“3 ไม่ที่ ไม่ควรหลุดออกจากปาก ตอน 2”

photo54

ดังนั้น เวลามีใครเขาบอกว่า เขาไม่มีเวลาให้กับคุณ
จงรู้เอาไว้ซะนะครับว่า คุณไม่ได้สำคัญกับเขา เพราะเขากำลังมองว่า
เขาจำเป็นต้องเอาเวลาที่ “สำคัญ” ของเขาไปใช้ทำอย่างอื่น

และเมื่อถึงคราวที่คุณต้องบอกปฏิเสธใครหลายๆ คนว่า “คุณไม่มีเวลา”
ขอได้โปรดจงรู้เอาไว้ว่า… คนที่คุณกำลังปฏิเสธ เขารู้สึกเสียใจมากขนาดไหนที่คุณปฏิเสธ
ว่าเขาคนนั้นไม่สำคัญ

แต่หากว่าเราไม่เหลือเวลาจริงๆ ล่ะ ปฎิเสธได้นะครับ แต่เราควรเอาใจใส่ผู้ที่เราปฏิเสธ
บอกเขาถึงสาเหตุที่ทำให้เราต้องเลือกอย่างอื่นที่สำคัญกว่าด้วยความจำเป็น

สิ่งสำคัญคือ ต้องจริงใจครับคนที่รับฟัง เขารับรู้ความรู้สึกได้นะครับ.

“ไม่รับผิดชอบ”
ผู้พูดมักแปลงคำพูดให้กลายร่างเป็นคำที่ดูสวยหรู
เช่น ผมไม่รู้เรื่อง ลองถามคนโน้นสิ (คำว่าโน้นนน…อาจมีการลากเสียงยาวให้รู้ถึงอาการโน้นไกลๆ
ให้ห่างจากอณาเขตพื้นที่ของตน บางรายอาจเสริมด้วยอากัปกริยา
“เส้นเสียง” แสดงอาการรำคาญประกอบด้วยการยกนิ้วชี้นู่น ชี้นี่ เพื่อแสดงคุณลักษณะว่าคนไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ “ฉัน”) หรือ คำว่าอันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผม (ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเค้ารู้กันหมดว่า นี่คือหน้าที่คุณ)

หากเราจะมาตามสืบค้นความน่ากลัวของการ “ไม่รับผิดชอบ”
เราคงต้องเริ่มจาก “ความรับผิดชอบ” คืออะไร

ความรับผิดชอบ หากแปลตามความเข้าใจของผมแล้วล่ะก็
ตัวแปลสำคัญที่ทำให้เกิดความรับผิดชอบ คือ ภาระหน้าที่ หรือการรับปาก..
โดยทางพฤตินัยและนิตินัยว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ความรับผิดชอบมักตามมาด้วย ข้อผูกมัดที่เกิดขึ้น กลายร่างมาเป็นภาระหน้าที่ และเป็นเหตุ
ให้เราต้องกระทำการใดๆ ก็ตาม เพื่อสนองตอบต่อสิ่งที่เรามีพันธะสัญญากับบุคคลใดก็ตาม
แปลง่ายๆ ตามชาวบ้านคือ “รับปากเขามาน่ะ…ช่วยทำด้วย เพราะคนอื่นเขาก็เชื่อใจและไว้ใจ
ในสิ่งที่คุณรับปากเขา นั้นเอง”

ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างนึงของความรับผิดชอบคือ “ความเป็นเจ้าของ”
ฝรั่งเขาบอกง่ายๆ ว่า อพอสโทรฟี่ เอส (’s)
หรือง่ายๆ ว่า หากเติม เครื่องหมายนี้ตามหลังชื่อแล้วล่ะก็ หมายความว่า..
สิ่งของที่เป็น Noun คน สัตว์ สิ่งของ จะกลายเป็นเจ้าของทันที
เช่น Great’s dog. แปลว่าสุนัขของเกรท
แต่ไม่ใช่ Dog Great เพราะอันนั้นเป็น เกรทเจ้าสุนัขน้อย โฮ่งๆ
ดังนั้น หากเจ้าสุนัขของเกรทไป เผลอกัดใครเข้า มิใช่ความรับผิดชอบของสุนัข
แต่เป็นความรับผิดชอบของเกรท หรือหากเจ้าสุนัขของเกรทเห่าเสียงดัง
ก็มิใช่ภาระหน้าที่ของชาวบ้านที่ต้องคอยอุดหู แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าเกรทที่ต้องจัดการ
เจ้าสุนัขให้สงบเรียบร้อย…

ความรับผิดชอบบางทีอาจหมายถึง ชีวิตผู้คน
ตัวอย่างเช่น ความรับผิดชอบของคนขับรถที่จะไม่ดื่มสุราหรือสิ่งมอมเมา
รวมถึงระมัดระวังกฎการจราจรต่างๆ เพื่อรับผิดชอบต่อชีวิตอีกมากมายบนท้องถนน
เพราะผมเห็นชีวิตที่มีอนาคตมากกมายตายอยู่บนท้องถนนที่เกิดจากพวก “ไม่รับผิดชอบ”

เมื่อเรามีความรับผิดชอบกระทำต่อสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่ของเรา
หรือจากการที่เรารับปากบุคคลใดก็ตาม แล้วสามารถทำสิ่งนั้นให้สำเร็จลุล่วงไปได้…
เมื่อนั้นเราจะเปรียบเสมือน เปาบุ้นจิ้น ที่ได้กระบี่อาญาสิทธิ์ ก่อให้เกิดอำนาจบารมีอย่างชอบธรรมและได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง เพราะเรามีวาจาสิทธิ์

“คำใดที่เอ่ยจากปากของเรา แม้สิ่งนั้นยังไม่เป็นจริง เราจะกระทำให้เป็นจริง
มิได้เกิดจากอภินิหารใดๆ แต่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราด้วยความมุ่งมั่นอย่างถึงที่สุด”

นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อเรื่องความมุ่งมั่นต่อความรับผิดชอบและหน้าที่ของเรา

“ความรับผิดชอบมักมาพร้อมภาระหน้าที่…ยิ่งสำคัญมากยิ่งต้องใช้ความรับผิดชอบมาก
ความรับผิดชอบมักมาพร้อมความสำคัญและความคาดหวังของผู้คน…”
“ยิ่งคาดหวังมากยิ่งต้องใช้ความรับผิดชอบมาก”
“ความรับผิดชอบมักมาพร้อมกับชีวิตของผู้คน ยิ่งต้องดูแลชีวิตคนรอบข้างมาก
ยิ่งต้องรับผิดชอบมาก เพราะเขาคือคนที่เรารัก…”

