อัจฉริยะสร้างสุข

“อัจฉริยะสร้างสุข” คือหนึ่งในหนังสือหลายร้อยเล่มที่แป๋งมักจะหยิบขึ้นมาอ่านอีกรอบ
เพราะด้วยเนื้อหาแล้วเป็นอะไรที่ยังน่าสนใจอยู่เสมอ
และคิดว่าน่าจะเข้ากับสถานการณ์ขณะนี้ในบ้านเราเป็นอย่างดี
เป็นช่วงที่เราทุกคนต้องการความสงบสุข

นักเขียนที่เล่าเรื่องความสุขได้ดีมากๆท่านหนึ่ง ที่ทำให้เราอ่านไปยิ้มไปตลอดทั้งเล่มนี้คือ
พี่หนูดี วนิษา เรซ  นักเขียนที่พวกเราชื่นชอบและติดตามผลงานมาตลอด
พวกเราเคยต้อนรับพี่หนูดีใน Meeting # 24 (9-6-12) ที่ผ่านมาค่ะ
จำได้ว่าครั้งนั้นเป็น meeting ครั้งแรกที่มีคนโทรเข้ามาจองที่เยอะมากๆ
ส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆนักเรียน นักศึกษามากกว่าคนทำงานเห็นแล้วก็รู้สึกชื่นใจค่ะ
อย่างน้อยก็ทำให้เราได้รู้ว่ามีเด็กๆกลุ่มหนึ่งที่รักการอ่านรักการพัฒนาตัวเองเหมือนพวกเรา

for-magazine

พี่หนูดีเริ่มต้นเรื่องด้วยการพาเราไปเยี่ยมชมห้องเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ความสุข (
The Science of Happiness) เป็นวิชาที่มีคนลงทะเบียนกว่า 1000 คน
สอนที่หอคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัย มีอาจารย์ผู้ช่วยสอน 22 คน
เป็นคลาสเรียนที่ใหญ่มากๆ อาจารย์ที่สอนชื่อ ดร.ทาล เบน ชาฮาร์  (Dr. Tal Ben Shahar)
เป็นผู้บุกเบิกการสอนจิตวิทยาเชิงบวกคนแรกๆของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

20131103_084619

ในเนื้อหามีพูดถึงงานวิจัยหลายชิ้นที่ไปทำการสำรวจชีวิตของคนที่มีความสุขมากกว่าคนอื่นๆ
เขาพบว่าคนที่มีความสุขก็มีชีวิตปรกติเหมือนคนทั่วๆไป
มีเรื่องให้กลุ้มใจ สอบตก อกหัก เงินเดือนไม่ขึ้น พ่อ แม่เสียชีวิต อย่าร้าง เหมือนคนทั่วๆไป
แต่อะไรกันที่ทำให้พวกเขามีความสุขกว่า พบว่ามี 2 ปัจจัยที่ทำให้พวกเขามีความพิเศษ

  • วิธี ‘ตีความปัญหา’ พวกเขามีวิธีตีความที่เป็นเชิงบวกมากกว่าคนทั่วไป
    เช่น มักจะถามตัวเองว่า เกิดเรื่องร้ายๆแต่เราได้เรียนรู้อะไรดีๆบ้าง
  • พวกเขามีช่วงเวลา ‘พลิกฟื้นเยียวยา’ ที่เร็วมาก
    เช่นถ้าคนอกหักใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะหายเจ็บแต่คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาไม่ถึงเดือน
    พวกเขาเยียวยาตัวเองเร็วมาก

ถ้าเลือกได้เราทุกคนคงอย่างเป็นคนกลุ่มนี้นะคะ เราถึงได้เห็นหนังสือมากมายที่สอนให้คิดเชิงบวกมองโลกในแง่ดีเพราะการคิดในเชิงลบเป็นความคิดที่สมองเราจำได้ง่ายกว่าทำได้เองโดยไม่ต้องฝึก

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมองย้อนกลับมาดูตัวเอง
และคิดว่าเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่มีความสุขเท่าที่ควรไม่ต้องกลัวค่ะ
เขามีวิธีฝึกสมองให้เรามีความสุขง่ายขึ้นในบทที่ 4 ทีทั้งหมด 8 ข้อ

  • ต้องยอมรับและเข้าใจว่าความทุกข์และความเครียดมีผลทำลายสมองได้จริงๆ
  • เรียนรู้ที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’บ้าง
    เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบงานจนเยอะเกินไปที่จะทำให้เครียดได้
  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอประมาณสัปดาห์ละสามครั้ง
  • สวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นประจำ
    มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าสมองจะทำงานได้ดีขึ้นในคนที่นั่งสมาธิเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำร้ายสมองซึ่งส่งผลให้อารมณ์แปรปรวน
  • สารอาหารชั้นดีมีคุณกับสมองที่ควรรู้จัก เช่นกลุ่มวิตามินบี
  • สร้างตารางเวลาให้การหัวเราะเป็นประจำทุกๆวัน

