ตลาดปลาในนราธิวาส

การบรรยายเรื่อง “White Heart” หรือ “หัวใจสีขาว
ของพี่ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ก็จบลงอย่างสมบูรณ์แบบครับ
มีผู้เข้าร่วมฟังการบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย
มาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น ขอหนังสือ สวมกอด กับพี่ดนัยของเราอย่างล้นหลาม
ตัวผมและพี่ๆทีมงานได้แต่มองหน้ากันแบบเขินๆ จนผมแอบนึกในใจว่า
อ้าว…ไม่เห็นมีใครมากอดพวกเราเลยแฮะ เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนนะ นั่งเตรียมงานกันทังคืน (T_T)’

และแล้ว! ก็มีเสียงแว่วเข้ามาจากด้านหลังของผมว่า
“โทษนะคะ ถ่ายรูปด้วยนะคะ”
แหมะ! ในที่สุดก็มีคนเห็นความสำคัญของเราแล้วหรอนี่
ผมรีบหันไปทางต้นเสียงทันทีพร้อมกับกล่าวด้วยหน้าตายิ้มแย้มสุดๆ ว่า
“ยินดีเลยครับ :D ”

ภาพที่เห็นตรงหน้า คือ ข้าราชการผู้หญิงคนหนึ่ง
วัยประมาณสามสิบต้นๆ ใกล้เคียงกับผมนี่ล่ะครับ
เธอส่งยิ้ม พร้อมยื่นโทรศัพท์มือถือให้ผม แล้วพูดด้วยเสียงอันอ่อนโยนว่า
ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยนะคะ จะเดินขึ้นไปถ่ายกับคุณดนัยค่ะ

โอ้!! ความหวังที่มีดับวูบลงทันทีครับ
เค้าขอให้เราเป็นคนถ่าย ไม่ใช่ขอถ่ายรูปกับเรานี่หว่า!
ผมยื่นมือไปรับโทรศัพท์มาแบบเสียไม่ได้
พยายามคงรอยยิ้มไว้ แม้ในใจจะรู้สึกเสียฟอร์มอย่างสุดซึ้ง

และถึงจะเสียฟอร์ม(ไปนิด) แต่ก็ไม่เสียใจครับ เพราะพี่ดนัยก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า
การเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มันมีพลังมากมายที่ผู้รับก็จะรู้สึกได้
อีกทั้งตัวผู้ให้เองก็จะได้รับความรักและความไว้วางใจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ดังนั้น ถ้าเราตั้งใจทำความดีต่อไปโดยไม่หวังผลตอบแทน
อีกหน่อยเราต้องเป็นขวัญใจชาวนราธิวาสและอีกหลายๆ แห่ง
เหมือนที่พี่ดนัยเป็นได้อย่างแน่นอนครับ

การบรรยายประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะพี่ดนัยได้ถูกทาบทามให้กลับมาบรรยายอีกครั้ง
ทั้งจากหน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นๆ ที่มาร่วมฟังการบรรยายในวันนี้
และหลังจากจบการบรรยาย ผมก็ได้ยินคำชม และเห็นรอยยิ้มมากมาย
ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า คนนราธิวาสเป็นคนน่ารักครับ
ถ้าเขาเปิดใจให้ใครสักคน  เขาก็จะเปรียบเสมือนว่าคนๆ นั้นเป็นคนในครอบครัวของเขาเลยทีเดียว

หลังจากการบรรยายเสร็จสิ้นลง ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ถามพี่ดนัยว่า
“มีสถานที่เที่ยวใกล้ๆ หรือที่ไหนที่อยากไปเป็นพิเศษไหม?”
เพราะไม่ไกลจากตัวเมืองนราธิวาส ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย
และเพื่อทางเจ้าหน้าที่จะได้จัดโปรแกรมพร้อมเตรียมกำลังพลดูแลได้อย่างเต็มที่
ซึ่งพี่ดนัยก็แสดงเจตจำนงทันทีว่า “จะขอตัวไปพักผ่อนก่อนครับ
เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดจึงได้ถอนกำลังกลับไป

แต่พี่ดนัยนี่ล่ะครับ จอมวางแผนเลย!

เราขึ้นไปพักผ่อนบนห้องพัก ทานลองกองในตระกร้าไปพวงสองพวง
เพื่อรอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารเดินทางกลับ
แล้วพี่ดนัยก็บอกกับทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขว่า
ผมอยากไปเดินตลาด แต่ผมไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ไปด้วย
เพราะพี่ดนัยอยากจะพาพวกเราไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่จริงๆ ครับ
ผมนึกในใจว่า ‘พี่ดนัยคิดจะถามผมบ้างไหมครับว่า ผมกลัวรึเปล่า
แต่ก็เอาเถอะ ถ้าพี่ดนัยไม่กลัว ผมก็ต้องไม่กลัวด้วยเหมือนกัน …

ที่ลอบบี้โรงแรม มีเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขสองท่านมารอรับเราครับ คือ พี่วรรณและพี่เกี๋ยน
พี่วรรณ
นั้นดูเป็นผู้หญิงวัยกลางคน อายุประมาณสี่สิบต้นๆ
ถึงแม้จะมีลูกมีครอบครัวแล้ว แต่พี่วรรณก็ยังเป็นข้าราชการที่ยังดูสวยและสง่างามอยู่
พี่วรรณเป็นคนท้องที่เฉกเช่นเดียวกับพี่เกี๋ยน
พี่เกี๋ยนเป็นผู้หญิงอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ ดูเป็นคนใจดีและยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา
ทั้งคู่เป็นคนไทยพุทธ อาจจะมีเชื้อสายจีนอยู่บ้าง  จึงมีลักษณะคล้ายๆ คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ

