เงิน เงิน เงิน

https://scamquestra.com/news/26-privet-iz-1994-goda-andrey-andreevich-abakumov-gendirektor-atlantic-global-asset-management-agam-8.html

เรื่องเล่าจากภูฏาน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสพาคณะไปเยี่ยมภูฏานเป็นครั้งแรก นอกจากจะรื่นรมย์ชมใจกับทิวทัศน์ภูมิประเทศที่สวยงาม ด้วยความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 2,000 เมตร สมฉายา ‘มังกรแห่งสายฟ้า’ ในอ้อมกอดแห่งเทือกเขาหิมาลัยแล้ว ยังประทับใจเป็นพิเศษกับอัธยาศัยไมตรี ความเป็นมิตร เป็นกันเอง และหัวใจการให้บริการโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนจากชาวภูฏานซึ่งยังคงอยู่อย่างบริสุทธิ์และเต็มเปี่ยม ทำให้มองย้อนกลับไปถึงเมืองไทยเมื่อสัก 40 – 50 ปีก่อน คนไทยเราก็เคยมีน้ำใจต่อผู้มาเยือน คนแปลกหน้า ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสไม่แพ้กัน จึงขอยกย่องนโยบายในการจำกัดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศภูฏาน ซึ่งปัจจุบันเข้าได้ไม่เกินปีละสองหมื่นคน เพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณีที่ดีงามตามแบบฉบับดั้งเดิม

ในขณะที่ทุกประเทศในโลกกำลังแข่งขันเอาเป็นเอาตายกับนโยบายด้านเศรษฐกิจ วัดความเจริญกันด้วย GDP หรือผลผลิตมวลรวมประชาชาติ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียในสิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่ล้วนมีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นจิตใจของผู้คน ค่านิยมที่ถูกต้อง การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เอารัดเอาเปรียบ รวมถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา ประเทศภูฏานจึงเป็นประเทศแรกในโลกที่หาญกล้านำเสนอทฤษฏี GNH ความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness เพื่อพัฒนาสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ที่มุ่งเน้นความเจริญของจิตใจและการคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมที่ดีงาม

อย่างน้อยสิ่งที่เราได้ซึมซับช่วงที่พำนักในภูฏานไม่กี่วัน คือ การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่เร่งรีบ (Slow Life) การแต่งกายด้วยชุดประจำชาติทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาหรือวันหยุด โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าไปในสถานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือวัง ชาวภูฏานจะปราณีตกับการแต่งกายมาก ชวนให้ย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์องค์ปัจจุบัน เสด็จมาเมืองไทยเพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ในครั้งนั้น ยังทรงเป็นมกุฏราชกุมารและทรงฉลองพระองค์ในชุด Gho ชุดประจำชาติ ด้วยท่าทีที่สุภาพนุ่มนวลอ่อนโยน สร้างความประทับใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ความรู้สึกสุขใจและอิ่มบุญตลอดการเดินทางในดินแดนสรรค์แห่งพุทธหิมาลัย ทำให้คณะพวกเราที่เดินทางจากประเทศไทยได้พบกับความอัศจรรย์ที่น่าประหลาดใจหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นละอองฝนที่โปรยปรายท่ามกลางฤดูร้อน (แต่อากาศเย็นสบาย) ณ วัดปังรีซัมป้า วัดเก่าแก่ที่สร้างโดยท่านซังดรุง งาวัง นัมเกล ผู้รวมประเทศภูฏานเข้าด้วยกันเป็นคนแรก ดั่งน้ำมนต์ที่เทพยดาโปรยลงมาให้พร หลังจากที่ได้ปฏิบัติบูชา สวดมนต์และแผ่เมตตาเสร็จเรียบร้อย การได้มีโอกาสกราบสักการะพระพุทธรูปโบราณอายุ 1,200 ปี ณ วัดคิชู หนึ่งในวัดเก่าแก่ที่สุด ซึ่งโดยปรกติจะไม่เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าไปกราบ แต่เนื่องจากวันนั้น สมเด็จย่าของกษัตริย์จิกมีเสด็จ จึงทำให้คณะเราได้อานิสงส์ไปด้วย

แต่ไฮไลท์ของการเยือนภูฏานครั้งนี้ คือ การเดินขึ้นเขาสูงระยะทางไปกลับ 8 กิโลเมตร เพื่อกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดทักซัง ผ่านขุนเขา ผืนป่าอัลไพน์ และทิวทัศน์แห่งหิมาลัยรวม 8-9 ชั่วโมง โชคดีที่คณะของพวกเราเกือบ 30 ชีวิต สามารถเดินขึ้นลงเขาได้เกือบทุกคน โดยเฉพาะน้องชมพู่ ภาริดา บัวทรัพย์ หญิงสาวในวัยสามสิบต้นๆ ผู้ผ่านการผ่าตัดสมองถึง 3 ครั้งด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เธอไม่สามารถเดินได้ปกติเหมือนคนทั่วไป แต่ด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่น น้องชมพู่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่พบเห็น โดยการเดินขึ้นและลงเขาทักซังด้วยตนเอง โดยใช้ความเพียรพยายามและภาวนาพุทโธไปตลอดทาง มีเพียงไกด์ชาวภูฏานหนึ่งคนที่คอยพยุงไว้ไม่ให้ล้มระหว่างทางขึ้นลงที่สูงชัน ทุกคนจึงยกย่องให้น้องชมพู่เป็น ซุปเปอร์ฮีโร่แห่งเขาทักซัง

ในที่สุด คณะเราได้เข้าไปนั่งภาวนาปฏิบัติบูชาเบื้องหน้าพระพุทธรูป กูรู รินโปเช พระพุทธเจ้าองค์ที่สองของชาวพุทธหิมาลัย ท่ามกลางความอัศจรรย์ที่ขออนุญาตไม่เขียนถึงในคอลัมน์นี้ แต่สิ่งที่สร้างความปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง คือ การที่พวกเราทุกคนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีองค์ปัจจุบันของภูฏาน ซึ่งเพิ่งผ่านพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับกษัตริย์จิกมีไปเมื่อไม่นาน โดยท่านได้มีพระเมตตาสนทนาอย่างเป็นกันเอง และพระราชทานพระอนุญาตให้ถ่ายรูปหมู่กับคณะของพวกเราด้วย

ไกด์ชาวภูฏานที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมบอกว่า เขาน้ำตาแทบไหล เมื่อได้ยินสิ่งที่ผมกราบทูลสมเด็จพระราชินี เขาสงสัยว่า พูดได้อย่างไรภายใน 4 ประโยค ครอบคลุมใจความสำคัญทั้งหมด เป็นภาษาที่ไพเราะและเข้าไปสัมผัสหัวใจ จนกระทั่งพระราชินีทรงตรัสกลับมาว่า “I also love your country so much and look forward to going back again.” และที่ทุกคนแทบจะเฮออกมาดังๆ แต่พยายามกลั้นไว้ คือ ตอนที่พระองค์ตรัสตอบว่า “Yes, I’m very happy to take a group photo with you.”

