ขัดแย้งที่ใจใช่ที่ความคิด…

เมื่อพูดคำว่าขัดแย้งคนส่วนใหญ่จะพูดคำว่า ขัดแย้งในใจ หรือขัดแย้งทางความคิด
หรือชอบบางอย่างแต่ก็มีบางสิ่งที่ไม่ชอบอยู่ในนั้นด้วย เหล่านั้นล้วนเป็นความขัดแย้งทางความคิด
ซึ่งแต่ละคนแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลรองรับอยู่ในความคิดของตนทั้งสิ้น
เมื่อมีโอกาสนำเสนอต่างก็อธิบายได้อย่างน่าฟังและดูมีเหตุผลรองรับที่แสนจะน่าเชื่อถือ

แต่สิ่งที่คิดได้ยากกว่า ยิ่งถ้าขาดสติแล้วคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
นั่นคือ ความขัดแย้งทางความรู้สึก
ซึ่งขัดแย้งอยู่ลึกๆ ในใจนั่นเอง และความรู้สึกนี้แหละเป็นอวิชชา
คือ สิ่งที่เรารู้ได้ยาก แต่มีพลังขับเคลื่อนชีวิตเราไปในทิศทางต่างๆ
ซึ่งเกิดจากการประมวลผลโดยศักยภาพของสมองซีกขวาให้ออกมาเป็น…
ความรู้สึกขัดแย้งมิใช่คิดแย้ง
การจะรู้ทันได้นั้น ต้องมีสติสัมปชัญญะ คือ ระลึกได้และรู้ตัวทั่วพร้อม
ทั้งความคิดเห็นที่สัมพันธ์กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้ความคิดใคร่ครวญ
อย่างรอบด้านและลึกซึ้ง จึงจะเข้าถึงได้

แล้วจะจัดการกับความรู้สึกขัดแย้งนั้นได้อย่างไร…
จริงๆ แล้วทำได้ไม่ยาก ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้
มีความเป็นของตรงกันข้ามเสมอ มีขัดแย้งก็มีไม่ขัดแย้ง
คือ มีความรู้สึกสงบนิ่งและเป็นกลางๆ นั่นเอง
ผู้เขียนหมายถึงความรู้สึกนะครับ ไม่ใช่ความคิดเห็นเป็นกลางๆ
ความขัดแย้งทั้งส่วนตัว ครอบครัว และสังคม ตลอดจนการเมืองที่กำลังคุกรุ่นอยู่
ทุกวันนี้ก็เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้สึกเป็นกลางๆ นั่นเอง จึงเกิดอวิชชาในแง่มุมต่างๆ กัน
เพราะเมื่อใดที่มีความรู้สึกเป็นกลางๆ เกิดขึ้น ความมีสติและความสงบจะเกิดในจิตใจ
ความเมตตาก็ปรากฏ จะหันมาหารือกันด้วยความเมตตากรุณาต่อกันได้

การจะทำความรู้สึกของตนให้คลายความรู้สึกขัดแย้งแล้วเคลื่อนมาเป็นกลางๆ นั้น
ทำได้ด้วยการเปิดใจ ศึกษาใคร่ครวญในความเห็นต่างของปัญหานั้นๆ อย่างรอบด้าน
ไม่มีฝ่ายเขาฝ่ายเรา มีแต่ฝ่ายเดียวกัน คือ ฝ่ายมนุษย์
นั่นคือ มนุษย์ทุกคนเป็นทุกข์และแสวงหาการสิ้นทุกข์และสุขร่วมกัน
มิใช่การแสวงหาข้อมูลหรือความจริงที่เข้าได้กับทฤษฎีตนเท่านั้น
กล่าวคือ เมื่อเปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลทุกด้านอย่างมีสติจะส่งผลให้เกิด
ความรู้สึกเข้าใจและเห็นใจทุกๆ คน ทุกๆ ฝ่ายที่เป็นทุกข์ จิตจะเริ่มสงบและเป็นกลาง
เป็นปัจจัยทางความรู้สึก (Feeling) ที่จะค่อยๆ ละลายความรู้สึกขัดแย้งลงได้
เปรียบเสมือนน้ำที่เข้มข้นด้วยสีใดสีหนึ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนให้เป็นน้ำใสสะอาด
คือ ความเป็นกลาง นั่นเอง

