ยักษ์จินนี่ ที่คุณยังไม่รู้จัก

ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ
ที่ในขณะนี้คุณสามารถนั่งอ่านคอลัมน์ออนไลน์ของผมได้อย่างสบายอกสบายใจ
อย่างไรก็ตาม คุณอาจยังไม่ซาบซึ้งถึงความ “โชคดี” อันเหลือแสนที่คุณมีอยู่
ฉะนั้นผมจะขอบอกให้คุณรู้เองก็แล้วกัน…

ย้อนไปในปี ค.ศ. 1400
ก่อนที่นายช่างชาวเยอรมันนามว่า โยฮันเนส กูเทนเบิร์ค (Johannes Gutenberg)
จะคิดค้นแท่นพิมพ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ
ในสมัยนั้นยังมีอาชีพที่เรียกว่า “นักคัดลอก” (scribe)
ซึ่งคนที่ทำอาชีพนี้ มีหน้าที่คัดลอกตัวหนังสือ หรือความรู้จากปากผู้อื่นด้วยปากกาและลายมือ

ในยุคนั้น สถิติสูงสุดของการคัดลอกในแต่ละวัน อยู่ที่ประมาณวันละ 4-5 หน้ากระดาษ
เพราะคนคัดลอกต้องใช้ลายมือบรรจงเต็มบรรทัด
และต้องมั่นใจว่าตัวเองคัดลอกเนื้อหาทุกบรรทัดโดยไม่ผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ โยฮันเนส กูเทนเบิร์ค
สามารถประดิษฐ์แท่นพิมพ์ที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำเป็นตัวขับเคลื่อนได้สำเร็จ
สถิติการพิมพ์ในแต่ละวันก็พุ่งทะยานขึ้นเป็น 3,600 หน้าโดยเฉลี่ย
และเมื่อผ่านเวลาไปเพียง 2 ศตวรรษ สื่อสิ่งพิมพ์ทั่วยุโรปก็มีจำนวนมากถึง 150 ล้านแผ่น!

นักประวัติศาสตร์หลายท่าน
รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่างเซอร์ ฟรานซิส เบคอน

(Sir Francis Bacon) ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า
“การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ของกูเทนเบิร์ค
เป็นการประดิษฐ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกไปมากที่สุดในรอบ 1,000 ปีที่ผ่านมา”

หลังจากแท่นพิมพ์ถูกใช้งานอย่างเป็นทางการ
ผู้คนมากมายทั่วโลกก็สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความลับ
และความรู้ต่างๆมากมายอย่างรวดเร็วขึ้นนับพันเท่า
ซึ่งก่อให้เกิด “ยุคเรืองปัญญา” (Age of Enlightenment)
และศาสตร์แปลกใหม่ที่เรียกว่า “สื่อสารมวลชน” (Mass Communication) ขึ้นทั่วทวีปยุโรป
และส่งผลให้มี “การปฏิวัติครั้งใหญ่ทางวิทยาศาตร์” (Scientific Revolution)
และ “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” (Industrial Revolution) ตามมาในศตวรรษที่ 17 และ 18

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาวุธอันทรงอานุภาพที่เรียกว่า “ความรู้”
ก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในมือของคนเพียงหยิบมืออีกต่อไป

หมุนเวลามา ณ บัดนี้
เทคโนโลยีของแท่นพิมพ์ได้ก้าวไปไกลเกินกว่าที่คุณกูเทนเบิร์คจะสามารถจินตนาการถึง
ก็ใครจะนึกล่ะครับว่า วันหนึ่งแท่นพิมพ์ขนาดใหญ่โตมโหฬารที่มีราคาเป็นล้านปอนด์
จะสามารถย่อขนาดมาอยู่ตรงหน้าคุณได้ ในราคาไม่ถึง 300 บาท!

ใช่แล้วครับ
คีย์บอร์ดของคุณนั่นแหละคือแท่นพิมพ์ของกูเทนเบิร์ค
(ที่ดียิ่งกว่าของเก่าแบบนับเท่าไม่ถ้วน)
เพราะคุณสามารถพิมพ์ข้อความใดก็ได้ แล้วส่งต่อไปให้คนเป็นร้อย เป็นพัน
หรือในบางกรณีก็เป็นล้านคนได้อ่าน ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที…

ด้วยเทคโนโลยีสุดวิเศษที่เรียกว่า “อินเตอร์เน็ต”
กอปรกับสิ่งประดิษฐ์ที่ต่อยอดมาจากแท่นพิมพ์นามว่า “คอมพิวเตอร์”
ตอนนี้คุณจึงสามารถใช้พลังในกำมือ สร้างสรรค์สิ่งที่คุณต้องการในอีกซีกโลกหนึ่งได้
โดยที่ก้นของคุณไม่จำเป็นต้องพรากจากเก้าอี้นุ่มๆไปเลย!