ลองอ่านเนื้อหาโดยละเอียดในหนังสือและฝึกดูนะคะ
นี่เป็นเพียงบางส่วนที่หยิบมานำเสนอยังมีเนื้อหาที่ชวนอ่าน
และเป็นประโยชน์อีกเยอะมากๆที่ไม่ได้พูดถึงอยากให้ทุกคนลองหามาอ่านดูนะคะ
ขอส่งท้ายหนังสือเล่มนี้ด้วยแบบฝึกหัดที่เปลี่ยนชีวิตพี่หนูดีและใครอีกหลายๆคน
เป็นเกมค่ะชื่อว่า เกม “เริ่มต้นที่ตอนจบ”
เล่นง่ายๆโดยหาที่เงียบๆนั่งหลับตาสงบอยู่คนเดียว
แล้วลองจินตนาการถึงตัวเองวัย 80 ปีสมมติว่าเราต้องตายตอนอายุ 80
นอนอยู่บนเตียงแล้วมองย้อนกลับมาดูชีวิตของเรา ว่าที่ผ่านมาเราได้ใช้มันไปยังไงบ้าง
เราวิ่งตามอะไร เราวุ่นวายอยู่กับอะไร  เรารักใคร เราไม่รักใคร
ความสุขความทุกข์ของเราเป็นผลอะไรและสองคำถามที่สำคัญที่สุดคือ
ชีวิตนี้ไม่ได้ทำอะไรแล้วจะเสียดายที่สุด
และถ้าไม่ได้ใช้เวลากับใครแล้วจะเสียดายที่สุด ?

เชื่อแน่ว่าถ้าพวกเราตอบคำถามนี้ได้เองจากความรู้สึกจริงที่ไม่โกหกตัวเอง
เราจะเป็นอีกคนที่พบความสุขแท้จริงของชีวิตแน่นอนค่ะ

ภานุมาศ  คาดีวี (แป๋ง)
Book Lover Club(Thailand)

เขียนด้วยหัว…”Head” ของนิ้วกลม

ช่วงต้นสัปดาห์ ของเดือนพฤศจิกายน คนไทยหลายคน ได้รวมพลังแสดงออกทางการเมืองเพื่อยับยั้ง พรบ. นิรโทษกรรม ที่ส่งผลให้บรรยากาศการเมืองไทย อึมครึมขึ้นมาอีกครั้ง  และมีผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์…

แต่สัปดาห์นั้น (9 พ.ย. 2556) ในอีกมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เช่นกัน ก็มีกิจกรรมที่จัดขึ้น โดยรายการเจาะใจ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ที่ชื่อว่า The moment ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ที่โรงหนังสกาลา และผู้ที่เป็นแขกรับเชิญ ที่มาสร้างแรงบันดาลใจในครั้งนี้ก็คือ “นิ้วกลม” หรือชื่อจริงที่คนอาจจะไม่ค่อยคุ้นกันเท่าไหร่นักคือ “สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์”

ผมว่า ณ ชั่วโมงนี้ คงไม่มีใคร ที่ไม่รู้จักนิ้วกลม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่คร่ำหวอดในวงการหนังสือบ้านเรา ความโดดเด่นของนิ้วกลม คือการบอกเล่ามุมมองต่อสิ่งต่างต่างรอบตัวเรา และมักทำให้เราหยุดคิด และหันกลับมาพิจารณาเรื่องราวรอบตัวในหลายๆครั้ง

เช่น การแจกตะเกียบในงานแต่งงาน ที่ทุกคนต่างมองว่าตะเกียบ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตคู่ ทุกอย่างเหมือนกัน ขาดกันไม่ได้ แต่ในชีวิตจริง ทั้งฝ่ายหญิงและชาย ที่จะมาร่วมใช้ชีวิตคู่ด้วยกันนั้น ต่างก็มีชีวิตที่เติบโตมา แตกต่างกัน สิ่งที่น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตคู่ ควรจะเป็นช้อนกับส้อมมากกว่า เพราะของทั้งสองสิ่งนั้น แตกต่างกัน แต่ต้องใช้คู่กัน และอาจจะมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง เหมือนช้อนกับส้อม

และเช่นเดียวกันกับ หนังสือ เล่มล่าสุด ที่ชื่อ “HEAD” ที่ออกมาคู่กับ “HEART” ซึ่งนิ้วกลม บอกว่า เล่มหนึ่งเขียนด้วย “หัว” อีกเล่มหนึ่งเขียนด้วย “ใจ” (การตลาดใช้ได้เลยนะเนี่ย :P)

