ด้วยรัก

Featured

1

หากพูดถึงพลังที่ยิ่งใหญ่อันสามารถจรรโลงให้สวยงามอยู่ได้
ย่อมไม่พ้น พลังความรัก
แต่อีกด้านของสิ่งจรรโลงอาจแปรเปลี่ยนเป็นหายนะได้
เนื่องด้วยพลังความรักเช่นกัน

“ความรักเป็นสิ่งประเสริฐ เป็นสิ่งล้ำเลิศเหนืออื่นใด
ความรักอาจจรรโลงใจแปรเปลี่ยนร้ายกลายดี”

ประโยคนี้ผมนิยามสั้นๆ ถึงความรัก…
เพราะในเทศกาลแห่ง รัก” ที่ใกล้จะมาถึง
วันวาเลนไทน์ เทศกาลดีๆ ของชาวตะวันตก…ที่ทั่วโลกต่างรู้จัก
14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันแห่งการวัดพลังอำนาจของความป็อป
ใครได้ดอกไม้เยอะสุด ได้ช็อกโกแลตเยอะสุด…คนนั้นดูยิ่งใหญ่ทันที
คลับคล้ายว่าผู้ชนะท่านนั้นคือ เทพเจ้าหรือเทพธิดาแห่งความรัก
ไม่เพียงแค่นั้น…ผู้ที่ได้ของขวัญหรือดอกไม้เยอะนั้น
อาจเป็นการแสดงถึง “ผู้มีคนรัก” ชอบพอมากอีกด้วย
ผู้ชนะเหล่านี้ มักได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากผู้อื่น
ส่วนผู้ที่ตกหล่นจากสรวงสวรรค์ของโลกแห่งรัก ก็มักน้อยเนื้อต่ำใจ
พอโตขึ้นมา คนเราย่อมพบเจอรูปแบบ “รัก” ที่เปลี่ยนไป
เรารักเขา…เขารักเรา…เรารักกัน…มักเป็นรูปแบบ “รัก” ที่วนเวียน
ยามเมื่อความรักแปรเปลี่ยน กลับกลายเป็นความรู้สึกขื่นขม
คล้ายดอกไม้ที่กลิ่นหอมหวานน่าลิ้มลอง
พอใช้ชีวิตอยู่ด้วยจริงๆ กลับกลายเป็นดอกไม้นั้นมีรสชาติ “ขม”
มิได้ “หวาน” เหมือนกลิ่นที่ได้ “ดอมดม”
บ่อยครั้งที่เรามักโทษความรักว่า มันผิด
ความรักทำให้เราพบเจอคนคนนั้น
คนที่ทำให้เราเจ็บในยาม “ร้างรา”
โทษตัวเองเพราะดีเกินไปในยาม “รัก” บ้าง
โทษ “คู่เคยรัก” ว่าแย่เกินไปที่เราเคย “คู่กัน” บ้าง
บ่น ด่าตัวเองว่า ต่อไปจะ “ไม่รัก” ใครอีกแล้ว
หากความรักมีตัวตน คงอยากจะบอกว่า ผมหรือฉันทำอะไรผิดไป

ในยามรักกันก็บอกว่า
ผม (ความรัก) เป็นสิ่งสวยงาม
ผม (ความรัก) ทำให้โลกของพวกคุณเป็นสีชมพู
ผม (ความรัก) ทำให้พวกคุณมีความสุข เป็นแรงใจให้กันและกัน
ผม (ความรัก) ทำให้พวกคุณรู้ซึ้งถึงการมีชีวิตอยู่มีคุณค่า
ผม (ความรัก) ผมผิดอะไรเมื่อยามที่คุณ ไม่รักกัน

บ่อยครั้งที่ผมได้ยินจากคนรู้จักนั่งบ่นถึงคนรัก…ในข้อเสียต่างๆ ที่อยากให้ปรับ
บ่อยครั้งที่ผมได้ยินจากคนรู้จักนั่งร้องเรียกหา…รักใหม่ที่ดีกว่าที่มีอยู่
บ่อยครั้งที่ผมได้ยินจากคนรู้จักนั่งสรรหา…รักอีกหนสำหรับคนที่ไร้รัก

ความรักมีคุณค่า…อย่างที่ตัวคุณเองจะมองเห็น
ความรักไม่เคยทำผิด…ตัวคุณต่างหากที่ใช้ความรักแบบผิดๆ
ใช้ความรักหลอกลวงความรู้สึกของผู้อื่น
ใช้ความรักหลอกลวงความรู้สึกของตนเอง
ใช้ความรักบังตาให้ห่างจากโลกความเป็นจริง

เทศกาลแห่งความรัก ขอให้ทุกท่านใช้ความรักอย่างมีสติ
ใช้ชีวิตในเทศกาลแห่งความรักกับคู่รัก
ดูแลความรักของคุณให้ยั่งยืน…ในคู่หนุ่มสาว
แต่อย่าลืมคนที่เขารักคุณ…ที่รอคุณอยู่ที่บ้าน
คนที่เขามอบความรักแบบไร้ข้อผูกมัดนับแต่คุณแรกเกิด
คนที่เราให้คำนิยามว่า “บุพการี”

ด้วยรัก
Credit

“เป้าหมาย”

pic
credit pic: surasaksasabhuri.blogspot.com

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่านทุกท่าน…
ปีใหม่แล้ว ผมคาดว่าทุกท่านคงมีเป้าหมายใหม่ๆ ในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
บ้างก็เริ่มตั้งเป้าที่ใหญ่ขึ้นจากเป้าหมายเดิม
บ้างก็เริ่มสานต่อจากเป้าหมายเดิมให้สำเร็จลุล่วง
บ้างตั้งเป้าหมายใหม่ที่จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
การตั้งเป้าหมายเป็นฟันเฟืองหนึ่งของชีวิตเพื่อการขับเคลื่อนความสำเร็จ
การตั้งเป้าหมายเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
ผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกหลายต่อหลายท่านล้วนเคยเอ่ยถึง