ตอนแรกพี่วรรณและพี่เกี๋ยนก็มีความลังเล ที่จะพาคณะเราไปตลาดในเมืองนราธิวาส
โดยไม่มีทีมเจ้าหน้าที่คอยคุ้มกันใดๆ แต่พี่ดนัยก็ยืนยันว่า
เมื่อเรามานราธิวาส เราจะต้องไปพูดคุยกับชาวนราธิวาสแท้ๆ
ด้วยความตั้งใจของพี่ดนัย พี่วรรณจึงขัดไม่ได้
ต้องพาพวกเราทุกคนออกเดินทางโดยรถตู้เข้าไปในตัวเมือง

การเดินทางออกจากโรงแรม โดยที่ไม่มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มกัน
ไม่มีเครื่องตัดสัญญาณระเบิด ไม่มีรถเกราะหุ้มกระสุน
ทำให้ผมตื่นเต้นกว่าไปสวนสนุกไหนๆ ในประเทศอเมริกาซะอีก
ในใจผมมีแต่คำถามผุดขึ้นมาว่า
เมื่อไรจะถึงสักที? ถ้าระเบิดขึ้นมาจะมีความรู้สึกเจ็บไม๊?’
อีกแล้วครับ คนฟุ้งซ่านอย่างผมก็นึกไปไกล ต่างๆ นาๆ

และก็เหมือนเช่นเคยครับ นั่งคิดไปคิดมาก็ถึงตลาดเสียแล้ว …

ทันที่ที่ผมและคณะก้าวเท้าลงจากรถตู้
เจ้าความรู้สึก “กลัว” ที่นั่งติดกับผมมาตลอดทาง กลับมลายหายไปหมด

ตลาดปลาในนราธิวาส

ตลาดที่ตั้งอยู่ตรงหน้าของผมนั้นเป็นตลาดเล็กๆ ผู้ซื้อผู้ขายส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิม
ซึ่งเป็นประชากรรวมประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของจังหวัดนราธิวาส
ตลาดปลาแห่งนี้เป็นตลาดที่คึกคักไม่เบา  มีปลาหน้าตาแปลกๆที่ผมไม่เคยเห็นมากมาย

ชาวไทยมุสลิมมองเราเหมือนกับว่า เราเป็นตัวประหลาด
เราจึงกลายเป็น จุดเด่น ของตลาดแห่งนี้ในทันที

สิ่งที่ผมสัมผัสได้กลับไม่ใช่ความอาฆาตมาดร้าย หรือความหวาดระแวง
แต่กลับเป็นรอยยิ้มและความรู้สึกยินดีว่า
ในที่สุด จังหวัดเราก็มีผู้มาเยือนสักที หลังจากที่ไม่ได้เห็นคนนอกพื้นที่มาเป็นเวลาแสนนาน’

ชาวมุสลิมหลายท่านเดินเข้ามาคุยกับเราอย่างเป็นมิตร
เราก็ได้ขอถ่ายรูปบรรยากาศและพูดคุยถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบของชาวบ้าน
ถึงตอนนี้เอง พี่บิ๊ก หนุ่มนักขายประกันจากเมืองจันทบุรีของเรา
ก็ได้โชว์ความสามารถในการเข้าถึงผู้คน ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ เด็ก ผู้หญิง ชนิดที่ไร้กำแพงมาบดบัง
ด้วยบุคลิกลักษณะและความสามารถของนักขายประกันมือหนึ่ง
พี่บิ๊กสามารถพูดคุย หยอกล้อ กับเหล่าชาวบ้านได้อย่างเป็นธรรมชาติ เสมือนอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน
ทำให้เราได้ยินเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม ไปตลอดเส้นทางของการเดินตลาดแห่งนี้
(ผมว่า ถ้าพี่บิ๊กลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น พี่เขาลอยลำมาอย่างแน่นอนครับ ^^b )

ตลาดปลาในนราธิวาส

ตลาดปลาในนราธิวาส

ระหว่างทาง เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอัดวีดีโอเก็บบรรยากาศ
แม่ค้าหลายท่านเห็น จึงถามว่า มาจากรายการอะไร?
เราก็ไม่รู้จะตอบยังไงครับ
เพราะไม่แน่ใจว่าชาวบ้านจะคิดมากหรือไม่ อย่างเช่น
เรามาถ่ายทำไม? หรือมองเค้าเป็นตัวประหลาดหรือเปล่า?

ถ้าจะให้เขาออกอากาศ ไม่เอาช่องสามนะ
เพราะเราดูแต่ช่องเจ็ด

แม่ค้าอารมณ์ดีของเราประกาศเสียงดัง
แล้วก็ถามเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
จะออกอากาศตอนไหน?

แต่ก็เพื่อกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
ผมจึงบอกชาวบ้านไปว่า
ชื่อรายการ ‘ธรรมดี’ ครับ อัดไว้ก่อน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะฉายข่องไหน
แต่ยังไงก็รอติดตามดูนะครับ  ไม่แน่  อาจจะมีในช่องเจ็ดก็ได้ :) “

ตลาดปลาในนราธิวาส

อีกบรรยากาศที่น่าประทับใจ ก็คือ
แม่ค้าขายผักสาวชาวไทยมุสลิมของเรา
ที่นอกจะไม่กลัวกล้องแล้ว
หรือจะให้ชัดเจน ต้องเรียกว่าเป็น
ดาราหน้ากล้อง” เลยดีกว่าครับ
เธอโพสต์ท่าถ่ายรูปต่างๆ อย่างไม่เคอะเขิน
และก็ชวนเพื่อนชาวมุสลิมอีกหลายท่าน
มาถ่ายรูปร่วมกับเรา ราวกับว่า
เขากลายเป็นคนสำคัญในตลาดแห่งนี้ในทันที
ถึงตอนนี้อยากจะบอกพี่ดนัยครับว่า
‘เลิกเขียนหนังสือธรรมะ แล้วมาเปิดช่องเคเบิลทีวีเสียดีกว่านะครับ ^^’

เราใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ ในการเดินชมตลาดท้องถิ่นแห่งนี้ครับ
โดยสิ่งที่เราได้มาจากตลาดนั้น ไม่ใช่อาหารหรือข้าวของเครื่องใช้ใดๆ
แต่กลับเป็น มิตรภาพและรอยยิ้มของชาวเมืองนราธิวาส
ซึ่งอาจจะเปรียบเสมือนสิ่งของหายากไปแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ ณ ขณะนี้
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเหล่านิ้เกิดจาก ความรู้สึกยินดีที่มีผู้มาเยือน
และความรู้สึกว่า นราธิวาสไม่ได้ถูกทิ้งอยู่ในความอ้างว้างอีกต่อไป

และผมรู้สึก ‘รักนราธิวาส‘ ขึ้นมาซะแล้วครับ

ถึงตรงนี้ ผมมีคำถามอยากถามทุกท่านว่า
‘เวลาท่านผู้อ่านไปเดินตลาดหรือห้างสรรพสินค้า ท่านเคยมีความรู้สึกอบอุ่นแบบนี้หรือไม่? 
รู้สึกได้ถึงมิตรภาพของผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยหรือไม่?’

สถานที่แห่งนี้ถึงแม้เหมือนจะถูกตัดขาดกับจังหวัดอื่นๆ
แต่กลับให้ ความรัก และ มิตรภาพอันบริสุทธิ์ กับทุกคนที่มาเยือน
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสถานที่ที่แสนสะดวกสบาย มีแอร์เย็นๆ
สามารถเข้าไปจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกสนาน
แต่กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงพลังและมนต์เสน่ห์ใดๆเลย

ผมเชื่อเหลือเกินว่า ผู้คนชาวนราธิวาสเป็นคนที่มีจิตวิญญานที่สูงส่ง
และพร้อมที่จะหยิบยื่นมิตรภาพดีๆ ให้กับทุกคนที่พบเจอ

ถึงตอนนี้ถ้าใครจะมองว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่น่ากลัว ไม่น่าเข้าใกล้
ก็คงจะต้องทำความเข้าใจเสียใหม่แล้วนะครับ

เพราะสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ คือ ‘คุณธรรม’ และ ‘จิตวิญญาณ’ ของคนที่ ‘ลดต่ำลง’ ต่างหากครับ
เจ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

ฉะนั้น เรามายิ้มรับและสัมผัสใจของชาวนราธิวาสด้วยกันนะครับ :)

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…

m(_ _)m
Joejo’

http://jakrapol.wordpress.com/

I tried so many brand of this product over 10yrs. This product is the best. Order misoprostol now. Brand and generic drugs are therapeutically and chemically equivalent.

แค่(คำพูด)ให้กำลังใจ…คงไม่พอ

แล้วการบรรยายเรื่อง “White Heart” ของพี่ดนัยก็ได้เริ่มต้นขึ้นครับ การบรรยายของพี่ดนัยนั้นถือว่ามีลักษณะเฉพาะตัวที่ Master Trainer มือใหม่อย่างพวกผมสามารถยึดเป็นแบบอย่างเพื่อเรียนรู้และนำไปใช้ได้เป็นอย่างดีครับ ถ้าจะหาคำมานิยามให้กับการบรรยายนี้ ผมขอใช้คำว่า“กลมกล่อม” ครับ

Chapter3-pic1

คำว่า “กลมกล่อม” สำหรับผมก็หมายถึง การบรรยายนี้มีครบทุกอรรถรส ทั้งอารมณ์สนุกสนาน ตื่นเต้น ปลุกจิตสำนึก ความซาบซึ้ง รวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจครับ การได้ฟังการบรรยายครั้งนี้ก็เปรียบเสมือนการได้ทานอาหารที่มีรสชาติ ‘อร่อยลงตัว‘ คือ ไม่จืดเกินไป ไม่จัดจ้านจนเกินไป เรียกได้ว่าเป็นอาหารที่ทานได้ทุกเพศ ทุกวัย อร่อยไม่มีเบื่อครับ

“White Heart” ก็เป็นหัวข้อการบรรยายอีกเรื่องที่เป็นเสมือน ‘เมนูอาหารจานเด็ด‘ อีกจานของพี่ดนัยที่เลือกมานำเสนอ โดยเนื้อหาของ “White Heart” นั้น ก็มุ่งเน้นที่จะทำให้ผู้ฟังชาวนราธิวาสได้เห็นว่า การมีจิตใจที่ผ่องแผ้ว สงบ ปราศจากการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเราเองนั้น สามารถสร้างความสุขให้กับเราได้ถึงเพียงใด อีกทั้งพี่ดนัยยังได้สอดแทรกการสร้างแรงบันดาลใจ และการฝึกฝนจิตใจให้มั่นคงให้กับชาวนราธิวาสเป็นพิเศษอีกด้วยครับ

ผมเชื่อเหลือเกินครับว่า “White Heart” นอกจากจะเป็นอาหารใจที่ช่วยให้ “อิ่มใจ” และคลายความหิวได้แล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อยและกลมกล่อมมาก ถ้าเรานำไป “บริโภค” และได้ “ปฏิบัติ” กันทุกวัน ผมเชื่อเหลือเกินว่า เราจะไม่รู้สึกถึงความขาดแคลน ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความทุกข์ใจ เพราะเราจะ “อิ่ม” จากความรัก ความเข้าใจ ในการดำรงชีวิตและยังเหลือพอที่จะ “เผื่อแผ่” ให้ทุกคนที่พบเจอได้นะครับ :)

