เสียดาย! คนอ่านหนังสือได้ แต่ไม่อ่าน!

“อ่านหนังสือแค่ปีละ ๖ บรรทัด!! ชิบหายแล้วบ้านเมืองกู!!”
คือประโยคเปลี่ยนชีวิตป๊อป จากภาพยนตร์เรื่อง “ทวิภพ”
ซึ่งป๊อปก็เชื่อว่า ไม่เพียงแต่ป๊อปเท่านั้น ที่เริ่มสนใจอ่านหนังสือเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้
สารภาพตรง ๆ เกือบสิบปีที่แล้ว ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่รู้เรื่องเลย
แต่เพราะประโยคดังกล่าว ทำให้ป๊อปพยายามดูเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายต่อหลายเที่ยว
เพื่อพยายามเข้าใจให้ได้ว่า ทำไมบ้านเมืองต้องถึงกับชิบหายหากประชาชนไม่ค่อยอ่านหนังสือ
ดังที่คุณหลวงท่านหนึ่งในภาพยนตร์กล่าวหา
แต่เมื่อพยายามดูซ้ำ ๆ จนในที่สุดก็เข้าใจ ก็บอกตรงๆว่ารู้สึกเจ็บจิ๊ดถึงตับเลยจริง ๆ !
แต่ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกเหมือนพบลำแสงส่องสว่าง
ทะลุเข้ากลางกะลาที่มีเรานั่งโง่เป็นกบ อ๊บ ๆ อยู่ข้างใน

ป๊อปเห็นว่าในโอกาสนี้ คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย
หากป๊อปจะขอเสนอหนังสั้นเรื่องหนึ่ง ณ พื้นที่แห่งนี้
แต่เพื่อประหยัดงบประมาณในการถ่ายทำ ลองอ่านแล้วนึกภาพตามเอาละกันนะคะ ฮี่ ๆ :D
“ พ.ศ.๒๕๔๐ เด็กหญิงวัย ๑๔ ปี เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
เธอคิดอะไรไม่ออกนอกจากอยากหาเงินเรียนต่อ แต่ในที่สุดชีวิตนักเรียนของเธอ
ก็ต้องยุติลงหลังจบการศึกษาระดับมัธยมต้น
เธอเสียใจมาก เพราะเธอมีความใฝ่ฝันอยากเรียนให้ได้ถึงระดับปริญญาเอก
ในเวลานั้นเธอคิดอะไรไม่ค่อยออก เธอถูกบังคับให้ออกหาทำงาน
เธอทนอับอายหลายปี ในขณะที่เพื่อนๆได้เรียนต่อ แต่เธอต้องออกมาทำงาน
บางครอบครัวไม่อนุญาตให้ลูกของเขามาพูดคุยกับเธอ
เพราะคิดว่าเธอเป็นเด็กจรจัด ไม่สนใจเรียนหนังสือ
เธอคิดว่าชีวิตคงทำอะไรไม่ได้ไปกว่างานขายแรงงาน
เธอจึงตัดสินใจจะทำงานเพื่อเก็บเงินเรียนต่อถึงปริญญาเอกให้ได้
จนวันที่เธอได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “ทวิภพ”
และฉากนี้เองที่เปลี่ยนชีวิตเธอ
YouTube Preview Image
“ใช่ เราอ่านหนังสือออกนี่”
เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นคนฉลาด
ยิ่งเธอได้อ่านประวัติคนที่ไม่มีโอกาสเรียนสูงๆเหมือนเธอแต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้
เธอก็ยิ่งตื่นเต้นที่จะทำตัวเองให้เป็น “รายต่อไป”
เธอตะลุยอ่านหนังสือเองโดยเลือกหนังสือจากความสนใจ
หลายปีต่อมา เธอทำงานได้หลากหลายขึ้น
จนหลายคนถึงกับแปลกใจเมื่อได้มารู้ว่าเธอจบการศึกษาสูงสุดที่ชั้น กศน. ม.๖
และเธอก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนรักการอ่านหนังสือตามเธอ

เธอได้ถูกรับการคัดเลือกให้เป็น ๑ ใน ๒๖ คนในหนังสือ “เกิดมาเพื่อชนะ”
ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี และประธานBook Lover Club(Thailand) คุณภานุมาศ คาดีวี
และนี่คือคำที่คุณบัณฑิต กล่าวถึงเธอหนังสือ “เกิดมาเพื่อชนะ”
ผมได้อ่านเรื่องราวของป๊อปแล้ว รู้สึกประทับใจ
การเดินทางของเธอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นมาถึงปัจุจุบัน ช่างมาได้ไกลมาก
น่าประทับใจอย่างยิ่ง
ทำให้ผมนึกถึงปัญญาของปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า
“อย่าวัดคนที่ความสูงที่เขาอยู่ แต่วัดด้วยระยะทางที่เขาเดินมา”
ผมคิดว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ สามัญสำนึกก็บอกเช่นนี้
เราจะชอบเรื่องราวของคนที่เดินมาไกล
มากกว่าลูกชายมหาเศรษฐีเอารถสปอร์ตหรูคันใหม่มาอวด
การต่อสู้ และ “การเดินทาง” นั้น สร้างบุคลิกและคุณสมบัติ
การได้รับเงินฟรี หรือมรดก โดยไม่ต้องทำงานสร้างคุณค่าให้กับตนเองและผู้อื่น
ไม่ได้สร้างสองสิ่งที่มีค่านั้น
แม้บางคน อาจเริ่มต้นชีวิตด้วยต้นทุนที่สูง
แต่ควรตระหนักว่า ระยะทางที่เขาเดินไปจากจุดนั้น
จะเป็นสิ่งวัดคุณค่าของเขาในที่สุด
โลกจะวัดคุณด้วย “คุณค่าที่คุณสร้างให้กับคนอื่น”

