อย่างนี้ต้องลาออก..เสียดีไหม!?!

Q : เพิ่งได้ทำงานที่ใหม่ เป็นบริษัทที่ดิฉันใฝ่ฝันอยากเข้าทำงานที่นี่มานานแล้ว
ดิฉันรู้สึกท้าทายเป็นอย่างมาก รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปเรียนรู้
แต่พอได้เข้ามาทำงานที่นี่จริงๆ ดิฉันถูกพนักงานรุ่นพี่กลั่นแกล้งแทบทุกวัน
และถูกกลั่นแกล้งในทุกอย่างที่เขาทำได้
มีการแสดงพฤติกรรมหยาบคายใส่ดิฉันบ่อยครั้ง ไปจนถึงใส่ร้ายป้ายสีต่างๆนานา
แรกๆก็ไม่สนใจ แต่นานๆเข้ารู้สึกเหมือนยิ่งอยู่ต่อ ชื่อเสียงยิ่งเสียหาย
เขาโรคจิตมาก มีความพยายามเป็นอย่างสูงที่จะทำลายดิฉัน
ดิฉันแจ้งหัวหน้า หัวหน้าก็ได้แต่บอกให้ไม่ต้องไปสนใจ ให้ดิฉันทำหน้าที่ของดิฉันไป
แจ้งถึงเจ้าของบริษัท ก็กลับได้รับคำตอบเดียวกัน
การละเลยที่จะให้ความยุติธรรมของทั้งหัวหน้าและเจ้าของบริษัทครั้งนี้
ทำลายศรัทธาที่ดิฉันเคยมีกับบริษัทไปหมดสิ้น ดิฉันผิดหวังกับบริษัทนี้เป็นอย่างมาก
ใจจริงก็อยากลาออกไป แต่กลัวจะถูกมองว่าเป็นคนไม่มีความอดทน
อึดอัดใจที่สุดค่ะ ทำอย่างไรดีคะ?

A : ก่อนที่ป๊อปจะตอบอะไร ป๊อปขออนุญาตถามกลับว่า
คุณกลัวใครจะมองคุณว่าเป็นคนไม่มีความอดทน(ถ้าคุณจะลาออก)ล่ะคะ
ลองนึกหน้าพวกเขาในหัวดูซิ มีใบหน้าคนที่รักและเข้าใจคุณซักคนไหม?

กับคนที่รักและเข้าใจคุณจริงๆนั้น คุณแทบไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับพวกเขาเลยค่ะ
ถ้าคุณจะทนอยู่ในสถานที่ที่ยากจะเจริญกุศลเช่นนี้ไม่ได้

ป๊อปก็ไม่อยากตัดสินใจแทนคุณนะคะ ว่าควรอยู่ต่อไปหรือลาออกดี
แต่เท่าที่อยากจะแนะนำคือ ถ้าป๊อปต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับคุณ
ป๊อปจะถามตัวเองแค่ว่า บริษัทนี้มีอะไรที่ฉันอยากจะเรียนรู้ ให้ได้เรียนรู้อีกไหม?
และสิ่งที่ฉันอยากจะเรียนรู้ บริษัทอื่นมีให้เหมือนกันไหม?
ถ้ายังมี ก็อาจจะยังอยู่ต่อ อยู่จนไม่มีอะไรจะเรียนรู้ แล้วก็คงออก
ออกไปอยู่ในที่ที่ป๊อปจะไปสร้างคุณค่ากับสังคมได้มากกว่า

จริงๆเรื่องการถูกกลั่นแกล้งบ้าง สำหรับป๊อปแล้วก็สนุกดีนะคะ
เหมือนได้ทดสอบตัวเองว่าเราจะจัดการปัญหาเหล่านั้นได้ไหม?
(และต้องจัดการได้อย่างบัณฑิตด้วยนะคะ ไม่ใช่แบบคนพาล
รบกันไปรบกันมา ใช้อารมณ์สู้กัน มันไม่สนุกค่ะ และมันไม่ใช่วิธีการของมืออาชีพ)

ส่วนเรื่องการถูกใส่ร้ายป้ายสี ป๊อปขอบอกเลยค่ะว่า
ไม่มีคนมีปัญญาที่ไหน ที่ฟังแล้วเชื่อในทันทีหรอกค่ะ
คนมีปัญญาเขารู้จักฟังหูไว้หู
คุณจะไม่มีทางเสียหายในสายตาของผู้มีปัญญาเลย
คนที่เอาคุณไปนินทา ใส่ร้ายป้ายสีต่างหาก ที่จะถูกมองว่า
อ๋อออ ที่แท้ธาตุแท้ก็เป็นคนแบบนี้นี่เอง!
น่าสงสารจริงๆ สงสัยที่ครอบครัวไม่รัก เลยต้องทำกับคนอื่นเขาแบบนี้
(สงสารจริงๆนะ ไม่ได้ประชด)
ส่วนคนที่ฟังแล้วเชื่อเลย ก็ปล่อยๆไปเถอะค่ะ เมตตาเขาเถอะ
มันอาจจะน่ารำคาญใจอยู่ แต่เขาก็น่าสงสารมากเหมือนกันนะคะ
เพราะถ้าเขาไม่เชื่อในทันที รู้จักคิดพิจารณาซักนิด
ว่าคนพูดด่าคนอื่นให้เขาฟังอยู่เนี่ย จะพูดเพื่ออะไร
และถ้าเขารู้จักฟังหูไว้หูบ้าง
เขาคงไม่พลาดโอกาสที่จะได้มีเพื่อนที่ดีที่สุดคนนึงในชีวิตไป