“The danger for most of us is not that our aim is too high and we miss it,
but that it is too low and we reach it.”
อันตรายส่วนใหญ่ของเรา ไม่ใช่ว่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไปและทำไม่ได้
แต่เป็นการตั้งเป้าหมายที่ต่ำเกินไปและเราทำได้
คำกล่าวของไมเคิล แองเจโล

“If you think you can, you can.
And if you think you can’t, you’re right.”
หากคุณคิดว่าคุณสามารถทำได้ คุณก็จะทำได้
และถ้าคุณคิดว่าคุณไม่สามารถทำได้ คุณก็คิดถูก
คำกล่าวของเฮนรี ฟอร์ด

แม้แต่พี่สมคิด ลวางกูร นักเขียนระดับประเทศ
ที่มีรากฐานจากความสำเร็จ จากความมุ่งมั่นพยายาม
และการตั้งเป้าหมายที่สูงลิบ…สะท้านสะเทือนแผ่นดิน
หากใครเคยได้อ่านประวัติของท่าน น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีว่า
ทุกวิธีการของพี่สมคิดแฝงด้วยความมุ่งมั่นเพียงใด
รวมถึงคุณบัณฑิต อึ้งรังษี คนไทยผู้เอาธงชาติไทยโบกสะบัดสู่นานาชาติ
คอนดักเตอร์ระดับโลกยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์ใจให้ต่างชาติต้องรับรู้
เริ่มใช้การตั้งเป้าหมายของชีวิตก่อนเริ่มใช้ชีวิตการทำงานเสียอีก
ณ ขณะนี้เชื่อว่า เป้าหมายที่ท่านเคยตั้งไว้ประสบผลสำเร็จไปทุกข้อแล้วกระมัง
ผมเชื่อว่า ณ ปัจจุบันนี้ ท่านก็คงตั้งเป้าที่ใหญ่ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

จิตใต้สำนึกของคนเราจะบันทึกข้อมูลของเป้าหมายที่เราจดจ้อง
ยิ่งคุณระบุเป้าหมายชีวิตหรือสิ่งที่ต้องการชัดเจนเพียงใด
จิตใต้สำนึกของคุณจะนำทางคุณไปสู่เป้าหมายนั้นอย่างชัดเจน
พลังความนึกคิดจะถูกผลักดันไปสู่พลังแห่งการสร้างความเป็นจริง
เสมือนการยิงจรวดขีปนาวุธ ที่จะสนใจแค่เรื่องการเล็งเป้าแล้วไปให้ถึงเป้าหมาย
แม้ขีปนาวุธนี้จะถูกทำลายด้วยปืนต่อต้านจรวด…เป้าหมายตกร่วงหล่น
แต่หากคุณยังคงไม่ย่อท้อ…ตั้งใจ…เล็งเป้า…ยิง…
สักวันหนึ่งคุณย่อมสามารถทำลายเป้าหมายได้แน่นอน
ห่วงก็แต่ว่าบางท่านจะหมดกำลังใจ
เนื่องด้วยเป้าหมายหลายอย่างยังไม่สำเร็จ
บ้างยังไม่ได้ลงมือทำด้วยเหตุผลนานัปการ
ไม่เป็นไรครับ…เริ่มใหม่…
หากเป้าหมายใดยังไม่ได้ทำก็เริ่มทำเลยในปีนี้
ไม่มีคำว่าสายเกินไปกับเรื่องดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ
คิดเอาไว้แค่ว่า…หากไม่เริ่มในวันนี้…เหตุการณ์ดีๆ จะไม่มีวันแสดงผลลัพธ์
เริ่มตั้งเป้าหมายดีๆ ในปีนี้…แล้วอย่าลืมลงมือทำตอนนี้
เพื่อสิ่งดีๆ จะเริ่มเห็นผลในเร็ววัน
อย่างน้อย… “ความรู้สึกภูมิใจ” ที่ได้ทำ
อาจทำให้คุณรู้สึกอิ่มเอมและภูมิใจในตัวเอง…แน่นอน

Credit

เพียงลมหายใจ…

great

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปงานฌาปนกิจศพ
ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยอบรมสั่งสอนผม
ในงานมีดอกไม้สวยงามมากมายกระจายกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่ว
แต่แฝงด้วยความรู้สึกโศกเศร้าและความน่าเสียดาย
กับการจากไปของบุคลากรระดับประเทศอย่างท่านอาจารย์
ญาติธรรมที่มาร่วมงานแต่ละท่านล้วนเป็นบุคลากรระดับสูง
ที่ปัจจุบันทำงานให้กับส่วนงานรัฐบาล
รวมถึงองค์กรเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ
อีกทั้งยังมีการได้รับพระราชทานเพลิงศพ
ช่างยิ่งใหญ่และแฝงด้วยข้อคิดทางสัจธรรม
วินาทีแรกที่ผมได้รับรู้ข่าวถึงการจากไปของท่านอาจารย์
ผมถึงกับตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหัน
ท่านอาจารย์เดินทางไปต่างประเทศกับครอบครัวแล้วเกิดอุบัติเหตุ
ผู้คนในงานล้วนกล่าวถึงท่านอาจารย์ผู้นี้ว่า…
ได้ทำคุณประโยชน์มากมายหลายประการให้กับทางมหาวิทยาลัย
เช่น ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่ได้ร่วมร่ำเรียนวิชากับท่าน
ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังแผ่ขยายแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมงานทุกคนที่อยู่รอบตัว
คุณูปการมากมายเมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตได้สื่อผ่าน “ข้อความไว้อาลัย” ที่กล่าวในงาน
ความรู้สึกของคราบน้ำตาอาจมิใช่เกิดจากความ “เสียใจ”
แต่อาจเกิดจากความเสียดายที่ “สูญเสีย”
อาจเป็นความ “เสียดาย” ที่ได้ “สูญเสีย” คนดีๆ ไปอย่างรวดเร็วไม่ทันได้ตั้งตัว
มีคนเคยบอกผมว่า

หลายคนละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตไป…
วิ่งหาสิ่งที่คิดว่าสำคัญ…ไฉนเลยไม่เห็นสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ที่สุด…
ที่เรียกว่า ลมหายใจ

ข้อความนี้เป็นประโยคความคิดที่อาจต้องตีความ
เพราะชีวิตล้วนต้องตีความและหาเป้าหมายถึงความสำคัญของการมีชีวิต
เมื่อขณะที่คุณกำลังมีชีวิต…ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้
หลายสิ่ง…หลายอย่าง…คุณอาจไม่เห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว
คุณอาจไม่สังเกตเห็นว่า มีผู้คนมากมายรอคอยความช่วยเหลือจากคุณอยู่
คุณอาจไม่สังเกตเห็นว่า มีคนที่รักคุณรอคอยคุณ…อยู่ที่บ้าน
ทั้งๆ ที่ตัวคุณเองนั่นแหละ…
ที่พยายามออกไปตามหาคนที่เขาไม่ได้รักคุณ…ที่อยู่นอกบ้าน
คุณอาจกำลังตั้งใจทุ่มเทหาเงินทอง สิ่งของเครื่องใช้มากมายมาประดับประดาชีวิต
บ้างให้ตัวเอง…บ้างก็ให้คนที่คุณรักด้วย
หวังว่าเขาจะรู้สึกยินดีกับสิ่งเหล่านั้นที่คุณได้มอบให้…
แต่คุณเคยถามเขาบ้างไหมว่า เขาต้องการสิ่งของเหล่านั้น…
หรือต้องการเพียงแค่ลมหายใจของคุณที่ได้อยู่ใกล้กันกับพวกเขา…คนที่เขารักคุณ
คนเราเกิดมาเพื่อทำประโยชน์หรือช่วยเหลือผู้คนรอบตัว
มากกว่าแค่คิดจะช่วยเหลือแค่ตัวเอง
และผู้คนจะจดจำคุณแบบไหน
ขึ้นอยู่กับว่า ตอนที่คุณมีชีวิตอยู่ คุณได้ทำสิ่งใดต่อผู้คนอื่นรอบตัวบ้าง
หากขณะที่คุณยังหายใจ…ยังมีชีวิตอยู่
คุณล้วนแต่ทำสิ่งที่เลวร้ายกับผู้คนรอบข้าง…กับสังคม
เมื่อคุณจากไป…ผู้คนย่อมพูดแต่สิ่งที่คุณทำเรื่องไม่ดี…ตราบเท่าที่เขาจะจำกันได้
หากคุณทำเรื่องที่เป็นประโยชน์…มอบความช่วยเหลือแก่ผู้คนเมื่อคุณยังมีชีวิต
ผู้คนย่อมพูดถึงคุณแต่เรื่องราวดีงามของคุณและเรื่องราวดีๆ ที่คุณเคยทำ
วันนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อวันที่คุณจากโลกนี้ไป
ผู้คนจะพูดถึงคุณเช่นไร ขึ้นอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน

เพียงลมหายใจ…

Credit

ความรักกับพรหมวิหาร 4

clip_image002_0000ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและจรรโลงหัวใจให้พองโต
เปรียบเสมือนลูกโป่งสีชมพูมีลมอัดแน่น
เป่าลมอณูรักที่หอมหวานจากคนสองคน…
รักคือสิ่งประเสริฐ…รักมีความล้ำเลิศด้วยตนเอง
รักคือสิ่งสวยงาม…รักสร้างความหวังให้ผู้อื่น
รักคือตัวตน…ที่จะสร้างสรรค์อนาคตให้กับผู้สิ้นหวัง
ความรัก บางทีเกิดขึ้นในขณะที่เราไม่รู้ตัว…
และอาจจากเราไปแบบไม่ทันบอกลาด้วยซ้ำ
หากเปรียบความรัก คงเป็นพลังด้านบวก
สร้างพลังที่ทำให้เรารู้สึกสว่างสดใส อิ่มเอมด้วยสีชมพู
ที่ผู้คนมากมายเปรียบความรักเป็นสีชมพู
ในความเห็นของผมคิดว่า
สีชมพูให้ความรู้สึกถึงความหอมหวาน ทำให้หลายคนอยากลิ้มลอง
บางครั้ง “ความรัก” มิได้หอมหวานอย่างที่หลายคนคิด
บ้างเจอความช้ำ…บางผิดหวังจากคนที่คุณรักและโทษว่า ผิดที่รัก
ซึ่งความรักเองมิได้เคยทำร้ายผู้คนอย่างที่หลายคนได้กล่าวโทษกัน
ตัวเราเองต่างหากที่ทำร้ายความรู้สึกของตัวเราเองรวมถึงคนรอบข้าง
พรหมวิหาร 4 คือทางออกของปัญหาในมุมมองของผม
ที่นำพาไปสู่ปัญญาในการยืนหยัดรักษาความรักให้ดีงาม ยั่งยืน และมีความสุข
เมตตา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุข
กรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา คือ ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
อุเบกขา คือ การวางเฉย
หากคุณเข้าใจความรักและเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง
คุณจะมีความสุขและไม่ต้องโทษความรักอีกต่อไป
คุณจะเข้าใจว่า ความรักไม่ใช่มีเพียง คู่หนุ่มสาว แต่ยังมี คู่ผู้เฒ่าผู้แก่
ความรักของครอบครัว ความรักแบบพี่น้อง ความรักแบบเพื่อนฝูง
ความรักแบบมนุษย์กับสรรพสัตว์ ความรักแบบการเคารพซึ่งกันและกัน
คนเราอาจมีความรักที่สวยงามได้…
เกิดจากความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นได้รับความสุข
แล้วจึงเกิดการกระทำเพื่อให้คนผู้นั้นได้รับความสุข
พ้นจากความทุกข์ที่คนคนหนึ่งประสบพบเจออยู่
บ้างเป็นสภาวะทางร่างกายที่ทนทุกข์เพราะความเจ็บป่วย
บ้างเป็นสภาวะทางจิตใจที่ย่ำแย่จากชีวิต
หลายกรณี จากความหวังดีแปรเปลี่ยนเป็นความหวังร้าย
ดังเช่นกรณีตัวอย่างของครอบครัวหนึ่ง ที่พยายามสั่งสอนลูกด้วยจิตที่หวังดี
คาดหวังให้ลูกเป็นคนดีต่อสังคมและดูแลตัวเองได้
จึงใช้การสอนสั่งด้วยการดุว่าหรือทุบตี
เนื่องจากผิดหวังจากการสอนสั่งในบางครา
ด้วยการแสดงออกประเภทนี้เอง
เมื่อขาดอุเบกขาคือความเป็นกลาง และความเข้าใจว่า “มันเป็นเช่นนั้นแล”
ทำให้หัวจิตหัวใจมิอาจดึงดันต่อสภาวะความโกรธเกรี้ยวได้
ผลลัพธ์จึงออกมากลับกัน จากดีกลายเป็นร้าย
สำหรับคู่รักบางคู่ ที่มุ่งหวังอยากครอบครองมากเกินไปจนเกินความพอดี
อาจสร้างความหมางเมินกันและขาดความเข้าใจอะไรบางอย่าง
ดังนั้น ความรักหากขาดพรหมวิหาร 4 ก็ยากจะยืนยงคงอยู่ไปได้นานเช่นนั้นแล

