อยากเห็น “พ่อ” ยิ้ม

Photo46
ผมจำได้ว่าตอนอายุ 17 ปี
ผมเคยเข้าประกวดสุนทรพจน์แห่งประเทศไทย จัดโดยสำนักงาน ป.ป.ช.
และหัวข้อที่ผมเลือกพูดในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศก็คือ
“อยากเห็น ‘พ่อ’ ยิ้ม”

ในตอนนั้นผมเป็นเด็กน้อยที่เฝ้าถามตัวเองว่า
ทำไมในหลวงของเราถึงไม่ค่อยแย้มพระสรวล
ท่านมีความทุกข์อะไรกันหนอ
ซึ่งในตอนนั้นเด็กน้อยอย่างผมก็ได้แต่ตอบตัวเองว่า
“จะให้พ่อยิ้มได้อย่างไรกันล่ะ
ในเมื่อลูกของพ่อตั้งหลายคนเป็นเด็กขี้โกง…”

ต่อมาเด็กน้อยคนนั้นเติบโตขึ้นและเลือกเรียนสาขาจิตวิทยา
เพราะอยากทำความเข้าใจ “มนุษย์”
ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทั้งชาญฉลาดและโง่เขลาที่สุดในจักรวาลนี้
แล้วสุดท้ายเขาก็สมหวัง เพราะเมื่อได้ศึกษาจิตวิทยามาเป็นเวลานาน
เขาจึงเข้าใจว่า แม้ขั้นตอนเบื้องหลังการทุจริตคอร์รัปชั่นของมนุษย์
จะสลับซับซ้อนยิ่งกว่าสายไฟบนเสาไฟฟ้าของกรุงเทพมหานคร
แต่รากเหง้าของมันนั้น เข้าใจได้ไม่ยากเลย…

วันนี้ เด็กน้อยที่เคยนำเสนอเรื่องการโกงกินในการประกวดสุนทรพจน์
จึงขอมานำเสนอเรื่องเดิมอีกครั้งในฐานะนักเขียน
ทว่าด้วยความที่เวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว
การนำเสนอที่น่ารักแบบเด็กไร้เดียงสา
ก็อาจจะถูกโลกแปรรูปเป็นความเฉียบคมที่น่าหมั่นไส้แทน
ผมจึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย
หากความจริงบางอย่าง จะทำให้บางคนปวดใจ…

1. เมื่อ “แกะขาว” กลายเป็น “แกะดำ”
ก่อนอื่น ผมมีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ…
มีนายตำรวจอยู่คนหนึ่ง
เขาเป็นผู้ที่ดำรงความซื่อสัตย์สุจริตในสายอาชีพไว้ได้อย่างมั่นคงสม่ำเสมอ
เขาไม่เคยหวั่นไหวแม้คนรอบข้างซึ่ง (ควรจะ) เป็นที่พึ่งของประชาชน
รุมกินเงินใต้โต๊ะอย่างหิวกระหายจนสถานที่ราชการที่เขากำกับดูแลอยู่ในขณะนั้น
มีสภาพไม่ต่างจากภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ที่กิน (เงิน) ได้ไม่อั้น
แม้กระนั้นนายตำรวจคนนี้ก็ยังคงยืนหยัดในความบริสุทธิ์และซื่อตรง

เขาเป็นที่รักของครอบครัวและเครือญาติ
แต่กลับไม่เป็นที่รักของเพื่อนๆและเจ้านายสักเท่าไหร่
เพราะแม้ว่าเขาจะทำงานเก่ง ฉลาด และขยัน
แต่เขาก็ไม่เคยร่วมวง “บุฟเฟ่ต์” กับเพื่อนๆเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ว่าจะถูกชักชวนมากแค่ไหนก็ตาม

อยู่มาวันหนึ่ง นายตำรวจผู้นี้ก็สร้างชื่อเขย่าวงการหนักขึ้นไปกว่าเดิม
เมื่อเขาพยายามขัดขวางไม่ให้เพื่อนร่วมงานและ “คนใหญ่คนโต” ในวงราชการโกงกิน
เขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด
เพื่อให้แน่ใจว่าคนเหล่านั้นจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริตอีกต่อไป

คราวนี้ผมมีคำถามแบบเด็กอนุบาลให้คุณลองคิดกันดูครับว่า
ผลที่ตามมาจากการกระทำที่กล้าหาญ
และซื่อสัตย์สุจริตของนายตำรวจคนนี้คืออะไร…

