วิธีพูดกับลูกที่ชอบโกหก

ปัญหาที่ลูกชอบพูดโกหก
เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ปัญหาที่ทำให้พ่อแม่เครียดและกังวลและเป็นห่วง
ทำอย่างไรดีเมื่อพบว่าลูกโกหก
ลองดูตัวอย่างการสนทนาของแม่กับลูกชายวัย ๑๑ ปีในเรื่องนี้ดูครับ

“บูม วันก่อนลูกขอเงินแม่ไปซื้อเครื่องเขียน ๑๐๐ บาท แม่ขอดูหน่อย ซื้ออะไรมาบ้าง”
หากเด็กโกหกและมีความรู้สึกผิดและกลัวถูกจับได้
สีหน้าเด็กจะบ่งบอกถึงไม่สบายใจ ก้มหน้านิ่ง และไม่กล้าสบตา
หากสังเกตเห็น อย่าเพิ่งแน่ใจว่าเขาจะโกหกแน่นอน
รอฟังคำตอบจากเขาก่อน
“ดูสีหน้าลูกไม่ค่อยดีเลย มีอะไรจะบอกแม่ไหม?”
เด็กอาจยังไม่กล้าพูดอะไร
ให้คุณวางมือลงบนไหล่ของลูกอย่างอ่อนโยน เพื่อช่วยให้เขาคลายความกังวลใจลงบ้าง

“ผมทำเงินหายครับ”
เมื่อแน่ใจว่าเขาน่าจะโกหก
เช่น ไม่กล้าตอบเต็มเสียงเพราะมีความรู้สึกผิด
อย่าเพิ่งรีบตำหนิเขา
ให้ลงนั่งลงข้าง ๆ เขา และมองหน้าเขา ขอให้เขาสบตาเรา
“ไหน ลูกเงยหน้าสบตากับแม่หน่อย”

“แม่จะลงโทษผมไหมที่ทำเงินหาย”
เด็กย่อมกลัวการถูกลงโทษแน่นอน
ในระหว่างที่เขาสับสนและกลัวการถูกลงโทษด้วย
เขาอาจกำลังหาทางที่จะรับโทษน้อยลง
ด้วยการแต่งเรื่องราว เพื่อให้ตัวเองไม่ต้องถูกรับโทษ หรือถูกลงโทษไม่มาก
แต่หากการพูดจาของแม่ที่มีต่อเขาในยามนี้ ส่งความรู้สึกให้เด็กสัมผัสได้ว่าแม่เป็นผู้มีเหตุผล
เขาจะอยากสารภาพความจริง เพราะจริงๆแล้วเด็กก็ฉลาด
ที่จะสามารถพิจารณาด้วยตนเองได้ว่า หากเขาสารภาพและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก
และตั้งใจจะทำตามสัญญาจริง ๆ อย่างแน่นอน
เขาอาจไม่ถูกลงโทษเลยและได้รับการให้อภัย

แต่หากคุณพ่อคุณแม่ เริ่มสังเกตเห็นสีหน้าและภาษากายของเขาว่าอาจกำลังพยายามโกหก
ควรเตือนให้ลูกทราบก่อนว่า เรากำลังสงสัยแล้วว่าเขาโกหก
และบอกให้เขาทราบว่า หากเขาโกหกเรา เราจะเสียใจขนาดไหน
“ลูกยืนยันกับแม่อีกครั้งซิว่าลูกทำเงิน ๑๐๐ บาทที่แม่ให้ไปซื้อเครื่องเขียนหายจริง ๆ
ลูกอย่าโกหกแม่นะคะ เพราะการโกหกของลูกจะทำให้แม่ผิดหวังและเสียใจ”