เรื่องราวต่างๆ ในหนังสือ ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ทำงาน ของนิ้วกลม ทั้งในชีวิตประจำวัน และเรื่องราวเก็บตกจากรายการ พื้นที่ชีวิต ซึ่งผมเองก็เป็นแฟนประจำ ติดตามดูทุกตอน (ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดายว่า รายการนี้ ลาจอ จากช่อง ไทยพีบีเอส ไปแล้ว)
ตอนหนึ่งในเล่มนี้ ที่ผมชอบ คือตอนที่นิ้วกลม ไปสัมภาษณ์ นักมวยเด็กอายุ 10  ขวบ ชื่อ จิวยี่ ที่ต้องตื่นแต่เช้า ทั้งวิ่งและซ้อมหลายชั่วโมงต่อวัน ไม่มีช่วงเวลาได้วิ่งเล่น สนุกสนาน เหมือนชีวิตเด็กทั่วไปในวัยนี้ทำกัน…

จิวยี่มีความฝันไหมครับ
ผมอยากเป็นทหารอากาศ
แล้วความฝันด้านมวยล่ะ
ก็อยากเป็นแชมป์ครับ
เด็กๆคนอื่นเขาไปวิ่งเล่นกันจิวยี่ต้องมาฝึกซ้อมหนักแบบนี้ทุกวันมีเบื่อบ้างไหม
จิวยี่หน้านิ่งมีครับก็เบื่อบ้างเหมือนกัน
แล้วจิวยี่ซ้อมไปทำไม

คำตอบของจิวยี่เรียบง่ายใบหน้าจริงใจแบบเด็กสิบขวบถ้อยคำไร้การตกแต่งใดๆ
เพื่อความสำเร็จครับ

บางครั้งอาจารย์ก็ปลอมตัวมาเป็นเด็กเพื่อสอนเราหากใครได้มาเห็นว่านักมวยซ้อมหนักแค่ไหนต้องมีวินัยขนาดไหนก็จะเข้าใจว่าการเป็นนักมวยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

หลายครั้งที่คนเราบ่นออดๆแอดๆว่าปัญหาเยอะเหลือเกินอุปสรรคเยอะเหลือเกินงานหนักเหลือเกินทำท่าจะเลิกขี้เกียจวางงานนั้นลงแต่ปากและหัวสมองก็เอาแต่เพ้อถึงความสำเร็จมันน่าจะให้จิวยี่ก้านคอสักที :)

ความสำเร็จต้องแลกกับบางอย่างแน่นอนว่าระหว่างทางย่อมมีเบื่อมีเหนื่อยมีล้าและหลายครั้งก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่าทำไปทำไม

คำตอบของจิวยี่ชัดเจนมันต้องแลกกันถ้าอยากสำเร็จก็ต้องเหนื่อยต้องหนักก็เหมือนกับมวยที่อยากได้เข็มขัดคุณก็ต้องเจ็บตัวบ้าง

และอีกหลายตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนที่ติด facebook และต้องเคลื่อนไหว คอยอัพเดต สเตตัสตัวเองตลอดเวลา จนลืมให้เวลากับตัวเองด้วยการไม่เคลื่อนไหว

เรื่องราวของคุณลุงที่ขายหนังสือเก่าที่ ชั้นใต้ดิน ของห้างแฟชั่นไอร์แลนด์ ที่ผมคิดว่าต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง เพราะเท่าที่นิ้วกลมบรรยายสรรพคุณของคุณลุงเจ้าของร้านแล้ว ไม่ธรรมดามากมาก ไม่ใช่ขายอย่างเดียว ลุงรู้จักไปถึงคนเขียน ที่มาที่ไปของหนังสือ ไปจนถึงหนังสือแนวเดียวกัน ที่เขียนโดยนักเขียนมีชื่อในแต่ละประเทศ เรียกได้ว่า รู้ลึก รู้จริง นอกเหนือจากนั้น ก็ไม่ได้เน้นขาย เพราะหากลุงเห็นใครซื้อไปเยอะๆ คุณลุงหนอนหนังสือ วัยหกสิบ ก็จะเตือนด้วยความหวังดีว่า…

อย่าซื้อไปเยอะอย่าซื้อเพราะมันถูกหนังสือเนี่ยเล่มละเป็นพันก็ไม่แพงถ้าคุณซื้อไปแล้วอ่านแต่ถ้าซื้อไปแล้วไม่อ่านสิบบาทก็แพงแล้วซื้อไปต้องอ่านนะอย่าไปสะสม

นอกจากนั้น ยังมีความน่ารัก กุ๊กกิ๊ก น่ารัก ระหว่างนิ้วกลม กับชิงชิง ที่หลายคนแอบอิจฉาในความน่ารักของทั้งคู่อีกด้วย
ทำไมวันนี้หน้ามันทำไมสิวขึ้นทำไมหน้าโทรม
นิ้วกลมแกล้งแซวชิงชิงแฟนสาวของตัวเอง (สงสัย คงแอบคิดว่า ตอนคบกันใหม่ๆ ยังดูดีอยู่เลย อันนี้แอบแซว นะครับ นิ้วกลมไม่ได้เขียน แหะ…แหะ… )