Credit

 

เพียงแสงไฟเล็กน้อย อาจช่องส่องนำทางผู้คน

Great_2014-10-15

ค่ำคืนหนึ่งระหว่างที่ผมกำลังเดินอยู่บนชายหาด…
ท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงดาวที่กำลังส่องประกาย…
คล้ายกำลังส่องแสงเต้นระบำไฟกะพริบสวยงามบนท้องฟ้า
เสียงท้องฟ้าดังกึกก้อง…ปัง…ปัง…กลบเสียงความเงียบในค่ำคืนนั้น
ผมเหลียวมองแหล่งที่มาของเสียงประหลาดที่ชวนให้จุดประกายความอยากรู้…
ท้องฟ้าส่องแสงวาบ…แทรกกลางระหว่างความมืดบนท้องฟ้า
พลุสวยงามบนท้องฟ้า…เสียงจุดระเบิดพลุดังขึ้นอีก…ปัง…ปัง
หลังจากนั้นประกายแสง “พลุ” อันสวยงามปรากฏขึ้นบนผืนฟ้าอีกครั้ง
ช่างสวยงามและยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับระเบิด “พลุ”
ดอกไม้ไฟที่มนุษย์ทุ่มเทใช้ความสามารถสร้างสรรค์ขึ้น
ผมยืนแหงนหน้ามองขึ้นฟ้า ใช้เวลากว่าสิบนาทีเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศความสวยงาม
เมื่อสิ้นแสงและเสียงจากดอกไม้ไฟ…ผมหันหน้าเดินต่อมุ่งกลับไปยังโรงแรมที่พัก
เหลือบมองเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งนั่งตั้งกลุ่มอ่านหนังสือในที่มืด
จากที่เห็น มีเพียงหลอดไฟเล็กๆ หลอดหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ
เด็กกลุ่มนี้ดูมีความสุขจากแสงไฟเล็กๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้คนรอบๆ
ที่ชื่นชมแสงไฟที่ส่องประกายไสวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยพลุดอกไม้ไฟ
เด็กน้อยรวมตัวกัน กระตือรือร้นค้นคว้าความรู้จากหนังสือผ่านแสงไฟส่อง
แสงสว่างจากหลอดไฟ สร้างโอกาส มอบความรู้มากมายให้กับเด็กน้อย
แตกต่างจากพลุดอกไม้ไฟสวยงามที่สร้างเพียงความตื่นเต้นชั่วคราวให้กับผู้คน
ในอดีต บางคนมักไขว่คว้าหาชื่อเสียง…เงินทอง
อยากให้คนยอมรับและเป็นที่รู้จัก
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปด้วยการเดินทางของชีวิต และด้วยการพิจารณาของวาระจิต
ทำให้เราพอรู้ว่า…

การเป็นเพียงแสงน้อยๆ จากหลอดไฟดวงเล็กๆ
หวังเพียงส่องแสงเล็กน้อยคอยนำทางให้ผู้คนที่หลงทาง
อาจยังคอยช่วยเหลือผู้คนได้มากกว่าระเบิดส่องแสงสว่างวาบเดียว…
ดั่งเช่นพลุสีสันสวยงาม แต่แล้วพลันต้องจางหายกลายเป็นควันจางๆ
ทิ้งร่องรอยแสงเรืองรองและสิ้นเสียงก้องกังวานไว้บนท้องฟ้า
ความหวือหวาวาบหวามอาจเป็นสิ่งที่หอมหวานชวนลิ้มลองสำหรับผู้คนที่ใฝ่ฝัน
แต่ความจริงของชีวิตจะปรากฏ…
เมื่อสิ้นสุดสิ่งที่คอยล่อหลอกชีวิตคนเราด้วยแสงไฟ
และความสนุกเพลิดเพลินเพียงชั่วคราว…
หน้าที่ของเราอาจเพียง “เฝ้ามอง” การล่อหลอกจากสิ่งรอบกาย
เพื่อคลายกำหนัดจากความสุขเพียงชั่วคราว
พร้อมมีสติคอยคิดพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต
อาจได้คำตอบของชีวิตว่า…
ชีวิตอาจสุข…ทุกข์เพียงชั่วคราว…มิอาจครอบครองได้ยาวนาน
และด้วยบางที ชื่อเสียงที่โด่งดัง…เงินทองที่มากมาย…
อาจมลายจางหายไปชั่วเศษนาที