Chapter3-pic2เมื่อพี่ดนัยพูดจบ ก็ถึงเวลาของผมที่จะได้ทำหน้าที่ของ Master Trainer ซะที หน้าที่ของผมก็คือ การเป็นตัวแทนของคนไทยในจังหวัดอื่น โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร ที่จะกล่าวความรู้สึกขอบคุณและส่งผ่านกำลังใจให้ชาวนราธิวาสได้รับรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่คนเดียว และยังมีคนไทยอีกมากมายเป็นกำลังใจอยู่เสมอ

โดยผมและเพื่อนๆ ในทีมได้ช่วยกันจัดทำคลิปวีดีโอสั้นๆ ที่พวกเราได้ออกไปสัมภาษณ์คนไทยหลากหลายอาชีพตามท้องถนน และรวบรวมถ้อยคำของคนเหล่านั้นที่ต้องการจะส่งแรงใจและความปรารถนาดีสู่ข้าราชการและประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ เพราะคิดว่า ถึงเขาเหล่านั้นจะไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่พวกเขาก็อยากจะส่งใจไปแทน ไม่น่าเชื่อครับว่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราได้ผู้ร่วมแสดงความรู้สึกกับเรากว่า 30-40 ท่านจากหลากหลายอาชีพ อาทิเช่น พนักงานรักษาความปลอดภัย คุณครู ข้าราชการ เจ้าของกิจการ วิศวกร และอื่นๆอีกมากมาย

ในงานนี้ ผมก็ได้วางแผนไว้แล้วว่า จะเปิดคลิปที่เราตัดต่อมาเป็นอย่างดีก่อนครับ เพราะ อยากให้ผู้ฟังซาบซึ้งใจกับคลิปวีดีโอแบบสุดๆ จากนั้น ผมก็จะขึ้นไปกล่าวสรุปอีกนิดหน่อย ก็น่าจะจบได้อย่างสวยหรู ประทับใจผู้ฟังเป็นแน่!

โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นนักวางแผนครับ ทำอะไรก็วางแผนไปซะทุกเรื่อง อาจจะเป็นเพราะผมเป็นพวกใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวามั้งครับ คือเป็นพวกเจ้าหลักการ ชอบวางแบบแผน ชอบวางกลยุทธ์ต่างๆ ตลอดเวลา เลยเป็นซะอย่างนี้ ต่างจากคนที่ชอบใช้สมองซีกขวาที่จะใช้ “ใจ” หรือ “จิ” ในการคิดอ่าน รวมถึงการสื่อสารกับคนรอบข้างครับ

เอาล่ะ! วางแผน เขียนบทมาซะยาวยืด ฝึกท่องจำมาแล้วด้วย แอบรู้สึกตื่นเต้นนะครับ แต่ก็พร้อมจะขึ้นไปพูดต่อหน้าผู้ฟังกว่า 500 คนแล้วตอนนี้ และเมื่อคลิปจบลง ผมก็ก้าวขึ้นเวทีด้วยความมั่นใจครับ เนื่องจากวางแผนและท่องบทมาเป็นอย่างดี ประกอบกับคลิปที่ทำมา ไม่น่าพลาดครับ ณ จุดนี้!

แต่…

‘โอ พระเจ้า!!!’ ผมอุทานในใจ เจ้าคลิปความหวังของผมที่คิดว่าจะทำให้ชาวนราธิวาส ขนลุก! จุกอก! น้ำตาคลอ … กลับไม่สามารถเข้าถึงคนเหล่านี้ได้เลย!!

ภาพที่ผมเห็นในขณะที่ผมยืนอยู่บนเวทีนั้น กลับเป็นสายตาที่ไม่ได้แสดงถึงอารมณ์ว่า “ขอบใจนะ คนกรุงเทพฯ เรารู้สึกดีเหลือเกิน” แต่กลับเป็นความรู้สึกที่เหมือนบอกว่า “เราได้ยินคำเหล่านี้บ่อยมาก จนมันกลายเป็นคำธรรมดาเสียแล้ว” ทุกคนนิ่งและเงียบเหมือนรอให้ผมพูดอะไรที่มันจะดีกว่าเจ้าคลิปความหวังของผมที่เพิ่งฉายไป

เอาไงดี (วะ) เนี่ย!?’ ผมคิดในใจ บทที่ผมเขียนไว้ 3 หน้ากระดาษไม่สามารถนำมาใช้ได้แล้ว ทุกอย่างดูผิดแผนไปหมด ผมตัดสินใจลืมเจ้ากระดาษแผ่นนั้น แล้วทบทวนความคิดกับตัวเองว่า ‘เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อพูดให้เราดูดี แต่เรามาพูดในสิ่งที่เราอยากพูดจากใจของเราจริงๆ ไมใช่หรือ?’

ตอนนี้เองที่ผมคิดได้แล้วว่า ‘แผนการที่ดีเพียงใดก็ไม่สำคัญเท่ากับความจริงใจต่อกัน’

ผมเริ่มเล่าถึงความรู้สึกของคนในกรุงเทพฯ ความรู้สึกของคนอื่นๆ ที่มีต่อเพื่อน พี่น้องของเรา ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมใชัเวลาไม่นานครับ ผมเล่าทุกความรู้สึกในใจของผมที่มีต่อพี่น้องชาวนราธิวาส  แต่ยิ่งพูดผมก็ยิ่งรู้สึกสมเพชตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วผมก็เหมือนกับคนกรุงเทพคนอื่นๆ ครับ ผมไม่ได้เข้าใจความรู้สึกของชาวนราธิวาสเลย ว่าพวกเขามีความอึดอัด กดดัน และโศกเศร้าอย่างไรที่พวกเขาต้องอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์อันไม่สงบเช่นนี้ ประกอบกับความรู้สึกว่าพวกเขาถูกทอดทิ้งจากคนจังหวัดอื่นๆ ผมยิ่งพูด น้ำตาก็ยิ่งไหลออกมา