ส่วนสิ่งที่ผมได้กราบทูลสมเด็จพระราชินีนั้น ให้ท่านผู้อ่านได้นึกเอาเล่นๆ กันเองว่า หากมีโอกาสได้เข้าเฝ้าจะกราบทูลอะไร เพียงแต่จะบอกว่า สิ่งใดที่ออกมาจากหัวใจนั้น ย่อมเป็นบุญ เป็นพลังแห่งจิตตานุภาพที่ส่งผลดีเสมอ โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่เราพูดและทำได้เข้าไปสัมผัสกับหัวใจของผู้คนรอบข้าง ดังคำคมของสตีฟ จ๊อบส์ “When you touch people’s hearts, it’s limitless.”

ทำบุญแล้วได้อะไร ทำไปเพื่ออะไร

มีคำถามที่ตรงไปตรงมาจากสหายผมผู้หนึ่ง
เป็นคำถามที่ออกแนวกวนแต่ผมว่าเป็นคำถามที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาอันเฉียบคมของคนถาม
คนเราควรตั้งคำถามต่อสิ่งที่อยู่บนโลก…ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและทำไมจึงต้องถือกำเนิดขึ้น…
การตั้งคำถามนำพาไปสู่สติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้นเมื่อยามที่คนเราค้นหาคำตอบ
เหมือนที่ตอนเด็กผมชอบถามผู้ใหญ่หลายท่านว่า “ผมเกิดมาทำไม” “คนเกิดมาทำไม”
ณ ขณะนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องดิ้นรนชีวิต แย่งชิงอะไรกันขนาดนั้น
ผมเป็นเด็กผมไม่เข้าใจ จึงไปบวชเณรภาคฤดูร้อน ถามเจ้าอาวาสที่วัดแห่งหนึ่ง “คนเราเกิดมาทำไม”
เจ้าอาวาสท่านคงยุ่งจึงไม่ได้ตอบอะไร พอเรียนจบปริญญาตรี บวชพระให้ยาย ถามเจ้าอาวาสอีก
เจ้าอาวาสได้แต่ยิ้ม เอาไตรปิฏกฉบับย่อ ยื่นมาใส่มือแล้วบอกให้ลองอ่านดู…
อ่านจนจบเล่มก็ยังไม่ได้คำตอบ จึงเก็บงำคำถามนี้ถามตัวเองมาเรื่อยๆ จนวันนึงได้คำตอบ
เมื่อได้ไปปฏิบัติวิปัสนา ณ สถานที่แห่งหนึ่ง….ผมคงไม่ได้เล่าว่าคำตอบที่ผมได้ คืออะไร..

แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้มาคือ..
ปัญญาที่แท้จริงหรือคำตอบยากๆ บางคำตอบเราไม่สามารถหาข้อมูลได้ทั่วไป…
ถามใครเขาก็อาจได้คำตอบที่ไม่ตรงกับเราหรือแก้ปัญหาในใจไม่ตรงนัก
ทางแห่งปัญญาตามไตรปิฏกมีสามทาง คือ

1. สุตตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟังอ่านเขียนพูด เยอะๆ
ใครที่เข้าใจถึงหลักการนี้แล้วปฏิบัติเยอะๆ ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้เหนือผู้อื่นแล้ว
2.จินตมยะปัญญา คือปัญญาที่ได้จากการ ฟังอ่านเขียนพูด
แล้วนำมาพิจารณาปรับใช้ในแนวทางหรือปรับให้เป็นแนวความคิดใหม่ๆ
ฝึกฝนขั้นนี้มากๆ ก็เป็นระดับอัจฉริยะแล้ว
3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่ได้จากการภาวนาหรือการปฏิบัติ
ท่านว่าคนที่จะเข้าใจหลักธรรมได้ต้องปฏิบัติให้รู้แจ้งด้วยตนเองเท่านั้น

ดังนั้นคำถามยากๆ มักจะสามารถไขคำตอบได้ด้วยการลงมือทำด้วยตัวเอง
จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา (Learning Process)
ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า เอ เค้าถามมาว่า“ทำบุญแล้วได้อะไร ทำไปเพื่ออะไร”
มิใช่ถามว่า “จะมีปัญญาได้อย่างไรซักหน่อย “ที่พาอ้อมมาสู่เรื่องราวของบ่อเกิดปัญญา
มิใช่หลงประเด็นหรือลืมหัวเรื่องไปนะครับ แต่ผมจะเริ่มตอบหัวใจของคำถามให้เลยละกัน
“ทำบุญแล้วได้อะไร ทำไปเพื่ออะไร”
ผมคงต้องถามกลับไปว่า “ทำบาปแล้วได้อะไร ทำไปเพื่ออะไร”
ชัดเจนไหมครับ คำตอบมันมีอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว

คนเราเวลาทำบุญมักคิดเยอะว่าเอ ทำแบบนี้ดีไหม
สถานที่นี้จะดีไหม วันนี้ดีไหม คนนี้ดีไหม แบบนี้ดีไหม หรือจะแบบโน้นดี
ทำกับคนนี้บุญจะไปถึงไหม…เอ..ยังไงดี
แต่ทำบาปนะ แปปเดียวเท่านั้นแหล่ะคิดไม่ต้องเยอะ เดี๋ยวคิดออกเองว่าควรทำอย่างไร
คิดง่ายๆ นะครับ หากมีคนเดินเอาขนมอร่อยๆ มาวางไว้ตรงหน้าคุณ
แล้วบอกว่า อ่ะเราให้ คุณจะรู้สึกอย่างไร
แต่หากกลับกัน หัวหน้าคุณเดินมาที่โต๊ะทำงานคุณแล้วก็ยืนด่าๆ คุณ คุณจะรู้สึกอย่างไร
บาปบุญ มันวัดกันตรงนั้นแหล่ะครับ ตรงที่ขนมอร่อย? ไม่ใช่ครับ
วัดกันที่ใจ ที่ความรู้สึกของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ
ดังนั้นหากจะทำบุญ อย่าไปคิดมาก อยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็อย่าไปฝืน
และหากทำแล้วผลจะเป็นอย่างไร ก็จงวาง อุเบกขา ความเป็นกลาง ให้มั่นคงเอาไว้
“ความดี” ต้องทำซ้ำๆเหมือนการหยอดกระปุกออมสิน
คือหยอดมันไปเรื่อยๆ เยอะน้อยไม่ต้องคิดมาก
หยอดมันทุกวันวันที่ถึงเวลาที่ต้องแคะความดีออกจากกระปุกเพื่อนำมาใช้
คุณจะตกใจว่า โอ้โฮ้…เยอะขนาดนี้เชียว!!!