เฉลยเลยแล้วกันนะครับ…
เขาถูกย้ายจากตำแหน่งผู้กำกับการกองฯ ที่มีอำนาจสูงสุด
สามารถทุจริตโกงกินได้นับเป็นล้านบาท (ถ้าอยากจะทำ)
ไปเป็นตำรวจน้ำในจังหวัดเล็กๆทางภาคใต้ของประเทศ
ต้องจากลูกเมียไปอยู่ตามลำพังคนเดียวในบ้านหลังเก่าๆเล็กๆนานนับปี
เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้บ้านเมืองและประชาชนในน่านน้ำเล็กๆ
ที่ไม่ได้ต้องการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ถึงขนาดต้องส่งนายตำรวจมือปราบที่มีฝีมือมาประจำการ

อย่างไรก็ดี นายตำรวจใจซื่อ มือสะอาดผู้นี้
ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความขยันขันแข็งจนเกษียณอายุราชการ
และเสียชีวิตไปด้วยยศ “พันตำรวจเอก” ที่ถูกแช่แข็งหยุดไว้แค่นั้น
นับตั้งแต่วันที่ท่านสร้าง “ชื่อเสีย” ให้กับเจ้านาย
และพวกพ้องในกรมกองที่ท่านสังกัดอยู่
ก่อนจะโดนคำสั่งย้ายฟ้าผ่าทั้งที่ถ้าหากท่านร่วมขบวนการโกงกินไปกับคนอื่นๆ
ก็คงได้ติดยศนายพล มีหน้ามีตาในหมู่ตำรวจ (โกง)
และมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปนานแล้ว

อ้อ… และขอบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องสมมุตินะครับ
เพราะนายตำรวจคนนี้แท้จริงก็คือคุณตาของผมเอง

ผมได้เรียนรู้หลังจากที่เติบโตมาหลายปีแล้วว่า
สิ่งหนึ่งที่ทำได้ยากที่สุดบนโลกกลมๆใบนี้

คือการเป็นคนดีในหมู่คนชั่ว
อย่างไรก็ตาม โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าตำรวจทุกคนเป็นคนไม่ดีนะครับ
หลายคนเป็นคนดีมากๆ และตัวผมเองก็ยังรักตำรวจ (ที่ดี) ทุกท่านเสมอ
แต่ประเด็นที่ผมกำลังนำเสนอให้เห็นคือ
ในทุกอาชีพมีคนโกง และยิ่งอาชีพนั้นมีคนโกงมากเท่าไหร่
คนไม่โกงก็ยิ่งหาที่อยู่ยากมากขึ้นเท่านั้น

ความ “หายนะ” คงอยู่ไม่ไกล หากความดีกลายเป็นความแปลกประหลาด
ความซื่อสัตย์กลายเป็นเรื่องผิดปกติ
และผู้บริสุทธิ์กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องได้รับการลงโทษ
ในขณะที่พฤติกรรมอันน่าอับอายกลายเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ

หากคำถามที่ว่า “ทำไมคุณถึงโกง”
ยังคงตามมาด้วยคำตอบสุดคลาสสิคที่ว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”
เห็นทีเหล่าแกะขาวในหมู่แกะดำทั้งหลาย
จะถูกจับแปลงกลายเป็นตำรวจน้ำที่ไม่มีวันได้เลื่อนยศกันหมดทุกคน…

2. เมื่อเงินคือพระเจ้า
คงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่สังคมที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในโลก
คือสังคมที่บูชาเงินราวกับพระเจ้า…
แน่นอนว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันมีความแตกต่างอย่างมาก
ระหว่างสังคมที่คน “ใช้เงินเป็น” กับสังคมที่คน “ถูกเงินใช้”

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ในหนังสือสร้างฐานะอมตะตลอดกาล
อย่าง “พ่อรวยสอนลูก” (Rich Dad,Poor Dad)
“คิดแล้วรวย” (Think and Grow Rich)
และ “เศรษฐีชี้ทางรวย” (The Richest Man in Babylon)
กล่าวไว้ตรงกันหมดว่า
คนที่ร่ำรวยอย่างยั่งยืนทุกคนบนโลกใบนี้
คือคนที่มองเงินเป็นเพียงของใช้ ไม่ใช่พระเจ้า
เพราะคนที่มองเงินเป็นพระเจ้า จะตกเป็นทาสของเงิน
และถูกเงินใช้ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