“ผมขอโทษครับแม่ ผมไม่ได้ทำเงินหาย แต่ผมเอาเงินไปเล่นเกมส์ออนไลน์”
เมื่อลูกสารภาพ ลูกอาจจะกลัวการถูกทำโทษมากและรู้สึกอาย เขาอาจร้องไห้และทำตัวไม่ถูก
แม่ควรกุมมือทั้งสองข้างของลูกชายไว้ในอุ้งมือของตนเองอย่างอ่อนโยน
และพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเช่นกัน แม้จะเป็นการตำหนิและสั่งสอน
แต่ในเวลาที่เขาสารภาพเช่นนี้
การใช้น้ำเสียงที่ตำหนิ จะทำให้เด็กกลัว และอาจโกหกขึ้นมาจริง ๆ ในครั้งหน้า
ต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่ก็หนักแน่นไปพร้อมกัน
“มีอะไรต้องบอกแม่ตรง ๆ  ห้ามโกหกเด็ดขาด
เพราะมันจะกลายเป็นนิสัยติดตัวลูกไปจนโต แก้ไขยาก
คนโกหกจะเป็นที่รังเกียจของคนอื่น ๆ 
ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย ลูกเข้าใจที่แม่พูดไหม”
“เข้าใจครับ ผมให้สัญญาว่าจะไม่โกหกอีก”
“แล้วเรื่องเกมส์ออนไลน์ที่ต้องเสียเงิน เราเคยคุยกันมาแล้วใช่ไหม
แม่ไม่อยากเห็นลูกต้องเสียเวลา เสียเงิน
เสียสมาธิไปกับการเล่นเกมส์เลย แม่รักและเป็นห่วงลูกนะ“
“ครับแม่ ผมขอโทษ ผมขอรับรองด้วยเกียรติของลูกชายแม่
ต่อไปนี้ผมจะเลิกเล่นเกมส์ออนไลน์อย่างเด็ดขาด”
“คำมั่นสัญญาของลูกทำให้แม่รู้สึกสบายใจ แต่สิ่งสำคัญคือลูกต้องมีสติ
เตือนตัวเองให้ได้ว่า อย่าทำในสิ่งที่ไม่ดี เพื่อชีวิตและเพื่ออนาคตของลูกเอง”
แม้ลูกจะยังเด็ก แต่เขาจะรู้จักภูมิใจที่ตัวเองได้เป็นลูกของคุณแม่ที่ใจดีและสอนเขาได้ดี
หากเขาโผเข้ามากอด อย่าเพิ่งปฏิเสธ แม้คุณจะยังพูดไม่จบ
ขอให้รับการกอดของเขาอย่างแนบแน่น ให้เขารู้สึกได้ว่าเรารักและหวังดีต่อเขามาก
“ขอบคุณครับแม่ ผมจะจำคำพูดแม่ไว้ตลอดไป ผมจะทำตามที่แม่สอน ผมรักแม่ครับ”
ทุกครั้งที่ลูกบอกรัก ต้องไม่ลืมที่จะตอบรับคำนี้ทุกครั้งด้วยนะครับ
“แม่ก็รักลูกจ้ะ”

เด็กที่พูดโกหกเพราะเขากลัวว่าถ้าพูดความจริงแล้วจะถูกลงโทษ
หรือพูดแล้วทำให้ผู้ใหญ่ไม่สบายใจ
เขาจึงเลือกที่จะโกหกเพื่อให้พ้น ๆ ไปจากสถานการณ์เฉพาะหน้า
ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องมีจิตวิทยาในการพูดคุยกับเด็ก
ต้องใจเย็น อดทน อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด
การที่ลูกทำอะไรผิดพลาดลงไป เราอย่าดุด่าหรือลงโทษรุนแรง
แต่ควรสอนด้วยเหตุผล เตือนด้วยความรัก บอกด้วยความหวังดี
มีความเมตตาเป็นฐานรองรับเสมอ
ถ้าทำได้แบบนี้ รับรองลูกจะไม่มีวันโกหกเราอย่างแน่นอน

footer_phongpakorn

วิธีพูดกับคนทุกข์ ตอน “คนถูกขอหย่า”

มีลูกศิษย์ของผมท่านหนึ่งประสบกับปัญหาชีวิตคู่
แต่งงานมา เกือบ ๑๖ ปี มีลูกด้วยกัน ๒ คน  ปรากฏว่าสามีแอบไปมีภรรยาอีกคน
ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้ ๒ เดือน เธอเสียใจมาก
เขาขอหย่ากับเธอเพื่อไปจดทะเบียนสมรสกับภรรยาใหม่
เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ หล่อนจะฟ้องร้องให้เขาเกิดความเสียหาย
เธอยอมหย่าให้เขาด้วยความเจ็บปวดเสียใจ
เธอพร่ำรำพันมาทางเฟสบุ๊คว่า “ชีวิตทำไมย่ำแย่ขนาดนี้ ฉันไม่มีคุณค่า
ฉันไม่มีความหมายเลยใช่ไหม เขาจึงทำกับฉันได้ขนาดนี้
ถ้าเขาไม่สงสารฉัน ก็น่าจะสงสารลูกบ้าง