ผมยอมรับว่าผมพ่ายแพ้ในฐานะที่ผมเป็น Master Trainer ที่ไม่สามารถเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ได้ และยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของผู้ฟัง ผ่านสายตาที่จ้องมองผมในขณะนั้น แต่ด้วยความจริงใจและถ้อยคำที่ไม่ได้มาจากบทละครที่ผมเขียนขึ้นมานี่ล่ะครับ มันทำให้ผมเข้าไปนั่งอยู่ในใจของผู้ฟังหลายๆคนได้สำเร็จ ให้รู้สึกว่า อย่างน้อย คนกรุงเทพคนนี้ ก็ไม่ได้แค่พูดว่า “สู้ๆนะ! เราให้กำลังใจคุณ” “สู้ต่อไป พี่น้องสามจังหวัดชายแดน” เหมือนในคลิปที่ผมพึ่งเปิดไป

ผมจึงได้เรียนรู้ว่า “แค่คำพูดให้กำลังใจ…คงไม่พอ” จริงๆครับ

Chapter3-pic3เมื่อผมพูดจบ ไฟในห้องก็ถูกหรี่ลง โดยมีพี่ดนัยได้ถือเทียนหนึ่งเล่มอยู่บนเวที และได้จุดเทียนให้กับข้าราชการตัวแทน ที่ขึ้นมาร่วมร้องเพลง “ในหลวงของแผ่นดิน” ให้ดังก้องไปถึงวังไกลกังวล

ถึงตอนนี้ พวกเราทุกคนถูกหลอมรวมกันเป็นหนึ่งแล้วครับ จากการร้องเพลงให้คนเพียงคนเดียว คือ ในหลวงของเรา เพื่อที่จะประกาศว่า

พวกเราทุกคนนั้นเป็นพี่น้องกัน อยู่ผืนแผ่นดินไทยเดียวกัน และเราเชื่อมต่อกันโดยฐานะที่เราเป็นคนไทย และมีพ่ออยู่หัวคนเดียวกัน คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่9 องค์ปัจจุบัน

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…

m(_ _)m
Joejo’
http://jakrapol.wordpress.com/

footer_cat23

My entire family, and many of my friends are now using it. ! More information regarding generic medications can be found at this link. We can give you a 100% guarantee for it!

อยู่ที่บ้านก็มีสุข อยู่ที่นี่ก็มีสุข อยู่ที่ไหนๆ เราก็มีสุข ทุกเวลา..

ก่อนขึ้นเวทีในครั้งนี้ พี่ไก่บอกกับผมว่า ‘การที่จะทำสันทนาการให้ประสบความสำเร็จนั้น เราจะต้องทำความรู้จักกับผู้ฟังให้เกิดความคุ้นชินในระดับหนึ่ง เพื่อจะรู้ได้ว่าผู้ฟังมีทัศนคติอย่างไร และอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะทำกิจกรรมหรือไม่ ‘

แต่เนื่องจากว่าในขณะนั้น เรายังไม่ทราบถึงอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ฟัง รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ พี่ไก่ก็เลยตัดสินใจที่จะไม่เตรียมการสอนอะไรมาก แต่จะลองเปิดด้วยกิจกรรมสัก 1 กิจกรรมก่อน เพื่อดูว่าผู้ฟังมีอารมณ์ร่วมและคล้อยตามมากเพียงใด และนอกจากภารกิจพิชิตใจชาวสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาสแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายรองคือ การพิชิตใจพี่ดนัย ผู้นำคณะของเราในครั้งนี้นี่เอง !

Chapter2-pic1

พี่ดนัยเองก็ดูกังวลมิใช่น้อย เพราะการให้พวก Master Trainer มือใหม่อย่างเรามาร่วมทำกิจกรรมก่อนการบรรยายถือว่าเป็นความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะถ้าทำออกมาดี ทุกคนมีความรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วม ก็จะเป็นการส่งเสริมการบรรยาย “White Heart” ของพี่ดนัยด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังตั้งใจฟังและช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ได้ดีขึ้นด้วย แต่ถ้าเกิดว่าการขึ้นไปทำสันทนาการครั้งนี้เกิดไม่สนุก หรือภาษาวัยรุ่นเรียกว่า “แป้ก” คงส่งผลเสียถึงการบรรยายหลักเป็นแน่ สำหรับมือใหม่อย่างผม บอกเลยครับว่า “เกร็ง” มากจริงๆครับ :)

Chapter2-pic2

พี่ไก่เริ่มการสันทนาการ ด้วยการถามคำถาม 2-3 ข้อ (เป็นคำถามที่ไม่มีวันตอบถูกครับ) เราคาดหวังว่าคนดูจจะหัวเราะเสียงดังหลังจากที่ได้ฟังคำเฉลยจากวิทยากร ในใจผมก็ลุ้นตลอดว่า ‘มันจะตลกท้องแข็งเพียงใด ?

และเมื่อฟังคำเฉลยผมรู้สึกได้ทันทีว่า ร้อยละ 20 หัวเราะจริง อีกร้อยละ 30 หัวเราะเพื่อช่วยพวกเราเพื่อจะไม่ให้ “แป้ก” จนเกินไป สำหรับร้อยละ 50 ที่เหลือ อยากบอกว่าคนนราฯ เป็นคนจริงใจมากครับ นั่งกันซะนิ่งเชียว!