เศรษฐีที่ใช้เงินเป็นจริงๆจะไม่บูชาเงิน
พวกเขาเห็นเงินเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปสร้างสินทรัพย์เพิ่มเติม
เพื่อสร้างฐานะอันมั่นคงเท่านั้น
แต่เขาไม่เคยเทิดทูนเงินไว้เหนือหัว และพยายามไขว่คว้ามันมาด้วยความมืดบอด
เพราะความมืดบอดนี่เอง
ที่ทำให้สามล้อถูกหวยใช้เงินที่ได้มาจนหมเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
หรือคนที่ได้เงินก้อนโตมา
นำมันไปลงทุนอย่างขาดปัญญาเพื่อแสวงหาความรวยทางลัด
สุดท้ายพวกเขาจึงถูกหลอก ขาดทุน ล้มละลาย ตกอับ
และกลับลงมาอยู่ ณ จุดเดิมของความยากจน หรือบางครั้งก็แย่ยิ่งกว่าเดิม

จะสังเกตได้ว่า คนที่ร่ำรวยอย่างยั่งยืนไม่เคยคิดจะหาเงินทางลัด
แต่พวกเขาสร้างตัวเองให้เป็นคนที่มีมูลค่าด้วยความคิดและความสามารถ
ดังนั้น สังคมใดมีคนบูชาเงินมาก
สังคมนั้นก็จะมีคนไร้ความคิดที่อยากรวยทางลัดมากตามไปด้วย
จึงเป็นเหตุให้เกิดการโกงกิน ซื้อเสียง จ่ายใต้โต๊ะ ติดสินบน จ้างประท้วง ฯลฯ
โดยคนที่อยากได้เงินแต่ใช้เงินไม่เป็น
ก็พร้อมจะยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับความรวยชั่วครู่
ซึ่งแน่นอนว่ามักจะนำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลัง

“พ่อ” สอนให้พอ แต่ลูกไม่รู้จักพอ
หนำซ้ำลูกยังไม่ตระหนักว่าเงินที่ได้มาโดยขาดปัญญา
จะสร้างความทุกข์ที่ซับซ้อนมากกว่าความสุขที่ยั่งยืน
และสุดท้ายความทุกข์ที่ซับซ้อนนั้น
ก็จะลามออกมาสู่คนในสังคมโดยรวม
เหมือนกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

3. เมื่อการ “หยวน” ทำให้ระบบรวนทั้งประเทศ
ทุกๆ ปัญหาใหญ่บนโลกนี้ ล้วนเกิดจากปัญหาเล็กๆที่ไม่ได้รับการแก้ไข
ตั้งแต่วิกฤตโลกร้อนไปจนถึงสงครามโลกทั้งสองครั้ง
ทุกๆปรากฏการณ์มีจุดเริ่มต้นจากความแตกหัก
หรือการขาดความรับผิดชอบในระดับเล็กๆ ที่ถูกปล่อยไว้จนบานปลาย
ซึ่งปัญหาเรื่องการโกงกินก็ไม่ต่างกัน…

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่อง “ทฤษฎีกระจกแตก”
ในคอลัมน์ “โกงกินสิ้นชาติ” จาก น.ส.พ.โพสต์ทูเดย์
เขียนโดยคุณ “หางกระดิกหมา” รุ่นพี่ที่ผมเคารพมากคนหนึ่ง
บทความนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดของทฤษฎีกระจกแตก
ซึ่งผมขออนุญาตคัดสรรเนื้อหาส่วนหนึ่งมานำเสนอไว้ ณ ที่นี้

“…ทฤษฎีกระจกแตกมีที่มาจากงานวิจัยของ James Q. Wilson
อาจารย์รัฐศาสตร์เก่าแก่ของฮาร์วาร์ด และ George L. Kelling นักอาชญาวิทยา
ซึ่งศึกษาพฤติกรรมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายทั้งหลายจนได้ข้อสรุปว่า
ถ้าสังคมใดมุ่งเน้นการรักษาบรรยากาศความสงบเรียบร้อยโดยรวม
โดยเคร่งครัดเอาผิดกับความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจไม่เรียกว่าคอขาดบาดตาย
แต่ก็รบกวนปกติสุขของสังคม อย่างเช่น
การทำลายข้าวของสาธารณะ แทนที่จะมัวสาละวนทำเฉพาะเรื่องหนักๆ
อย่างพวกคดีฆ่า – ข่มขืนอย่างเดียวแล้ว
สุดท้ายจะได้ผลเป็นทั้งการปราบเรื่องเล็ก และก็ป้องกันเรื่องใหญ่ไปในตัวด้วย