มีคำกล่าวจากบุคคลที่ผมค่อนข้างเคารพนับถือเขาเป็นอย่างมาก…

เขาคนนี้นับได้ว่าเป็นยอดมนุษย์คนนึงเลยทีเดียว…
เขาคนนี้สูญเสียพ่อและแม่ อีกทั้งคุณปู่ผู้เป็นที่รักของเขาตั้งแต่วัยเด็ก
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสู้กับชีวิตต่อไป…
เขาคนนี้ต่อสู้เพื่อมวลมนุษย์มามากมาย…แม้ว่าเขาจะเคยทนทุกข์กับอาการบาดเจ็บปางตายมากมายผลจากการต่อสู้ของเขา… เขาคนนี้ไม่เคยท้อถอย แม้ว่าผู้คนจะมองเขาว่าเป็นตัวประหลาด….

“อำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง”

นี่คือคำกล่าวจาก สไปเดอร์แมน มนุษย์แมงมุม ^_^

“ไม่รับผิดชอบ”

สัปดาห์หน้ามาติดตามอีกหนึ่ง
Credit

“ร่วมงานมุฑิตาจิต ถวายหลวงปู่ บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เจริญอายุ ครบ ๑๐๐ ปี”

Photo53

ผมขอ “คั่น” เนื้อเรื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับ (สาม “ไม่” ที่ “ไม่” ควรหลุดออกจากปาก)
ซึ่งหลายท่าน ส่งอีเมล์มาหาผมว่าอยากจะรู้เรื่องที่ยังพูดถึง อีก สอง “ไม่” ว่าจะเป็นอย่างไร
โดยบทความนี้จะเล่าถึง กิจกรรมดีๆ ที่อยากให้ทุกท่านได้มีโอกาสร่วมบุญกันครับ

“เกรทสนใจงานพิธีกรไหม”
“พิธีกรอะไรเหรอครับพี่”
“พิธีกรงานหลวงปู่ บุญฤทธิ์”
“พิธีกรงานบุญเหรอครับพี่ ให้ผมไปปฎิบัติสมาธิหรือวิปัสนาไม่มีปัญหาครับ…
แต่ให้ทำพิธีกรไม่น่าจะไหวนะครับ…คนเยอะผมไม่ค่อยชอบคนพลุกพล่านเท่าไหร่…
แถมผมเคยทำพิธีกรทีวี ไม่ใช่พิธีกรงานอีเวนท์ครับ” (ด้วยความสงสัยว่า
พี่ท่านนี้คิดได้อย่างไรจะให้ผมไปเป็นพิธีกร แถมเป็นงานบุญอีก ในใจจินตนาการเหมือนพิธีกร
พวกงานทอดผ้าป่า)
“ขอเรียนเชิญ ทุกท่านเร่เข้ามา ขยับแข้งขยับขา ก้าวมา ฝังลูกนิมิต…”
“หากญาติโยมท่านใดยังไม่ได้รับน้ำมนต์…เชิญรับบัตรคิวเพื่อรอคิวต่อปายย…”

“เอาน่า พี่ยังไปทำมาเลยปีที่แล้ว…คนไปกันไม่เยอะมากด้วย” เสียงพี่ที่ผมคุยด้วยตอบกลับ…
ทำให้ภาพจินตนาการพิธีกรบรรยาย ฝังลูกนิมิตรของผมจางหายไป
“คนร่วมงานประมาณกี่คนครับ” ผมถามกลับ….ในใจคิดว่างานบุญธรรมดาๆ…
คนร่วมงานอย่างมากไม่เกินห้าสิบคน…
“เกือบสองพันคนได้มั๊ง…”
“เอ่อ…..”

นี่คือบทสนทนาของผมกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ที่ผมนับถือเป็นอย่างยิ่ง พี่ท่านนี้ เป็นบอร์ดผู้บริหารบริษัทระดับมหาชนหลายที่ และยังเป็นที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ๆ อีกหลายแห่ง
บทสรุปการสนทนาวันนั้น ตกปากรับคำไปเรียบร้อย..

เหตุผลคือ…
๑. สิ่งที่ผมจะต้องทำต่อไปนี้ยากมากและเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน…
โดยเฉพาะงานประเภท..พลังศรัทธามากล้นแบบนี้ ปัญหาต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ผมอยากให้ทุกท่านลองจินตนาการถึงมวลพลังมหาประชาชนที่มีความ “ตั้งใจ” มากๆ แค่ช่วงเวลา คนกว่า สองพันคน ต้องการใส่บาตร พระหนึ่งรูป บาตรหนึ่งบาตร พร้อมกัน ลองคิดดูครับว่าจะเป็นอย่างไร

๒. หลวงปู่บุญฤทธิ์ เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดมากๆ ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม (ผมรู้สึกว่ามีความผูกพันกับหลวงปู่ชอบ ณ ตอนหลัง แม่ถึงเล่าให้ฟังว่า ในอดีตผมเคยได้นวดเท้าท่านตอนผมยังเป็นเด็ก)

๓. หลังจากที่ผมกลับมาสู่เส้นทางปฎิบัติในสายพุทโธ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมตะเวนปฎิบัติหลายเส้นทางเหลือเกิน มาตลอด ๗ ปี ผมได้อธิษฐานว่า หากเส้นทางนี้คือ เส้นทางของผมจริงๆ ขอให้ผมได้พบเจอครูบาอาจารย์ในสายนี้ ซึ่งหลังจากนั้นประมาณ ๑ เดือน ผมก็ได้มีโอกาส กราบพระอาจาร์ยสายนี้ คือ หลวงปู่วิริยังค์

๔. เมื่อปีที่แล้ว พี่ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ชวนผมไป ทำบุญงานใหญ่งานหนึ่ง ซึ่งพี่ดนัยบอกว่า ต้องมาให้ได้นะ หลวงปู่ท่านนี้ เป็นพระอริยเจ้า แน่นอน ท่านอายุมากแล้วด้วย เกรทต้องมาให้ได้นะ
ซึ่งปีที่แล้วผมติดธุระประการใดจำไม่ได้…จึงไม่มีโอกาสได้ไปตามคำชวนของพี่ดนัย และด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ ปีที่ท่านอายุ ครบ ๑๐๐ ปี ผมจึงได้ไปจริงๆ แต่คราวนี้ไม่ได้ไปเป็น “แขกร่วมงาน” แต่ไปในฐานะ “แขกร่วมใจ” ครับ…

