ความแตกต่างระหว่าง "คิดมาก" กับ "รอบคอบ"

Q: พี่ครับ มีแต่คนบอกว่าผมเป็นคนคิดมากเกินเด็ก (ผมอายุ ๑๖ ปีครับ)
เราควรปรับตัวยังไงไม่ไห้เป็นคนคิดมากครับ?

A: ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน
กับความหมายของคำว่า “คิดมาก” ที่หลายคนตีความไม่เหมือนกัน
ในกลุ่มคนไม่รอบคอบ ประมาท และคิดน้อยเกินไป
เขาก็อาจจะตีความ “การคิดอย่างรอบคอบ” กับ “คิดมาก” ว่าเหมือนกัน
พี่เอง หลายอย่างที่พี่คิด เพื่อนๆพี่บางคนก็บอกว่าพี่คิดมาก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อะไรที่พี่เคยเตือน เป็นจริงทุกอย่างเลย
จนพี่พูดกับเพื่อนพี่ได้ทีหลังว่า ฉันว่าแกน่ะควรจะคิดให้มันมากๆกว่านี้หน่อยนะ!

น้องต้องแยกแยะระหว่าง “คิดอย่างรอบคอบ” กับ “คิดมาก” ให้ออกก่อน
เพราะการเป็นคนชอบคิดนั้นมีข้อดีมหาศาลเลยทีเดียว
ถ้าเรารู้จักคิด ข้อเสียก็แทบไม่มีปรากฎให้เห็น
สังเกตคนคนเก่งๆระดับโลกสิคะ เขาก็คิดกันเยอะทุกวัน
ผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ก็มาจากคนชอบคิดทั้งนั้น
แต่ความต่างของ ‘คนที่รู้จักใช้ความคิด’ กับ ‘คนคิดมากตัวจริง’ ก็คือ
คนที่รู้จักคิด เขาไม่ได้ทุกข์ทรมานกับสิ่งที่เขาคิด
เขามีความสุขกับการได้ใช้สมองให้คุ้มค่า
คิดแล้วเสียดายแทนหลายคนที่ใช้ “สมอง” ไม่คุ้ม
รวมถึงชอบการเอาสมองไปคิดในเรื่องไม่ควรคิด

อยากให้น้องลองพิจารณาลักษณะการคิดดูของน้องดูว่า
ขณะที่น้องกำลังใช้ความคิดไม่ว่าจะเรื่องอะไร น้องทุกข์ทรมานกับมันไหม
หรือรู้สึกมีความสุขดีที่ได้ใช้สมองไปในทางสร้างสรรค์
ถ้าเป็นอย่างแรก พี่ก็ขอแนะนำทางแก้ไว้ให้ดังนี้นะคะ
น้องควรพิจารณาแต่ละเรื่องที่น้องคิดก่อนว่า
มันใช่เรื่องที่น้องควรสละเวลามันมีค่าของน้อง ไปคิดจนทุกข์ขนาดนั้นไหม
(ซึ่งเชื่อได้เลยว่าส่วนใหญ่จะไม่
และถึงแม้จะเป็นเรื่องควรคิด ก็ไม่จำเป็นต้องคิดไปทุกข์ไปก็ได้นี่คะ ;) )
แล้วก็เลิกคิดเลยค่ะ เพราะจัดว่าไร้ประโยชน์ที่จะให้เวลา
จงเอาสมองไปใช้ในเรื่องอื่นเลย และเลิกคิดเรื่องนั้นอย่างไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ใดๆทั้งสิ้น

ขอให้น้องจำไว้ว่า เรามี ๒๔ ชั่วโมงต่อวันเท่ากันทุกคน
จะคิด จะทำอะไร ควรพิจารณาการใช้เวลาแต่ละวันของเราเข้าไปด้วย
จงเห็นคุณค่าของเวลา ประหนึ่งสมบัติล้ำค่า
หากเปรียบเวลา ๑ วันของเรา คือ ทองคำแท่ง
ก็ต้องคิดให้ดีๆว่าเราควรเสียทองคำแท่งนี้ไปเพื่อแลกกับอะไร (คิด ,ทำ ,พูดอะไร)
ความคิดไหน ถือเป็นการคิดที่ให้โทษ ก็ขอให้เลิกคิด

แต่สำหรับเรื่องไหนที่เห็นว่าควรต้องคิด
น้องก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ความทุกข์ลงไปในความคิดนั้นด้วยนะคะ
ถ้าใส่ความทุกข์เพิ่มลงไปในความคิด แล้วช่วยให้เรื่องที่เราคิด
เป็นผลสำเร็จหรือคลี่คลายลงไป หนี้สินหายไป ปัญหาหายไปได้
งั้นพี่ก็เห็นด้วยว่าเราควรจะเพิ่มความทุกข์ลงไปในความคิดให้มันมากๆไปเลย
แต่ในเมื่อการเพิ่มทุกข์เข้าไปไม่ใช่ช่วยอะไร
แถมยังบั่นทอนสุขภาพใจและความสุขของเราอีกต่างหาก
เช่นนั้นแล้ว เราจะทุกข์กับเรื่องที่คิดไปเพื่ออะไรล่ะค่ะ จริงไหม?
(แนวคิดนี้ พี่ได้มาจากบทสัมภาษณ์ของคุณคริส หอวัง
ที่เธอพูดถึงคำสอนของ คุณปิ๊ง อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม
ผู้กำกับภาพยนตร์ “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ค่ะ ;))

