เหตุเกิดเพราะ….. “คนเดียวที่ฉันต้องการ”

คอลัมน์หลงรักนักเขียนสัปดาห์นี้เป็นเรื่องเล่าจากผู้อ่านนิตยสาร ธรรมดีออนไลน์ ส่งเข้ามาครับ…

เหตุเกิดเพราะ….. “คนเดียวที่ฉันต้องการ”

เคยได้ยินว่า เมื่อเราเจอความทุกข์แสนสาหัส เมื่อนั้นเราจะเจอทางออก…
มันจะมีรูเล็กๆ ที่พอให้แสงสว่างลอดส่องเข้ามา
ถ้าเราพยายามมองหา แล้วเราก็จะเจอ! สงสัยท่าจะจริง แฮะ

เดือนกุมภาพันธ์ของใครหลายๆคน คงจะรู้สึกว่าเป็นเดือนที่ความรู้สึกหดหู่ในใจมักเกิดขึ้น
อาจเป็นเพราะเป็นเดือนที่สองของปี (ซึ่งแผนงานที่วางไว้จะได้รับการตรวจสอบก็เดือนนี้แหละ!)
เป็นเดือนแห่งความรัก หรือจะอะไรก็แล้วแต่ และสำหรับฉันก็ไม่ต่างกับใครอีกหลายคนนัก
ซึ่งความหดหู่นั้น ถ้าหากใครที่ปิดตัวเอง ไม่รับรู้ ไม่เปิดใจรับสิ่งดีๆ ใหม่ๆ เลย
ฉันว่ามันเป็นอารมณ์ที่ค่อนไปทางอันตรายสักหน่อย!

ความจริงแล้วฉันเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่มากนัก
แต่ก็พอบอกได้ว่า หนังสือประเภทใดที่ตัวเองชื่นชอบ
ยิ่งเป็นประเภทนิตยสารด้วยแล้ว น้อยมาก
หรือแทบจะไม่มีเลยที่จะเป็นสมาชิกได้อย่างเหนียวแน่น
ถึงขนาดติดตามหาซื้อในทุกปักษ์ที่วางแผง…

เมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ฉันได้มีโอกาสรู้จัก (แบบผิวเผิน) กับนิตยสารฉบับหนึ่ง
“Secret” (แหม ฟังชื่อก็น่าค้นหานะนี่) เป็นนิตยสารรายปักษ์
ซึ่งเนื้อหาในแต่ละเล่มก็จะบอกเล่าเรื่องราวทั้งด้านธรรมะ และทางโลก
ให้แง่คิดดีๆมากมายในการดำรงชีวิต รวมทั้งมีคอลัมภ์ที่น่าสนใจอยู่หลายคอลัมภ์
แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นแฟนประจำอะไรนัก

แต่ในปักษ์ล่าสุดที่อยู่ในมือฉัน เป็นฉบับประจำวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
ตอนแรกๆ ฉันก็แค่เปิดอ่านไล่ไปแต่ละคอลัมภ์
จนมาถึงคอลัมภ์นึงที่ฉันอ่านแล้ว ก็ทำให้ฉันต้องสะดุดไปกับคำพูดของนักเขียน (หนุ่ม) คนนี้ ที่ว่า

“เราเคยสงสัยไหมครับว่าอะไรทำให้คนคนหนึ่งเติบโตมาเป็นฆาตกร แต่อีกคนเป็นนักบุญ หรืออะไรที่ทำให้คนบางคนคิดสั้นอยากฆ่าตัวตาย และเราจะมีวิธีช่วยคนเหล่านั้นได้อย่างไร…….”

นี่คือคำโปรยที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ทันทีว่า มันช่างน่าประทับใจและพิเศษอะไรอย่างนี้
กอปรกับชื่อประจำคอลัมภ์นี้คือ “คนเดียวที่ฉันต้องการ
ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า อะไรนี่ มันดูไม่เข้ากันเอาซะเลย….

วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ฉันอ่านไป
ต้องเปิดไปดูหน่อยสิว่า “นาย” คนที่เขียนคอลัมภ์นี้นี่ หน้าตาเป็นยังไงนะ! เขาเป็นใคร มายังไง
เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยยึดติดนักว่า คุณเป็นใคร ประวัติอย่างไร
หรือแม้จะเป็นลูกหลานใคร ขอเพียงคุณได้สร้างอะไรที่เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
ฉันก็จะรู้สึกชื่นชอบและประทับใจได้เสมอ…

คนเดียวที่ฉันต้องการ” ในวันนั้น ของนักเขียนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ชื่อ “ขุนเขา เขจรบุตร
ตอบโจทย์ที่กำลังค้างคาในใจฉันได้อย่างชัดแจ้ง
เพราะถึงแม้ว่าช่วงนั้นฉันจะไม่ได้เข้าข่ายคนที่กำลังอมทุกข์ หดหู่ สิ้นหวัง
หมดสิ้นแล้วซึ่งหนทาง เจออยู่ทางเดียว คือ ทางตัน ก็ตามที
แต่นั่นก็คือคำตอบก่อนที่จะเกิดคำถามขึ้นในใจฉันต่างหาก!

