“บทความนี้อ่านแล้วรวยยิ่งแบ่งปันให้คนอื่นอ่านตัวเองยิ่งรวย”

Photo58อันที่จริงบทความประจำอาทิตย์นี้จะต้องนำเสนอเรื่อง “รอยยิ้มที่มองไม่เห็น”
แต่ระหว่างรับประทานกาแฟช่วงเช้าสายตาพลันเหลือบเห็นหัวข้อการวิจัยจากผลสำรวจแห่งหนึ่ง
เห็นแล้วคันปาก อยากแชร์บทความระบายข้อมูลผลการวิจัยของ
บริษัท อิปซอสส์ บิสสิเนส คอนซัลติ้ง ซึ่งเป็นบริษัททำวิจัยของต่างประเทศ เขาบอกมาว่า…

“ผลสำรวจเผยคนกรุงเทพ มีไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่สวนทางกับรายได้ นักวิจัยตั้งข้อสงสัยกรุงเทพฯ สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้
ของคนน้อยเกินไป”

อ่านแล้วสะดุดกับคำว่า “ไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนา”
กับประโยคที่ว่า “สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้ของคนน้อยเกินไป”
วันนี้ผมจึงอยากลอง ถกประเด็นกันสองประโยคนี้ครับ

ประโยคแรก “ไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนา”
ประเทศที่พัฒนา น่าจะมีอะไรบ้าง อเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ อะไรประมาณนี้
น่าจะเข้าข่ายประเทศที่พัฒนาอันดับต้นๆของโลก ส่วนประเทศที่ถึงแม้พูดบอกชื่อประเทศไป
จะยังสงสัยอยู่ว่า… นี่หรือ คือประเทศอย่าง จิบูตี ชาต ซามัวร์ ตูวาลู คงไม่ได้นำมาวิจัย!!!

ประเด็นที่เขานำมาถกเถียงเรียงความถึง น่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศส่วนเมืองใหญ่ๆ ของแต่ละประเทศที่ “พัฒนา” ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่มีการจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพัลวัน สินค้าหรือบริการใดก็ตามยิ่งมีความต้องการซื้อมาก ยิ่งมีราคาแพงมาก ยิ่งต้องหารายได้ให้มากตาม เพื่ออะไรครับ เพื่อจะนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันได้เพียงพอไง

สำหรับสิ่งมีชีวิตคนเมืองที่ “พัฒนา” เขาหรู ยังไง คือใช้สินค้าหรือบริการหรูๆ ยังไงล่ะครับและ
ไอ้คำว่าหรู ก็น่าจะแปล เป็นภาษาฝรั่ง บ้านเขาว่า “Luxury Goods”  an economic good or service for which demand increases more than proportionally as income rises แปลให้เข้าใจง่ายๆ คือ ของอะไรก็ตามที่เราหามาเพื่อความต้องการของเรา ที่มันเกินความจำเป็นนั้นแหล่ะ
คำจำกัดความ คือ “ของฟุ่มเฟือย”
ชัดมะ!!! อ่านแล้วเหมือนตบหน้าตัวเอง เพราะเราก็เคยเป็นคน ประเภท “ฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง”
มาก่อน เป็นยังไงหรอครับก็ประมาณว่า อันโน่น ก็จะเอาอันนี้ก็ดี อันนี้แถม อีกก็เบิ้ล…อยู่ร่ำไป….ทำให้สิ่งที่มีที่ซื้อมามัน หาทิศทาง อะไรไม่ได้ ว่าเอ ตกลงเราซื้อมาทำไม นี่ล่ะครับ “ฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง”

“สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้ของคนน้อยเกินไป”

ประโยคนี้เด็ด…ของที่เราซื้อแพงเกินไปหรือรายได้ของคนในประเทศน้อยเกินไป..
สัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับคนภายในกรุงเทพฯ นั้น ล้าหลังกว่าหลายประเทศรวมถึงฮ่องกง
โดยแพ็คเก็จอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดในกรุงเทพ อยู่ที่ 200 Mbps
ซึ่งค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 300 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,050 บาท)
ในขณะที่ฮ่องกงจ่ายเพียงหนึ่งในสามเท่าของราคาในกรุงเทพฯ
สำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกว่าถึงห้าเท่า (1,000 Mbps)
หรืออาจเรียกได้ว่าคนกรุงเทพฯ จ่ายสูงถึง 67% ของรายได้เฉลี่ย
เทียบกับคนในฮ่องกงที่จ่ายเพียงแค่ 5%

ยังครับยังไม่พอ เขาบอกมาอีกว่า คนไทยจำเป็นต้องจ่ายประมาณ 3.50 เหรียญสหรัฐ
(ประมาณ 115.5 บาท) เพื่อกาแฟคาปูชิโน่ของสตาร์บัค ในขณะที่คนโตเกียวจ่ายมากกว่า
เพียง 50 เซนต์ (ประมาณ 16.75 บาท) ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนในโตเกียวสูงกว่าคนในกรุงเทพมากกว่าเยอะครับ

โดยกาแฟหนี่งแก้วที่โตเกียวนั้นถือว่าเป็น 0.13% ของรายได้เฉลี่ย ในขณะที่คนในกรุงเทพฯ
ต้องจ่ายมากถึง 0.73%

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมนึกถึงคำว่า “ไฮโซ โลว์อินคัม” เป็นไฮโซแบบสถานะรายได้ต่ำ
เน้นภาพลักษณ์และความดูดี แต่ตัวเบา สิ้นเดือนที เหมือนสิ้นใจอยากจะ ข้ามเวลาไปสู่อนาคต เพื่อไปเอาเงินเดือนต้นเดือนหน้า มาใช้….

ผมมี 2 วิธีขจัดปัญหา “กระเป๋าแฟ่บ” ปลายเดือนครับ

วิธีแรก

แชร์บทความนี้หรือจำเอาบทวิจัยที่ผมเล่าให้ฟัง…ไปบอกเจ้านายครับ…
ว่าเห็นไหมคนเขารู้กันหมดแล้วลำบากกันทั่วหน้า ขึ้นเงินเดือนผมหน่อย
และหากใครกล้าหน่อยก็บอกเลยครับ ว่าหากอยากได้ไฮโซ
อย่างเราทำงานที่นี่เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท…ช่วยส่งเสริม “อินคัม” หน่อย

หรือวิธีที่สอง
ใช้ “สติ” เป็นตัวช่วยครับ หลายคนถาม “สติ” คืออะไร
ในกรณีนี้ “สติ” คือ “สตางค์” ครับ
ซึ่งผมมี บทคาถาอภินิหาร เรียกเงิน ครับ
บทนี้สวดง่ายๆครับ ว่า “สติหาย สตางค์ หมด สติสะกด สตางค์มา”

ผมเชื่อว่าทั้งสองวิธีน่าจะพอช่วยได้นะครับ หากใครมีวิธีสามารถส่งมาร่วมพูดคุยกันได้นะครับ
ส่วนผมจะบอกว่า ผมขอแนะนำวิธีที่สองครับ
เพราะว่าหากลูกน้องที่บริษัทแชร์บทความนี้ให้ผม และเดินมาบอกเหตุผลว่า
ขอขึ้นเงินเดือนอ้างจากบทการวิจัยหรืออ้างบทความผม
ตัวผมก็จะตอบว่า เหรอ!!!!!!! ยาวๆ แล้วเดินจากไป…ฟิ้วววววว
Credit

Leave a Reply

Your email address will not be published.