ไว้อาลัยอาจารย์ถวัลย์

2

“พ่อไม่ต้องกังวล เพราะพ่อจะไม่ไปไหน พ่อจากไปแต่เพียงร่างกาย
แต่ผลงานศิลปะที่มาจากหัวใจ จิตวิญญาณ และลมหายใจที่พ่อสร้างทิ้งไว้
จะเป็นอมตะตลอดกาล พ่อคือผู้สร้าง และลูกคือผู้รักษา
หลับให้สบายนะพ่อ เลือดของพ่อยังไหลเวียนในกายลูกเสมอ
และเราจะพบกัน…รักพ่อสุดหัวใจ
กราบเท้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย”
3/9/14
ดอยธิเบศร์ ดัชนี

วลีเอื้อนเอ่ยกินใจ…อย่างหาใดเทียบ…
วาจาของผู้สืบทอดผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก
ถ้อยคำอาลัยนี้เอ่ยออกมาจากท่าน “ดอยธิเบศร์ ดัชนี”
ผู้เป็นลูกของอาจารย์ “ถวัลย์ ดัชนี”
ศิลปินแห่งชาติ และเป็นผู้มีฝีมืออันดับต้นๆ ของโลก
อาจารย์สามารถใช้ประสิทธิภาพของสมองทั้งสองด้านได้อย่างดีเยี่ยม
ท่านไม่เพียงแต่เป็นปรมาจารย์ด้านศิลปะเท่านั้น
ด้านตรรกะและด้านการบริหารยังหาใครในโลกเทียบได้ยากยิ่งนัก
ในฉบับนี้ ผมคงมิบังอาจเขียนข้อความฟุ้งเฟ้ออะไรมาก
เพราะด้วยปัญญาและความสามารถของผมเพียงเท่านี้
หากใส่คำแต่งเติมจากแนวคิดอันอ่อนด้อย
เกรงว่าจะไม่สามารถเอ่ยบรรยายความยิ่งใหญ่ของอาจารย์ได้ครบบริบูรณ์
หากเทียบกับปัญญาความสามารถของผม…
ผมคงเป็นได้แค่แมสเซนเจอร์ (Messenger)
ที่มีหน้าที่ส่งข่าวสารข้อมูลให้กับท่านผู้อ่านเท่านั้น
คุณผู้อ่านลองอ่านถ้อยคำที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวในอดีตไว้ละกันครับว่าลึกซึ้งเพียงใด

“ผมต้องการความรู้สึก ผมไม่ต้องการความเข้าใจ
ถ้าความเข้าใจเป็นเรื่องของทฤษฎี…เป็นอีกซีกสมองด้านหนึ่ง
ผมเป็นสุนทรียารมณ์ของมนุษยชาติ ผมเป็นลมหายใจของมนุษยชาติ
ผมเป็นจิตวิญญาณของมนุษยชาติ
เพราะฉะนั้นผมต้องการความเข้าใจแต่น้อย แต่ผมต้องการความรู้สึก”
อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

“อย่าเพิ่งคลั่งชาติ อย่าเพิ่งหลงชาติ
ว่าความเป็นเอกลักษณ์ ความเป็นปัจเจกของศิลปะไทยนั้นเป็นยังไง
ศิลปะไทยเนี่ยเพิ่งแย้มกลีบบาน เพิ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะเอาไว้
อย่าพึงไปติดยึดกับรูปแบบหรือเนื้อหา
ให้เข้าใจปรัชญาและเนื้อแท้ของจิตวิญญาณนั้นก่อนว่าอะไรคือความเป็นไทย
เพราะถ้าเราคลั่งชาติ เราหลงชาติ เราบ้าชาติ เราก็จะหาตัวเองไม่พบ”
อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

“ผมก็ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ผมหายใจอยู่ หายใจเนี่ยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ลมหายใจเป็นสิ่งที่แผ่วเบา แต่เป็นอย่างเดียวที่ทำให้คุณรู้ได้ ตระหนักได้ว่า
คุณเป็นมนุษย์อยู่ (คุณจะเป็นอะไร อันนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ)
ลมหายใจต่างหากที่เป็นของที่บางเบา ทำให้เรารู้ว่าเรามีชีวิตอยู่
แล้วเมื่อเรามีชีวิตอยู่นั้นแหละ เราก็จะมีจิตสำนึกว่า
เราควรจะทำอะไรเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตหรือการดำรงชีวิต
ก็แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ พอแล้วเท่านี้พอแล้วหายใจอยู่”
อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

“ตอนผมเล็กๆ นะ ผมจะไม่กลับเมืองไทย…แต่ไปเจออาจารย์คึกฤทธิ์
ท่านถามว่า “คุณจะกลับบ้านไหม” ผมตอบว่ายังไม่กลับ จะอยู่ที่นี่เลย
อาจารย์คึกฤทธิ์ท่านบอกว่า “หมาดีมันไม่ไปไกลเจ้าของหรอก”
แล้วผมก็นึกแย้งในใจ หนึ่ง ผมไม่ใช่หมา สอง ผมไม่มีเจ้าของ
แต่พอผมโตขึ้นมาแล้วถึงรู้ว่าเจ้าของของผมนั้นคือประเทศไทย
และผมเป็นหมาที่ดี และผมกลับบ้าน เพราะรู้ว่าความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
คือวัฒนธรรมของผม คือศาสนาของผม คือประเทศชาติของผม
คือในหลวงของผม คือแผ่นดินของผม”
อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