‘ซวยละ!’ ผมนึกในใจ พลันสายตาก็หันไปมองพี่ดนัยที่นั่งอยู่แถวหน้าราวกับเป็นคุณครูฝ่ายปกครอง พี่ดนัยมองพวกเราด้วยความครุ่นคิดครับ โดยปกติก็ยากที่จะเดาอยู่แล้วว่าพี่ดนัยคิดอะไรอยู่ แต่ที่รู้สึกได้คือ สายตาของพี่ดนัยเต็มไปด้วยความสงสัยว่า น้องๆ Master Trainer มือใหม่ 2 คนนี้ จะทำอะไรต่อไปเพื่อให้บรรยากาศในห้องนั้นเปลี่ยนไปให้ได้

หลังจากจบคำถามชิมลางที่แม้จะไม่สร้างเสียงหัวเราะสักเท่าไหร่ แต่ถึงตอนนี้พี่ไก่ Master of สันทนาการของเรา ก็จับทางผู้ฟังได้แล้วครับ พี่ไก่จึงเริ่มงัดฝีไม้ลายมือออกมาอย่างเต็มที่

อยู่ที่บ้านก็มีสุข อยู่ที่นี่ก็มีสุข อยู่ที่ไหนๆ เราก็มีสุข ทุกเวลา” ประโยคสั้นๆง่ายๆ ที่แฝงไปด้วยพลังอันลึกลับ เพลงสั้นๆที่พี่ไก่ให้ทุกคนในห้องนั้น ร้องซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่ลืมที่จะใช้ แทรมโบรีนคู่ใจให้จังหวะไปเรื่อยๆ

ตอนนี้บรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไป ประกอบกับการที่พี่ไก่สอนท่าประกอบเพลงด้วย ท่าประกอบเพลงนั้นก็ง่ายๆ ครับ โดยใช้นิ้วชี้ ชี้ขึ้นข้างบน ชี้ไปข้างหน้า และชี้ไปข้างหลังสลับกันไปมา
แต่พอถึงคราวที่พี่ไก่ให้ทำพร้อมกันทั้งสองมือนี่สิครับ ความมั่ว จึงบังเกิดขึ้น ณ ขณะที่ทุกคนพยายามร้องเพลง “อยู่ที่บ้านก็มีสุข อยู่ที่นี่ก็มีสุข อยู่ที่ไหนๆ เราก็มีสุข ทุกเวลา” และใช้ทั้งมือซ้ายและมือขวาชี้กันมั่วซั่วอย่างเมามัน
ตอนนี้ทุกคนคงลืมที่พี่ไก่สอนแล้วล่ะครับ เพราะต่างกำลังชี้ขึ้นชี้ลง บางคนอินจัดจนถึงกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ บรรยากาศในห้องประชุมของโรงแรมอิมพิเรียลนราธิวาส ได้กลายเป็น Disco เล็กๆ ที่มีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มปะปนอยู่จนทั่ว

ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ลืมที่จะเช็ค Performance ของพวกเรา โดยตัวที่บ่งชี้ได้ดีที่สุดคงเป็น ใบหน้าที่สุดแสนจะสุขุมนุ่มลึกของพี่ดนัย จันทร์เจ้าฉาย คนนี้ล่ะครับ สิ่งที่ผมเห็นตอนที่หันไปมองพี่ดนัยอีกครั้งก็คือ ‘ใบหน้าที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่มือของพี่ดนัยนั้นกลับฉวัดเฉวียน ชี้ขึ้นชี้ลงไล่ตามจังหวะเพลงของพี่ไก่อย่างไม่ลดละ‘ จนผมอดอมยิ้มไม่ได้

สุดท้ายพวกเราก็ได้เห็นพี่ดนัยหัวเราะออกมาจนได้ครับ เพราะพี่ไก่ร้องเพลงเร็วเหลือเกินเหมือนกำลังกลั่นแกล้งคนทั้งห้องอย่างได้ใจ ต่อให้เป็นพี่ดนัยผู้ผ่านการฝึกจิตมาอย่างดีเยี่ยม ก็ยังต้องยอมแพ้ต่อผู้ท้าชิงชาวอุทัยธานีรายนี้ครับ

และเวลาผ่านแห่งความสนุกก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดหน้าที่ของผมและพี่ไก่ก็ได้จบลงในช่วงสันทนาการที่ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนานของชาวสาธารณสุข จังหวัดนราธิวาส

สงสัยพี่ไก่จะพูดถูกจริงๆครับ ที่ว่า “อยู่ที่บ้านก็มีสุข อยู่ที่นี่ก็มีสุข อยู่ที่ไหนๆ พวกเราก็มีความสุข ทุกเวลา” เพราะจริงๆแล้ว ‘ความสุข’ นั้นอยู่ที่ ‘ใจ‘ ของเราครับ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรืออยู่ในเหตุการณ์ใด เราก็มี ‘ความสุข’ ได้จริงๆ ถ้าใจเราเลือกที่จะมีแต่ความสุข ทุกเวลา ♫ ลาล่าลาล้า ♪ …. จริงไหมครับ ? :)

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…

m(_ _)m
Joejo’
http://jakrapol.wordpress.com/

footer_cat23

ลัดฟ้า สู่นราธิวาส

ในวันที่ 30 สิงหาคม 2556 นับเป็นวันที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมอย่างแท้จริง  คือผมได้มีโอกาสพบกับ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย  ในการไปเรียนคอร์สอบรม Master Trainer ที่สอนโดย วิทยากรระดับโลกคือ ดร. Mel Gil

คุณดนัยนั้นเปรียบเสมือนบุคคลตัวอย่างที่ผมอยากจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถทางด้าน Marketing ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เรื่องความเป็นนักเขียนหรือเป็นผู้แปลหนังสือ ที่มีผลงานมาอย่างมากมาย และที่สำคัญที่สุด คือ การที่ได้ทำความดีเพื่อผู้อื่น และเพื่อในหลวงของเราอย่างต่อเนื่อง

“พี่กำลังจะลงไปนราธิวาส โจ” ตอนแรกผมก็ไม่อินหรอกครับว่าทำไมพี่ดนัยถึงเลือกที่จะไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่พี่เขาจะเอาเวลาไปคิดงานทำโครงการต่างๆ ออกงานพิธี หรือตอบรับคำเชิญจากองค์กรต่างๆ เพราะผมก็คิดว่า  ’การลงไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันก็เป็นการเสี่ยง แล้วถ้าคุณดนัยเป็นอะไรไป อีกหกสิบ เจ็ดสิบโครงการของคุณดนัยจะเป็นอย่างไร มันช่างเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะคุณดนัยคนเดียวก็ไม่ได้ทำให้การก่อการร้ายหมดไปจากภาคใต้อยู่แล้ว