อีกด้านของเหรียญ

Great_061

เทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา
คาดว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงได้ไปต่างจังหวัด หรือไม่ก็เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
แต่ก็อาจมีหลายท่านที่ไม่ยอมออกไปเล่นน้ำเพราะด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ…
บางครอบครัวก็ถือโอกาสพาครอบครัวไปพักผ่อนตามที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด…
ส่วนผมปั่นงานโปรเจคหัวฟูอยู่ที่บ้าน เพราะต้องเตรียมพรีเซนต์หลังจากสงกรานต์ปีนี้
พนักงานออฟฟิตกลับหมดเหลือเราปั่นงานอยู่ลำพัง…
นั่งทำงานไปบ่นไปว่าทำไมเราต้องมานั่งทนทำงานในวันที่ชาวบ้านเขาหยุดกัน..
ไม่ออกไปเล่นอย่างน้อยนั่งดูหนังที่ซื้อมาหรือแค่ไปออกกำลังกายชิวๆ ก็ได้นี่นา…

แต่นี้ชีวิตสงกรานต์ผมคือ ตื่น ทำงาน ออกไปฟิตเนส กลับมาทำงาน
กลางคืนนอน วนอยู่อย่างนี้ สามวันแรกของเทศกาลสงกรานต์…
เพื่อนไม่ต่ำกว่าสิบคนคะยั้นคะยอชวนเราออกไปข้างนอกไปสาดน้ำให้ชุ่มฉ่ำ
แล้วบอกเราว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาทำงานต่อ…
เราบอกว่าไม่มีทางหรอก ถ้าออกไปแล้วจะให้กลับมานั่งทำงานขี้เกียจแน่ๆ
เรารู้ตัวเองดี..จึงต้องจำทนอดทนฝืนความอยากลั้ลล้าของตัวเอง นั่งปั่นงานบอกในใจว่า…
“เอาน่ะทำงานวันหยุดไปก่อน แล้วค่อยไปหยุดวันอื่นเอา”
ในใจก็คิดว่า จะมีคนนั่งทรมานเหมือนเราไหมน้อ..
ระหว่างทางที่ออกไปหาอะไรกินที่ห้างใกล้บ้าน..
สังเกตเห็นน้องๆ พนักงานที่ร้านข้าวในห้าง พูดว่า
“เฮ้อเหนื่อยจังเลย อยากไปเล่นน้ำจัง” ประโยคที่ได้ยินทำให้เหมือนมีคนมาโยนเหรียญให้ดูตรงหน้า
“อีกด้านของเหรียญก็มีนี่หว่า” ผมเห็นหลายต่อหลายคนยังคงต้องทำงานที่ห้างแบบนี้
ทั้งๆ ที่เขาก็คงคิดอยากจะกลับบ้านหรือไปสนุกกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงบ้าง

ผมเห็นป้าที่ถูส้วมอย่างยิ้มแย้มพร้อมร้องเพลงลูกทุ่ง..ขัดส้วมไปร้องเพลงไป
ผมเห็นว่าห้างสรรพสินค้ามีทั้งคนที่ต้องทำงานในวันหยุดและคนที่หยุดในวันทำงาน
เหรียญสองด้านกลิ้งชนกันในที่แห่งเดียว…
ผมเห็นโอกาสของคนที่มองธุรกิจในวันที่คนอื่นหยุด
มองโอกาสอย่างเช่นคนที่ผันตัวเองมาขายน้ำหรือขายอุปกรณ์เล่นน้ำตามสถานที่ใหญ่ต่างๆ
ซึ่งตามปกติ คุณจะไม่ได้เห็นคนหน้าตามแบบนี้มาเดินเร่ขายปืนฉีดน้ำหรือซองกันน้ำแน่นอน

ผมเห็นวินมอเตอร์ไซค์ยอมเปียกน้ำ แต่ขึ้นราคาค่าโดยสารอย่างน่าตกใจ…
แต่นั้นก็ต้องให้เขา เพราะถือว่าเขามาทำงานในวาระพิเศษ
หลักจากกลับมาด้วยมุมมองเหรียญอีกด้าน…
วันนั้นเพื่อนโทรมาถามว่า ทำไมเอ็งต้องมานั่งทำงานในวันหยุดน่ะ…
ทำไมไม่บอกลูกค้าไปว่าขอพักเพราะเป็นวันหยุด

ผมตอบเพื่อนรักไปว่า “บางทีโอกาสมันดันมาตอนวันหยุดน่ะสิ”
เพื่อนผม ตอบ อือ ยาวๆ แล้วจนถึงวันนี้มันไม่โทรมาอีกเลย…

สิ่ง ‘ไม่มีชีวิต’ ที่เรียกว่า เทศกาลสงกรานต์

dhamdee_great_060

สงกรานต์เทศกาลฮิตวางจิตติดใจ หลายคนคละเคล้าไปไกลนักอดีตหนา
ธรรมเนียมไทยไกลวันนี้เพราะเหตุตามกันมา เฝ้าเสียดายกลายหนักหนาหากสิ่งดีไม่ยืนยง
ยกแป้งมาพร้อมแปะและโป๊ะอย่างจิตหลุด ไร้สติตัวใดฉุดดึงกลับมนุษย์หาย
จิตแฝงลามกจกเปรตมิรู้วาย คงเปรียบได้ดั่งชูชกตะกละกามมิว่างวน
อันขันน้ำใส่ไว้แฝงไมตรีจิต เป็นกุศโลคิดจากอดีตสู่จิตหมาย
ด้วยพ่อแม่ปู่ย่าคิดติดไว้มีคำคลาย เทศกาลสาดน้ำนี้แฝงคิดให้จิตเย็น
เห็นวัยรุ่นตักน้ำลุ้นปนน้ำแข็ง ทั้งน้ำเย็นน้ำแข็งแฝงไว้ลอยมาหา
ปักกระบาลทั้งคนแก่และเราคนธรรมดา มึนหนักหนาอยากจะเดินเอื้อนเอ่ยว่า……

“อย่าเลยน้องเอ้ยมีมารยาทกานหน่อย”

ปล.กาพย์กลอนนี้ควรจบผมไม่จบ อยากน้อมนบจิตนี้บอกอีกเรื่องดังใจหมาย
สาวน้อยนุ่งห่มน้อยปวดใจวรกาย ช่วยแต่งเสื้อแน่นหนาด้วยมี “สี” อย่า “ซีทรู”