นี่คือตัวอย่างบทสนทนาจริง ที่ผมพูดกับเธอครับ

ผม “อย่าตอกย้ำสิ่งไม่ดี จิตใต้สำนึกมันจะเก็บฝังใจ”
เธอ “ขอบพระคุณอาจารย์มาก ๆ ค่ะ หนูรู้สึกเจ็บช้ำเสียใจเหลือเกิน”
ผม “ชีวิตไม่ได้สิ้นสุดลงเพราะเรื่องแค่นี้ ถึงแม้ว่ามันเป็นเรื่องหนักมาก
ที่ทำร้ายจิตใจของคุณอย่างแสนสาหัส แต่คุณต้องอดทน มีสติ ดูแลจิตใจตัวเอง
ถ้าคุณเป็นอะไรไป ใครจะดูแลลูก
เธอ “ขอบคุณอาจารย์ที่ให้กำลังใจหนู และเตือนสติหนูบ่อยๆ ถ้าไม่มีลูก หนูอาจฆ่าตัวตายไปแล้ว”
ผม “หยุดพูดอะไรที่เป็นแง่ลบ ไม่คิดอะไรแง่ลบ เราต้องใส่สิ่งดี ๆ ให้กับจิตใต้สำนึก
คือการสร้างคลื่นพลังที่ดีงามในจิตใจเรา ผมขออวยพรให้คุณมีพลังในจิตใจ
เอาชนะปัญหาต่างๆในชีวิตได้อย่างสบาย ๆ  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
อ่านคำอวยพรผมจบ หลับตาทำสมาธิที่กลางกระหม่อมหรือกลางหน้าผากนิ่ง ๆ ๑๐ วินาที
คำอวยพรของผมจะอยู่ในจิตใต้สำนึกของคุณตลอดไป
แล้วจิตใต้สำนึกของคุณจะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาสู่ชีวิต
เธอ “ขอบคุณมากค่ะ”
ผม “มีอะไรคืบหน้าอย่าลืมมาแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ โชคดีมีสุข ธรรมะคุ้มครอง”
เธอ “ค่ะ หนูไม่สามารถลืมและตัดใจจากสามีของหนูได้เลย 
ทุกวันนี้เขาไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น  แต่ก็แอบโทรมาหาหนู
บางวันก็แวะมาหาลูก เขาบอกว่าสักวันหนึ่งคงจะได้กลับมาใช้ชีวิตกับหนูและลูกเหมือนเดิม
ผม “เขาจะกลับมาเมื่อเขาหมดหนี้กรรมกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว
ให้เขาชดใช้ให้หมดในชาตินี้ จะได้ไม่ต้องไปตามใช้ในชาติหน้า
หนี้ทั้งหลายต้องชดใช้เสมอ โดยเฉพาะหนี้กรรม”  
เธอ “เมื่อวานลูกชายก็เห็นใบหย่าของพ่อกับแม่ เขาไม่ได้ถามอะไร แต่มีสีหน้าสลด
หนูก็ไม่รู้จะพูดกับลูกว่าอย่างไรดี” 
ผม “ไม่เป็นไรครับ คอยดูแลจิตใจลูก คอยให้กำลังใจลูก
 ลูกต้องเผชิญความจริงอยู่แล้ว บอกลูกว่าหย่ากันชั่วคราวก็ได้
อาจจะบอกว่าแก้เคล็ดบางอย่าง
อีกไม่นานจะจดทะเบียนกันใหม่ มีคนจดทะเบียนหย่าเพื่อแก้เคล็ดมากมาย
เธอ “ค่ะ”
ผม “จริง ๆ ทะเบียนสมรสก็เป็นแค่สิ่งสมมติ จิตใจเขาต่างหากสำคัญกว่า
ถ้ามีแต่ใบสมรส แต่ไม่ได้ใจเขา ก็ป่วยการ
แม้ตัวเขาจะอยู่กับเรา แต่ใจไม่อยู่ด้วย เราก็ทุกข์ จงรอวันที่เขากลับมาพร้อมกายและใจเถิด
เธอ “ค่ะ หนูก็ว่าอย่างนั้น ได้แต่ตัวก็ไม่เอา”
ผม “ต้องมีวันนั้น เมื่อเขาหมดหนี้กรรม”
เธอ “ขอบคุณค่ะ ได้กำลังใจจากอาจารย์เยอะเลยค่ะ”
ผม “คุณต้องแผ่เมตตาให้ผู้หญิงคนนั้นและอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรของสามีด้วย
จะได้หมดหนี้กรรมไว ๆ 
เธอ “ได้ค่ะ”
ผม “ทำด้วยใจสงบ ด้วยจิตศรัทธา สักวันเขาจะกลับมา”
เธอ “ค่ะ ขอบคุณค่ะ หนูจะทำตามที่อาจารย์สอน”