ผมก็ได้แต่พยักหน้ายิ้มๆ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผม ผมจึงบอกว่า “พี่ ผมไปด้วย
พี่ดนัยจึงถามว่า “โจไม่กลัวหรอ
แน่นอนที่สุด ผมก็ตอบไปว่า “กลัวครับ แต่ถ้าพี่ไม่กลัว ผมก็คงจะไม่ต้องกลัวเหมือนกัน” และการเดินทาง จึงเริ่มต้นขึ้น …

เรามีกำหนดการออกเดินทางสู่ จ.นราธิวาส ในเช้าวันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2556  ผู้ร่วมเดินทางของเรามีด้วยกันทั้งหมด 5 ท่าน ทุกคนมาด้วยใจ และไม่ได้คาดหวังค่าตอบแทนอันใด
ผมเป็นคนนึงที่บอกที่บ้านว่า “แม่ครับ ผมจะไปหาดใหญ่กับพี่ดนัย” ซึ่งแม่ก็บอกว่า ดีนะ ซื้อเกาลัดมาฝากแม่ด้วย” (ตอนนั้นผมนึกในใจว่า .. เอาวะ นราฯก็คงมีเกาลัดขายแหละ เดี๋ยวแอบซื้อระหว่างทางก็แล้วกัน แหะๆๆ) ก่อนออกจากบ้าน ผมก็ไม่ลืมที่จะเดินเข้าไปกอดแม่ และพูดว่า “ผมรักแม่นะ” เหมือนปกติในทุกๆ เช้า แล้วผมก็เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง และมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง คือ จ.นราธิวาส ด้วยเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งมีเพียง 1 เที่ยวบินต่อวัน

80971

บุคคลในคณะของเรา นำทีมโดยคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ติดตามด้วย น้องแซนด์ เลขาคู่ใจ ผู้ที่คอยประสานงานและทำทุกอย่างให้กับคณะเราอย่างแข็งขัน ส่วนผมนั้นได้ชวนเพื่อนร่วมทีมมาอีกสองคน คนแรก ชื่อว่า “พี่ไก่” เป็นวิทยากรประจำสาธารณสุขประจำจังหวัดอุทัยธานี ผู้มากล้นด้วยประสบการณ์สันทนาการ และการให้ความรุ้ด้านสุขภาพ อีกท่านหนึ่งเป็นพนักงานขายประกันที่นั่งรถสี่ชั่วโมงตรงมาจากจังหวัดจันทบุรีเพื่อจะร่วมขบวนของเรา ชื่อว่า “พี่บิ๊ก”พี่ท่านนี้ก็เป็นอีกคน ที่บอกภรรยาว่า ‘พี่จะไปหาดใหญ่’ ช่างน่าตลกปนสมเพชใจนะครับ ที่เราแค่อยากจะไปจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยแท้ๆ แต่ทำไมเราต้องอ้างว่าจะไปจังหวัดข้างเคียงด้วย ทั้งๆ ที่ทั้งสองจังหวัดก็อยู่ในผืนแผ่นดินไทยทั้งคู่

เราเดินทางด้วยสายการบินแอร์เอเชีย พร้อมบรรทุกสิ่งของที่จะนำไปบริจาคมากมาย โดยได้รับการอนุเคราะห์จากคุณทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอร์เอเชีย จำกัด หรือที่คุณดนัยเรียกว่า “พี่โจ” ที่อนุญาตให้เราสามารถบรรทุกสิ่งของเกินน้ำหนักที่กำหนดไว้ได้

การเดินทางใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ แต่ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะผมและคณะก็ได้พูดคุยกันตลอดเวลา พี่ดนัยดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด เพราะนี่คงเป็นเที่ยวที่ร้อยแล้วมั้งที่ท่านลงไป แต่พวกเราสิ นั่งคิดไป่ต่างๆ นานา ว่า ‘ถ้าเกิดระเบิด เราจะวิ่งไปทางไหน ถ้าโดนจับได้ ขออย่าให้โดนทรมานเลย’ คิดไปคิดมา เราก็ถึงท่าอากาศยานปลายทางแล้วครับ ความคิดของมนุษย์เรานี่มันช่างฟุ้งซ่านเสียจริงๆ

airasia

สนามบินนราธิวาสเป็นท่าอากาศยานเล็กๆ ซึ่งไม่มีงวงช้างเชื่อมต่ออาคารสนามบินกับตัวเครื่องบิน ไม่มีรถบัสมารับ พอประตูเครื่องเปิดออก เราต้องเดินลงจากเครื่องบินเพื่อเข้าสู่ตัวอาคาร แต่ยังเป็นความกรุณา สายการบินนี้มีร่มให้กับทุกคน ในการเดินจากรันเวย์เข้าสู่อาคารระยะทางสองร้อยเมตร ในมุมมองของนักการตลาดอย่างผม ผมรู้สึกว่า ‘การสร้างแบรนด์ของเขาทำได้ดีจริงๆครับ :) 

เมื่อเข้าสู่ตัวอาคารผู้โดยสาร ภาพที่เห็นทำให้ผมถึงกับตกใจ ‘โอ้โห! เขาต้องวางกำลังกันแน่นหนาอย่างนี้เชียวหรือ‘ มีทั้งตำรวจ และทหารมากมาย ต่างยืนปะปนกับผู้คนในสนามบิน ในขณะที่ผมกำลังกวาดสายตาไปรอบๆ ด้วยความสงสัย ก็ได้ยินเสียงถามขึ้นว่า “คณะของคุณดนัยหรือเปล่าครับ” เมื่อผมหันไป เจ้าหน้าที่ทุกคนเข้าแถว ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เห็นมากันหนาแน่นนั่นแหละ คือ ผู้ที่มารับเราที่สนามบิน นำโดยพันตำรวจเอกพิเศษจักรพร แท่นทอง รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นราธิวาส