ด้วยเหตุผลประการนี้ แล….ผมจึงมีการบ้านครับ…
ต้องศึกษาอ่านหนังสือประวัติหลวงปู่กว่า ๕๐๐ หน้า ดูดีวีดี ผลงานที่ผ่านมา อีกว่า ๕ ชม.
อัลบั๊มรูป ต่างๆ อีกหลายร้อยรูป…
เป็นอันว่า…งานช้างสำหรับผมครับ…ระหว่างอ่านประวัติหลวงปู่ไปเรื่อยๆ
เจอข้อความดีๆ ในหนังสือชีวประวัติของท่านเลยเอามาแชร์ให้อ่านครับ

ในช่วงปี พศ ๒๔๙๓ หลวงปู่บุญฤทธิ์ จำพรรษากับหลวงปู่ชอบ ๒ องค์เท่านั้น
อยู่ในป่าบนสันเขาสูง (จากภาพในหนังสือให้นึกถึงลักษณะป่าทึบมากครับไม่มีทางเดิน)
ณ ช่วงที่หลวงปู่จำพรรษากับหลวงปู่ชอบนั้น…
ท่านถวายอุปัฎฐาก (ทำงานช่วยเหลือดูแล) หลวงปู่ชอบท่านทุกอย่าง
เริ่มทำงาน ตี ๕ จน ๖ โมงเย็น ตักน้ำ ต้มน้ำ ล้างบาตร จัดอาสนะ (ที่นั่ง)
พอเย็นก็ถวายน้ำอาบ ถวายขัดตัวท่าน กวาดวิหารไม้ไผ่
ทุกอย่างที่ลูกศิษย์จะพึงถวายปฎิบัติแก่ครูบาอาจารย์ ท่านทำหมด

อยู่มาวันหนึ่ง… ในระหว่างที่จำพรรษากับหลวงปู่ชอบนั้น สังเกตท่านไม่ค่อยพูดอะไร
ท่านไม่ชอบเทศน์ ท่านไม่สอนอะไร มีแต่ดุ มีแต่เอ็ด เดินก็ผิด ตากผ้าผิด วางของผิด
อาตมาโดนเอ็ดทุกวัน อยู่อย่างนั้น คือ ท่านสอนวินัย
เราก็แอบนึกในใจ “แหม ท่านอาจารย์จู้จี้จังเลย”
พอท่านไปแล้วจึงได้รู้ ว่า ท่านสอน ที่ท่านดุนั้น คือ ฝึกสตินั่นเอง

สำคัญมากของพระป่า…
ต้องมีสติในทุกอย่างทุกอริยาบท

อ่านถึงตรงนี้ เหมือนตบหน้าตัวเอง…หากเป็นเราได้ใกล้ชิดกับครูของเราขนาดนั้น..
และเราสำคัญขนาดนี้ (เพราะอยู่เพียงสองคนกับอาจารย์เราและเรายังดูแลท่านทุกอย่าง..
ดังนั้นเรา “สำคัญ” นะนี่…ผลปรากฎว่า อยู่ด้วย…
ทำกิจการงานใดให้ทุกอย่าง โดนเอ็ดตลอดเวลา นั่งก็ผิด…เดินก็ผิด…คิดงานมาก็ผิด…
ตัวเราคงจะท้อแน่ๆ…ซึ่งตัวผมเองเคยเจอ หัวหน้างานที่ค่อนข้างเคร่งครัดลักษณะแบบนี้…
แต่ผมผ่านมาได้และต้องขอบคุณหัวหน้างานของผมหลายๆ คนเช่นกันครับ….
จันทร์และอังคารที่ ๑๗ – ๑๘ กุมภาพันธ์ นี้ เรียนเชิญนะครับ
ที่สำคัญพระเกจิจากทั่วประเทศ มาร่วมงานกันกว่า ๒๐๐ รูปครับ

นับได้ว่า มางานเดียวครบเรื่องการเก็บสะสมบุญครับ
และที่สำคัญมาแต่ตัวกับหัวใจครับ ไม่ต้องพกสตางค์มายกเว้นค่ารถ อาหารญาติโยม ฟรี….

หากว่าท่านใดสนใจอยากรู้รายละเอียดวันงาน สามารถส่งข้อความมาถามผมได้ครับ
ผมจะส่งรายละเอียดไปให้

หากท่านใดไปที่งาน เห็นผู้ชายหน้าตากวนๆ เดินไปเดินมา
แล้วคุ้นหน้าคุ้นตากันก็มาทักได้นะครับ…

“ธรรมะจัดสรร”
Credit

3 “ไม่” ที่ “ไม่” ควรหลุดออกจากปาก

Photo52

“ไม่มีเวลา” 
“ไม่รับผิดชอบ” 

“ไม่คิดว่าจะทำได้” (ขณะพูดยังไม่ได้คิดจะพยายามลองทำ)

“ไม่มีเวลา” แปลความหมายง่ายๆ ว่า ไม่สำคัญ
หากคุณลองถามใครต่อใครก็ตามว่า เขามีเวลาทำสิ่งนั้น…สิ่งโน้นไหม
หากเขาตอบว่า “เขาไม่มีเวลา” นั้นมิได้หมายความว่า
“ตัวเขา” ไม่มีเวลาจริงๆ แต่นั้นแปลว่า “คนที่พูดอยู่นั้น” มองว่า…
สิ่งนั้น ไม่มีความสำคัญพอที่จะให้  “เวลา” ต่างหาก

คนเรามีเวลาเท่ากัน
แต่ทำไม…คนบางคนจึงประสบความสำเร็จได้มากกว่า
แตกต่างจากคนหลายๆ คนที่ถึงแม้ว่า เขามีเวลาเท่ากัน แต่จึงยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที…

จากประสบการณ์ตรงของผม…
โดยส่วนตัวผมจะค่อนข้างรู้สึกตระหงิดตระหงิดครั่นเนื้อครั่นตัว
เวลาถามใครว่า “เป็นอย่างไรบ้าง ช่วงนี้…”
(เป็นคำถามปลายเปิดเพื่อแสดงอาการอยากสนทนาด้วยน่ะครับ
เพราะบางทีเพื่อนฝูงบางท่าน เนื่องจากมิได้พบประเจอะเจอกันนาน
“ต่อมการสนทนา” และ “สัมผัสความสัมพันธ์” เริ่มลางเลือนจึงจำเป็นต้องมีคำถามปลายเปิด
เพื่อไว้ใช้เปิดประเด็นสนทนา)