ถ้าคุณกูเทนเบิร์คมีชีวิตอยู่จนได้เห็นสิ่งนี้
เขาคงหัวใจวายตายคาแท่นพิมพ์ (ด้วยความดีใจสุดตัวไม่ก็ตกใจสุดขีด) อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญก็คือ มีสิ่งประดิษฐ์ใดในโลกนี้ด้วยหรือครับ
ที่ให้เพียง “แสงสว่าง” โดยไม่ได้สร้าง “ความมืดมิด” เลย…

– ไฟฟ้าให้ความอบอุ่นและความสะดวกสบายนานัปการแก่เรา
แต่ไฟฟ้าก็เป็นต้นเหตุของการล้างบางชีวิต
และล้างผลาญสิ่งของอันเป็นที่รักมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

– รถยนต์สามารถพาเรานั่งตากแอร์ฟังเพลงข้ามจังหวัดได้
รวดเร็วยิ่งกว่าการขี่ช้างหรือเดินเท้านับพันนับหมื่นเท่า
แต่อุบัติเหตุที่เข่นฆ่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในแต่ละปีมากที่สุด
ก็คืออุบัติเหตุทางรถยนต์นั่นเอง

– โทรศัพท์มือถือทำให้เราสามารถเห็นหน้าและพูดคุยกับคนในอีกทวีปหนึ่งได้
ในขณะที่สมัยก่อนต้องนั่งรอจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์ร่วมสองอาทิตย์
และอาจไม่ได้เห็นหน้าคนรักนานนับปี
แต่ขณะเดียวกันผมก็เคยเห็นคนที่ทะเลาะกับพ่อแม่ ผิดใจกับเพื่อนรัก
เลิกกับแฟน นอนร้องไห้ขี้มูกโป่ง หรือซึมเศร้าจนไม่อยากกินอาหาร
เพราะการใช้โทรศัพท์เครื่องเดียวกันนี้มาแล้วนักต่อนัก

– แท่นพิมพ์อันแสนวิเศษ ทำให้มนุษย์สามารถผลิตสื่อต่างๆ
ออกมาให้สาธารณชนรับรู้ได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
แต่นั่นก็หมายความว่าสื่อมอมเมา สื่อบิดเบือน สื่อลามก
และสื่อที่ไม่ประเทืองปัญญาก็จะสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
ราวกับเชื้อโรคร้ายเช่นเดียวกัน

– พลังงานนิวเคลียร์ เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่อาจสามารถช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้
เพราะธาตุยูเรเนียม (ซึ่งเป็นธาตุที่ใช้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์)
จำนวนเพียง 1 กรัม สามารถผลิตพลังงานได้ถึง 23,000,000 วัตต์
ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าพลังงานจากน้ำมัน
ถึง 2,000,000 เท่า และมากกว่าพลังงานจากถ่านหินถึง 3,000,000 เท่า

…แต่พลังงานอันมหาศาลของนิวเคลียร์นี่เอง
ที่ถูกนำไปใช้สร้างระเบิดมหากาฬที่พรากชีวิตผู้คนไปกว่า 200,000 คน
ณ เมือง ฮิโรชิม่าและนางาซากิ
เพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สอง ภายในเวลาเพียงพริบตาเดียว

ตั้งแต่หอกปลายหินไปจนถึงเครื่องบินเจ็ท
ตั้งแต่แท่นพิมพ์ไปจนถึงแท่นขุดเจาะน้ำมัน
ทุกๆเทคโนโลยีบนโลกใบนี้เป็นดาบสองคมโดยไม่มีข้อยกเว้น
แต่หากเราลองพิจารณาดูให้ดี เราก็จะเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว
สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีทั้งหลาย
ไม่ได้มีความดีหรือความเลวอยู่ในตัวของมันเลย
เพราะตัวของมันเองไม่สามารถทำอันตรายใครได้

