ทำไงดี! อยากเลิกผัดวันประกันพรุ่งเต็มทีแล้ว!

การผัดวันประกันพรุ่งนับเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับหลายคนจริงๆ
และหลายครั้งเราก็ต้องมานั่งเสียใจ เสียคะแนน เสียงาน เสียชื่อเสียง เสียเพื่อน
หรือเสียอนาคตเพราะนิสัยผลัดวันประกันพรุ่งของตัวเอง

ผมเองก็เคยเป็นคนแบบนี้มาก่อน
ไม่ใช่แค่ระดับปุถุชนธรรมดา แต่ระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว!
ฉะนั้น ผมเข้าใจครับว่าการผลัดวันประกันพรุ่งนั้นนำมาซึ่งความสุข
แต่ผมก็เข้าใจเช่นกันว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราในระยะยาวนั้น
มันไม่คุ้มที่จะแลกมาเลย

เอาล่ะ… ดังนั้นจะมัวช้าอยู่ใย
เราไปดูวิธีการกำจัดเจ้านิสัยโลกแตกนี้กันเลยดีกว่า
โดยวิธีการด้านล่างนี้ผมสรรค์สร้างขึ้นมาจากความรู้ทางจิตวิทยา
การศึกษาจากหนังสือหลายๆเล่ม และจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง

1. สัญญากับคนสำคัญ

มนุษย์มีความแปลกประหลาดอย่างหนึ่งครับ
คือเรามักจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับอื่นได้ดีกว่าสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง
โดยเฉพาะถ้าเราได้ให้สัญญากับคนที่เรารัก เคารพ และฝากความหวังไว้กับเรา

หลายครั้งผมสามารถทำสิ่งเหลือเชื่อได้สำเร็จโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่งเลย
เพราะผมได้ให้สัญญาไว้กับคนสำคัญของผมว่าจะต้องทำให้เสร็จทันเวลาที่กำหนด
เช่นเมื่อครั้งที่ผมสามารถเขียนคอลัมน์ยากๆถึงห้าคอลัมน์ได้ภายในสามวัน
พร้อมกันนั้นก็สามารถเขียนรายงานภาษาอังกฤษความยาว 20 หน้า
ส่งได้ทันเวลาภายในสามวันนั้นด้วย

ผมยอมรับเลยครับว่าตัวเองไม่มีทางทำสิ่งมหัศจรรย์เช่นนั้นได้อย่างแน่นอน
หากผมไม่ได้ให้สัญญากับคนสำคัญไว้ถึงสามคนซึ่งก็คือแม่ของผม
เจ้าของบริษัทที่ผมทำงานให้ และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่รักของผมเอง
ฉะนั้น เมื่อเรากำลังจะทำงานหรือจะทำอะไรก็แล้วแต่
(เช่นจะลดน้ำหนัก หรือจะเลิกทานเนื้อสัตว์)
อย่าอุบเงียบไว้คนเดียว (ถ้าไม่ได้กะว่าจะเซอไพรส์ใคร)
ขอให้บอกคนที่เรารักและเชื่อมั่นในตัวเราให้เขาทราบไปเลยว่า
เราจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด
เมื่อนั้นแหละครับเราจะเริ่มค้นพบพลังซ่อนเร้นที่พร้อมจะถูกดึงออกมาใช้
เพื่อรักษาสัญญาที่เราได้ให้ไว้กับคนที่เรารักและมีความสำคัญกับเรา

2. สลักยันต์ใส่กำแพง

ในขั้นนี้เราไม่ต้องไปหาหลวงพ่อหรืออาจารย์หนูนะครับ
ยันต์ชนิดนี้เราสามารถทำเองได้
เพราะมันคือยันต์ที่สลัก “สิ่งที่ต้องจะทำ” ไว้ด้วยปากกาตัวโตๆ

คนเรามักจะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ
เมื่อไม่เห็นความกระชั้นของงานอย่างชัดเจน

ขอให้เราเขียนชื่องานที่จะต้องทำ
และวันเวลาที่จะต้องส่งลงไปในกระดาษ post-it
และแปะมันไว้ที่เหนือโต๊ะทำงานเลย
(หรือถ้ากลัวจะเปลืองกระดาษก็สร้าง folder สีแปร๋นๆ
ที่เห็นได้อย่างเด่นชัดบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
แล้ววางมันไว้ตรงกลางจอ desktop แบบผมก็ได้)