“โอ้ยยย…..” (ตอบกลับการสนทนาด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดเหมือนดั่งเช่นผมไปเหยียบนิ้วเท้าเขา
ขณะสนทนา) “ม่ายมีเวลาเล้ยช่วงนี้”… ยุ่งไปหมดจะทำอะไรกับใครที่ไหนก็ไม่มีเวลาเล้ย
ยุ่งจริงๆ ยุ่งมากๆ

เอ่อ งั้นไม่เป็นไรนะเพื่อน นายคงกำลังยุ่งๆ งั้นเอาไว้เราค่อยคุยกันเมื่อนาย
มี “เวลา” นะ (ในใจเราก็เกรงใจ เห็นมันบอกยุ่งๆ ก็กลัวว่าหากเราคุยกับมันต่อ
มันจะบอกว่า เราน่ะ “ยุ่ง”)
กลายเป็นว่า วงการสนทนาครั้งนี้ จบลงด้วย ความ “ยุ่ง”

ทางจิตวิทยาเมื่อคุณบอกใครต่อใครว่า คุณไม่มีเวลา นั่นหมายความถึง
คุณได้ปิดกั้นโอกาสของการพบกับสิ่งดีๆ ที่อาจเข้ามา…
เพราะคงไม่มีใครที่จะพยายามบอกกับคุณว่า ไม่มีเวลา ก็ช่วย ฟังหน่อย เถอะคร้าบ
ได้โปรด! คิดถึงเอ็งมากอยากคุยด้วย อยากถามความเป็นมาเป็นไปของชีวิต….
มีเรื่องราวชีวิตจะอัพเดตให้ฟัง…ไม่มีหรอกครับ…

โดยเฉพาะสังคมไทย เพราะเขา “เกรงใจ” ซึ่ง ฝรั่งตาน้ำขาว หัวขาว เขาจะบอกชัดๆ เลยว่า
“I have no time” นั้นหมายความว่า ณ เวลานั้นๆ เขาไม่มีเวลา เพราะเมื่อเขาเคลียร์ธุระของเขาเสร็จ (หากไม่ลืม และเขามองว่าคุณสำคัญ) เขาจะมาบอกเราว่า Ok let’s Talk!! (ที่ยกตัวอย่างฝรั่งไม่ใช่ว่าฝรั่งเขาดีกว่า ไอ้ที่ไม่ดีก็มี แต่โดยส่วนใหญ่ Time ของฝรั่งเขาจะค่อนข้างชัดเจน คือเป็น เวลาของ อดีต ปัจจุบัน อนาคต มันเลยค่อนข้างชัดว่า No time น่ะมัน No time ตอนไหน

เวลางานที่ผมมอบหมายทีมทำงานแล้วเขาทำไม่เสร็จ ผมจะถามคำถามว่า ทำไมโปรเจคนี้จึงไม่เสร็จตามเวลาที่คุยกันไว้…จะมีคำตอบมามากมายล่ะครับ แต่เหตุผลนึงที่มักจะจี๊ดใจดำผมคือ
“ทำไม่ทัน เพราะไม่มีเวลา” T_T
ผมจะถามเลยครับ งั้นช่วยบอกมาที ว่า วันๆ นึงคุณทำอะไรบ้าง เอาให้ละเอียดนะ
เป็นรายชั่วโมงต่อหนึ่งวันเลยยิ่งดี…
ส่วนใหญ่ ตกม้าตายทุกคน เพราะพอมาไล่เรียงกันอย่างละเอียด ไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาหรอกครับ
แต่เหตุผลจริงๆ คือ เอาเวลาไปทำอย่างอื่น…
คือถ้าบอกผมว่า ขี้เกียจทำ หรือคิดไม่ออกหรือ เหตุผลอื่นๆ ยังพอรับได้ แต่เหตุผลนี้ รับไม่ได้จริงๆ

ตัวแปรสำคัญของผู้สำเร็จ คือ เขาบริหารเวลา ต่างหาก
บริหารเวลา ฟังดู เป็นหลักการดีจัง ได้ยินมานาน เข้าใจ….แต่ทำไม่ได้อ่ะ!!!
เหมือน ดีแต่เท่ห์ แต่ทำจริงไม่ได้ซักที!!!

ง่ายๆ ละกันครับ ใช้หลักนี้ เลย FOCUS!!! ไม่ใช่น้อง โฟกัส ที่เล่นแฟนฉันนะครับ

คือ การคัดเลือกเฉพาะสิ่งที่สำคัญเท่านั้น ที่จะนำมาอยู่ในแผนการบริหารเวลา
เลือกมาเหอะครับ ว่าอะไรสำคัญกับชีวิต..
โดยเราถามตัวเราก่อนว่า หากพรุ่งนี้จะเป็นวันตายของเรา เรามีสิ่งอะไรบ้างที่ยังไม่ได้ทำ…
หากพรุ่งนี้เราจะตาย…เราจะยังคงนอนต่อไหม…หรือว่าเราจะยังคงดื่มสุราให้ละลายหายไป
พร้อมกับแอลกอฮอล์เลยไหม??

ถามตัวเองดูครับ ถามตัวเองบ่อยๆ แล้วคุณจะรู้ว่า…
เวลาของคุณมันมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ…

สำหรับฉบับนี้ หมดเวลาครับ จะพูดถึง เรื่องเวลาและเรื่องที่เหลืออีกสัปดาห์ต่อไปครับ

“ไม่มีเวลา” ^_^
Credit

 

“ความเหงากับเหาฉลาม”

Photo 51เหาฉลาม…
จัดเป็นปลาชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายปลาครึ่งซีก
ตาของมันสามารถกลอกกลิ้งไปมาได้
เหาฉลาม ชอบเกาะติดปลาตัวใหญ่ๆ เช่น ฉลาม หรือสัตว์ทะเลอื่นๆ
โดยใช้แผ่นดูดที่บนหัวยึดติดกับสัตว์ทะเล

เหาฉลาม…
ได้ประโยชน์จากการ “โดยสาร” ปลาฉลาม เป็นดั่ง “รถเมล์ฟรี”
รวมทั้งสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ แบบไม่ต้องเสียทั้งแรงกาย
และเสียแรงสมองคิดว่า “จะไปไหนดี”
เอาแค่ว่า “ฉลามไปไหน” “เหาฉลามไปด้วย” ได้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน
คือ ประหยัดพลังงานด้วย