เข้าใจตรงกันนะ……ขอให้ทุกท่านมีความสุขวันปีใหม่ไทยครับ

Credit

จงเรียนรู้อดีตเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในปัจจุบัน

great_2014-04-14ตอนเด็กๆ ผมชอบถามตัวเองว่า วิชาประวัติศาสตร์เรียนไปเพื่ออะไร
ทำไมเราต้องมานั่งเรียนเรื่องราวชีวิตของบุคคลแต่ละคนในอดีตด้วย
ซึ่งถ้าจะมาคิดหลักเหตุผลกันจริงๆ แล้ว…
สิ่งที่บุคคลในอดีตได้เคยกระทำหรือสถานการณ์บางอย่างรวมถึงสถานที่หลายแห่งได้เปลี่ยนไปแล้ว…
ทำไมเราต้องมาคอยเรียนรู้อดีตที่ผ่านไปแล้วและเราก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก
เรื่องเล่าในอดีต..บัดนี้กลายเป็นตำนานไปเรียบร้อย…จะเสียเวลามานั่งอ่านนั่งเรียนอีกทำไม
จนเมื่อผมอายุ 14 ขวบ หนังสือประวัติศาสตร์เรื่องแรกของผม
ก็ได้ถูกเปิดผนึกทำให้โลกแห่งความรู้ของผมกว้างขึ้น
“สามก๊ก” คือหนังสือเรื่องแรกของผมที่อ่านจบ
ผมใช้เวลากว่า ห้าเดือนยืมหนังสือที่ห้องสมุดโรงเรียนตั้งใจอ่านจนจบกับ
นิยายอิงพงศาวดารเล่มนี้ (นิยายอิงพงศาวดารคือ เรื่องราวที่ถูกแต่งเติมขึ้นบางส่วน
โดยคงเค้าเรื่องจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์)

สาเหตุที่ผมอ่านสามก๊กเพราะว่า ผมอยากรู้จัก “ขงเบ้ง”
(ตัวละครที่อยู่ในสามก๊กเปรียบเสมือนมันสมองของทัพเล่าปี่)
หลังจากนั้นผมก็เริ่มหลงใหลประวัติของบุคคลสำคัญเพิ่มขึ้น
ทั้งมุซาชิ (นักดาบชาวญี่ปุ่น), นโบเลียน,พระเจ้าตากสิน,
คาลิลยิบราน (นักปรัชญาชาวเลบานอน), ฮิลเลอร์, ไอสไตน์, เจงกิสข่าน
ยิ่งอ่านยิ่งมีความรู้สึกว่าชีวิตในอดีตบางทีสอนเรา ณ ปัจจุบัน ได้เหมือนกัน

แม้ว่า..สถานการณ์เปลี่ยนไป…วันเวลาเปลี่ยนไป…สถานที่เปลี่ยนไป
และยิ่งศึกษายิ่งค้นพบว่า ไอ้ที่เราไม่ยอมอ่านหรือศึกษาเรื่องราวของผู้อื่น
เพราะเรา อยากแต่จะอธิบายเรื่องราวของตนเองมากเกินไป…ไม่พยายามเรียนรู้ผู้อื่นอยากจริงจัง
เพราะการที่เรายอมศึกษายอมใช้เวลากับเรื่องราวของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ตัวเราเท่านั้น
อาจหมายความว่า ตัวตนอัตตาของเราลดลง เหตุด้วยเรายอมโอนอ่อนหาผู้อื่นนั้นเอง

เมื่อประมาณสามอาทิตย์ก่อนผมได้มีโอกาสพูดคุยทางโทรศัพท์
กับคุณยุทธ (บรรณาธิการของสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี)
ผมตั้งใจจะโทรไปคุยเรื่องงานเขียนของผมคาดว่าคงจะใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที
ช่วงเวลานั้นคุณยุทธกำลังวุ่นกับการทำหนังสือประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอยู่
แกเลยอินจัดเป็นพิเศษ พูดคุยกันอยู่นานถึงความลำบากตรากตรำของท่าน
และสิ่งที่ท่านทำไว้อย่างยิ่งใหญ่ในอดีต

แก “อิน” ผมก็ “อิน” ไปด้วยเพราะผมเคยอ่านว่าท่านสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ไว้มาก
จากสิบนาทีที่คิดไว้ว่าจะคุยเสร็จ จวบจนกลายเป็น เกือบหนึ่งชั่วโมงที่ได้สนทนากัน
พอวางสายเสร็จรู้สึกได้ถึงพลังงานความรักชาติที่อยู่ในตัว
และพลังงานที่คุณยุทธปล่อยทะลุหูโทรศัพท์ส่งผ่านมาถึงจนผมเริ่มไม่แน่ใจว่า
นี่ตกลงผมใช้สัญญาณคลื่นโทรศัพท์ต่อหาหรือคลื่นรักชาติต่อหากันแน่!!!!!
พร้อมกับหยิบมือถือมากพิมพ์ข้อความประทับใจลงบนโปรแกรมเก็บบันทึก

“อดีตทำให้เราหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในปัจจุบัน”
หากคุณเรียนรู้มัน

Credit

“รอยยิ้มที่มองไม่เห็น”

Photo 52

รอยยิ้มของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร…เคยมองเห็นมันในกระจกบ้างไหม
รอยยิ้มของคุณออกมาจากใจ…ไร้กังวลหรือไม่…ใครจะรู้??

ภูเขาสูงแถบนอกเขตชายแดนเป็นแหล่งที่พักพิงของกลุ่มคนต่างด้าวชาวเขมร
ทั้งชายหญิงและเด็กเล็กๆ อาศัยอยู่บริเวณที่เขตภูเขาแห่งนี้
นับจำนวนคร่าวๆ ประมาณ เจ็ดถึงแปดครัวเรือน
ผู้คนไม่ถึง ยี่สิบชีวิต อาศัยอยู่ร่วมกัน
ใช้ชีวิตบนพื้นที่กว้างใหญ่เหลือเกิน มีท้องฟ้าเป็นหลังคาใจ
มีต้นไม้เป็นเสากั้นระหว่างครอบครัว มีสัตว์ป่าเป็นเพื่อน
มีสายน้ำเป็นเหมือนดั่ง เส้นสายหล่อเลี้ยงชีวิต