“มนุษย์มักพยายามมองหาความหมายของการมีชีวิตอยู่เสมอ และเชื่อไหมครับว่า คำตอบสุดท้ายมักไม่ได้จบลงที่ว่าเราอยู่ “เพื่ออะไร” แต่อยู่ที่…. เราอยู่ “เพื่อใคร” ต่างหาก คนคนหนึ่งที่เรารักและรักเราจะเป็นเสมือนแสงสว่างที่ปลายถ้ำอันมืดมิด เป็นความหวังให้เราก้าวเดินและเป็นกำลังใจให้เราอยากทำในสิ่งที่ดี และนั่นทำให้ผมนึกถึงคำว่า “กัลยาณมิตร”… ในพุทธธรรมมีคำกล่าวที่ว่า ผู้ใดมีกัลยาณมิตรก็เหมือนมีดวงตาเห็นธรรมไปแล้วข้างหนึ่ง แต่ผู้ใดไร้ซึ่งกัลยาณมิตรก็เหมือนคนที่ตามืดบอดทั้งสองข้าง โอกาสจะได้เห็นแสงธรรมนั้นแทบไม่มีเลย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากัลยาณมิตรจะเป็นสิ่งที่ดีเลิศประเสริฐศรีสักแค่ไหน ก็ยังไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะกัลยาณมิตรก็คือคน ย่อมหนีไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย การเอาชีวิตไปฝากไว้กับใครสักคน หรือการยอมให้ใครเอาชีวิตมาฝากไว้กับเรา ก็เท่ากับการไปยึดติดอยู่กับความไม่แน่นอน….”
ทางที่ดี ในระหว่างที่เราเป็นเพื่อนที่ดีของใครคนหนึ่งก็ควรมอบธรรมะให้แก่เขาวันละเล็กวันละน้อย เพื่อปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาให้ค่อยๆเติบโตขึ้นภายในใจของเขา เพราะเมื่อคนคนหนึ่งมีปัญญาแล้ว เขาจะเข้าใจได้ทันทีว่าคนเดียวในโลกที่เขาต้องการในการที่จะมีความสุขและเป็นคนดีก็คือ “ตัวเขาเอง””

270320133535

การเป็นกัลยาณมิตรที่ดีที่สุดก็คือ
การเป็นการกัลยาณมิตรที่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่เคียงข้างใครตลอดเวลา
หรือจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นในใจ
ฉันรู้สึกว่า มีคำพูดนึงขึ้นเกิดในหัวของฉันว่า “คุณนี่แหละ กัลยาณมิตรของฉัน!”
ตอนนั้น นึกไปฉันก็อดรู้สึกประหลาดใจไปกับความรู้สึกนี้ตลอด
ฉันไม่รู้เลยว่า มันมีความคิดนี้แวบขึ้นมาในหัวได้ยังไง
มันคงจะเกิดขึ้นคล้ายๆกับแรงบันดาลใจก็ได้ละมั้ง
ที่จะเกิดมา ณ ชั่วขณะที่เราเห็นแสงสว่าง ณ ปลายทาง

ตามจริงแล้ว งานเขียนนี้เป็นงานเขียนเชิงพุทธจิตวิทยา
ซึ่งคุณขุนเขาเองจะยกงานวิจัยต่างๆเกี่ยวกับจิตวิทยาและนำมาบอกเล่าเรื่องราว
ผสมผสานกับหลักพุทธศาสนา นำเสนอให้อ่านได้อย่างง่ายๆ เข้าใจได้ไม่ยาก
และนั่นแหละที่ดึงดูดฉันให้ตรึงอยู่กับที่ได้
ยิ่งอ่านไปยิ่งรู้สึกว่าใจมันเต้นตามจังหวะตัวอักษรที่ฉันไล่อ่านไป
ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่า เรื่องราวในฉบับนี้นี่เค้าเขียนมาเพื่อฉันเลยนะเนี่ย!

อ่านงานเขียนนี้จบลง
ฉันรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มแห่งความสุขเกิดขึ้นบนใบหน้าและดวงตาของฉันในทันที
นี่ล่ะมั้งที่เค้าบอกว่า สว่างขึ้นในใจ
ความรู้สึกที่ทำให้ฉันอยากทำในสิ่งที่ดี
และเป็นกำลังใจแก่คนอื่นๆเพื่อให้เค้ามีชีวิตที่ดีและก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง
นั่นคงเป็นความหมายของการมีชีวิตเช่นเดียวกับที่ฉันรู้สึก

ฉันอยากจะขอบคุณ คุณขุนเขา…
ทุกครั้งที่เป็นแสงสว่างในใจฉันตั้งแต่นั้นมา
และฉันก็เชื่อมั่นเสมอว่า “กัลยาณมิตร” ไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างกันตลอดเวลา
นั่นเป็นความจริงอย่างที่สุด! :D

บทความโดยคุณ THANATCHA

สามารถติดตามผลงานของคุณขุนเขา สินทุเสน เขจรบุตร
ได้ในคอลัมน์ สมองสงสัย ใจตอบ ที่ www.dhamdee.com ทุกวันพุธ
และในนิตยสาร Secret รายเดือนครับ

หลงรักนักเขียนท่านใด ปลื้มหนังสือเล่มไหน
ส่งบทความของท่านมาที่ dhamdeeonline@gmail.com ครับ

เแวะมาทักทายชมรมคนรักการอ่านแห่งประเทศไทยได้ที่ 
BOOK LOVER CLUB (THAILAND)

in white 2

Leave a Reply

Your email address will not be published.