ความเป็น “เหา” เกาะติดผู้ยิ่งใหญ่…
แม้เมื่อปล่อยตัวให้หลุดจากสัตว์ใหญ่แล้วยังเคลื่อนที่ไปได้
กับคลื่นที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของปลาฉลาม

ยิ่งไปกว่านั้น เหาฉลาม ยังมีโอกาสได้เข้าใกล้อาหารง่ายขึ้น
ได้มีส่วนกินกุ้ง ปูตัวเล็ก ที่ติดอยู่กับปลาฉลามหรือเศษอาหารที่หลุดจากปากปลาฉลาม
ผู้ล่าก็ไม่ค่อยจะโจมตีเหาฉลาม เมื่อปลาฉลามอยู่ด้วย
เพราะถ้าหากคิดจะกิน “เหาฉลาม” อาจโดนปลาฉลาม เขมือบซะก่อน…

ส่วนเจ้าปลาฉลามก็ได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้ด้วย
เพราะเหาฉลามจะช่วยกินปาราสิตที่ทำร้ายฉลาม…
อย่างไรก็ตาม “เหาฉลาม” ดูจะได้ประโยชน์มากที่สุด
ทั้งอิ่มท้องและไม่ต้องใช้แรงตัวเอง เพื่อเดินทางไปหาแหล่งอาหารอีกด้วย

“ความเหงา” หน้าตาอาจคล้ายปลิงตัวดำๆ มีฟันหลายซี่
เวลากัดกินเหยื่อ จะทำให้เหยื่อรู้สึกห่อเหี่ยวใจ
ไม่เป็นอันจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น…
รังแต่จะสร้างความฟุ้งซ่านใจ… ให้รู้สึกแห้งเหี่ยวไปเรื่อยๆ

ความเหงา… ไม่ได้กินเลือดเราเหมือนปลิง
ไม่ได้เพียงแค่คอย “เกาะ” จิตใจเราแล้วเคลื่อนตัวตามเราไปที่ไหนเฉยๆ
แต่หากปล่อยไว้ก็ไม่สร้างประโยชน์ให้กับเรา
ทั้งยังจะคอยฉุดรั้งให้เราเคลื่อนไหวไปในทางที่ผิดได้
หากกำลังสติมีไม่เพียงพอ…

หลายคนอาจเคยเจอตัว “เหงา” เกาะใจ และสูบแรงใจจากตัวเรา
จนต้อง ดิ้นรน หาคนช่วยให้ “คลายเหงา”
หรือหากิจกรรมจากแหล่งสถานบันเทิงต่างๆ…
สุดท้ายจะได้คำตอบจากหัวใจว่า…“แม้มีเพื่อนรอบกาย แต่มิอาจคลายเหงาได้”

หากคุณรู้สึกว่า ตัวคุณเองมีเจ้าปลิงน้อย “ตัวเหงา”
คอยกัดกินอารมณ์อยู่นั้น จงใช้ตัว “สติ” กำราบให้ราบคาบ…
ก่อนที่ “ความเหงาจะทำร้ายคุณมากกว่าเหาฉลาม”

ดังนั้น หากใครกล่าวหาคุณว่า เป็น “เหาฉลาม” อย่าไปโกรธ
เพราะหากถูกติเตียนว่า “ไอ้ตัวเหงา” น่าน้อยใจกว่าเยอะ…..Credit

“แต่งตัวสวยภายนอกอย่าลืม….”

Photo50

วันนี้ทั้งวันคิดโปรเจคงานเรื่องแผนการตลาดกับรายการทีวีให้ลูกค้า…
ดังนั้น ผมจึงใช้เทคนิค “คิดทั้งวันให้มัน (ความคิด) บริ๊งค์เอง…

บริ๊งค์ (Blink) เป็นเทคนิคที่ผมฝึกมากว่าสิบปี
คือ คิดให้หนักแล้ววางไม่คิด แล้วความคิดจะมาเอง 
“Think with out Thinking”

เดินคิดไปเรื่อยๆ ในห้างสรรพสินค้าย่านบางกะปิ…
เกาหัวเพราะยังคิดไม่ออก.. เกาไปเกามา
เริ่มรู้สึกว่าช่วงนี้ผมบนหัวเริ่มยาว…จึงเดินเข้าร้านตัดผม
เข้าไป….พนักงานพาไปสระผม…สระผมเสร็จเข้ามานั่งเก้าอี้ประจำ
พร้อมกับบรรจงวางแก้วน้ำด้านหน้าของผม

น้ำเปล่าธรรมดานี่หว่า…คำอุทานในใจหลังจากได้บรรจงดื่มน้ำจากแก้วสุดหรู
น้ำแข็งก็เหมือนแบบปกติที่ให้ดื่มฟรีร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางชามละ สามสิบบาท
แล้วอะไรที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่า รสชาติจะอร่อยกว่า

ปกติ ณ วินาทีที่เราเห็นแก้วสุดหรู
พลันกระบวนการวิเคราะห์ในฐานะนักการตลาด…
“แบบบรรจุภัณฑ์ ที่สวยงามมีส่วนที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ต่อสินค้าทางบวก”
แปลว่า แม้สินค้าเนื้อในเป็นของสิ่งเดียวกัน
หากภายนอกดูแย่ก็อาจส่งผลต่อความรู้สึกของผู้บริโภคไม่เหมือนกัน

เพราะทางการตลาดเน้นการหา Needs ความต้องการของผู้บริโภค
เพื่อสร้าง Demands อุปสงค์ คือ ความต้องการซื้อสินค้าและบริการ
(อันนี้คือแก่นกลยุทธ์การตลาดแบบมุมมองที่ผมใช้นะครับ
อาจไม่ตรงตามตำราแต่เป็นตามตำราชีวิตผมน่ะครับ ^_^)

First Impression สำคัญมาก เพราะทางจิตวิทยาคนเราจะจดจำและตีความหมาย…
เข้าไปในสมองของ “เรา”
ว่าสิ่งที่เราเห็น ได้ยิน สัมผัส ได้กลิ่น หรือ รู้สึก(ทางใจ) เป็นอย่างไร

ช่วงเวลาสั้นๆ ครับ ไม่เกิน 3 วินาที ทางวิปัสนาล่ะ…
เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง…เห็น (แก้ว) สวย (แก้ว) กระหาย (น้ำ) ยก (แก้ว) ดื่ม (น้ำ)
ไม่ทันได้วิเคราะห์ตีความอะไรเลย…ไม่ตัดสินด้วยซ้ำว่าน้ำจะอร่อยหรือไม่อร่อย

“แล้วทำไมวันนี้เราตีความว่า “น้ำ” จะอร่อย หว่า”
“อ่อ วันนี้เราคิดเรื่องงานทั้งวันนี่หว่า”
“อ่อ อืม ใช่ไช่ เกรทวันนี้เอ็งคิดงานทั้งวันนี่เอง มิน่า ล่ะ มิน่า…”
ถาม-ตอบ..กับตัวเองเสร็จเรียบร้อย ในใจนะครับ ในใจ..
ถามตอบมีเสียงคนจะหาว่าเราบ้า!!!