แฟนหันมาตอบคำเดียวง่ายๆว่าคนก็เพราะเป็นคนไง
นิ้วกลมหัวเราะชอบใจ
บ่อยครั้งที่เราไม่กล้าทำนู่นทำนี่เพราะกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีกลัวผิดพลาดกลัวไม่สมบูรณ์แบบซึ่งสิ่งที่ชิงชิงบอกก็คือความไม่สมบูรณ์แบบที่เป็นเรื่องปกติคนสวยเป๊ะใสไร้ริ้วรอยอาจกลัวเป็นสิวไม่กล้าตากแดดแต่คนที่เป็นสิวสักสองเม็ดแล้วยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนเราหรือผิวคล้ำไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่ต้องถูกแดดถูกลมย่อมทำให้เคลื่อนไหวไปนู่นมานี่ได้อย่างมีอิสรเสรีกว่า

สังคมเราทุกวันนี้ วันที่ทุกคน มองกันภายนอกมากขึ้น สถานเสริมความงาม ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผู้ชาย อยากได้ ผู้หญิง สวย ขาวใส ในขณะที่ผู้หญิงเองก็ต้องการผู้ชาย หล่อ ดูดี มีสกุล ค่านิยมของสังคมแบบนี้ ทำให้มองข้าม จิตใจและความดีงาม ที่อยู่ภายใต้ สิวและริ้วรอยที่เห็นได้ง่ายจากภายนอก….

โลกเราทุกวันนี้ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ผู้คนอ่านข้อความยาวๆไม่ได้ เพราะคุ้นชินกับข้อความไม่กี่บรรทัดในเฟสบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ความเร็วถูกใช้เป็นตัวชี้วัดในทุกทุก บริบทของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการประสบความสำเร็จ การมีชื่อเสียง ใครรวยเร็วกว่า มีชื่อเสียงไวกว่า ถือว่าเจ๋ง เก่ง เท่ห์ ทำให้การใช้ชีวิต อย่างช้าๆ มีความสุข ไม่มีใครสนใจ และถูกมองว่า ล้าหลัง

เราอาจจะไม่ต้องประสบความสำเร็จเร็วมาก แต่การมีเพื่อน ครอบครัว และคนที่เรารัก อยู่ข้างข้างเรา ในวันที่เราล้มลง หรือเผชิญกับอุปสรรค อาจจะมีความหมายมากกว่า การไปถึงจุดหมาย โดยไม่มีใครเลย…

ประยูร สนใจ    ปัจจุบันทำไอที อยู่ประเทศสิงค์โปร์

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />ชีวิตไม่ใช้ ไม่ใช่ชีวิต

โดย: หนุ่มเมืองจันท์

dhamdee_love-author_41_002

ก็ผ่านไปแล้วนะครับ สำหรับงานสัปดาห์หนังสือ ที่จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หวังว่าหลายคนคงจะได้หนังสือไปเชยชม สมหวังกันถ้วนหน้า ทุกครั้งที่ไปเดินงานหนังสือ ก็อดคิดไม่ได้ว่า ปัจจุบันปริมาณคนอ่านหนังสือในบ้านเรา มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหรือเปล่าหนอ เพราะดูจากจำนวนผู้คนที่มาในงานแล้ว ก็เหมือนกับว่า จะมีมากขึ้นทุกทุกปี

ช่วงที่ผ่านมา บริษัทจัดสัมนาที่เมืองไทย ทำให้ผมได้มีโอกาส มาเดินงานสัปดาห์หนังสือกับเพื่อนและน้องๆ เลยได้หนังสือติดไม้ติดมือมาพอสมควร ถึงแม้ตัวผมเองจะซื้อหนังสือค่อนข้างเยอะในงานแต่ละครั้ง แต่ก็จะมีหนังสือของนักเขียนที่รอคอยอยู่ไม่กี่เล่ม หนึ่งในนั้นก็คือ งานเขียนของพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์

สำหรับคนที่เคยอ่านผลงาน ของพี่ตุ้มในชุด ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ที่ผ่านๆ มา หลายคนจะติดใจในมุขตลก ปนสาระ ตลอดจนเรื่องราวที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ในการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิต

หลายคน ได้ไอเดียในการทำธุรกิจ จากมุมมอง ที่บอกผ่านปลายปากกา ที่อ่านสนุก และใช้เวลาในการอ่านไม่นานนัก

