<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />Productivity winning in life

Productivity winning in life: เพิ่มศักยภาพ กับ Asia Productivity guru: Michael A. Podolinsky

เนื่องจากตัวผมเองต้องทำงานกับคนต่างชาติ ต่างภาษาค่อนข้างเยอะ ทางหน่วยงานที่ทำอยู่ในสิงค์โปร์ ก็เลยคิดว่าควรจะหาหลักสูตรฝึกอบรมอะไร ที่เรียนแล้วสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานเป็นทีมได้..ทำให้เมื่อช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาส ไปสัมนากับทาง SIM (Singapore Institute of Management) หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในสิงค์โปร์มากว่า 3 ปี  ซึ่งทางเลขาของแผนกบอกว่าที่นี่การฝึกอบรมดีมาก ในตอนแรกก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะคิดว่า หลักสูตรเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองหรือการเสริมสร้างศักยภาพในการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น การฝึกอบรมที่ไหนคงไม่ได้แตกต่างกันมาก

พอไปวันแรกก็รู้สึกตกใจเพราะคนลงทะเบียนเยอะมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นคนสิงค์โปร์ มีฝรั่งมาอบรมด้วย 2-3 คน ส่วนตัวผมนั่งเป็นคนไทยอยู่คนเดียว หลังจากวิทยากรเข้ามาแนะนำตัวและเริ่มสอน ไปชั่วโมงแรก ก็รู้สึกได้เลยว่า วิทยากรคนนี้ ไม่ธรรมดา มีอะไรในตัวเยอะมาก การสอนมีลูกเล่นลูกฮา ใครตอบคำถามได้ ก็มีขนมหรือของเล่นเป็นรางวัล คำถามไหนยาก แล้วมีคนตอบได้ ก็จะมีเหรียญทองที่แต่ทำเหมือนของเด็กเล่น  มาคล้องคอให้ ประหนึ่งว่าชนะเลิศโอลิมปิค กันยังไงยังงั้น…

Michael A.Podolinsky เป็นชื่อของวิทยากรท่านนี้ ผมซื้อหนังสือของแกมา หลังจากเรียนวันแรก (หลักสูตร มีสองวัน) “PRODUCTIVITY- WINING IN LIFE” เป็นชื่อของหนังสือที่ซื้อมาอ่าน

Fullscreen capture 14102556 221723.bmp

บทความตอนนี้ อาจจะฉีกแนวสักหน่อยนะครับ เพราะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าจะยังไม่มีขายในบ้านเรา…แต่ผมเห็นว่า อาจจะพอมีประโยชน์กับท่านผู้อ่าน เลย ขอหลงรักนักเขียนท่านนี้ซะหน่อย…

จะว่าไปแล้ว พอไปเรียนกับคนที่ผ่านอะไรมาเยอะเยอะ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นสอน มักจะเป็นเรื่องง่ายๆ หรือเป็นสิ่งที่เราพอจะรู้อยู่แล้ว แต่เขาเหล่านั้นมักจะมีกลเม็ด หรือวิธีคิดที่ต่างออกไป เช่นเดียวกับวิทยากรของผมท่านนี้ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Asia productivity guru หรือผู้เชี่ยวชาญในการปลุกพลังและสร้างศักยภาพในกับนักธุรกิจและบุคคลากรในแถบเอเชีย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ท่านมีภรรยาเป็นคนมองโกเลีย (ท่านเรียกภรรยาว่า “เจ้าสาว” ในการบรรยายตลอด รวมทั้งในหนังสือเล่มนี้ด้วย เป็นคนที่พูดถึงลูกด้วยความรัก และพูดถึงภรรยาด้วยความเคารพ…มิน่า ถึงได้เจริญก้าวหน้า สมควรเอาเป็นแบบอย่างยิ่งนัก ฮ่า ฮ่า)

หนังสือเล่มนี้มีความหนา สองร้อยกว่าหน้า แต่ท่านบอกว่าใช้เวลา ประมาณหนึ่งเดือนในการเขียน…เนื้อหาข้างใน มีหลายหลายมากที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่ม Productivity แต่ที่พอจะหยิบยกมาเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านในแบบสั้นๆ บางส่วนก็คือ แรงบันดาลใจในสิ่งที่เกิดจาก  5F คือ

Faith (ความซื่อสัตย์), Family (ครอบครัว), Fitness (สุขภาพ), Finances (การเงิน), Friends (เพื่อน)

จะเห็นว่าผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ เรียงลำดับความสำคัญ จากมากไปน้อย (ซึ่งอันนี้ก็อาจจะแล้วแต่ว่า ผู้อ่านจะเอาไปปรับใช้อย่างไรนะครับ) ผู้เขียนเห็นว่า Faith หรือความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นซื่อสัตย์กับศาสนาที่ตัวเองนับถือ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง หรือต่อความดี เป็นต้น ถัดมาก็จะเป็น Family หรือ ครอบครัวซึ่งตัวท่านเองก็แนะนำว่า ลองใช้วิธีมีรูปครอบครัวติดไว้ที่ไหนสักแห่ง หรือเอารูปครอบครัวมาเป็น screen saver เพื่อสร้างแรงบันดาลใจอาจจะทำให้เรามีกำลังใจหรือแรงบันดาลใจเวลาพบเห็นได้  ถัดมาเป็น Fitness เรื่องของสุขภาพร่างกาย ที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ Finances เรื่องการเงิน  ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเงินเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลายเป็นคนเห็นแก่ได้ หรือเป็นปีศาจ ผมชอบคำที่ท่านยกมาเปรียบเปรยในหนังสือเล่มนี้ว่า