แม้แสงไฟยามราตรีไม่มีดั่งเช่นในเมืองใหญ่…
แต่แสงไฟชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่แห่งนี้กลับส่องแสงเปล่งประกายอยู่
ทุกเวลาแม้ยามคืนมืดมิด อากาศหนาวเหน็บจับใจ
บนภูเขาเย็นยะเยือก..แม้มีเพียงลมพัดเพียงแพ่วเบา..
แต่กลับสร้างความหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจ
ท่ามกลางความทรมานที่..ธรรมชาติมอบให้กับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณหุบเขาแห่งนี้
มีเพียงกองไฟที่คอยหล่อเลี้ยงความอบอุ่นให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
โครงสร้างบ้านที่ประกอบอย่างง่ายๆด้วยเศษไม้มัดรวมกันด้วยเศษกิ่งไม้เล็กๆ
ทำให้ลมหนาวทรมานสามารถเกลือกตัวคดเคี้ยวลอดช่องว่างเข้ามาภายในบ้านได้…

“เพราะชีวิตมันเป็นแบบนี้…มันมีแค่นี้ต้องอยู่ให้ได้” คือคติประจำใจของกลุ่มคนต่างด้าวชาวเขมร…
“แค่ได้อาศัยแผ่นดินไทยเพื่ออยู่กินแม้เพียงนิด…ก็เป็นบุญเหลือหลายเหนือชีวิตแล้ว”
กองไฟเล็กๆรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึง
ความรักแบบครอบครัวชนเผ่าชาวเขมร…

กลิ่นมันเผาและกลิ่นใบหญ้าหลังจากฝนตกคละคลุ้งเจือปนกัน จนกลายเหมือน
กลิ่นมันเผาบนหญ้าใบเขียว…
“หอมแบบเหม็นเขียว” เด็กคนหนึ่งกล่าวพูดออกมาอย่างติดตลก
เวลาประมาณ 1 ทุ่ม เป็นบรรยากาศครอบครัวที่เด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้
จะรอให้พ่อแม่กลับมาจากการทำไร่ทำนาและทุกคนจะได้นั่งพูดคุยอยู่กันพร้อมหน้า..
เหมือนเป็นเวลาที่นัดหมายกันของทุกครอบครัว
ไม่มีโต๊ะกินข้าวหรูๆ…ไม่มีเพลงฟัง…มีแต่เพียงพื้นดินเปียกชื้นและเสียงหริ่งเรไรร้องเจื้อยแจ๊ว

อันเซาะ เด็กเชื้อสายเขมรร่างเล็กๆคนหนึ่งขณะนั้นอายุ ประมาณสี่ขวบ
อันเซาะ กำพร้าพ่อและแม่ตั้งแต่ครั้งยัง “แบเบาะ”
พ่อแม่ของ อันเซาะโดนโจรลักลอบตัดไม้ยิงตาย ขณะที่เข้าไปหาของป่า
เพื่อนำมาทำอาหารมื้อเย็นให้อันเซาะที่โดนยิงเนื่องจากเจ้าโจรเข้าใจผิดนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้..

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ คนในหมู่บ้านเริ่มเกิดอาการหวาดผวา..เกรงว่าจะตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย..
ชะตากรรมของคนในหมู่บ้านจึงต้องคอยระเห็ดระเหเร่รอนไปเรื่อยๆ
หนีธรรมชาติที่โหดร้ายและหนีความโหดร้ายของมนุษย์ผู้เป็นดั่งศาลเตี้ยสั่งปลิดชีวิต
ผู้ใดก็ตามที่ขัดขวางผลประโยชน์ของตน

ปัจจุบัน “อันเซาะ” อาศัยอยู่กับคุณอาซึ่งเป็นน้องของพ่อ..
“อย่าไปไหนไกลนะ บริเวณนี้เราพึ่งย้ายขึ้นเขามายังไม่รู้ว่ารอบๆนี้จะมีอะไรอันตรายบ้าง”
คุณอากล่าวเตือนเด็กน้อยก่อนที่จะลาจากไปเพื่อไปทำนา..ตามปกติของทุกวัน
ค่ำคืนวันนั้น…เพื่อนๆข้างบ้านมาเล่นที่บ้านของ “อันเซาะ”
เด็กน้อยสามคนเอนตัวล้มลงนอนแบ่งปันความอบอุ่นจากแหล่งสุมกองไฟ
หลังจากเหนื่อยหอบจากการวิ่งไล่จับ เสียงลมพัดกระทบกองไฟดังเปี๊ยะๆ
แท่งถ่านสีดำเปลี่ยนสีเป็นแดงเพลิงตามความร้อนของกองไฟ
ความอุ่นจากกองไฟช่วยบรรเทาชะตากรรมอันโหดร้ายของเรื่องราวชีวิต “อันเซาะ”
แสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนช่างสดใสเหลือเกิน
“อันเซาะชอบนอนดูแสงดาวครับ” คุณอาของอันเซาะกล่าวให้ผมฟัง
แววตาอันไร้เดียงสา ปรายมอง แสงสว่างจากดวงดาว…

ทันใดนั้น อันเซาะ เห็นต้นหญ้าขยับไหว ปลายตามองเห็นกระต่ายตัวน้อยสีขาวน่ารัก
จึงลุกขึ้น..หมายใจจะวิ่งไปจับกระต่ายมาอวด “คุณอา”
บึ๊ม…………เสียงดังสนั่นหวั่นไหว..สั่นสะเทือนไปทั้งหุบเขา…
เนินดินกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วรอบกองไฟ
“ตอนนั้น ภาพที่ผมเห็นคือ อันเซาะ คว่ำหน้ากองลงกับพื้น มีเลือดไหลเต็มไปหมด”
“หันไปดูใกล้ๆ เห็น เด็กนั่งร้องไห้ อยู่สองคน เนื้อตัวเปอะเปื้อน ร้องเรียกหา แม่ จ๋า พ่อ จ๋า”
“ผมรีบวิ่งเข้าไปดู อันเซาะ ในใจคิดว่าตายแล้วแน่ๆ พอเข้าไปอุ้ม สิ่งที่ผมเห็นยิ่งทำให้หัวใจผม
แทบสลาย หน้าเกือบทั้งหน้า เละไปหมด”