การแผ่เมตตาและการอุทิศบุญต้องทำด้วยใจจริง
จากจิตใต้สำนึกแท้ ๆ ของคนเรา ด้วยใจที่สงบอยู่ในสมาธิ จึงจะได้ผลดี
เพราะในขณะที่ทำเช่นนี้ จิตของเราจะส่งคลื่นพลังที่ดีงามออกไป
และคลื่นดังกล่าวจะสะท้อนกลับมาหาเราด้วย
จิตใต้สำนึกของเราก็จะเก็บเอาคลื่นพลังที่ดีงามนี้ไว้ ซึ่งจะส่งผลให้จิตมีคุณภาพ
จิตที่มีคุณภาพจะดึงดูดเรื่องดีๆที่เราปรารถนาเข้ามาสู่ชีวิตของเราเอง

footer_phongpakorn

วิธีพูดกับคนทุกข์ ตอน “เมื่อชีวิตไม่เหลืออะไรอีกแล้ว”

ผมได้รับโทรศัพท์จากสตรีผู้หนึ่ง ร้องห่มร้องไห้ว่าอยากตาย
เพราะชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว ผมพูดปลอบประโลมจิตใจเธอ
ตามหลักการจิตวิทยาแนวมนุษยนิยมของ คาร์ล โรเจอร์ (Carl Roger)
ลองดูบทสนทนาของผมนี้ แล้วไปปรับใช้เมื่อต้องคุยกับคนทุกข์เช่นในกรณีตัวอย่างนี้กันดูนะครับ

ผม  “ไม่เป็นไรนะครับ ทำใจให้สงบก่อน มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ เล่าให้ผมฟังได้เลยครับ”  
เธอพยายามข่มเสียงสะอื้นในขณะที่เริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตอันขมขื่นของตนให้ผมฟัง

เธอ “ดิฉันเป็นคนบ้านนอก การศึกษาต่ำ เข้ามาทำงานโรงงานในกรุงเทพ
ค่าแรงพอประทังชีวิตไปวันๆ ดิฉันแต่งงานกับสามีที่ทำงานที่เดียวกัน
เขาเป็นคนรูปร่างหน้าตาดี มีผู้หญิงมาติดพันอยู่เสมอๆ เขานอกใจดิฉันบ่อยๆ
คือมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงเหล่านั้นโดยไม่แคร์ความรู้สึกของดิฉัน
ทำให้เราทะเลาะกันบ่อยมาก ความเจ้าชู้ของเขาทำให้ดิฉันทุกข์ใจเหลือเกิน
ผม  “ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณดี ผู้หญิงที่มีแฟนหรือสามีที่เจ้าชู้นอกใจ
ทุกคนก็ต้องทุกข์ใจทำนองเดียวกับคุณทั้งนั้น

ผมแสดงความเห็นใจเธอและบอกให้เธอรู้ว่ายังมีผู้หญิงอีกจำนวนมากมาย
ที่มีปัญหาแบบเดียวกับเธอ ไม่ใช่เธอคนเดียวที่ทุกข์แบบนี้

เธอ “ดิฉันมีปัญหาสุขภาพไม่ดี รักษามายาวนาน
จนในที่สุดก็ถูกทางโรงงานบีบให้ออกจากงาน
พอดิฉันตกงาน สามีขับไล่ดิฉันออกจากบ้านทันที
เพราะเขาถูกผู้หญิงคนหนึ่งยุแหย่มาตลอดว่าให้เลิกกับดิฉัน
ผม  “เขาไม่น่าทำแบบนี้กับคุณเลย คุณกำลังลำบาก เขากลับมาซ้ำเติมให้คุณทุกข์ยิ่งขึ้น”

ผมแสดงความรู้สึกเห็นใจเธออย่างตรงไปตรงมา
เพื่อให้เธอรู้สึกว่าอย่างน้อยๆก็ยังมีคนที่เข้าใจเธอ
เธอร้องไห้ออกมาอีกครั้งด้วยความอัดอั้นตันใจ
ผมปล่อยให้เธอร้องจนสบายใจ สักพักหนึ่งเธอก็เล่าเรื่องราวต่อ