การสลักยันต์สิ่งที่จะต้องทำ
นอกจากจะช่วยเตือนเราถึงความจำกัดและคุณค่าของเวลาที่มีอยู่แล้ว
มันยังทำให้เราไม่เผลอลืมตัว “ไถล” ไปทำสิ่งอื่นนานจนลืมสิ่งที่จะต้องทำ

และผลที่ได้ก็คือหลายครั้งผมจะเริ่มลงมือทำมันเลย!
เพราะเชื่อไหมครับว่าหลังจากสลักยันต์แล้ว
คุณมักจะพบว่าคุณไม่ได้มีเวลาเหลือมากมายอย่างที่คุณคิด

ส่วนคนที่มีงานเยอะ ขอให้แปะงานที่ด่วนที่สุดและสำคัญที่สุดก่อน
สำหรับงานอื่นจะเขียนไว้ในสมุดโน้๊ตหรือเก็บไว้ในบันทึกก่อนก็ได้
เพราะมันไม่มีประโยชน์ที่จะสลักงานเอาไว้เยอะๆเหนือโต๊ะทำงาน
หรือบนจอคอม ถ้าสุดท้ายไม่มีงานไหนเลยที่ทำสำเร็จ!

3. สร้างแสงที่ปลายอุโมงค์

วิธีนี้ไม่ต้องอาศัยปริญญาวิศวกรเหมืองแร่ครับ
เพราะการสร้างแสงที่ปลายอุโมงค์
หมายถึงการตั้งรางวัลที่จะให้ตัวเองไว้หลังจากที่เราทำงานนั้นเสร็จ

ผมใช้วิธีนี้แล้วนับว่าได้ผลมากๆ
คือเริ่มแรกผมจะไปเช่าหนัง โหลดเกมส์ ซื้อหนังสือ
หรือเอาโทรศัพท์มาวางไว้ใกล้ๆตัวก่อน
แต่ผมจะไม่แตะต้องสิ่งเหล่านี้จนกว่าผมจะทำงานได้ครบหนึ่งชั่วโมง
ซึ่งเวลาหนึ่งชั่วโมงอาจจะดูน้อย
แต่มันกลับเป็นหนึ่งชั่วโมงที่ผม “ใส่เต็ม” และ “จัดหนัก” กับงานจริงๆ
เพราะผมรู้ว่าผมมีเวลาเพียงเท่านี้
และหลังจากทำงานเสร็จผมก็จะได้รับรางวัลอันหอมหวานทันที

ผลที่ได้คือผมทำงานด้วยความกระตือรือล้นและตั้งใจอย่างเต็มที่
ให้สมกับรางวัลที่กำลังจะได้รับ และสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งกว่าก็คือ
สุดท้ายแล้วผมจะ “เครื่องติด” ทุกครั้ง
และไม่สามารถหยุดทำงานได้ภายในหนึ่งชั่วโมง!
และนอกจากการสร้างแสงที่ปลายอุโมงค์
จะทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว
มันยังทำให้คุณยังได้มีเวลาผ่อนคลายอย่างเต็มที่
หลังจากทำงานมาอย่างสุดกำลังแล้วอีกด้วย
ในทางกลับกัน ถ้าคุณตัดสินใจที่จะพักหรือเล่นก่อนทำงาน
คุณจะพักและเล่นได้ไม่เต็มที่เพราะคุณจะมีความวิตกกังวล
และความกลัวฝังลึกอยู่ในใจว่าจะทำงานไม่ทันตามมารังควาญอยู่เสมอ
คุณจึงไม่สามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่
เพราะคุณรู้ว่าตัวเองกำลังเอาความสุขในปัจจุบัน
ไปแลกกับความทุกข์อันมหาศาลในอนาคต

4. อย่าตั้งเป้าสุดโต่ง

จริงอยู่ครับว่าคนเราต้องฝันให้ไกล แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องไปให้ถึง
ใครๆก็เป็นนักฝันได้
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะออกตามล่าจนคว้าฝันของตัวเองมากอดเอาไว้ได้
ซึ่งความแตกต่างคือนักฝันคิดว่าการขึ้นไปคว้าฝันนั้นใช้ลิฟท์
แต่นักล่าฝันรู้ว่าการขึ้นไปคว้าฝันนั้นต้องใช้บันไดเท่านั้น!