และอีกวิธีที่อยากแนะนำให้ไว้ใช้พิจารณาก่อนที่คุณจะตัดสินใจ
ว่าจะควรอยู่ที่ไหน รวมทั้งกับใครต่อไป ดีหรือไม่?
คือ ลองพิจารณาดูซิว่า อยู่ที่นั่นหรือกับคนนั้นแล้วกุศลเราเจริญ หรืออกุศลเจริญ
ถ้าที่ไหนอยู่แล้วบุญเจริญ กุศลเจริญก็อยู่เลยค่ะ
แต่ถ้าบาปเจริญ อกุศลเจริญ ก็พาตัวเองออกไปจากวงโคจรเช่นนั้นดีกว่า
เพราะทุกวินาทีที่ชีวิตดำเนินไป เราสร้างกรรมใหม่ๆตลอดเวลา
ถ้าคำนวณแล้ว กรรมไม่ดีเกิดมากกว่ากรรมดี ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียค่ะ
ยังไงก็ลองนำสูตรนี้ไปพิจารณาดูนะคะ ว่าจะอยู่ต่อหรือจะออกอย่างไร

และที่ละเลยไม่ได้เลยอีกอย่างคือ
ขอให้พยายามอย่างที่สุดที่จะให้อภัยคนที่ทำร้ายคุณนะคะ
ถึงอย่างไร เขาก็ต้องได้รับในสิ่งที่เขาทำกับคุณในวันนึงอยู่แล้ว
และหากคุณเชื่อเรื่องอดีตชาติ ก็ขอให้คุณแน่ใจได้เลยว่า
ถ้าคุณไม่ทำกับใครก่อน มีหรือที่วันนี้จะถูกกระทำแบบนี้
เพราะฉะนั้น เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวรนะคะ
จากนี้ไปอะไรที่ผ่านมาแล้วขอให้ผ่านไป อย่าไปรื้อมาคิดซ้ำๆให้เป็นทุกข์ใจเปล่าๆ
เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นมันเป็นอดีตไปแล้ว
เอาเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตจากนี้ สร้างแต่บุญ สร้างกุศลดีกว่านะคะ คุ้มกว่าเยอะค่ะ! :)

_____________________________________________________________________
อ่านแล้วชอบใจไปรู้จักกันต่อได้ที่แฟนเพจ >> www.facebook.com/tiluck นะคะ ^_^
และติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck

2 thoughts on “
อย่างนี้ต้องลาออก..เสียดีไหม!?!

  1. ขอบคุณค่ะคุณป๊อปที่ให้คำแนะนำดีๆ แต่ปัญหาสกัดดาวรุ่งของพี่คือหัวหน้าโดยตรงของพี่ค่ะ ทำงานที่นี่มา 7 ปีแล้ว แต่ไม่มีความก้าวหน้าเลย แถมถอยหลังอีกต่างหาก ตั้งใจทำงานให้ดี หวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ปรับขึ้นเป็นระดับผู้จัดการ แต่เขากลับหาคนนอกมาเป็นหัวหน้าเรา แถมอายุน้อยกว่าตั้งหลายปี รู้สึกไม่ยุติธรรมเลย เคยคิดว่าจะอยู่ที่นี่เป็นที่ทำงานสุดท้าย จะไต่เต้าจากเล็กๆ ขึ้นไป จะได้รู้ทุกอย่างตั้งแต่ฐานรากเลย แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ตอนนี้รู้สึกท้อแท้ใจมากค่ะ คนที่บ้านก็บอกว่าถ้าไม่มีความสุขก็ให้ออกมาเถอะ แต่พี่อยากได้งานใหม่ก่อนค่ะ จะได้ไม่เคว้งและคิดมากตอนไม่มีงานทำ ตอนนี้ได้แต่อุทิศบุญกุศลให้กับหัวหน้าคนนี้ที่ไม่เคยส่งเสริมเราเลย และเจ้ากรรมนายเวรของเขา บางที่อาจเป็นเพราะเราเคยทำกับเขาในอดีตชาติมาก่อน ทำให้เราต้องมาเจอสกัดดาวรุ่งแบบนี้