“Money does not change people. It just makes them more of what they really are”
เงินไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยน  มันเพียงแต่ทำให้เห็นธาตุแท้ของคนคนนั้นมากขึ้น…

สุดท้ายเป็นเรื่องของ Friends หรือเพื่อน…หลังจากที่มีครอบครัว เพื่อนอาจจะมีความสำคัญบ้าง แต่จะน้อยลง หรือสุดท้าย เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ อาจจะคือ ภรรยาของคุณนั่นเอง

จริงๆ หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อนี้ไว้ พอสมควร มีแบบฝึกหัดให้คิดตามในแต่ละหัวข้อ แต่กลัวว่าเนื้อหาจะเยอะไป เลยอยากจะพูดถึงเรื่องของการบริหารจัดการเวลา ที่หลายคนมักจะคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดา และคนทั่วไปก็มักจะได้ยิน ได้ฟังกันมานับไม่ถ้วน แต่จะมีกี่คนล่ะ…ที่ทำได้!

ABCDE Activities

ไม่แน่ใจว่า มีใครเคยได้ยินการแบ่งงานหรือกิจกรรม ตามหลัก ABCDE กันมาบ้าง จะว่าไปแล้ว ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคนทั่วไป จัดลำดับความสำคัญน้อยมาก (บางคน อาจจะคิดในใจว่า ฉันจัดในใจหรอก!) แต่ไม่ว่าท่านกำลังใช้วิธีการใดอยู่ก็ตาม มาลองดูการจัดลำดับความสำคัญแบบนี้ ดูกันหน่อยครับว่า เขามีวิธีการทำกันยังไง

ก่อนทำงานในแต่ละวัน หรือทำโครงการใดๆ ก็ตาม ให้ทุกคนเขียนรายการ สิ่งที่ต้องทำลงไปในสมุด หรือกระดาษ A4 แล้วกำหนด ว่ากิจกรรมไหน คือ
A= All important – สำคัญมาก มีผลกระทบหากทำไม่เสร็จ หากมีความสำคัญหลายงาน ก็อาจจะเขียนเป็น A1, A2
B=Basic – ต้องทำ แต่ ไม่ได้รีบร้อนหรือมีผลกระทบอะไรมาก
C=Clerical – กิจกรรมที่ต้องทำซ้ำ…หรือทำในกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เวลานาน เช่น ทำความสะอาด ตอบอีเมล์ที่ไม่สำคัญ
D=Delegate – งานที่สามารถให้คนอื่นช่วยทำได้ หลายคนที่มีงานเยอะ อาจจะต้องลองฝึกแบ่งงานให้คนอื่นทำบ้าง
E=Eliminate – เป็นงานที่สามารถตัดออกไปจากชีวิตได้ โดยไม่มีผลกระทบอะไร เช่น ปฏิเสธงานที่ไม่ได้สำคัญออกไป

ง่ายไหมครับ การพูดหรือการเขียน มักจะง่ายเสมอ แต่การนำเอาไปปฏิบัติ มักจะเป็นคนละเรื่องกัน

ซึ่งความแตกต่างของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลวนั้น มักจะอยู่แค่ว่าใครเป็นผู้ลงมือทำเท่านั้นเอง ถามว่า หลายคนรู้ไหมว่า การออกกำลังกายนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่ดี ทุกคนรู้…แต่ถามว่ามีสักกี่คน ที่สามารถออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ…ลองหันไปมองคนรอบๆ ตัวคุณ…น้อยมากๆ หรือไม่ เราเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น…

ดังนั้น ลองเริ่มลงมือเขียนดูนะครับ สิ่งเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ หากทำมันบ่อยๆ จนเป็นนิสัย เราจะทำงานที่สำคัญๆ ได้เพิ่มขึ้นอีกเยอะมาก ผมเองก็ลองมาหลายอย่าง ส่วนตัวพบว่าการเขียนโดยใช้ปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษนั้น จะเกิดการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายกับสมองมากกว่า การจดผ่าน smart phone เหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำกัน แต่หลายคนก็อาจจะถนัดจดอะไรบนเครื่องมือสื่อสาร ก็ไม่ว่ากันครับ หากทำได้ผลลัพธ์เดียวกัน ดีทั้งนั้น

เพราะ “หนึ่งเป้าหมาย มีหลายวิธี”….เสมอครับ..

ประยูร สนใจ  ปัจจุบันทำงานด้านไอที อยู่ประเทศสิงค์โปร์

Leave a Reply

Your email address will not be published.