เธอ “ดิฉันบากหน้าไปพึ่งพี่น้องของตัวเอง พวกเขาก็รังเกียจ
เลยมาอาศัยอยู่กับเพื่อนชั่วคราว เงินไม่มีติดตัวสักบาท สิ้นหวังมากเลย

ผมรู้สึกได้ถึงความทุกข์อันหนักหน่วงของเธอ
ในใจของผมหวั่นเกรงว่าเธออาจจะคิดสั้น จึงได้เตือนสติเธอว่า
“ชีวิตต้องไม่สิ้นหวังนะครับ ถ้าเราไม่ท้อ ชีวิตมีทางออกเสมอ”
เธอ  “ชีวิตดิฉันตอนนี้ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว จะให้มีความหวังได้อย่างไร”
น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา อ่อนล้าเจือปนด้วยความเศร้า

ผม  “คุณยังมีสิ่งสำคัญเหลืออยู่ ๒ สิ่ง”
เธอ  “อะไรหรือคะอาจารย์” เธอถามด้วยความอยากรู้
ผม “สองสิ่งที่ผมพูดถึงก็คือลมหายใจที่ไม่เคยขอพัก กับหัวใจที่เต้นไม่เคยขอหยุด
พวกเขายังคงทำหน้าที่แบบไม่ท้อถอยเพื่อให้คุณมีชีวิตต่อไป
แล้วตัวคุณจะยอมละทิ้งชีวิต ไม่สนใจเพื่อนแท้ทั้ง ๒ นี้เลยหรือ?
ผมอยากให้คุณหลับตาเอามือคลำที่หัวใจซึ่งกำลังเต้น และกำหนดสมาธิที่ลมหายใจสักประเดี๋ยว

เธอ  “ได้ค่ะ ดิฉันกำลังทำตามที่อาจารย์บอก”
ผม “ทำใจให้นิ่งสงบนะครับ หยุดความคิดที่วุ่นวายสับสน
ลองเอาใจติดตามลมหายใจเข้าออก สลับกับจังหวะการเต้นของหัวใจ
แล้วคุณจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจากเพื่อนแท้ทั้งสองนี้

เธอ ค่ะ ดิฉันกำลังเอาจิตใจจดจ่ออยู่กับจังหวะของลมหายใจและการเต้นของหัวใจ”

สักพักเธอปล่อยโฮออกมา แล้วบอกผมว่า
“ลมหายใจและหัวใจกำลังให้กำลังใจดิฉัน บอกดิฉันว่าอย่าท้อ ให้สู้ต่อไป”
ผมยิ้มด้วยความปีติ ถามเธอว่า  “ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างครับ”
เธอ  “ดิฉันรู้สึกมีพลังขึ้นมา ไม่อยากตายแล้ว
จะสู้เพื่อลมหายใจและหัวใจที่พวกเขาทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์มาตลอด ไม่เคยทอดทิ้งดิฉัน
แล้วดิฉันจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวเพื่อทอดทิ้งพวกเขาไปได้อย่างไร
ขอบคุณอาจารย์มากที่เตือนสติดิฉัน

น้ำเสียงของเธอแจ่มใสมีพลัง ก่อนจะจบการสนทนา
ผมสอนได้วิธีการทำสมาธิและการสั่งจิตใต้สำนึก เพื่อสร้างพลังให้กับจิตใจ
พร้อมกับอวยพรให้เธอเอาชนะปัญหาและอุปสรรคในชีวิตได้ตลอดไป

ก่อนจะจบบทความนี้ผมอยากจะเตือนสติทุกๆท่านว่า
เวลาที่เราทุกข์หนักๆ เราต้องเตือนตัวเองว่า “ความทุกข์เกิดขึ้นได้ ก็ดับลงได้”
ขอให้เรามีสติ มีความหวัง อย่าท้อ ต้องให้กำลังใจแก่ตัวเองก่อน
เอาสมาธิมาอยู่กับลมหายใจ เอามือมากุมที่หัวใจ แล้วเราก็จะค่อยๆมีพลังขึ้นมา
ชีวิต…ต่อให้ย่ำแย่ขนาดไม่เหลืออะไรเลย เราก็ยังมีลมหายใจและหัวใจที่ยังเต้นอยู่
สองสิ่งนี้ไม่เคยท้อ ไม่เคยหยุด ตัวเราก็ต้องสู้ต่อไป

footer_phongpakorn