เส้นทางการเดินทางในใจตนวันนั้นได้ข้อสรุปว่า…
1. เวลาเรามัวแต่คิดเรื่องงานชีวิต ครอบครัว หรือเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
เรามักลืมสำรวจใจตัวเอง

2. หากเราลืมสำรวจใจตัวเอง เราจะลุ่มหลงกับ สิ่งภายนอกได้ง่ายมากขึ้น
เปรียบเสมือนความสวยงามที่เรามองเห็นมันไม่ได้บ่งบอกถึงคุณค่าที่อยู่ข้างในว่าจะสวยงา
เหมือนภายนอกน้ำเปล่าแก่นแท้ คือ น้ำเปล่ามิได้เกี่ยวข้องกับวัสดุที่ห่อหุ้ม
คนงามงามที่ข้างในข้างนอกแต่งยังไงก็แต่งได้…

3. หากคุณจะขายของอย่าลืม วัสดุห่อหุ้ม Packaging ให้สวยงามนะครับ

ขอให้ทุกท่านร่ำรวยการค้าขายและมีความสุขทางธรรม.. “ในใจ” ครับCredit

 

“การให้อภัยคือของขวัญสุดพิเศษ”

Photo49

 

การให้ทาน คือ
การให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน โดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์
แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่

๑.อามิสทาน คือการให้วัตถุ สิ่งของ หรือเงินเป็นทาน
๒.ธรรมทาน คือการสอนให้ธรรมะ(ความจริง)เป็นความรู้เป็นทาน
๓.อภัยทาน คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา ไม่จองเวร หรือพยาบาทกัน

การให้ทานไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น
หากมีวัตถุ สิ่งของ หรือเงินเหลือเก็บที่พอบริจาคเพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้
โดยที่เราไม่ลำบาก เน้นครับ เน้น.. ไม่ลำบาก

ตัวอย่างเช่น เรามีเงิน หนึ่งร้อยบาท เพื่อนขอ ยืม ห้าสิบบาท
ด้วยความจำเป็นของเพื่อนและความเชื่อใจของเราที่มีต่อตัวเพื่อน
เราจึงตัดสินใจให้ยืมไป
แต่…เอ…เรานึกขึ้นมาได้ ว่า เรามีความจำเป็นต้องใช้เงิน หกสิบบาท นี่นา
คราวนี้เงินที่เหลือพอให้ยืมได้ เหลือแค่ สี่สิบบาท แย่ล่ะสิ!!!!
จะบอกเพื่อนก็กลัวเพื่อนว่า งกหรือเปลี่ยนใจให้ยืมน้อยลง…บอกเพื่อนได้ครับ..บอกได้…

การให้ทาน มุ่งหวังช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นจาก “ทุกข์”
และการช่วยเหลือมันต้องตอบโจทย์ ของการ (ช่วย+ เหลือ) ด้วย
เพราะหากเรา “ช่วยแบบไม่เหลือ” เราอาจไม่มีอะไร “เหลือให้ช่วย”
ผู้อื่นอีกต่อไปไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง

ธรรมทาน การให้ความรู้หรือการสอนธรรมให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์
ซึ่งการที่ “ผู้ให้” จะสามารถสอนองค์ความรู้ให้กับ “ผู้อื่น” ได้นั้น
เราจำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้ทั้งจากการพูด ฟัง อ่าน เขียน
รวมถึงการได้เคยลองปฏิบัติจริงจากสิ่งที่ได้ศึกษามานั้น
เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ครบถ้วน เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มานั้นสามารถใช้ได้ “จริง”

ฉะนั้น ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทเป็นอย่างมากครับกว่าจะได้มาถึง จุด
การที่ได้เป็นผู้ให้ “ธรรมทาน”

การให้อภัย สามารถทำได้ทันทีเมื่อมีผู้ใดทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ หรือมีความขุ่นข้องหมองมัวใจ
การให้อภัย เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดแต่สะดวกสบายที่สุด เพราะไม่มีต้นทุนอะไรมากยกเว้น
“ความเป็นตัวตนของเรา”
การให้อภัย ไม่จำเป็นต้องทำงานหรือเรียนหนังสือหนักๆ เพื่อจะหาเงิน ซื้อ “อภัย”
การให้อภัย ฝากผู้อื่นทำไม่ได้ต้องทำจากตัวเราเองเท่านั้น
การให้อภัย มีบททดสอบง่ายๆ ว่า เมื่อคุณหลับตาคิดถึง “เขาคนนั้น” คุณรู้สึกอย่างไรกับ “เขา”
เพราะหากยังรู้สึก ขัดข้อง หมองมัว เศร้า หรือ โกรธ นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณ ยังไม่ให้อภัยเขา

การให้อภัยคือ ของขวัญที่พิเศษที่สุด และที่สำคัญที่สุด
ของขวัญชิ้นนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่คนไทยควรมอบให้กัน
Forgive – For Gift
Credit

 

“สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เด็ก”

Photo48

“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรครับ…”
“เป็นทนาย…เป็นตำรวจ….ครับ”
“ทำไมถึงอยากเป็น ทนายหรือตำรวจล่ะครับ”
“จะได้จับผู้ร้ายครับ…”
นี่คือบทสนทนาของผมกับคุณอาท่านหนึ่ง

สมัยผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ในยุคสมัยนั้น ผมชอบดูหนังการ์ตูน
โดยเฉพาะ ขบวนการ 5 สี หรือมนุษย์อวกาศ มดแดง มดเอ็กซ์ มดไม่เอ็กซ์ (แต่งตัวมิดชิด)…
อะไรประมาณนั้น เท่ห์ ชะมัด เห็นตัวโกงแล้ววิ่งไปกระโดดเตะใส่ตัวร้าย…ตัวร้ายระเบิดตูม…เท่ห์อ่ะ
โตขึ้นจึงเข้าใจว่า โลกความจริง…เวลาเราเห็นตัวร้าย เราไม่สามารถ วิ่งเข้าไปกระโดดเตะเขา…
ให้ตัวระเบิดแล้วหายไปจากโลกใบนี้ได้…
จึงพยายามหาแรงบันดาลใจว่าอาชีพอะไรที่จะสามารถปราบเหล่าร้าย
โดยที่ไม่จำเป็นต้องกระโดดเตะ ชาวบ้านเขา…

ยิ่งโตขึ้นยิ่งเข้าใจ…ว่าโลกความจริงมีสองเรื่องที่ต้องรับให้ได้คือ
1.โลกใบนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่ฝัน…
2.ทุกอาชีพก็สามารถปราบเหล่าร้ายได้เช่นเดียวกัน
เพราะตัวร้ายที่เป็นปีศาจมันอยู่ในตัวเรามิใช่ในตัวใครที่ไหน…
ไม่จำเป็นต้องไปกระโดดเตะปากใครเขาให้เราเจ็บตัว

นี่คือบทสนทนาที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองของเด็กในปัจจุบัน
“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรคะ”
“หนูอยากเป็นคนเลวคะ”
“อ้าวทำไมถึงอยากเป็นคนเลวล่ะครับ ไม่ดีนะครับ ไปจำมาจากไหนล่ะเนี้ย”
“ก็หนูเห็นพ่อหนู ด่าคนใส่สูทหน้าตาดูดีในทีวีทุกวันว่า คนเลว คนเลว”
“แล้วยังไงต่อล่ะครับ” คุณอาสงสัย
“หนูก็เห็นเค้าก็ออกทีวีทุกวันหนูอยากออกทีวีบ่อยๆ ไงค่ะ”
เอ่อ…..(คุณอา)

ตอนเด็กๆ ผมสามารถบอกทุกคนที่ถามผมได้ว่า…ผมมีความฝันอะไรบ้างในอนาคต
เป็นตำรวจ เป็นทนาย มีบ้านหลังใหญ่ มีพื้นที่สวนกว้างๆ หน้าบ้าน เลี้ยงหมาให้หมาวิ่งเล่น
มีรถขับ มีคนขับรถ และหากว่ามีคนถามว่า
“แล้วหนูจะทำอย่างไรให้มีแบบที่หนูฝันได้ล่ะครับ”
“ผมจะขยันเรียนหนังสือ ผมจะตั้งใจทำงาน ครับ”

หากเพื่อนๆ ผมในวัย ณ ปัจจุบันนี้มา ได้ยิน เค้าคงบอกว่า “ป.ญ.อ” ความฝันแบบเด็กๆ ว่ะ
แปลกจัง ยิ่งโต ยิ่งรู้สึกว่าห่างไกลจากความฝัน…
แปลกจัง ยิ่งโต ยิ่งรู้สึกว่าความจริงช่างโหดร้าย…
แปลกจัง ยิ่งโต ยิ่งอยากกลับไปเป็นเด็ก..ทั้งๆที่ตอนเด็กอยากเป็นผู้ใหญ่
แปลกจัง ยิ่งโต ยิ่งรู้สึกว่าปัญหาในชีวิตมันแก้ยากเหลือเกินทั้งเรื่องชีวิต..การงาน..การเงิน..
และเรื่องความรัก (แก้ยากจนต้องให้หมอดูมาช่วยแก้ให้)

บางครั้งการเป็นเด็ก อาจดูไร้สาระทางเหตุผลแต่อาจแก้ไขปัญหาหลายอย่างได้
วันนี้เหนื่อยจังเลย ตื่นก็เช้า รถก็ติด โดนเจ้านายด่า ทำงานมาทั้งวัน
ถึงบ้านแล้วก็ยังเหนื่อย..เบื่อชีวิตจัง..
หากไปถามเด็ก..เด็กน้อยจะตอบว่า…คุณอาเหนื่อย คุณอาก็นอนพักสิครับ

ขอให้มีความสุขแม้คุณจะเป็นผู้ใหญ่
ขอให้มีความสุขกับความฝันในวัยเด็ก..แม้ว่าอาจยังไม่ได้อย่างที่ฝัน
ขอให้มีความสุขกับชีวิตครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่
“สุขสันต์วันเด็ก 11 มกราคม 2557”
Credit

การ์ดอวยพรทางธรรม

47

ปีใหม่นี้ พรดีๆ คนล้วนขอ
ท่านให้รอ ท่านให้บอก…คลายสงสัย
ขอ ขอ ขอ ท่าน ท่าน ท่าน อยู่ร่ำไป
แล้วทำไม…“คนขอ” จึง…ไม่ทำ
สิ่งดีๆ…ต่างเกิดขี้น…ใช่จากปาก
“ดี”ล้วนจาก…เกิดขึ้น…ใช่แค่ขอ
ขอ…ไม่ทำเอาแต่พูด…“มัวรีรอ”
ท่านก็รอ…ให้คนพูด…ตั้งใจทำ
ความสำเร็จ… เริ่มจากสัมมาทิฐิ
หากคิดผิด…ทำผิด…อย่าหลงถล่ำ
หากคิดถูก…กระทำถูก…รีบเร็ววัน
เร่งมือทำ….สิ่งดี…. “ท่าน” อวยพร+++++++Credit

“โบนัสชีวิตประจำปี”

Photo47

เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว…
เป็นคำที่ได้ยินมาจนคุ้นหู

เวลาผ่านไปเร็วหรือว่าช้า ผมว่าขึ้นอยู่กับ
เราทำอะไรไปมากแค่ไหนในแต่ละวัน เพราะแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชม.
พิมพ์ไปพิมพ์มา ก็คุ้นเคยกันอีกนั้นแหล่ะกับประโยค
“เพราะแต่ละคนมีเวลาเท่ากัน คือ 24 ชม”
ดังนั้น อะไรล่ะที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราบริหารเวลาหรือชีวิตของเราอย่างสูญเปล่าหรือไม่?
ตัววัดนั้นคือ “ผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำไงครับ”

หากเรามองเรื่องของการทำงานช่วงเวลาสามเดือนแรกคือ ช่วงทดลองงาน…
เป็นช่วงเวลาที่ได้รับการวิจัยทางจิตวิทยามนุษย์ว่า
หากคนเราจะต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะยาว
ช่วงเวลา 90 วันจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