โทรศัพท์ที่ไม่ได้ถูกใช้ รถยนต์ที่ไม่มีคนขับ ระเบิดที่ไม่มีใครแตะต้อง
และเฟซบุ๊คที่ถูกทิ้งร้าง ไม่สามารถทำให้อะไรๆ “ดี” ขึ้นมาได้
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถทำให้อะไรๆ “แย่” ลงได้เช่นเดียวกัน…

อย่างไรก็ตาม
เมื่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” เริ่มเข้าไปแตะต้องสิ่งเหล่านั้นต่างหาก
ที่ทำให้มันสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรก็ได้
เปรียบเสมือนยักษ์จินนี่ในเรื่อง “อะลาดิน”
ที่สามารถดลบันดาลสิ่งต่างๆได้สารพัดอย่าง
ตามแต่ผู้เป็นเจ้าของตะเกียงจะใช้มัน
และความจริงก็คือ ยิ่งสิ่งของสิ่งหนึ่งมีพลังในการ “สร้างสรรค์” มากเท่าไหร่
มันก็ยิ่งมีพลังในการ “ทำลายล้าง” มากเท่าๆกัน
นี่คือกฏสากลของธรรมชาติ

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนเราเอาไว้ว่า เวลาจะใช้สิ่งของใดก็ตาม เราควรรู้สามอย่าง คือ:

1. อัสสาทะ – รู้คุณของสิ่งนั้น

2. อาทีนวะ – รู้โทษของสิ่งนั้น

3. นิสสรณะ – รู้วิธีเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น โดยไม่เป็นทุกข์

ฉะนั้น ลองถอยห่างออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สักครู่นะครับ
แล้วลองมองดูนวัตกรรมอันน่าทึ่งที่เรียกว่า “อินเตอร์เน็ต” ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอของคุณ
ลองมองดูแป้นคีย์บอร์ดอันแสนวิเศษที่ตั้งอยู่ตรงหน้าคุณ
ลองมองดูโทรศัพท์มือถือสุดอัศจรรย์
ลองมองดูโปรแกรม Skype ที่ราวกับถูกส่งมาจากโลกอนาคต
และลองมองดูเพจ Facebook ที่ราวกับหลุดออกมาจากโลกของเวทมนต์…

และสุดท้าย ขอให้ลองมองย้อนกลับมาที่ใจน้อยๆของตัวเอง แล้วถามมันดูซิว่า

“ใจเอ๋ย เจ้ารู้วิธีใช้ของวิเศษเหล่านั้น โดยรู้คุณ รู้โทษ
และรู้วิธีข้องเกี่ยวกับมันโดยไม่เป็นทุกข์แล้วหรือยัง”

เพราะถ้าคำตอบคือ “ยัง” ผมก็คงต้องขอแจ้งข่าวร้ายกับคุณ
ว่าเจ้าทาสรับใช้ที่ถูกคุมขังอยู่ในตะเกียง…

…ก็คือตัวคุณนั่นเอง…

5 thoughts on “
ยักษ์จินนี่ ที่คุณยังไม่รู้จัก

  1. เป็นสัจธรรมแห่งชีวิต ทีไม่อาจปฏิเสธได้

  2. ยอดเยี่ยมเพลิดเพลิน อารมณ์ ดีครับ คุณ ขุนเขา

  3. YES, I do…Very cool insights! Khunkao, and thanks for reminding us to use our wisdom to see the truth of the nature. Good or bad, right or wrong, love or hatred…, it’s up to us to choose how to see it. Thanks kay :)

  4. เรียน คุณขุนเขา

    ผมอยากเชิญคุณขุนเขา มาบรรยาย ให้กับพนักงานขาย ( เซลส์ขายยา ) ซัก 1 ชม
    เพื่อเป็นการให้ข้อคิด. ของการทำงาน และเป็นคนดี ไม่ทราบสะดวก หรือ มีคชจ เท่าไหร่ครับ
    ประมาณสิ้นเดือนนี้ ครับ ขอบพระคุณมาล่วงหน้า ครับ

  5. สวัสดีครับคุณประเสริฐ,
    รบกวนส่งรายละเอียดมาที่ email ของผม
    auttoe@gmail.com ได้เลยครับ :)

Leave a Reply

Your email address will not be published.