ลึกซึ้งอย่างหาใดเปรียบได้กับถ้อยคำของบุคลากรระดับโลก
ขอร่วมไว้อาลัยให้กับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี สู่มรรคผลนิพพาน

Credit

อันคนดีไม่กลัวอุปสรรคฉันใด เพชรแท้ย่อมไม่กลัวการเจียระไนฉันนั้น

By unnamed

มีอีเมลจากผู้อ่านท่านหนึ่ง ส่งคำถามมาถามผมว่า

สวัสดีค่ะ คุณเกรท ติดตามอ่านงานเขียนคุณเกรทมานาน
อ่านตั้งแต่เขียนเรื่องอินเดีย ดิฉันทำงานเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง
เป็นพนักงานธรรมดาตัวเล็กๆ เห็นคุณเกรทเป็นพวกมุมมองคิดบวก
จึงอยากปรึกษาว่า ตอนนี้ดิฉันรู้สึกเบื่อมากกับเพื่อนๆ ที่ทำงานที่คอยนินทาคนอื่น
แม้แต่ตัวดิฉันเองก็ยังโดนพาดพิงนินทา ว่าร้ายเสียๆ หายๆ ต่างๆ นานา
จนตัวดิฉันเองรู้สึกว่า ตนเองจิตตก รู้สึกไม่อยากไปทำงานอีก
ช่วงนี้แค่เรื่องงานก็แย่แล้ว ยังมีปัญหาทางบ้านที่ต้องคอยหาค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลคนอื่นๆ อีก
กำลังใจในการทำงานและมุมมองดีๆ เกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ
อยากจะลาออก แต่ไม่รู้จะไปทำงานที่ไหนดี จบไม่สูง แก่แล้ว
สมัครงานไป เขาก็บอกว่าอายุมากเกินไป สมัยนี้จะสมัครงานต้องใช้คอมพิวเตอร์ให้ได้
ทำยังไงดีคะ เบื่อมาก เบื่อพวกชอบนินทา ช่วยตอบหน่อยค่ะ ขอบพระคุณมาก

ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณเช่นกันครับ
สำหรับคำชมและที่ติดตามผลงานเล็กๆ น้อยๆ ของผม
อีเมลส่งมาแค่นี้ ไม่ระบุชื่อเสียงเรียงนามใดๆ มีแค่ที่อยู่จากอีเมลที่ส่งมาถึงผม
ดังนี้ ขออนุญาตเรียกเป็นสรรพนามที่ผมขอตั้งเองเพื่อจะได้คุยกันง่ายขึ้นนะครับ
ขอเรียกว่า “คุณนิน” ละกันครับ

ผมขอยกตัวอย่างเป็นเรื่องสิ่งมีชีวิตรอบตัวนะครับ จะได้เห็นกันง่ายๆ

“คุณนิน” เคยเห็นต้นไผ่ไหมครับ…ใช่ครับ!!
ต้นไผ่ที่หมีแพนด้าเอามากินนี่แหล่ะครับ
บางทีร้านอาหารญี่ปุ่นตามสถานที่ต่างๆ ก็นำมาตกแต่งสถานที่ในร้าน
บ้างก็นำมาทำแก้วหรือภาชนะใส่ของเพื่อสร้างให้เกิดบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นมากขึ้น
ความยอดเยี่ยมของต้นไผ่ ไม่ใช่แค่เป็นอาหารหมีแพนด้า หรือเอามาตกแต่งได้เท่านั้น
ผมเคยสังเกตเห็นในช่วงมรสุมของประเทศญี่ปุ่น ที่นั่นจะลมแรงมาก
ขนาดต้นไม้ใหญ่บางต้น ถึงกับเอนเอียงไปตามทิศทางลมเลยทีเดียว
บางต้นหยั่งรากลึกต้านลมไม่ไหวถึงกับเอนตามทางลมจนหักล้มกันไปมากมาย
แต่เจ้าต้นไผ่เป็นไงครับ…เอียงตามลม ไม่ต้านสักนิด ลมแรงมาทางไหน ต้นไผ่เอียงไปทางนั้น
ต้นไผ่ต้นเล็กๆ กลับตั้งตระหง่าน (แบบเอียงไปเอียงมา โยกหน้าโยกหลัง)
แต่ก็สามารถตั้งอยู่ได้แม้แรงลมกระโชกรุนแรง

หลังจากช่วงมรสุมผ่านไป เราจะเห็นต้นไม้ใหญ่น้อยมากมายล้มกันระเนระนาด
ต้นไม้ใหญ่บางต้นมีขนาดความกว้างของเส้นรอบวงมากกว่าสองคนเอามือโอบซะอีก
ผมจึงสงสัยว่า “ลำต้นใหญ่ขนาดนี้ทำไมจึงทนแรงลมไม่ได้”
แตกต่างกับบางต้นที่ “ลำต้น” เล็กว่ากันเยอะมาก กลับตั้งตระหง่านชูตัวต้านแรงลมได้
ความแตกต่างอยู่ที่ “ราก” ครับ ต้นไม้แม้มีลำต้นใหญ่เล็ก…ไม่สำคัญ
แต่การที่ต้นไม้จะยืนหยัดต่อสู้กับมรสุมได้นั้น…รากที่ยึดเหนี่ยว
เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าความแข็งแกร่งที่เห็นจากภายนอก
ดังนั้น การตัดสินจากภายนอกหรือสิ่งที่เห็นนั้น ไม่ได้บอกว่า “ใคร” จะผ่านมรสุมชีวิตไปได้