อีกประการหนึ่ง หากทุกคนทุกฝ่ายสามารถหยุดหาเหตุผลต่างๆ
ที่เข้าได้กับความต้องการและทฤษฎีตนได้ แล้วหันมาเจริญสติและสมาธิอยู่เนืองๆ
แม้จะอยู่ท่ามกลางความเห็นต่างใดๆ ก็ตาม ก็จะช่วยให้เกิดเรื่องสติสัมปชัญญะ
และเห็นแนวทางไขปัญหาที่ขัดแย้งนั้น อยู่บนฐานของธรรมะ
แล้วจะน้อมนำสู่ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง…

คำว่าประโยชน์ร่วมกันในที่นี้ ขออ้างอิงการกล่าวถึงประโยชน์ตามหลักการทางพุทธศาสนา
ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า จะทำอะไรก็ตามให้คำนึงถึงประโยชน์สามประการ
นั่นคือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวม

ความขัดแย้งในสังคมทุกวันนี้อาจเป็นเพราะทุกคนทุกฝ่ายคำนึงถึงประโยชน์ทั้งสามอย่างไม่สมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ของสาธารณะนั้นอาจไม่สมดุล
เพราะหากคนส่วนรวมเกิดประโยชน์ร่วมแล้ว เชื่อว่าความขัดแย้งทางความคิดเห็นก็จะลดลง
ส่งผลให้ความรู้สึกขัดแย้งเล็กๆ ที่อยู่ในใจคลี่คลายได้เช่นกัน

สังคมไทย เวลานี้แต่ละคนแต่ละฝ่ายต่างก็งัดเอาความรู้ ความคิด ความเห็นของแต่ละคน
แต่ละฝ่าย ออกมานำเสนอต่อสาธารณชน โดยมีทฤษฎีทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นทฤษฎีหลักในการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งแต่ละคนแต่ละกลุ่มต่างก็เชือดเฉือน
เอาบางแง่บางมุมของทฤษฎีเหล่านั้นมาอธิบายที่เข้าได้กับความเห็นและความต้องการของตน
ซึ่งไม่มีใครผิดมีแต่คนถูกตามกรอบการอธิบายนั้นๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ความเห็นเช่นนี้ในทางพุทธศาสตร์อธิบายไว้ว่า คือ ทิฐิมานะ
ซึ่งเป็นอนุสัยกิเลสที่อยู่ลึกที่สุดจะดับได้สิ้นเชิงในระดับพระอรหันต์เท่านั้น
ซึ่งทิฐิเหล่านั้นไม่อาจจะนำมาสู่ความสงบสุขและความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้
เพราะรากฐานอย่างลึกซึ้งของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น
คือ อิสรภาพและความเท่าเทียมทางจิตใจ
ใช่เพียงแต่การปรากฏในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของแต่ละรัฐเท่านั้น
แต่ต้องมาจากบทบัญญัติทางจิตใจของคนในชุมชนนั้น
นั่นคือ จิตใจที่เป็นธรรมและอิสรภาพจากกิเลสและมีความยุติธรรม
คือ ยุติปัญหาต่างๆ ด้วยธรรมะ และมีธรรมะเป็นเครื่องอยู่นั่นเอง

การนำเสนอบทความในครั้งนี้ผู้เขียนมีความประสงค์หลักเพียงอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านวิเคราะห์การแก้ปัญหาของการเมืองและสังคม
โดยการพัฒนาจิตใจด้วยวิทยาการด้านศาสนาปรัชญา ควบคู่ไปกับวิทยาการแขนงอื่นๆ
เชื่อว่าจะช่วยให้จิตใจสงบเป็นกลาง เมื่อนั้นความมีสติปัญญาที่จะแก้ปัญหาอย่างเที่ยงธรรม
ก็จะเกิดในใจของคนไทยทุกคน

วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์
นักเขียนและวิทยากรด้านจิตวิทยาและศาสนาปรัชญา

Leave a Reply

Your email address will not be published.