โดยอาจารย์ทั้งสองใช้ตัวอย่าง “กระจกแตก” เป็นตัวอธิบาย กล่าวคือ

สังคมไหนปล่อยให้มีกระจกถูกเขวี้ยงแตกมากโดยคนไม่สนใจ
ก็เรียกได้ว่าเป็นสังคมที่ดูแล้วไม่มีการรักษาความสงบเรียบร้อย
สังคมอย่างนี้จะทำให้คนย่ามใจในการกระทำผิด
อัตราอาชญากรรมทั้งหลายไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
จึงจะพุ่งสูงขึ้นแทบจะตามเศษกระจก
แต่ถ้าย่านไหนไม่มีกระจกแตกก็จะได้ผลกลับกัน
คือใครผ่านไปมาก็รู้สึกว่าแถวนั้นเป็นสังคมเคร่งระเบียบ
ดังนั้น ต่อให้สันดานเสียแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้ามือบอนในบริเวณ
อย่าว่าแต่จะประกอบกรรมหนักกว่านั้นอย่างพวกฆ่าข่มขืนหรือขโมยรถ

ที่สำคัญคือทฤษฎีนี้ไม่ได้จริงแต่เฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น
เพราะในสมัยของนายกเทศมนตรี Rudolf Giuliani ของนิวยอร์กนั้น
ได้นำทฤษฎีนี้ไปแปลงเป็นนโยบาย “กูไม่ทน” หรือ “Zero Tolerance”
กับการปราบอาชญากรรมในเมือง
โดยสมัยที่นิวยอร์กยังจัดเป็นเมืองอันตรายมากมีพวกค้ายายิงกัน
มีการข่มขืนเกิดขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวันอย่างในสมัยนั้น
แทนที่จะไปตามจับพวกที่ว่า
จูลิอานีกลับทุ่มทรัพยากรไปเอาผิดอย่างจริงจังกับพวกไม่จ่ายค่ารถไฟใต้ดิน
พวกพ่นกราฟิตี้ พวกฉี่หรือกินเหล้าในที่สาธารณะ
ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นแค่กุ๊ยเล็กกุ้ยน้อยดูไม่คุ้มแรงอย่างยิ่ง
จนแรกๆ โดนคนด่าว่าตีไม่ถูกจุด

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า
ภาพคนหนีค่ารถไฟใต้ดินที่ถูกจับมายืนใส่กำไลเรียงกันทุกวันๆ ตรงประตูเก็บตั๋วก็ดี
หรือฝาผนังที่สะอาดขึ้นเพราะปลอดกราฟิตี้ก็ดี
หรือถนนหนทางที่ไม่มีกลิ่นฉี่ คละคลุ้งก็ดี
ดูเหมือนจะส่งสัญญาณใหม่ๆให้กับอาชญากรในเมืองไม่ว่าขาเล็กหรือใหญ่
ให้รู้ว่า หมดยุคอันธพาลแล้ว
จึงปรากฎว่าหลังจากนั้นอัตราการเกิดอาชญากรรมในนิวยอร์กก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ
ที่เคยยิงเคยข่มขืนกันก็ลดหายไปผิดหูผิดตา
จากจำนวนคดีฆาตกรรม 2,154 คดี และจำนวนคดีร้ายแรงอื่นๆ 626,182 คดี
ในปีที่จูลิอานีเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ นั้น
พอห้าปีถัดมาก็ลดลงกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์
จนเหลือเพียง 770 คดีฆาตกรรมและ 355,893 คดีร้ายแรงเท่านั้น
ยิ่งพักหลังๆนี่นิวยอร์กจะติดโผเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในอเมริกาตลอด…”

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจ
ที่สังคมไทยซึ่งเป็นสังคมแห่งการ “หยวน” ระดับโลก
จึงได้มีการโกงกินมากระดับโลกเช่นกัน!

การโกงข้อสอบ ลอกการบ้าน เล่นเส้น ติดสินบนเจ้าหน้าที่ ฯลฯ
การกระทำเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่เราหารู้ไม่ว่า ความชั่วเล็กๆที่ถูกปล่อยให้เติบใหญ่
เพียงไม่นานมันก็จะกลายมาเป็นความเลวขนาดมหึมาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง

ถามว่าคุณจะฝากเด็กที่โกงข้อสอบ
ให้เอาเงินไปซื้อของราคาแพงโดยไม่ถามราคาไหม
แล้วถามว่าเงินภาษีที่คุณจ่ายไปทุกปีจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตนั้น
คุณกำลังฝากให้เด็กที่เคยโกงข้อสอบดูแลมันอยู่กี่คนในขณะนี้
โดยที่คุณไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสได้เลย…