ความสำเร็จจะต้องทำไปทีละขั้น
แต่หลายคนไม่สำเร็จเพราะมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง
และคนเหล่านั้นผัดวันประกันพรุ่ง
เพราะพวกเขาไม่ได้แบ่งสิ่งที่ตัวเองจะต้องทำเป็นขั้นๆ
พวกเขาจึงรู้สึกท้อแท้เพราะสิ่งที่จะต้องทำนั้นดูมากมายและหนักหนาสาหัสเกินไป

ไม่ว่าจะเดินจากโต๊ะกินข้าวไปอ่างล้างมือหรือจะเดินจากพัทยาไปมหาสารคาม
ก็ต้องเดินทีละก้าวเหมือนกัน
ฉะนั้นงานที่เราจะต้องทำต่อให้หนักแค่ไหนก็เบาลงได้
ถ้าเรารู้จักแบ่งมันเป็นคำๆแล้วค่อยๆทาน
ลองแบ่งงานใหญ่ๆเป็นชิ้นเล็กๆดูนะครับ
จะแบ่งโดยตัดงานหรือตัดเวลาในแต่ละวันที่จะต้องใช้ทำงานก็ได้
และเมื่อแบ่งงานเป็นส่วนเล็กๆเรียบร้อยแล้ว ก็ขอให้ลงมือทำเลยนะครับ
เพราะงานเล็กที่ทำเสร็จในวันนี้
ก็ยังดีกว่างานใหญ่ที่ยังไม่ได้เริ่มในวันพรุ่งนี้

5. เคลียร์หัวให้โล่ง แล้วทำทันที!

คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าข้อนี้สำคัญที่สุด
เพราะผมว่าสโลแกนของทุกๆความสำเร็จ
อาจไม่ใช่ประโยคยืดยาวสวยหรูที่ใช้ภาษายากๆ
แต่เป็นคำง่ายๆสามคำของบริษัทไนกี้ที่ว่า “Just do it”
ซึ่งผมแปลเป็นภาษาง่ายๆว่า “ทำทันที!” นั่นเอง

ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของคนก็คือความคิดของเราเอง
หลายครั้งเสียงในหัวจะบอกให้เราทำนู่นทำนี่หรือคิดนู่นคิดนี่
แต่เราต้องฝึกที่จะเคลียร์หัวให้โล่งโดยการหยุดคิดแล้วลงมือทำทันที
เพราะการคิดเยอะเกินไปมักมาคู่กับการไม่ลงมือทำ!
ราวกับว่าเราคิดจนเหนื่อยใจและอยากนั่งพักสบายๆบ้างแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นเวลาเรากำลังยืนชั่งใจว่าจะออกไปวิ่งหรือจะนั่งดูซีรี่ส์เรื่องโปรดดี
เราจะคิดแล้วคิดอีก คิดแล้วคิดอีก และสุดท้ายก็ไม่ได้ไปวิ่ง
เพราะธรรมชาติของความคิดมักจะเข้าข้างความขี้เกียจเสมอ

ครั้งหน้าลองดูใหม่นะครับ
เมื่อเรากำลังชั่งใจว่าจะทำ” “สิ่งที่ควร” หรือ “สิ่งที่อยาก”
ให้เราลงมือทำสิ่งที่ควรทันที

หลังจากทำแบบนี้ไป 3 ครั้ง
ผมรับประกันว่า เราจะเริ่มคิดถึงสิ่งที่อยากน้อยลงและเริ่มทำสิ่งที่ควรมากขึ้น
และเมื่อรู้ตัวอีกครั้ง
เราก็ได้กลายมาเป็นคนใหม่ที่ไม่มีวงจรความขี้เกียจผิดๆฝังลึกอยู่ในตัวอีกต่อไป

1. สัญญากับคนสำคัญ 2. สลักยันต์ใส่กำแพง 3. สร้างแสงที่ปลายอุโมงค์
4. อย่าตั้งเป้าสุดโต่ง 5. เคลียร์หัวให้โล่ง แล้วทำทันที!

ทำ 5 ขั้นตอนนี้ให้ได้นะครับ แล้วรับรองว่าเราจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่แน่นอน
แต่อย่าลืมลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ
เพราะสุดท้ายแล้วการผัดวันประกันพรุ่งที่ย่ำแย่ที่สุด
ก็คือการผัุดวันประกันพรุ่ง เรื่องการเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งนั่นเอง!!!

4 thoughts on “
ทำไงดี! อยากเลิกผัดวันประกันพรุ่งเต็มทีแล้ว!

  1. Pingback: จากลมหายใจ | ธรรมดี ออนไลน์

  2. ขอบคุณครับ ตรงใจที่สุดครับ เพราะตอนนี้กำลังเป็นโรคนี้แบบไม่ทราบจะทำอย่างไรดีครับ และขอชมว่าเนื้อหาที่จัดให้อ่านถูกใจมากๆทุกตอนครับ

  3. ขอบคุณมากครับ กำลังหาวิธีกำจัดกับนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่งของตัวเองเลยครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>