คณะของเราถูกห้อมล้อมไปด้วยตำรวจและทหารเพื่อนำเราสู่รถตู้ที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ จากระยะทางสนามบินถึงโรงแรมอิมพีเรียลนั้น ใช้เวลาเพียงสิบนาที เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ได้อำนวยการนำขบวนและปิดถนนตลอดเส้นทางการสัญจร เพื่อความปลอดภัยของทีมงานและชาวบ้านบนท้องถนน ในกรณีถ้ามีเหตุปะทะเกิดขึ้น

เมื่อถึงโรงแรมอิมพีเรียล คนที่ Poppular ที่สุด กลับไม่ใช่คุณดนัย แต่เป็น พี่ไก่ เจ้าพ่อสาธารณสุขของเรานั่นเอง พี่ไก่บอกว่า ‘พี่ไก่ลงมานราธิวาสสามรอบแล้ว คนสาธารณสุขเขารู้จักพี่ดี‘  พี่ไก่ได้รับการต้อนรับจากเหล่าพยาบาลและสาวๆสาธารณสุข จ.นราธิวาส อย่างอบอุ่น ผมเดินไปถามพี่ไก่ว่า “พี่ไก่ พี่มาตั้งหลายรอบแล้ว ทำไมพี่ไม่บอกผม
พี่ไก่ตอบว่า “ก็เห็นโจกลัวๆ พี่ก็เลยไม่อยากจะบอกว่ามันไม่มีอะไร เดี๋ยวโจจะหมดสนุก :P ” เฮ่อ …. คนสาธารณะสุขนี่มันจริงๆครับ ทีเล่นทีจริงตลอดเวลาเลย – -”

หน่วยงานที่เรียนเชิญเรามา คือ สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ครับ คนสาธารณสุขจะมีจุดเด่นอย่างหนึ่งคือ พวกเขาจะเป็นคนที่อารมณ์ดี ขี้เล่น แต่ในภาวะคับขัน เค้าเหล่านี้ต้องเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคง และมีสมาธิต่อการทำงานเป็นอย่างมาก เพราะในยามปกติเขาจะเป็นผู้นำทำกิจกรรมในหมู่บ้าน ให้เกิดเสียงหัวเราะ และความผ่อนคลายในพื้นที่ แต่เมื่อเกิดเหตุระเบิดหรือความสูญเสีย เขาเหล่านี้จะเป็นผู้ทำการปฐมพยาบาลและปลอบใจญาติของผู้สูญเสียที่ร้องไห้เหมือนกำลังจะขาดใจตายตาม

คนสาธารณสุขจึงเป็นคนที่ไม่ธรรมดาครับ เพราะวินาทีนี้ เขาหัวเราะได้อย่างมีความสุข วินาทีถัดมา เขาอาจจะต้องเป็นที่พึ่งของคนมากมาย และเป็นที่รองรับอารมณ์จากเหตุการณ์ที่ไม่สงบ

คุณดนัยได้ถูกเชิญมาพูดถึงเรื่อง “White Heart” หรือ “หัวใจสีขาว” โดยจุดประสงค์ของการบรรยายนั้นก็เพื่อที่จะให้ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดนราธิวาสนั้น มีการบริหารจิตใจให้สนับสนุนความคิดในเชิงบวก ขจัดความทุกข์หรือความคิดเชิงลบในใจให้มาก  ให้มีเป้าหมายและมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตด้วยจิตใจที่มั่นคงและเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ สำหรับพี่น้องในจังหวัดนราธิวาสในขณะนี้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในความกดดันและความหวาดกลัว เชื่อได้ว่า “White Heart” นั้น เป็นหัวข้อการบรรยายที่ช่างเหมาะกับสถานการณ์ในขณะนี้เสียเหลือเกิน

แต่ก่อนการบรรยายจะเริ่มขึ้น พี่ไก่ Mr. Popular ของเรา ก็ถูกส่งขึ้นไปบนเวที ในฐานะหนึ่งในสมาชิกMaster Trainer รุ่นแรก ที่จะมาจัดสันทนาการเพื่อที่จะสร้างเสียงหัวเราะ ให้กับชาวสาธารณสุขก่อนที่ คุณดนัยจะเริ่มการบรรยาย ตัวพี่ไก่เองนั้นก็เป็น  “Master of สันทนาการ” อยู่แล้ว ขณะนั้นเองผมก็ได้ร่วมขึ้นไปเป็นผู้ช่วยสันทนาการบนเวทีด้วย

ความรู้สึกแรกนั้น ผมรู้สึกว่าเหมือนมาเป็นกรรมการในการต่อสู้ระหว่างทีมสันทนาการจากจังหวัดอุทัยฯ และทีมสันทนาการจังหวัดนราธิวาส เพราะผู้ฟังของเราส่วนใหญ่ก็เป็นคนทำงานสาธารณสุขเช่นกัน ฝีไม้ลายมือในการทำสันทนาการของพวกเขาย่อมไม่ใช่เล่น ผมนึกในใจว่า ‘ฝ่ายอุทัยวันนี้คงเหนื่อยแน่ เพราะฝ่ายสาธารณสุขนราธิวาสมีคนถึง 500 คน และท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบนี้ การจะสร้างเสียงหัวเราะจากพวกเขา คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ’ อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นเสียงการแนะนำตัวพวกเราจากพิธีกร พี่ไก่ก็หันมามองหน้าผมด้วยสีหน้ามั่นใจและพูดว่า “เริ่มกันเลยนะ โจ

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ…..

m(_ _)m
Joejo’
http://jakrapol.wordpress.com/

footer_cat23