“ชีวิตไม่ใช้ ไม่ใช่ชีวิต” เป็นผลงานเล่มล่าสุด ของพี่ตุ้มที่เล่นคำ ได้น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง หลังจากที่เปิดอ่าน โดยส่วนตัวผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ พี่ตุ้ม บอกเล่าเรื่องราวในการใช้ชีวิต ได้ลุ่มลึกมาก อาจจะเป็นเพราะว่า พี่ตุ้มแก่ขึ้น (ขอแซวนิดนึง แต่ยังดูดีมากๆ นะครับ) และการบ่มเพาะประสบการณ์ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆ มามากมาย

dhamdee_love-author_41_001

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่พี่ตุ้มเสียแม่ไป หลังจากทำงานได้ 2 ปี….ซึ่งจะว่าไปแล้วก็อาจจะไม่ต่าง จากชีวิตของคนส่วนใหญ่ ที่หลังจากเรียนจบ จากรั้วมหาวิทยาลัย มีงานทำ ก็ทำงานเก็บเงิน เพื่อต้องการสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคง หลังจากนั้น ก็ค่อยขยับขยายไปเรื่องอื่นต่อไป แต่…บางครั้ง ทุกอย่าง ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้เสมอ…หลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ ความเจ็บไข้ ความตาย อุบัติเหตุ…สามารถพรากคนที่เรารักไปได้ เมื่อถึงเวลา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น…
ดังนั้น…จงทำสิ่งที่อยากทำ และลงมือทำทันทีเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการดูแลพ่อแม่ คนรอบข้าง เพราะไม่แน่ว่า วันพรุ่งนี้ เราอาจจะไม่มีโอกาสนั้นอีกต่อไป ถึงแม้ว่า เราจะมีความพร้อมแค่ไหนก็ตาม

เล่มนี้ พี่ตุ้มเอ่ยถึง คู่ชีวิตที่พี่ตุ้มเรียกว่า “ห้องสมุดเคลื่อนที่” หลายตอน โดยเฉพาะในตอนที่ผ่านเหตุการณ์หลายๆอย่างที่เฉียดความตาย ยิ่งทำให้พี่ตุ้มตระหนักถึง การมีชีวิตอยู่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เรารัก

หากไม่เข้าใกล้ความตาย ก็อาจจะไม่เข้าใจความหมาย ของการมีชีวิตอยู่”…จริงๆ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ชีวิตไม่แน่นอน แต่จะมีสักกี่คน ที่ตระหนักถึงมัน จริงๆ เหมือนกับที่ทุกคนรู้ว่า การออกกำลัง เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็จะมีสักกี่คน ที่ลงมือทำมัน…

อีกตอนหนึ่ง ที่อาจจะเรียกน้ำตาจากผู้อ่าน ได้ ก็คือเรื่องราวของครอบครัวชาวญี่ปุ่น ครอบครัวหนึ่ง ที่เข้ามาร้านบะหมี่ ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่  เนื่องจากคนญี่ปุ่นเชื่อว่า การกินบะหมี่ในคืนส่งท้ายปีเก่า ถือเป็นสิริมงคลอย่างหนึ่ง…

แต่ด้วยความที่ร้านกำลังจะปิดและ หญิงวัยกลางคน ซึ่งมากับลูกอีก 2 คน แต่สั่งบะหมี่เพียงแค่ 1 ชาม เลยเกรงว่าร้านจะไม่ขายให้  แต่เจ้าของร้านนอกจะขายให้แล้ว ยังแอบเพิ่มบะหมี่อีกครึ่งก้อน เพื่อให้เธอและลูกได้กินจนอิ่ม…

สิ้นปีต่อมา 3 คนแม่ลูก ก็มาที่ร้านบะหมี่อีกครั้ง และยังคงสั่งบะหมี่ 1 ชามเช่นเดิม เถ้าแก่เนี้ยจำได้ จึงเกิดความสงสาร อยากจะทำบะหมี่ให้ 3 ชาม แต่สามีห้ามไว้ เพราะกลัวว่าหญิงคนนั้นจะเกิดความอาย จึงแก้ปัญหาโดยการเพิ่มบะหมี่ให้หนึ่งก้อนแทน…

ปีต่อมา หญิงคนนั้นพาลูกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอสั่งบะหมี่ 2 ชาม พร้อมกับกล่าวขอบคุณลูกๆ ที่ช่วยกันทำงานผ่านความทุกข์ยากกันมาได้ “เราใช้หนี้หมดแล้ว และที่ใช้หนี้ก่อนกำหนดได้ ก็เพราะพี่ชายของลูกช่วยส่งหนังสือพิมพ์หาเงิน ส่วนลูกก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าว ทำอาหาร ทำให้แม่มีเวลาทำงานได้เต็มที่  ปีนี้บริษัทจึงให้เบี้ยขยันและโบนัส ทำให้แม่มีเงินไปใช้หนี้ได้ก่อนกำหนด”

ลูกชายคนโตก็เล่าว่า วันก่อนเขาไปเป็นผู้ปกครองให้กับน้องชายที่ได้รางวัลเรียงความยอดเยี่ยม หัวข้อ “ความปราถนาของข้าพเจ้า”  น้องของเขาเขียนเรื่อง “บะหมี่” ในวันปีใหม่ และเรื่องที่พ่อของเขา ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และแม่ที่ต้องทำงานดึกดื่นเพื่อหาเงิน มาใช้หนี้แทนพ่อ พี่ชายส่งหนังสือ เขาเล่าถึงความประทับใจ ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม ที่ 3 คนแม่ลูกล้อมวงกินบะหมี่ชามเดียวกัน