เด็กน้อยที่เคยเอาเปรียบเพื่อนในห้องด้วยการโกงข้อสอบ
ไม่นานก็จะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่เอาเปรียบคนในประเทศด้วยการโกงภาษี
และเด็กเกเรที่พ่อแม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อ “ซื้อ” ที่เรียนใหม่
ก็ย่อมเข้าใจว่าการใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ
สำคัญกว่าการใช้ความสามารถ หยาดเหงื่อ และสติปัญญา

ในสมัยที่ผมเรียนหนังสือ
มีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าครูคนหนึ่งถึงกับปิดห้องสอบ
แล้วปล่อยให้นักเรียนลอกข้อสอบกันตามสบายด้วยความรำคาญ
ผมคิดว่าถ้าเราอยากอบรมบ่มนิสัยให้เด็กเหล่านี้
เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ซื่อสัตย์สุจริตในสภาฯ
การพยายามสอนช้างให้บินไปดวงจันทร์ดูจะง่ายกว่าไหมครับ

โปรดอย่าด่าว่ารัฐบาลไม่ว่าจะยุคไหน
ถ้าคุณยังซื่อสัตย์ต่อตนเองหรือครอบครัวไม่ได้
หรือหากคุณยังติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ จ้างคนรู้จักให้ทำงานแทน
หรือจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนในสถานศึกษาบางแห่งอยู่
ผมว่าการออกมาแสดงความรักชาติเกินขอบเขต
หรือตะโกนโวยวายด่านักการเมือง
อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ข้ามขั้นไปหน่อยนะครับ

สถาบันเล็กเป็นอย่างไร สถาบันใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น
เพราะอย่าลืมว่ามนุษย์ที่ประกอบขึ้นเป็น “กลุ่มผู้ปกครองประเทศ”
ก็คือคนไทยตาดำๆที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกับคุณนั่นเอง

เราจะให้พ่อยิ้มได้อย่างไรกันล่ะครับ
ในเมื่อ “แกะขาว” ยังไม่มีที่อยู่ในหมู่“แกะดำ”
ในเมื่อลูกๆยังบูชาเงินเหมือนพระเจ้า
และการ “หยวน” ก็ได้กลายมาเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ
ที่กำลังบ่อนทำลายความเจริญของบ้านเมืองจากภายใน

คงไม่มีพ่อคนไหนรู้สึกภูมิใจที่มีลูกขี้โกง
ไม่ว่าพ่อคนนั้นจะมีลูกเพียง 6 คน หรือมีมากถึง 60 ล้านคน จริงไหมครับ…

2 thoughts on “
อยากเห็น “พ่อ” ยิ้ม

  1. Hi Khunkhao, this is a very incredible, insightful and informative topic!! After reading it, I could see how the corruptions get started from a little insignificant deed then was transformed to a big nation problem. I like this: ทุกๆ ปัญหาใหญ่บนโลกนี้ ล้วนเกิดจากปัญหาเล็กๆที่ไม่ได้รับการแก้ไข

    I did read these three amazing books that you’ve mentioned, especially “Rich Dad, Poor Dad” I bought this book in 2001 and I think people who worship money and let money control them, they don’t have time to read these kind of books. It means they don’t have the knowledge to do differently. สังคมใดมีคนบูชาเงินมาก สังคมนั้นก็จะมีคนไร้ความคิด.

    What is the cause of people to corrupt? I think that people who corrupt at any kind or the greed of money because they are always afraid of not having enough or not good enough, they don’t appreciate themselves for who they are, they constantly need approval from others and they need money or tittle to represent how good they are!! From my experiences in Thailand: to get the good School, good Uni, good Job, even get pass the car license, get first to the doctor, to the bank and etc., because I know someone!! I hate the way we do thing in Thailand. I thought it was normal but it’s not…at all.

    Thanks and I am very proud of your grandfather! Kay :) :)

  2. ปกติชอบบทความของขุนเขาอยู่แล้ว…แต่ฉบับนี้เหมือนจะชอบเป็นพิเศษ เพราะสะท้อนปัญหาซึ่งเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยในขณะนี้ ผมให้นักเรียนอ่านบทความของขุนเขาหลายเรื่อง เช่น เลิกแล้วค่ะ เหมาโหลโง่หรือเปล่า ฯลฯ นักเรียนชอบมาก เป็นบทความที่ทันสมัยและน่าเชื่อถือ เพราะอิงงานวิจัย นักเรียนร้องให้หาบทความดี ๆ แบบนี้มาให้อ่านอีก..ขอชื่นชมจากใจจริงครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.