เธอทำมาแล้วหลายอย่าง ทั้งพิธีกร จัดรายการวิทยุ งานบรรณาธิการ ประชาสัมพันธ์
และปัจจุบันเธอเป็นนักเขียนเจ้าของคอลัมน์ “มีปัญหาอ๊ะเปล่า” ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้แหละค่ะ”
(ป๊อปเองนี่แหละ ;) )
58121_500277516686983_1554567004_n
ป๊อปเสียดายแทนจริง ๆ กับหลาย ๆ คนที่บอกตัวเองว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ
เขาจะรู้ไหมว่า เขากำหนดชีวิตตัวเองด้วยคำที่ไม่เป็นความจริงเลย
ไม่มีใครไม่ชอบอ่านหรอกค่ะ มีแต่คนที่ยังไม่พบหนังสือที่ตัวเองชอบ
ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า
เขาไม่เคยสนใจจะเอาตัวเองเข้าไปมองหาหนังสือที่เหมือนเขียนมาเพื่อเขาเลย
ในโลกนี้มีหนังสือดี ๆ ตั้งเยอะ ก็ไม่ใช่ทุกเล่มที่ป๊อปจะชอบอ่าน
ป๊อปก็เลือกจากความชอบบ้าง จากคำแนะนำจากผู้ประสบความสำเร็จแล้วบ้าง
ป๊อปมีหนังสือที่เหมือนเป็นคัมภีร์ในการใช้ชีวิตหลายเล่มเลยทีเดียว
ทุกวันนี้ป๊อปไม่เคยคิดเลยว่างานหายาก ทั้ง ๆ ที่ป๊อปมีวุฒิการศึกษา กศน. ม.๖
ป๊อปเคยทำงานตำแหน่งเดียวกับเพื่อนร่วมงานที่จบปริญญาโท
บางองค์กรก็ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงกว่าเสียอีก
เพราะป๊อปทำผลลัพธ์เพื่อองค์กรได้มากกว่าเขา ถ้าถามว่าทำได้อย่างไร
ก็ตอบได้เลยว่า เอาความรู้จากการศึกษาด้วยตัวเอง ผ่านทั้งการอ่าน การฟัง มาใช้ไงล่ะคะ
จนในที่สุด การอ่านก็พาป๊อปหลุดจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน
ป๊อปเริ่มรู้จักวิธีการเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่ต้องลงทุน
เริ่มรู้จักหนทางที่จะสร้างรายได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องทำงาน

ป๊อปเสียดายแทนทุกคนที่อ่านหนังสือออกแต่กลับมองข้ามการอ่านหนังสือ
ทุกวันนี้เราใช้ Facebook ใช้ Line กันแทบจะทุกคน
เราทั้งอ่านทั้งเขียนกันจนแทบจะไม่สนทนาด้วยการออกเสียงกันอยู่แล้ว
พวกเขาน่าจะเปิดใจ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เป็นในสิ่งที่เขาสมควรจะได้เป็น
ได้รับในสิ่งที่พวกเขาสมควรจะได้รับ โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ
เพราะการอ่านหนังสือ คือ การเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง

พี่หนึ่ง วิทิตนันท์ โรจนพานิช (คนไทยคนแรกที่ปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์สำเร็จ) เคยสอนป๊อปไว้ว่า
“หนังสือ คือ กระบวนการหนึ่งของการสื่อสาร”
แต่สำหรับป๊อปแล้ว ขอให้ความหมายของหนังสืออีกอย่างหนึ่งด้วยค่ะว่า
“หนึ่งในกระบวนการให้และรับคำแนะนำ”
โดยมีผู้เขียน หรือผู้แปล เป็นผู้ให้ และผู้อ่าน คือรับ
โดยมีหนังสือเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
กระบวนการสื่อสารชนิดนี้ ทำให้เราสามารถรับในสิ่งที่คนอีกซีกโลกหนึ่งมอบให้
เขาทำเพื่อเราขนาดนี้แล้ว เราจะไม่รับน้ำใจจากเขาเสียหน่อยเหรอคะ?

อยาตีความหนังสือว่าน่าเบื่อเหมือนกันหมด
เพราะคนที่น่าสงสารที่สุด คือคนที่คิดว่าหนังสือน่าเบื่อนี่แหละค่ะ

คงจะเริ่มตื่นเต้นกับโลกแห่งการอ่านหนังสือกันแล้วนะคะ
อ่านคอลัมน์นี้จบปุ๊บ อย่าลืมรีบหาหนังสือมาอ่านกันเลยนะคะ ^_^
ด้วยรัก…เหมือนเดิมค่ะ ;)

_____________________________________________________________________
อ่านแล้วชอบใจไปรู้จักกันต่อได้ที่แฟนเพจ >> www.facebook.com/tiluck นะคะ ^_^
และติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck

4 thoughts on “
เสียดาย! คนอ่านหนังสือได้ แต่ไม่อ่าน!

  1. ป้าก็จะเป็นคนหนึ่งที่จะปลูกฝังให้หลานๆชอบอ่านหนังสือจร้า!!

  2. ถ้าน้องโตอีกนิดจะพาน้องรู้จักคนเก่งๆอย่างหลาน ป้าคงภมิใจอย่างมากที่มีเด็กๆอีกหลายคน มีตัวอย่างที่เก่งที่ดีอย่างหลานค่ะ ขอบคุณหลานไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published.