พูดถึงคุณตา-คุณยาย เจ้าของร้านใจดี ที่ขอบคุณและอวยพรวันปีใหม่ให้กับเขาและแม่ ซึ่งเป็น “กำลังใจ” สำคัญทำให้พวกเขาเข้มแข็งและยืนหยัดสู้ต่อไป เด็กน้อยประทับใจ ถึงขั้นที่ตั้งใจว่า โตขึ้นจะเปิดร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของญี่ปุ่น และจะคอยให้กำลังใจลูกค้าทุกคนให้มีความสุขด้วย ส่วนพี่ชายก็บอกว่า จะไม่ลืมความกล้าของแม่ ที่สั่งบะหมี่เพียงแค่ชามเดียวเพื่อให้ลูกๆ ได้ลิ้มรสชาติในคืนวันส่งท้ายปีเก่า

เจ้าของร้านแอบฟังอยู่ ก็น้ำตาซึม ไม่นึกว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่ตนเองทำจะมีคุณค่ามากมายสำหรับ 3 แม่ลูก ถึงเพียงนี้…

หนึ่งปีต่อมา เจ้าของร้านบะหมี่ เฝ้ารอคอย 3 แม่ลูกอีกครั้ง เขาวางป้าย “จองแล้ว” ไว้ที่โต๊ะเบอร์ 2 ที่สามแม่ลูกมานั่งประจำ แต่สุดท้าย..แม่ลูกทั้งสาม ก็ไม่มาปรากฏตัว…ปีที่สอง ผ่านไป ปีที่สามผ่านไป โต๊ะตัวนั้นก็ยังว่างเปล่า…

ร้านบะหมี่ ขายดีขึ้นเรื่อยๆ จึงปรับปรุงร้านใหม่ แต่เขาก็ยังรักษา “โต๊ะเบอร์ 2” ไว้เหมือนเดิม เมื่อลูกค้าถาม เขาจึงเล่าเรื่อง “บะหมี่ 1 ชาม” ให้ฟัง จนกลายเป็นเรื่องราวที่ผู้คนประทับใจ ร่ำลือกันไปจนถึงขั้น มีคนนั่งรถจากต่างเมือง เพื่อมากินบะหมี่ที่ร้าน เพื่อขอดู “โต๊ะเบอร์ 2

คืนวันส่งท้ายปีเก่า จะมีคนมานั่งที่ร้าน เพื่อรอ 3 แม่ลูก แต่ทั้งสามคนไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย…
จนเวลาผ่านไป 10 ปี…สามคนแม่ลูกกลับมาอีกครั้ง…
ลูกชาย 2 คนโตเป็นหนุ่มแล้ว คนโตเป็นหมอ ส่วนคนเล็กที่ใฝ่ฝันจะเปิดร้านบะหมี่ ตอนนี้ทำงานแบ๊งค์  และวันนี้ 3 คนอยากมารำลึกความหลัง ในวันส่งท้ายปีเก่า…

“พวกเรา 3 คน แม่ลูก ไงครับ ที่เมื่อ 14 ปีก่อน เคยมาสั่งบะหมี่ 1 ชาม กินกัน 3 คน ในวันส่งท้ายปีเก่า และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากร้านบะหมี่ ชามนั้น จนยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้”
ทุกคนในร้านนิ่งเงียบ…
เจ้าของร้านน้ำตาซึม….”รบกวนทำบะหมี่ให้ 3 ชามได้ไหมครับ” เจ้าของร้านรู้สึกตัว ปาดน้ำตา “ยินดีต้อนรับค่ะ เชิญนั่งข้างในก่อน” แล้วเธอก็หันไปสั่ง สามีด้วยเสียงสั่นๆว่า “บะหมี่น้ำ 3 ชาม โต๊ะ 2

ครับ…สิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันที่เราทำอยู่ อาจจะไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อะไรมาก แต่ก็อาจจะมีค่ามากกับชีวิตผู้อื่น อย่างที่เราคาดไม่ถึง….ดังนั้น ใช้ชีวิตของเราให้คุ้มค่าที่สุด ส่งต่อความปราถนาดีผ่านงานที่เราทำ นอกจากจะทำให้ผู้อื่นได้ประโยชน์แล้ว เราอาจจะค้นพบความสุขจากการใช้ชีวิต อย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน…ก็เป็นได้ครับ…

ประยูร สนใจ  ปัจจุบันทำงานด้านไอที อยู่ประเทศสิงค์โปร์

Love this product, take the stronger one if you have erectile dysfunction. . Generic drugs are required to have the same active ingredient, strength, dosage form, and route of administration as the brand name product.
Higher dosage seems to be more effective. . You can find more information about generic medications here.