เช่น หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงนิสัยขี้เกียจอ่านหนังสือ…
ให้คุณบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือ วันละเล็กน้อย
แต่ให้มีความต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 90 วันต่อเนื่อง…
หลังจากระยะเวลา 90 วัน คุณจะสามารถอ่านหนังสือได้เองโดยไม่ต้องถูกบังคับ
และจะมีนิสัยที่รักการอ่านไปโดยอัตโนมัติ
และช่วงการทำงานเมื่อครบเวลาหนึ่งปี
จะเป็นช่วงของการประเมินผลงาน เพื่อพิจารณาโบนัส

คนทำงานทุกคนย่อมต้องอยากได้รางวัลชีวิตที่ตนทุ่มเททำงานมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปี…
ซึ่งทางบริษัทก็จะมีนโยบายแตกต่างกันในการให้โบนัสประจำปี
ขึ้นอยู่กับ… นโยบายการจ่าย ยอดขายหรือกำไรของบริษัท
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ประสิทธิภาพการทำงานของเรา
ซึ่งข้อสุดท้ายนี้คือ ผลลัพธ์ในการทำงานของเรานั้นเอง
และขึ้นอยู่ว่า ตัวเรานั้นสามารถผลิตผลงานได้มากหรือน้อย
และเข้าตาเจ้านายได้มากน้อยแค่ไหน

ผมจะมีวิธีการประเมินตัวเองแต่ละปีอย่างละเอียด
ไม่เพียงแต่เรื่องงานแต่ยังรวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตอีกด้วย
พร้อมกับตั้งคำถามว่า ปีที่ผ่านมาเราทำอะไรไปบ้าง…
สิ่งที่ทำดีแค่ไหน และประสบผลสำเร็จขนาดไหน…
สิ่งที่ทำมีคนรอบข้างได้ผลประโยชน์
หรือเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นได้มากน้อยแค่ไหน…

เพราะหากผลลัพธ์จากการประเมินตัวเราออกมาน้อยเหลือเกิน…
เราคงต้องปรับรูปแบบระบบความคิดหรือการใช้ชีวิตใหม่
ตัวอย่างเช่น… หากเรามีแพลนที่อยากออกกำลังกาย
เพราะเป้าหมายคือ อยากมีสุขภาพหรือร่างกายที่ดูสมส่วนแข็งแรง…
หากเรามัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง โดยมีเหตุผลมากมายอ้างว่าต้องทำงานเยอะมาก…
กว่าจะเลิกงานก็เป็นเวลาดึกดื่น… ไม่มีเวลา…
คุณเองก็อย่าหวังว่าจะมีร่างกายแข็งแรง…
คุณจะได้แต่คิดว่า “ดูคนนี้สิ…ร่างกายและสุขภาพดูแข็งแรงจังเลย”
“คนนั้นหุ่นดีจังเลย…ดูตัวเราสิอ้วนลงพุงเชียว”
เราน่าจะออกกำลังกายบ้างนะจะได้ดูดีเหมือนคนนั้นบ้าง…

หรือบางท่านมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความรู้เพิ่มเติม
เช่น ต้องการพัฒนาความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ…
หากคุณมัวแต่หาเหตุผล…ไม่ยอมลงมือทำซะที…
ผ่านไปอีกกี่ปีคุณก็ยังคงเป็นคนเดิมที่ยังไม่พัฒนา…

จากในอดีตเมื่อยามที่คุณมองตัวเองย้อนกลับไป
นอกจากรอคอยโบนัสประจำปีของการทำงาน ว่าได้จำนวนกี่เดือนเป็นเงินเท่าไหร่
ลองประเมินโบนัสชีวิตประจำปีของตัวคุณเองว่า…
ได้อะไรเป็นโบนัส “ชีวิต” ประจำปีนี้
ตัวคุณได้รับความสุข จำนวนกี่เดือน และความสุขมากมายขนาดไหน…
หากมากพอลองแบ่งให้คนรอบข้างคุณดูบ้างนะครับ…
Credit

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/04/icon_faithtravel.png"><br />“ภาพแห่งประวัติศาสตร์ของคนไทยที่ทั่วโลกต้องจารึก”

Photo46

9 ธันวาคม 2556
คือ วันที่ประชาชนคนไทยรวมตัวกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
แม้แต่ทั่วโลกที่เฝ้าจับตามอง…ยังต้องสั่นคลอน
เมื่อเห็นคลื่นมวลชนมหาศาลอย่างไม่มีที่ใดเทียบได้

แหล่งข่าวต่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง BBC
ยังยอมยกนิ้วให้ถึงประวัติศาสตร์ครั้งนี้…
กลศึกการเคลื่อนพล 9 viagra super active สายหลักของกรุงเทพฯ
นับว่าเป็นกลศึกการรบที่ยอดเยี่ยม ..
เพราะการเคลื่อนพลปิดพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้งหมดภายในวันเดียว
เป็นการโถมรบแบบให้รู้ตัว… แต่รับมือไม่ทัน…

สิ่งที่เลิศล้ำกว่านั้น คือ การจัดการคลื่นฝูงชนต่างถิ่นที่มารวมตัวกัน
และเป็นการเคลื่อนพลแบบ… “อหิงสา”
ไร้ความรุนแรง…ใช้สงบสยบเคลื่อนไหว…ใช้ปัญญาสยบความคลุมเคลือ…

เพราะคราใดที่ผู้คนรวมตัวกันมากมายเช่นนี้
ย่อมเกิดปัญหาความขัดแย้งและรุนแรง
อันเนื่องจากการยุยงส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรง
และเป็นการยากลำบากมากทีเดียวที่จะรวบรวมอาสาสมัครผู้เป็นปัญญาชน
และมีคุณธรรมได้มากมายขนาดนี้…

เหนือสิ่งอื่นใดนั้นมี เป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือ
ผืนแผ่นดินไทย…เพื่อพ่อหลวงของเรา

“กว่าห้าล้านคนรวมพล…ล้วนเคลื่อน”
“มุ่งหวังทำลายเลื่อนความโกง…ฉ้อฉน”
“ห้าล้านคนทำเรื่อง…สะท้านมวลชน”
“เคลื่อนพลเป็นประวัติศาสตร์…ชาติไทย”

++ขอคารวะหนึ่งจอกน้ำเปล่าให้กับทุกท่าน++
Credit