ภาษาไทยเพี้ยนๆ แต่พอจับใจความได้จาก คนที่บอกว่าเป็นคุณอาของอันเซาะ
เล่าเรื่องราวในอดีตให้ผมฟัง ด้วยเสียงสั่นเครือ…
“ตกลงน้องโดนอะไรครับ”
“น้องวิ่งไปเหยียบระเบิดที่พวกโจรเขาฝังไว้ใต้ดินน่ะครับ”
“แล้วทำไมไปสร้างบ้านระแวกแถวนั้นไม่สำรวจพื้นที่ก่อนหรอครับว่ามีอะไรผิดปกติหรือป่าว” ผมถามตอบกลับด้วยความสงสัย
“มันเป็นระเบิดที่เขาฝังเอาไว้ซักพักแล้วน่ะครับและอีกอย่างบริเวณแถวนั้นก็ไม่มีคนพักอาศัยมานานแล้วทางเราจึงไม่ได้ สงสัยหรือระวังอะไร”
“แล้วตอนนี้น้องเป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมรีบตัดบทสนทนาเพราะไม่อยากตอกย้ำความรู้สึกให้กับใคร
“จากการที่โดนระเบิดครั้งนั้นทำให้น้องตาบอดทั้งสองข้าง สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงแต่ตอนนี้น้องอาการดีขึ้นมากแล้วครับ..
พยายามให้เขาฝึกพูดภาษาไทยเพราะคนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือเรา” ตั้งแต่เราพูดคุยกันมาผมพึ่งสังเกตุเห็นรอยยิ้มผุดออกจากชายเขมรผู้นี้
“อันเซาะ อันเซาะ ถ่ายรูปกัน” อาการนึกพิศดาร อยากถ่ายรูปกับน้อง ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่ชอบถ่ายรูป อาจเป็นเพราะรู้สึกน้ำตาจะไหลกับเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดของครอบครัวนี้กระมัง..
ประมาณว่าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ…จึงตัดบทชวนถ่ายรูปแก้เขิน
“น้องเค้าฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องครับ” คุณอา อันเซาะ หันมาตอบแทนน้อง แล้วหันไปพูดภาษาอะไรซักอย่างซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่อง คงจะพูดว่า ถ่ายรูปกับพี่เค้าเร็วกันกระมัง?
น้องหันมาจับตัวผม ได้จังหวะจึงกดชัตเตอร์จากโทรศัพท์มือถือ
ผมเข้าไปดูภาพที่ถ่ายคู่กับน้อง…เห็นแล้วน้ำตาไหล
ผมยิ้มให้กล้อง…น้องยิ้มให้กล้องด้วย!!!!

รอยยิ้มที่ผ่านเรื่องราวอันสุดแสนทรมาน
รอยยิ้มสดใสที่ตรงข้ามกับอดีตที่โหดร้ายและหมองหม่น
รอยยิ้มที่อาจสร้างพลังใจในการสู้ชีวิตให้ต่อใครหลายคน
รอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุข ณ ปัจจุบันแม้จะเจอเรื่องทนทุกข์เพียงใด

แม้วันนี้น้องอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่น้องชอบที่สุดได้อีก
คือ การล้มตัวลงนอนมองแสงดวงดาว
แต่ผมเชื่อว่า…น้องเห็นแสงแห่งความหวังตลอดเวลา…แม้มองไม่เห็น
ผมเห็นแสงความหวังผ่านรอยยิ้มของน้อง…

รอยยิ้มจาก “อันเซาะ” ร้อยยิ้มที่ “เจ้าตัว” มองไม่เห็น

ผมอยากให้น้องได้เห็นจัง!!!!
Credit

“บทความนี้อ่านแล้วรวยยิ่งแบ่งปันให้คนอื่นอ่านตัวเองยิ่งรวย”

Photo58อันที่จริงบทความประจำอาทิตย์นี้จะต้องนำเสนอเรื่อง “รอยยิ้มที่มองไม่เห็น”
แต่ระหว่างรับประทานกาแฟช่วงเช้าสายตาพลันเหลือบเห็นหัวข้อการวิจัยจากผลสำรวจแห่งหนึ่ง
เห็นแล้วคันปาก อยากแชร์บทความระบายข้อมูลผลการวิจัยของ
บริษัท อิปซอสส์ บิสสิเนส คอนซัลติ้ง ซึ่งเป็นบริษัททำวิจัยของต่างประเทศ เขาบอกมาว่า…

“ผลสำรวจเผยคนกรุงเทพ มีไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่สวนทางกับรายได้ นักวิจัยตั้งข้อสงสัยกรุงเทพฯ สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้
ของคนน้อยเกินไป”

อ่านแล้วสะดุดกับคำว่า “ไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนา”
กับประโยคที่ว่า “สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้ของคนน้อยเกินไป”
วันนี้ผมจึงอยากลอง ถกประเด็นกันสองประโยคนี้ครับ

ประโยคแรก “ไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนา”
ประเทศที่พัฒนา น่าจะมีอะไรบ้าง อเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ อะไรประมาณนี้
น่าจะเข้าข่ายประเทศที่พัฒนาอันดับต้นๆของโลก ส่วนประเทศที่ถึงแม้พูดบอกชื่อประเทศไป
จะยังสงสัยอยู่ว่า… นี่หรือ คือประเทศอย่าง จิบูตี ชาต ซามัวร์ ตูวาลู คงไม่ได้นำมาวิจัย!!!

ประเด็นที่เขานำมาถกเถียงเรียงความถึง น่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศส่วนเมืองใหญ่ๆ ของแต่ละประเทศที่ “พัฒนา” ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่มีการจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพัลวัน สินค้าหรือบริการใดก็ตามยิ่งมีความต้องการซื้อมาก ยิ่งมีราคาแพงมาก ยิ่งต้องหารายได้ให้มากตาม เพื่ออะไรครับ เพื่อจะนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันได้เพียงพอไง

สำหรับสิ่งมีชีวิตคนเมืองที่ “พัฒนา” เขาหรู ยังไง คือใช้สินค้าหรือบริการหรูๆ ยังไงล่ะครับและ
ไอ้คำว่าหรู ก็น่าจะแปล เป็นภาษาฝรั่ง บ้านเขาว่า “Luxury Goods”  an economic good or service for which demand increases more than proportionally as income rises แปลให้เข้าใจง่ายๆ คือ ของอะไรก็ตามที่เราหามาเพื่อความต้องการของเรา ที่มันเกินความจำเป็นนั้นแหล่ะ
คำจำกัดความ คือ “ของฟุ่มเฟือย”
ชัดมะ!!! อ่านแล้วเหมือนตบหน้าตัวเอง เพราะเราก็เคยเป็นคน ประเภท “ฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง”
มาก่อน เป็นยังไงหรอครับก็ประมาณว่า อันโน่น ก็จะเอาอันนี้ก็ดี อันนี้แถม อีกก็เบิ้ล…อยู่ร่ำไป….ทำให้สิ่งที่มีที่ซื้อมามัน หาทิศทาง อะไรไม่ได้ ว่าเอ ตกลงเราซื้อมาทำไม นี่ล่ะครับ “ฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง”

“สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้ของคนน้อยเกินไป”