กลับมาที่ต้นไผ่ “คุณนิน” สงสัยไหมครับ ทำไมผมจึงยกตัวอย่าง
สิ่งที่ “โอนอ่อน” กับสิ่งที่ “มั่นคง” มาอธิบายเรื่องการต้านมรสุมชีวิต
ในมุมมองของผม มนุษย์ ไม่ได้มีหนทางแก้ไขแค่วิธีการเดียว
ดังนั้น การยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ตัวอย่างที่ตรงข้ามกัน
“ต้นไผ่” แม้โอนอ่อนตามกระแส…แต่ไม่เคยแปรเปลี่ยนแนวทางชีวิต
ยังคอยคิดหาทางหวนกลับสู่เส้นทางเดิมของชีวิตทุกครั้ง
เมื่อสิ้นมรสุมลมแรง ต้นไผ่จะเอนตัวกลับมายังทิศทางเดิมที่ตนเองหยั่งรากลึกเอาไว้
เหมือนเช่นคนเรา แม้มีอุปสรรคแค่ไหน
จะไม่ต่อต้านโอนอ่อนเอนเอียงรับความเจ็บช้ำนั้นไว้อย่างมีสติ…
อาจจะร้องไห้เสียใจบ้าง…แต่ก็ไม่ให้ตัวเองเสียสูญจากจุดที่ตนเองอยู่คือ “ความเป็นคน”

“ต้นไม้ใหญ่” แม้ต้านกระแสมรสุม แต่ตัวมันเองก็ต้องการความมั่นคงของความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นต่อสิ่งที่ตนเองรู้สึก และเชื่อถึงความถูกต้องของเส้นทางที่ตนยืนหยัด
เมื่อสิ้นมรสุมลมแรง ต้นไม้ใหญ่จึงยืนหยัดอยู่ได้ อาศัยรากลึกที่แข็งแรง
เหมือนเช่นแม้เจออุปสรรค เราก็จะยืนหยัดต่อสู้
ตั้งตระหง่านบนความถูกต้องตราบสิ้นมรสุมชีวิต
สร้างรากลึกเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตตน และคอยแบ่งปันความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดินที่ตนเองอาศัย

ตัวอย่างสุดท้าย ผมขอยกตัวอย่างสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะชอบคือ เพชร
“อันคนดีไม่กลัวอุปสรรคฉันใด
เพชรแท้ย่อมไม่กลัวการเจียระไนฉันนั้น”

เลือกเอาครับว่า “คุณนิน” อยากเป็นอะไร
ผมเป็นกำลังใจให้ครับ

Credit

คุณเห็นอะไรในปัญหา

ทุกครั้งที่มีคนตั้งคำถาม…สิ่งแรกที่ผู้ตั้งคำถามต้องการคือ…คำตอบ
คำตอบใดกันที่จะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง…
ส่วนใหญ่ผู้ถามมักจะรู้คำตอบในใจอยู่แล้ว เหลือเพียงแต่รอลุ้นให้คนตอบถูก
เริ่มตั้งแต่ปัญหาอะไรเอ่ยระดับเด็กน้อย เช่น…
สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง คำตอบคือ…เต่า
และปัญหาเดียวกัน คือ สี่ตีนเดินมาหลังคามุงกระเบื้อง
คำตอบคือ…คนสองคนแบกกระเบื้อง
ข้ามไปถึงปัญหาโลกแตก เช่น ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน
(คำถามนี้…ให้ผมแก่ก็คงยังทายไม่ถูกอยู่ดี)
เสน่ห์ของปัญหาเชาวน์ประเภทนี้คือการได้ร่วมสนุกกับเพื่อน
หรืออาจเกิดความหมั่นไส้ขึ้นมาเวลาที่เพื่อนเราช่างสรรหาคำถามกวนๆ แล้วหลอกด่า
(เช่น ใบหน้าของใครที่คล้ายตัวคุณมากที่สุด)
*หมายเหตุ คำถามนี้ผมตั้งขึ้นมาให้เป็นตัวอย่าง และไม่ขอเฉลยคำตอบนะครับ (^_^)

ในช่วงวัยเด็ก คนเราพบเจอกับปัญหามาอยู่แล้วตั้งแต่
“แม่ไม่ให้ตังค์ค่าขนม” “พ่อไม่ให้เล่นเกม” “ต้องโดนบังคับทำการบ้าน”
หรือลอกการบ้านเพื่อน เพราะตนเองไม่ได้ทำมา
ความยากของการแก้ปัญหา คือเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้น หรือความรับผิดชอบที่มากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น ตอนเด็กๆ แม่ต้องให้ตังค์ค่าขนมเรา เป็นปัญหาของเราเมื่อแม่ไม่ให้
พอตอนโต เราต้องให้ตังค์ค่าขนมแม่ เป็นปัญหาของเราเมื่อเราหาตังค์ให้แม่ไม่ได้
(ที่ผมใช้คำว่าตังค์ อาจผิดหลักไวยากรณ์ไปบ้าง
แต่ผมต้องการให้เรื่องที่ผมเขียนกลายเป็นภาษาพูด คงไม่ว่ากันนะครับ
และผมมองว่า การเขียน บางทีเป็นช่องทางโอกาสทำให้เราได้พูดกันผ่านตัวหนังสือ)

พ่อไม่ให้ลูกเล่นเกม เป็นปัญหาของเราเมื่อเราอยากออกนอกบ้านไปเล่นเกมกับเพื่อน
แต่เมื่อเราโตขึ้น จะเริ่มเป็นปัญหาของเราเมื่อลูกเราชอบหนีออกไปเล่นเกม
ลอกการบ้านเพื่อนตอนเด็กๆ อาจมีการอนุโลมกันได้บ้าง
แต่ในระดับที่สูงขึ้นย่อมเป็นกฎข้อบังคับอย่างชัดเจน
ความผิดจะรุนแรงเหมือนการก่ออาชญากรรมทีเดียว
(การลอกการบ้าน คือรากฐานของการคอร์รัปชันเช่นเดียวกัน)

