซาะ”
แสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนช่างสดใสเหลือเกิน
“อันเซาะชอบนอนดูแสงดาวครับ” คุณอาของอันเซาะกล่าวให้ผมฟัง
แววตาอันไร้เดียงสา ปรายมอง แสงสว่างจากดวงดาว…

ทันใดนั้น อันเซาะ เห็นต้นหญ้าขยับไหว ปลายตามองเห็นกระต่ายตัวน้อยสีขาวน่ารัก
จึงลุกขึ้น..หมายใจจะวิ่งไปจับกระต่ายมาอวด “คุณอา”
บึ๊ม…………เสียงดังสนั่นหวั่นไหว..สั่นสะเทือนไปทั้งหุบเขา…
เนินดินกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วรอบกองไฟ
“ตอนนั้น ภาพที่ผมเห็นคือ อันเซาะ คว่ำหน้ากองลงกับพื้น มีเลือดไหลเต็มไปหมด”
“หันไปดูใกล้ๆ เห็น เด็กนั่งร้องไห้ อยู่สองคน เนื้อตัวเปอะเปื้อน ร้องเรียกหา แม่ จ๋า พ่อ จ๋า”
“ผมรีบวิ่งเข้าไปดู อันเซาะ ในใจคิดว่าตายแล้วแน่ๆ พอเข้าไปอุ้ม สิ่งที่ผมเห็นยิ่งทำให้หัวใจผม
แทบสลาย หน้าเกือบทั้งหน้า เละไปหมด”

ภาษาไทยเพี้ยนๆ แต่พอจับใจความได้จาก คนที่บอกว่าเป็นคุณอาของอันเซาะ
เล่าเรื่องราวในอดีตให้ผมฟัง ด้วยเสียงสั่นเครือ…
“ตกลงน้องโดนอะไรครับ”
“น้องวิ่งไปเหยียบระเบิดที่พวกโจรเขาฝังไว้ใต้ดินน่ะครับ”
“แล้วทำไมไปสร้างบ้านระแวกแถวนั้นไม่สำรวจพื้นที่ก่อนหรอครับว่ามีอะไรผิดปกติหรือป่าว” ผมถามตอบกลับด้วยความสงสัย
“มันเป็นระเบิดที่เขาฝังเอาไว้ซักพักแล้วน่ะครับและอีกอย่างบริเวณแถวนั้นก็ไม่มีคนพักอาศัยมานานแล้วทางเราจึงไม่ได้ สงสัยหรือระวังอะไร”
“แล้วตอนนี้น้องเป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมรีบตัดบทสนทนาเพราะไม่อยากตอกย้ำความรู้สึกให้กับใคร
“จากการที่โดนระเบิดครั้งนั้นทำให้น้องตาบอดทั้งสองข้าง สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงแต่ตอนนี้น้องอาการดีขึ้นมากแล้วครับ..
พยายามให้เขาฝึกพูดภาษาไทยเพราะคนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือเรา” ตั้งแต่เราพูดคุยกันมาผมพึ่งสังเกตุเห็นรอยยิ้มผุดออกจากชายเขมรผู้นี้
“อันเซาะ อันเซาะ ถ่ายรูปกัน” อาการนึกพิศดาร อยากถ่ายรูปกับน้อง ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่ชอบถ่ายรูป อาจเป็นเพราะรู้สึกน้ำตาจะไหลกับเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดของครอบครัวนี้กระมัง..
ประมาณว่าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ…จึงตัดบทชวนถ่ายรูปแก้เขิน
“น้องเค้าฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องครับ” คุณอา อันเซาะ หันมาตอบแทนน้อง แล้วหันไปพูดภาษาอะไรซักอย่างซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่อง คงจะพูดว่า ถ่ายรูปกับพี่เค้าเร็วกันกระมัง?
น้องหันมาจับตัวผม ได้จังหวะจึงกดชัตเตอร์จากโทรศัพท์มือถือ
ผมเข้าไปดูภาพที่ถ่ายคู่กับน้อง…เห็นแล้วน้ำตาไหล
ผมยิ้มให้กล้อง…น้องยิ้มให้กล้องด้วย!!!!

รอยยิ้มที่ผ่านเรื่องราวอันสุดแสนทรมาน
รอยยิ้มสดใสที่ตรงข้ามกับอดีตที่โหดร้ายและหมองหม่น
รอยยิ้มที่อาจสร้างพลังใจในการสู้ชีวิตให้ต่อใครหลายคน
รอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุข ณ ปัจจุบันแม้จะเจอเรื่องทนทุกข์เพียงใด

แม้วันนี้น้องอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่น้องชอบที่สุดได้อีก
คือ การล้มตัวลงนอนมองแสงดวงดาว
แต่ผมเชื่อว่า…น้องเห็นแสงแห่งความหวังตลอดเวลา…แม้มองไม่เห็น
ผมเห็นแสงความหวังผ่านรอยยิ้มของน้อง…

รอยยิ้มจาก “อันเซาะ” ร้อยยิ้มที่ “เจ้าตัว” มองไม่เห็น

ผมอยากให้น้องได้เห็นจัง!!!!
Credit

Leave a Reply

Your email address will not be published.