  2. ตอบคุณ Rose นะคะ
    บางทีสิ่งที่เขาทำอาจไม่ใช่การสะกัดดาวรุ่งอย่างที่เรากำลังเข้าใจอยู่เลยก็ได้นะคะ
    ป๊อปไม่ได้กำลังจะเข้าข้างใครที่ป๊อปไม่เคยเห็นเป็นพิเศษหรอกนะคะ
    แต่การที่เราเข้าข้างตัวเองมากเกินไป มันไม่เป็นผลดีเลย
    ซึ่งคุณ Rose ต้องพิจารณาตรงนี้ให้ดี
    การเลื่อนให้ใครเป็นระดับบริหาร แม้แต่การบริหารเล็กๆ
    มันต้องพิจารณาความเป็นผู้นำ ความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และอะไรหลายๆอย่าง

    การที่เขายังจ้างคุณอยู่ถึง 7 ปี ไม่ใช่ช่วงเวลาน้อยๆ

    ในโลกของผู้บริหารมันมีอะไรอีกมากมายนะคะ
    การจ้างคนอื่นเข้ามาบริหารแทน
    แสดงว่าเขาเห็นความจำเป็นที่องค์กรต้องทำแบบนี้
    ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับเรา

    แนะนำให้ดูหนังเรื่อง Spotlight นะคะ
    ลองสังเกตบทบาทของ Merty Baron บรรณาธิการหนังสือพิมพ์คนใหม่
    ที่ผู้บริหารสูงสุดของหนังสือพิมพ์ Boston Globe จ้างมาใหม่
    ซึ่งคุมทีมงานนับร้อยชีวิต
    กับบทบาทของ Ben Bradlee Jr. คนที่อยู่มานานจนผมหงอกหมดทั้งหัว
    แต่กลับยังรับหน้าที่เดิมต่อไป
    ทุกอย่างมีเหตุมีผลของมัน
    คุณ Rose คงแสดงอะไรให้เขาเห็นที่ทำให้เขาคิดว่าคุณไม่เหมาะกับตำแหน่งนั้น
    ฉะนั้นอย่าไปรู้สึกไม่ดีกับการตัดสินใจของใครให้เสียเวลาเลยค่ะ
    ถ้าเราเจ๋งจริง ลาออกมาเป็นประกอบธุรกิจเองเลยจะดีกว่า
    แต่ถ้าคิดว่าไม่กล้าแม้แต่ลาออกมาเพื่อหางานใหม่
    มันก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่า เพราะอะไรเราถึงไม่เหมาะจะถูกเลื่อนขั้น

    มันอาจไม่ง่ายสำหรับคุณ ในการยอมรับว่าตัวเราเองเป็นอย่างไรกันแน่
    แต่อย่างที่บอกนะคะ หากคุณแน่ใจว่าคุณเหมาะที่จะเป็นฝ่ายบริหารหรือผู้จัดการ
    เปิดกิจการของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็ไปสมัครในตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้จัดการเลย
    ที่ไหนไม่จ้างก็เรื่องของเขา
    มีคนทำงานระดับบริหารหลายคน
    ที่เริ่มไปบริหารองค์กรใหม่ที่มีคนเป็นร้อยคน ในเมืองที่ไม่คุ้นเคย
    แต่ก็ทำมันได้ดีจนทุกคนยอมรับเขา
    อย่างเช่น Marty Baron แห่งหนังสือพิมพ์ Boston Globe
    ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นผู้บริหารที่ที่คุณอยู่มานานนี้ได้จริงๆ
    คุณจะบริหารที่ไหนก็ได้ค่ะ

    การเป็นผู้บริหารต้องหนักแน่นมาก
    ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่น่าจะทำได้ หรือยังอยากอยู่ที่เดิม หรือจะอะไรก็แล้วแต่
    ก็ขอให้ทำหน้าที่ที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด
    ถ้าคิดจะทำอยู่ ก็ไม่ควรบ่นหรือตัดพ้ออะไรอีก
    เพราะคุณเลือกเองที่จะอยู่
    ฉะนั้น ถ้ายังอยากอยู่ ก็ต้องไม่บ่น
    แต่ถ้าองค์กรไม่ยุติธรรมจริงๆ ออกๆมาเลยค่ะ
    งานยังมีอีกเยอะแยะ ภาวะตกงานไม่มีทางเกิดขึ้นกับคนมีความสามารถ

    ท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไร เข้าใจอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร
    ขอให้จำไว้ว่า อย่าลืมเตือนตัวเองเสมอว่าความเข้าใจเดิมที่เรามี มันถูกต้องดีแล้วหรือไม่
    ทุกอย่างปรับปรุงได้ ถ้าตั้งใจจริง
    เอาใจช่วยนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published.