ประโยคนี้เด็ด…ของที่เราซื้อแพงเกินไปหรือรายได้ของคนในประเทศน้อยเกินไป..
สัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับคนภายในกรุงเทพฯ นั้น ล้าหลังกว่าหลายประเทศรวมถึงฮ่องกง
โดยแพ็คเก็จอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดในกรุงเทพ อยู่ที่ 200 Mbps
ซึ่งค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 300 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,050 บาท)
ในขณะที่ฮ่องกงจ่ายเพียงหนึ่งในสามเท่าของราคาในกรุงเทพฯ
สำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกว่าถึงห้าเท่า (1,000 Mbps)
หรืออาจเรียกได้ว่าคนกรุงเทพฯ จ่ายสูงถึง 67% ของรายได้เฉลี่ย
เทียบกับคนในฮ่องกงที่จ่ายเพียงแค่ 5%

ยังครับยังไม่พอ เขาบอกมาอีกว่า คนไทยจำเป็นต้องจ่ายประมาณ 3.50 เหรียญสหรัฐ
(ประมาณ 115.5 บาท) เพื่อกาแฟคาปูชิโน่ของสตาร์บัค ในขณะที่คนโตเกียวจ่ายมากกว่า
เพียง 50 เซนต์ (ประมาณ 16.75 บาท) ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนในโตเกียวสูงกว่าคนในกรุงเทพมากกว่าเยอะครับ

โดยกาแฟหนี่งแก้วที่โตเกียวนั้นถือว่าเป็น 0.13% ของรายได้เฉลี่ย ในขณะที่คนในกรุงเทพฯ
ต้องจ่ายมากถึง 0.73%

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมนึกถึงคำว่า “ไฮโซ โลว์อินคัม” เป็นไฮโซแบบสถานะรายได้ต่ำ
เน้นภาพลักษณ์และความดูดี แต่ตัวเบา สิ้นเดือนที เหมือนสิ้นใจอยากจะ ข้ามเวลาไปสู่อนาคต เพื่อไปเอาเงินเดือนต้นเดือนหน้า มาใช้….

ผมมี 2 วิธีขจัดปัญหา “กระเป๋าแฟ่บ” ปลายเดือนครับ

วิธีแรก

แชร์บทความนี้หรือจำเอาบทวิจัยที่ผมเล่าให้ฟัง…ไปบอกเจ้านายครับ…
ว่าเห็นไหมคนเขารู้กันหมดแล้วลำบากกันทั่วหน้า ขึ้นเงินเดือนผมหน่อย
และหากใครกล้าหน่อยก็บอกเลยครับ ว่าหากอยากได้ไฮโซ
อย่างเราทำงานที่นี่เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท…ช่วยส่งเสริม “อินคัม” หน่อย

หรือวิธีที่สอง
ใช้ “สติ” เป็นตัวช่วยครับ หลายคนถาม “สติ” คืออะไร
ในกรณีนี้ “สติ” คือ “สตางค์” ครับ
ซึ่งผมมี บทคาถาอภินิหาร เรียกเงิน ครับ
บทนี้สวดง่ายๆครับ ว่า “สติหาย สตางค์ หมด สติสะกด สตางค์มา”

ผมเชื่อว่าทั้งสองวิธีน่าจะพอช่วยได้นะครับ หากใครมีวิธีสามารถส่งมาร่วมพูดคุยกันได้นะครับ
ส่วนผมจะบอกว่า ผมขอแนะนำวิธีที่สองครับ
เพราะว่าหากลูกน้องที่บริษัทแชร์บทความนี้ให้ผม และเดินมาบอกเหตุผลว่า
ขอขึ้นเงินเดือนอ้างจากบทการวิจัยหรืออ้างบทความผม
ตัวผมก็จะตอบว่า เหรอ!!!!!!! ยาวๆ แล้วเดินจากไป…ฟิ้วววววว
Credit

“อาลม”

Photo56

มีผู้อ่านจากทางบ้าน เล่าให้ฟังถึงอารมณ์ อกหัก เศร้ามาก ชีวิตย่ำแย่
และฝากให้เขียน บทความเกี่ยวกับเรื่อง ลม
ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับเรื่องอกหัก จึงขออนุญาติ
ตัดเอาเฉพาะข้อความที่น้องเขาเอ่ยถึง เฉพาะเรื่องบทความ ลม!!
ด้วยความที่น้องเขาอยากเห็นมุมมองของผมเกี่ยวกับลม
ได้ครับ จัดไป!!!!

จะความเหงา..ความเศร้า..ประทับจิต
ใจมันคิด..อุปโลก..หาเหตุผล
บททดสอบ..ใจเรา..ประจำตน
ความอดทน..อดกลั้น..ไว้เตือนใจ
ความห่วงใย..มากไป..ใจเป็นทุกข์
ความคิดสุข..มากไป..วันหนึ่งหาย
ความเป็นจริง…..ความตาย…..อยู่ข้างกาย
มิว่างวายคนเรา….ไว้ “เตือนตน”
จะลมเหงา..ลมเฉา..ลมเศร้าโศก
ลมอุปโลก..ลมยิ้ม..ลมถวิลหา
ลมเย็น..ลมโอบอุ้ม..ลมพริ้มพลา
ลมหนักหนา..ลมหึง..ลมบ่จอย
ลมร้อนแรง..ลมซาซัด..ลมพัดโบก
ลมกรรมโชก..ลมบ้าหมู..ลมภูผา
ลมพยาบาท..ลมอาฆาต..ลมกานดา
ลมริษยา..ลมห่วง..ตามอา “รมณ์”
เข้าใจ “รมณ์” คือสำคัญ “ทันจิตใจ”

เมื่อคนเราพบเจอเรื่องราวที่เลวร้าย…มักคิดว่าชีวิตตนเอง “ย่ำแย่”
“ท้อแท้” เพราะ…เราแย่เหลือเกิน
โดยเฉพาะอารมณ์ “อกหัก”
มันจะยิ่งทวีความ“เจ็บ” ได้แบบ….ซี๊ดดดดด…มากและเท่ห์สุดๆ
หากเราได้ฟังเพลง “อกหัก” ตอกย้ำการที่โดน “หักอก”
ยิ่งเนื้อเพลงโดนใจ…”ชาวร๊อค” ยิ่ง…ปี๊ด…ซี๊ดถึงใจ…
หากฝนตกอยู่ไม่ต้องห่วง…เห็นเม็ดฝนแล้วอยากวิ่งไปตากฝนให้สาแก่ใจ
หากสถานการณ์เป็นใจ…ได้ตัวเปียกหน้ากระจกแล้วร้องไห้…เอาให้มันสะใจกับอารมณ์ “อกหัก”
มันเป็นแค่ อารมณ์ ร่วม ที่ใจเราพยายาม ดึงเอาไว้ให้ มันส์ กับความเศร้า
นานวันอาจกลายคล้ายพวกซาดิสม์ ชอบอารมณ์ เศร้า เหงา อกหัก…
กฎแรงดึงดูด..ก็จะจัดสรรให้สาแก่ใจ…ดึงดูดให้แต่อารมณ์ “เศร้า เหงา อกหัก”
“วนเวียนกันไปไม่ว่างเว้น”