ปัญหา คือสิ่งที่เป็นโจทย์คำถามเพื่อหาหนทางแก้ไข
เวลาคนเราประสบกับปัญหา สิ่งแรกที่ควรถามตัวเราเองคือ หนทางแก้ไข
และผมเชื่อว่า ทุกๆ ท่านก็คิดแบบเดียวกัน…แต่ความยากของการแก้ไขปัญหาคือ
มองไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไข

โอกาส คือสิ่งที่จะเป็นหนทางสู่แสงสว่างของปัญหาต่างๆ ทั้งหมด…
บางครั้งโอกาสมักลอยมาให้เห็นชนิดว่าเพียงแค่ “ลงมือ” หรือ “ตัดสินใจ”
คุณจะประสบความสำเร็จทันที แต่เรามองเห็น “โอกาส” เป็นปัญหาซะได้
What, When, How : อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร
เวลาผมเจอปัญหา ผมรู้สึกว่านี่จะเป็นเวลาที่ทำให้เห็น “ความจริง”
ความจริงที่ว่า ถึงเวลาที่เราต้องหวนกลับไปคิดสิ่งที่เกิดขึ้น
ว่าเรื่องราวอะไรผิดพลาดที่ตรงไหนและจะแก้ไขอย่างไร

ข้อนี้สำคัญนะครับ หากสังเกต ผมใช้คำว่าเรื่องราว ไม่ใช้คำว่าใครผิด
โดยเราจะเน้นที่ผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหาเลย คือไม่มอง Who : ใคร?
ในขั้นตอนแรกยังไม่จำเป็นครับ
เพราะหากเรามัวมองว่าใครกันนะเป็นคนที่ทำให้เรื่องราวนี้ผิดพลาด
คุณจะไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้เห็นอย่างชัดเจน
เพราะโดยทั่วไปแล้วการโทษคนอื่นหรือการโทษตัวเอง
ผลเสียสำหรับผมก็แย่พอๆ กันนะครับ

เมื่อปัญหาเริ่มจางไปจากความขมุกขมัวของเหตุแห่งความฟุ้งซ่านจะเริ่มลดลง
ผมเปรียบเหมือนกับน้ำเน่าในแอ่งค่อยๆ ลดระดับลงไปสู่ใจกลางสายธารความทุกข์ที่อยู่ในใจ
เศษซากความจริงที่เหลืออยู่บนชายหาดจะทำให้เราเห็นว่าความจริงเป็นเช่นไร
เราจะเห็นว่า ใครกันที่อยู่ข้างคุณ
คุณจะเห็น WHO เอง

Credit

2+4 = Happiness

Great_066

ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งและคลางใจกันมักเกิดจากหลายสาเหตุ..
สาเหตุหนึ่งที่ผมยกตัวอย่างในคอลัมภ์นี้คือ “ตัวอักษร”
ตัวอักษรอยู่ร่วมกับเรามาช้านานเกินกว่าใครจะจำความได้
ตั้งแต่ผมเกิดมาผมก็เริ่มถูกใช้ให้ศึกษาค้นหาความหมายของตัวอักษร…ตั้งแต่เด็ก
พ่อ…แม่…ป่าป๊า…ม่าม๊า…เป็นคำแรกๆ ที่ผมน่าจะถูกสอนตั้งแต่แบเบาะ
(เด็กรุ่นหลังยุค Global Network อาจถูกสอนคำว่า ไอโฟน ก็เป็นได้)
ตัวอักษรถูกคิดค้นมาช้านานตามสืบค้นข้อมูล
และผมขอยืนยันว่าไม่ว่ารุ่นไหนที่ผมรู้จักอยู่บนโลกสีฟ้าครามใบนี้…
ทุกคนล้วนเกิดมาหลังตัวอักษรกำเนิดขึ้นทั้งนั้น
ตัวอักษรถูกใช้มาเนิ่นนานกว่าตามประวัติศาสตร์ 1,400 กว่าปีก่อนพุทธศักราช
เริ่มพบตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ
เป้าหมายการประดิษฐตัวอักษรนั้นอาจเกิดจากบุคคลที่คิดค้น….
ต้องการสื่อสารข้อมูลบางอย่างให้กับคนรุ่นหลังหรือต้องการถ่ายทอดข้อมูล
เพื่อให้กลุ่มคนหลายคนสามารถเข้าใจข้อมูลได้ตรงกันไม่สับสน

เราจึงมีต้นแบบพัฒนาการมาเรื่อยๆ จนในปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า…ยุคข้อมูลทับถม..
สาเหตุที่ผมเรียกแบบนี้เพราะเห็นว่า สมัยปัจจุบัน มีการถ่ายทอดข้อมูลเยอะมากเหลือเกิน
จริงบ้าง…เท็จบ้างแตกต่างกันไป..แต่หากเราไม่รู้จักแยกแยะพิจารณาถึง “ข้อมูล”
อาจทำให้เราเกิดอคติหรือนิยมชมชอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินความเป็นจริง

1 ตัวอักษร ที่มีความหมายแต่หากใช้มากเกินไป
อาจมีปัญหาความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายได้
คือคำว่า “I และ U” ลองหันมาใช้ 2 ตัวอักษร คำว่า “We” แล้ว “เรา”
อาจหันมามองมุมเดียวกันบ้าง การสื่อสารต่างๆ….ข้อขัดแย้งอาจลดลง…
หันมามองต่างมุมต่างที่แต่ละมุมมอง
ใช้3ตัวอักษร ลด “EGO” ตัวตน แล้วมุ่งผลประโยชน์ที่ 4ตัวอักษร “Goal(เป้าหมาย)”
โดยหาทิศทางร่วมกันเพื่อ We จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
บางที 2 ตัวอักษร รวมกับ 4 ตัวอักษร อาจหมายถึงความสุข 2+4 = Happiness

ขอให้ We มี Goal เดียวกันเพื่อให้ประเทศชาติสงบสุขและเจริญก้าวหน้าต่อไป