ชีวิต ON – OFF

Photo35

ในชีวิตจริงคนเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ครื่องจักร เราจึงไม่มีสวิทช์สำหรับปิดเปิด
เพื่อเดินเครื่องทำงานหรือหยุดพักเมื่อไม่ใช้งาน
แต่ถ้าจะสมมติให้มีสวิทช์ปิดเปิดในชีวิตจริงผมว่า…
ในกายเราน่าจะเทียบได้กับ “สวิทช์จิต”

จิตเปิด – จิตปิด
แล้วจิตคนเราจะเปิดปิดเมื่อใด

เอาแบบง่ายๆ ก็คือเมื่อเรามีสุข พอใจ ยินดี มีความหวัง สนุกสนาน
ได้รับสิ่งที่ชอบที่ต้องการ บรรลุเป้าหมาย และอีกสารพัดพลังบวกที่เข้ามาในชีวิต
เมื่อนั้น… “จิตเราก็จะเปิด”

และเมื่อทุกอย่างตรงกันข้ามกับข้างบน…
เมื่อทุกข์ถาโถม ไม่พอใจ ไม่ยินดี และสารพัด “ไม่” ที่ถาโถมเข้ามาด้วยพลังลบ
ไม่ว่ารุนแรงหรือเบาบางก็ตาม เมื่อนั้น… “จิตเราก็จะปิด”

แน่นอนว่า… ใครก็อยากที่จะเปิดสวิทช์จิต ให้จิตเราเปิดตลอดเวลา
แต่ในความเป็นจริงนั้น การใช้ชีวิตย่อมมีเรื่องราว อุปสรรค กิเลส ความต้องการ
สิ่งที่มากระทบ ให้จิตเราปิดโดยง่ายดาย…
ในปุถุชนคนธรรมดาทุกคน ย่อมเป็นไปตามลักษณะดังกล่าว

แต่ในคนที่มีการฝึกจิต… จิตของเขาเหล่านั้น
จะมีการยกระดับไปสู่ภาวะที่เข้าใจโลกอย่างละเอียดขึ้น มีสติมากขึ้น
ปล่อยวางมากขึ้น คิดบวกด้วยปัญญามากขึ้น คิดลบด้วยอารมณ์น้อยลง

สมาธิ เป็นคำที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตโดยตรง
แต่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องสูงส่ง เป็นฤทธิ์วิเศษ เป็นกิจกรรมที่ต้องเจียดเวลา
บริหารจัดการเวลา เพื่อที่จะไปทำโดยเฉพาะ

ซึ่งแท้ที่จริง “กุญแจควบคุมสวิทช์จิต” เหล่านี้ไม่ได้มีความยากเย็นและสูงส่งเช่นที่
หลายคนเคยเข้าใจ ทั้งหมดสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิตเราได้

ทุกครั้งในแต่ละกิจกรรมชีวิตที่เราทำ หากขาดสมาธิตามธรรมชาติเป็นตัวนำ
ก็ยากที่จะสำเร็จ ลักษณะแบบนี้คือ… การมีใจจดจ่อกับเป้าหมาย
อยู่กับปัจจุบันคืองานที่กำลังกระทำอยู่อย่างไม่วอกแวก นับเป็นสมาธิเบื้องต้น
อันเป็นการใช้ความสงบระงับ…

และเมื่อใดที่เราสามารถมองทุกกิจกรรมชีวิตตามที่เป็นจริง
ระลึกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำอย่างไรอยู่ ทำเพื่ออะไร จะได้ผลเป็นอย่างไร
ตามสภาพจริง ไม่ได้ปรุงแต่งจินตนาการขึ้นมา ไม่ได้คาดหวังผล
ไม่ได้เอากิเลสอะไรหรือความอยากอะไรมานำ ทำไปอย่างเต็มที่กับกิจกรรมนั้น
ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลอันดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เป็นไปด้วยความสะอาด สว่าง สงบ สร้างสรรค์ สร้างเสริม
มองเห็นความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน และรู้จักปล่อยวาง
ยอมรับผลเมื่อได้กระทำดีที่สุดแล้ว… เมื่อนั้น สมาธิระดับที่สูงขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้น

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น นับเป็นสมาธิตามธรรมชาติ
ที่ยังมีกำลังและพลังงานน้อยกว่าสมาธิที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรอยู่มาก…
เราจึงต้องอาศัยการบำเพ็ญเพียรฝึกจิตซึ่งคือ “การเดินทางสู่ภายในที่แท้จริง”
อันเป็นการสร้างเส้นทางสายเอกไปสู่ที่สุดแห่งธรรม…
เป็นขั้นตอนต่อไปมาช่วยเหลือ
จากนั้น จึงจะยกระดับสมาธิของเราให้ควบคุมการเปิดปิดของสวิทช์จิตได้ดีขึ้นโดยสมบูรณ์ในที่สุด

ดังนั้น การมีสมาธิตามธรรมชาติจึงเป็นการเตรียมตัวเราให้เข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น
เพื่อน้อมนำผลของการปฏิบัติมายกระดับชีวิตเราให้รู้แจ้งมากขึ้น ให้ดีขึ้น ให้พัฒนาขึ้น
ด้วยการต่อยอดจากการบำเพ็ญเพียร นับเป็นการเตรียมตัวและฝึกฝนตนเองไปพร้อมกัน…

สมาธิทั้งสองระดับล้วนอิงอาศัยกันเช่นนี้…
เฉกเช่นน้ำมันกับรถยนต์ เฉกเช่นคนกับอาหาร ที่เมื่อขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้ว
ย่อมทำให้อีกสิ่งไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์

“เราเกิดมาแล้วต้องเติมเต็มคุณค่าให้ชีวิต”

ดังนั้น เราทุกคนจึงควร…มาเติมเต็มสมาธิของเราให้เพิ่มพูนก่อนตาย
จะได้ไม่ต้องเสียดายว่าไม่ได้ทำ…

อนุโมทนาครับ… ^^

Leave a Reply

Your email address will not be published.