และสำหรับทุกเรื่องที่ควรคิด ที่เป็นการคิดอย่างมีความสุข สนุกที่ได้คิด
แม้จะเป็นรูปแบบการใช้ความคิดที่ดี ที่ถูกที่ควร
แต่ก็อย่าลืมแบ่งเวลาให้สมองได้พักบ้างนะคะ
แบ่งเวลาส่วนหนึ่งของวันเพื่อไว้ใช้อยู่กับปัจจุบันบ้าง
รวมถึงเพื่อการนั่งสมาธิ การเดินจงกรม
การนั่งสมาธิและเดินจงกรมที่บางท่านมองว่าเป็นกิจกรรมที่เสียเวลา
แต่ความจริงแล้ว นี่คือสิ่งที่คุ้มค่าแก่การใช้เวลาที่สุดเลยค่ะ
เพราะช่วยให้เรามีสามารถควบคุมสติอารมณ์ในยามคับขันได้ดีขึ้น
และช่วยให้สมองได้จัดระเบียบข้อมูลที่ได้รับในแต่ละวันให้เข้าที่เข้าทาง
จะสังเกตได้ว่า คนที่ทำสมาธิเป็นประจำมักดูสุขุม และมีไหวหริบดีกว่าคนที่ไม่ชอบทำสมาธิ
และสังเกตไหมคะ ไอเดียดีๆมักผุดขึ้นมาในเวลาที่เราเผลอ กำลังพักผ่อน
หยุดคิดเรื่องหนัก และไม่ได้ตั้งใจจะคิดให้ออกให้ได้
ฉะนั้น เรามาจัดเวลาเพื่อความสงบแบบนี้ใน ๑ วันของเรากันบ้างดีกว่าค่ะ
ถ้าไม่ชอบนั่งสมาธิก็เดินจงกรมก็ได้
ลองหาเวลาที่เราต้องเดินอยู่แล้วพอดี อย่างน้อย ๑๕ นาทีต่อวัน
เช่น ตอนเดินไปกลับที่ทำงาน จากที่เคยเดินไปคิดไป
ก็เปลี่ยนเป็นเดินอย่างมีสติอยู่กับการก้าวเดิน ไม่ส่งจิตออกนอก
ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันสัก ๒ สัปดาห์ ก็จะเริ่มรู้สึกได้แล้วล่ะค่ะว่าชีวิตมีความสุขขึ้น
กับการได้อยู่กับปัจจุบัน ไม่คิด ไม่เครียดอะไรทั้งนั้น
และเมื่อถึงเวลาจะใช้ความคิดจริงๆ การคิดของเราก็จะยิ่งคมชัดขึ้นอีกด้วย

และที่ลืมไม่ได้เลยคือ ระวังอย่าคิดเรื่องไม่ดี เรื่องบาป
เช่น การคิดสาปแช่ง สมน้ำหน้า หรือสะใจในความล้มเหลวของคนที่เราไม่ชอบ
ความคิดแบบนี้ถือว่าความคิดที่ให้โทษมหันต์
เป็นการสะสมบาปทางความคิด แถมยังบั่นทอนสติปัญญา
และผลของบาปทางความคิดชนิดนี้
ก็ย่อมย้อนกลับมาเกิดขึ้นกับเราในวันข้างหน้า (ตามกฎแห่งกรรม) อย่างแน่นอน
ฉะนั้น หากมีความคิดเชิงลบ และเป็นบาปเข้ามาในหัว
ก็ขอให้มีสติรู้ให้ทัน และเฉยไว้ ให้ความคิดนั้นมันดับไป ไม่ต้องไปคิด หรือจินตนาการต่อ

ถึงตรงนี้ หวังว่าน้องจะเข้าใจ “คิดมาก”(ทุกข์กับความคิดมาก) กับ “รอบคอบ” ดีขึ้นแล้ว
ต่อไปก็ขอให้มีความสุขกับการใช้ความคิดนะคะ และการปล่อยวางความคิดนะคะ
โชคดีค่ะ :)

_____________________________________________________________________
อ่านแล้วชอบใจไปรู้จักกันต่อได้ที่แฟนเพจ >> www.facebook.com/tiluck นะคะ ^_^
และติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck

2 thoughts on “
ความแตกต่างระหว่าง "คิดมาก" กับ "รอบคอบ"

  1. ตอนนี้พี่สาวรู้ความจริงว่าสามี มีผู้หญิงหลายคนระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน แต่ก็ให้อภัยและให้โอกาส ผู้ชายไม่เคยปรับตัวแถมสร้างปัญหาเดิม ๆ เราจะแนะนำพี่สาวอย่างไรให้เขา ดีขึ้น และรอดพ้นจากผู้ชายคนนี้ กรรมนี้ซักที (มีลูกด้วยกัน 2 คน 5 ขวบ กับ 2 ขวบ)

Leave a Reply

Your email address will not be published.