ดังนั้น จง มีสติ…เรียนรู้….และปล่อยวาง
จะได้ไม่วนเวียน อุปโลก “ลม” ตาม อา“รมณ์” ในใจ
Credit

3 “ไม่” ที่ “ไม่” ควรหลุดออกจากปาก ตอนที่ 3

Photo55

ทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำ
เป็นคำพูดที่มีความหมายเหมือนว่า ทำได้แต่ไม่ทำ…
ผลลัพธ์คือ ไร้ค่าเช่นกัน
เพราะคุณค่าวัดกันที่ผลลัพธ์จากสิ่งที่ทำ…
แต่ความยอดเยี่ยมของผลลัพธ์วัดจากความใส่ใจในรายละเอียดของสิ่งที่ทำ
สับสนไหมครับ…

สรุปง่ายๆ ว่า หากคุณอยากที่จะประสบความสำเร็จ
คุณจะไม่สำเร็จ เพราะคุณ “อยากจะ”
แต่หากคุณคิดและทำอย่างผู้ประสบความสำเร็จ
คุณจะสำเร็จ… ผลลัพธ์อยู่ที่ไหนครับ คือ ลงมือทำครับ

เคล็ดลับอีกอย่าง หากอยากประสบความสำเร็จแบบเหนือกว่าคนอื่น…
คือ การใส่ใจในรายละเอียดและรักในสิ่งที่ทำครับ (ซึ่งจะไม่ขอพูดถึงในบทความนี้)
ความลับของการประสบความสำเร็จคือ การมองเห็นโอกาสครับ
จริงๆ โอกาสมีลอยอยู่ในอากาศอยู่ที่เราจะเห็นว่ามันคือโอกาสหรือคืออุปสรรคนะครับ
เพราะคนส่วนใหญ่ชอบมองสิ่งที่ลอยอยู่ตรงหน้าว่า คืออุปสรรค ทั้งๆ ที่มันคือโอกาสนะครับ

มองออก ต้อง “คว้า” ด้วยนะครับ
การคว้าโอกาสนี่แหล่ะคือหัวใจของเรื่องนี้..
เช่น หัวหน้างานของคุณเดินมาบอกคุณว่า…

“สมจุ้ยผมมีงานด่วนให้คุณทำ…คุณพอมีเวลาทำไหมแต่งานนี้ด่วนนิดนึงนะ
คุณอาจต้องอยู่จนดึกเพื่อปั่นงานให้เสร็จ”
“เอ่อ…ผม ไม่มีเวลาครับ”
“ไม่มีเวลา..คือไม่สำคัญสำหรับคุณใช่ไหมงานนี้สำคัญมากนะผมรบกวนคุณหน่อย”
“เอ่อ…ไม่ใช่ครับเจ้านาย..ไม่ใช่ไม่สำคัญครับ
ไม่ใช่หน้าที่ของผมนิครับเจ้านาย โปรเจคนี้เป็นงานของ สมประสงค์ นะครับ”
(รู้ได้ไงว่าเราเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่านะ??) สมจุ้ยพยายามหาเหตุผลเพื่อบ่ายเบี่ยง

“แต่คุณปฎิเสธไม่ได้นะ เพราะโปรเจคนี้คุณเป็นคณะร่วมทำงานอยู่ด้วยนะ”
“เอ่อ ผมทำไม่ได้ครับ ผมทำไม่เป็น….ผมไม่รู้ ผมค่อนข้างเป็นคนหัวทึบครับ
ผมเอ่อ %$@%$^&%$##*@#^”
“โอเค คุณ งั้นไม่เป็นไร ผมให้ สมประสงค์ เขาทำคนเดียวละกัน ดูท่าคืนนี้เค้าคงไม่ได้กลับบ้าน”
“ครับ น่าเห็นใจจังและเสียดายจริงจริ๊ง ที่ผมทำไม่เป็น”
สมจุ้ย พูดพลางมือรีบเก็บของใส่กระเป๋าเพื่อจะกลับบ้าน

เช้าวันต่อมา
เอ่อ..วันนี้ผมมีประกาศว่าจ ากการที่ผู้จัดการคนเก่า..ได้ลาออกไปเป็นเวลา สี่เดือน ที่ผ่านมา
ทางบริษัทเรายังไม่สามารถคัดเลือก พนักงานเพื่อมาเป็นตำแหน่งผู้จัดการแทนคนเก่าได้
วันนี้ผมจึงขอประกาศว่า เราได้เลื่อนตำแหน่งให้ นายสมประสงค์ จากรองผู้จัดการ
เป็นผู้จัดการแผนก สิ้นเดือนจะมีการเลี้ยงฉลองตำแหน่งให้ครับ…
“เอ่อ”….สมจุ้ย ทำท่า งง อ้าปากค้าง กลางห้องประชุมในช่วงเช้า

เรื่องราวสมมุติ ขำๆ แต่อาจเคยเกิดขึ้นจริงกับบางคน หรืออาจเป็นเรื่องราวที่คล้ายกัน
ต่างตรงรายละเอียด ดังนั้น ก่อนจะปฎิเสธข้อเสนออะไรก็ตามที่คนหยิบยื่นให้

1.มองให้ออกว่าเป็นโอกาสหรืออุปสรรค
2.เรามีความสามารถจะทำสิ่งนั้นได้หรือไม่
หากไม่สามารถกระทำสิ่งนั้นได้ด้วยตัวคนเดียว..หาคนเพื่อช่วยเหลือ..
หรืออาสาเป็นผู้ช่วยเหลือแต่ไม่เป็นตัวหลัก
3.ศึกษาและลงมือทำ
4.ปรับปรุงพัฒนาสิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด
5.เก็บเป็นบทเรียนหากเกิดข้อผิดพลาดและเก็บเป็นความมั่นใจหากกระทำสำเร็จ

และข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด
อย่าลืมขอบคุณผู้ให้โอกาสครั้งนี้แก่คุณ…

จำไว้ ไม่มีอะไรยาก…หากลงมือทำ
เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างทำได้กับทำไม่ได้คือ “การลงมือทำ”

จบ เนื้อเรื่อง
3 “ไม่” ที่ “ไม่” ควรหลุดออกจากปาก
ไม่มีเวลา
ไม่ใช่ความรับผิดชอบ
ไม่คิดว่าจะทำได้ (ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำ)Credit