หลวงปู่มั่น จอมทัพธรรม

ผู้เห็นคุณค่าของตัว จึงเห็นคุณค่าของผู้อื่นว่ามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน
ไม่เบียดเบียนทำลายกัน ผู้มีศีลสัตย์เมื่อทำลายขันธ์ไปในสุคติในโลกสวรรค์
ไม่ตกต่ำเพราะอำนาจศีลคุ้มครองรักษาและสนับสนุน จึงควรอย่างยิ่งที่จะพากัน
รักษาให้บริบูรณ์ ธรรมก็สั่งสอนแล้วควรจดจำให้ดี ปฏิบัติให้มั่นคง
จะเป็นผู้ทรงคุณสมบัติทุกอย่างแน่นอน

หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต

หนึ่งในคำสอนของหลวงปู่มั่นในหนังสือ หลวงปู่มั่นจอมทัพธรรม เขียนโดยนักเขียนที่พวกเรา
Book Lover Club คุ้นเคยกันดี คุณ พศิน อินทรวงศ์ ค่ะ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์อัมรินทร์
เนื่องจากได้มีโอกาสไปงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ที่เวทีกลางในงานมหกรรมหนังสือครั้งที่ 18
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา จึงทำให้ได้รู้ที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นยังไง
บอกได้คำเดียวว่าซาบซึ้งในความพยายามของทีมงานมากๆค่ะ เป็นหนังสือที่ทั้งผู้เขียนและทีมงาน
ทุ่มเททำเพื่อถวายหลวงปู่มั่นด้วยจิตอันบริสุทธิ์จริงๆ

พวกเราได้มีโอกาสต้อนรับพี่พศิน ในฐานะแขกพิเศษของเราใน Meeting ครั้งที่ 20 (25-02-55)
ตลอดการสัมภาษณ์และพูดคุยวันนั้นทำให้เรารู้สึกทึ่งมากๆว่าทำไมคนวัยเดียวกับเรา
เข้าใจธรรมะได้อย่างลึกซึ้งขนาดนี้ พี่พศินทำให้พวกเรารู้ว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือยากเกิน
ไปที่วัยรุ่นจะเข้าถึง! เราจึงไม่แปลกใจที่วันนี้พี่พศินจะถูกเลือกให้เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของพระอริยสงค์ท่านนี้ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

20131020_123316

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ หลวงปู่มั่น ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นตัวจริงของท่านมาก่อน
บางครั้งเราจะเห็นรูปท่านตามวัดต่างๆที่เราไปเที่ยวหรือตามสถานที่สำคัญๆ
ยิ่งตัวแป๋งเองที่อยู่ทางอีสาน จะได้ยินเรื่องราวของท่านบ่อยมาก
แต่ก็ไม่ได้รู้ในรายละเอียดนักว่าประวัติของท่านเป็นมายังไง
เคยได้หนังสือประวัติท่านเล่มหนี่งมา หนามากๆค่ะ ยังไม่ทันได้เปิดอ่านเลย
ใจดีให้เพื่อนยืมไปก่อน (แต่ตอนนี้อยากได้กลับคืนมามากๆ)

หนังสือ หลวงปู่มั่นจอมทัพธรรม เล่มนี้เป็นหนังสือธรรมะที่ฉีกแนวจากเล่มอื่นอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่อ่านจะเหมือนกับเราได้เดินทางตามรอยเท้าท่านจริงๆ
ผู้เขียนพาเราออกเดินทางกันตั้งแต่สารบัญกันเลยค่ะ
ที่เขียนหัวข้อแต่ละบทเป็น  หลักกิโล  ได้อารมณ์ขึ้นเหนือล่องใต้ไปด้วยกันจริงๆ

พวกเราจะได้รู้จักหลวงปู่มั่นแบบคร่าวๆในบทนำก่อนออกเดินทางมุ่งหน้าสู่
วัดต่างๆที่ไปจำพรรษา ถ้ำต่างๆที่ท่านนั่งบำเพ็ญเพียรบารมี
สถานที่สำคัญๆที่ท่านผ่าน เราจะได้คุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ได้สัมผัสธรรมะจากท่าน
สามเณรที่เคยนวดท่านที่ตอนนี้กลายพระผู้อาวุโส ที่น่าเลื่อมใสศรัธาหลายท่าน
พระลูกศิษย์ของท่านจริงๆที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่กี่รูป

อ่านจนจบเล่มทำให้รู้สึกทึ่งมากๆว่า คนเราคนหนึ่งจะเดินทางเท้าได้โชกโชนขึ้นเหนือล่องใต้
อะไรได้เยอะขนาดนั้น อันตรายต่างๆสารพัด ทั้งสัตว์ป่า โรคร้ายและโจรขโมย ทำไมท่านไม่กลัว
แต่คงเป็นเพราะท่านตระหนักดีว่าสิ่งที่ท่านกำลังค้นหา เป็นสิ่งที่ยังประโยชน์สุดต่อตัวท่าน
และคนหมู่มากอนาคต ท่านถึงยอมเอา ชีวิตแลกธรรม เพื่อให้ได้ธรรมะที่บริสุทธิ์ส่งมาถึงเราจนบัดนี้

แนะนำมากๆค่ะ หนังสือธรรมะที่อ่านแล้วให้แรงบันดาลใจในการมุ่งมั่นทำให้เป้าหมายเป็นจริง
เป็นการตอกย้ำค่ะว่าความเพียรคือสิ่งจำเป็นสำหรับทุกความฝันและความฝันนั้นจะดียิ่งขึ้นถ้า
เป็นความฝันที่ยังประโยชน์ถึงผู้อื่นได้ด้วย เฉกเช่นที่หลวงปู่มั่นได้ทำให้เราดู
ขอน้อมรำลึกถึงท่านมาณ.ที่นี้ค่ะ

ภานุมาศ  คาดีวี(แป๋ง)
Book Lover Club(Thailand)

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />Productivity winning in life

Productivity winning in life: เพิ่มศักยภาพ กับ Asia Productivity guru: Michael A. Podolinsky

เนื่องจากตัวผมเองต้องทำงานกับคนต่างชาติ ต่างภาษาค่อนข้างเยอะ ทางหน่วยงานที่ทำอยู่ในสิงค์โปร์ ก็เลยคิดว่าควรจะหาหลักสูตรฝึกอบรมอะไร ที่เรียนแล้วสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานเป็นทีมได้..ทำให้เมื่อช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาส ไปสัมนากับทาง SIM (Singapore Institute of Management) หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในสิงค์โปร์มากว่า 3 ปี  ซึ่งทางเลขาของแผนกบอกว่าที่นี่การฝึกอบรมดีมาก ในตอนแรกก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะคิดว่า หลักสูตรเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองหรือการเสริมสร้างศักยภาพในการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น การฝึกอบรมที่ไหนคงไม่ได้แตกต่างกันมาก

พอไปวันแรกก็รู้สึกตกใจเพราะคนลงทะเบียนเยอะมาก และส่วนใหญ่ก็เป็นคนสิงค์โปร์ มีฝรั่งมาอบรมด้วย 2-3 คน ส่วนตัวผมนั่งเป็นคนไทยอยู่คนเดียว หลังจากวิทยากรเข้ามาแนะนำตัวและเริ่มสอน ไปชั่วโมงแรก ก็รู้สึกได้เลยว่า วิทยากรคนนี้ ไม่ธรรมดา มีอะไรในตัวเยอะมาก การสอนมีลูกเล่นลูกฮา ใครตอบคำถามได้ ก็มีขนมหรือของเล่นเป็นรางวัล คำถามไหนยาก แล้วมีคนตอบได้ ก็จะมีเหรียญทองที่แต่ทำเหมือนของเด็กเล่น  มาคล้องคอให้ ประหนึ่งว่าชนะเลิศโอลิมปิค กันยังไงยังงั้น…

Michael A.Podolinsky เป็นชื่อของวิทยากรท่านนี้ ผมซื้อหนังสือของแกมา หลังจากเรียนวันแรก (หลักสูตร มีสองวัน) “PRODUCTIVITY- WINING IN LIFE” เป็นชื่อของหนังสือที่ซื้อมาอ่าน

Fullscreen capture 14102556 221723.bmp

บทความตอนนี้ อาจจะฉีกแนวสักหน่อยนะครับ เพราะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าจะยังไม่มีขายในบ้านเรา…แต่ผมเห็นว่า อาจจะพอมีประโยชน์กับท่านผู้อ่าน เลย ขอหลงรักนักเขียนท่านนี้ซะหน่อย…

จะว่าไปแล้ว พอไปเรียนกับคนที่ผ่านอะไรมาเยอะเยอะ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นสอน มักจะเป็นเรื่องง่ายๆ หรือเป็นสิ่งที่เราพอจะรู้อยู่แล้ว แต่เขาเหล่านั้นมักจะมีกลเม็ด หรือวิธีคิดที่ต่างออกไป เช่นเดียวกับวิทยากรของผมท่านนี้ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Asia productivity guru หรือผู้เชี่ยวชาญในการปลุกพลังและสร้างศักยภาพในกับนักธุรกิจและบุคคลากรในแถบเอเชีย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า ท่านมีภรรยาเป็นคนมองโกเลีย (ท่านเรียกภรรยาว่า “เจ้าสาว” ในการบรรยายตลอด รวมทั้งในหนังสือเล่มนี้ด้วย เป็นคนที่พูดถึงลูกด้วยความรัก และพูดถึงภรรยาด้วยความเคารพ…มิน่า ถึงได้เจริญก้าวหน้า สมควรเอาเป็นแบบอย่างยิ่งนัก ฮ่า ฮ่า)

หนังสือเล่มนี้มีความหนา สองร้อยกว่าหน้า แต่ท่านบอกว่าใช้เวลา ประมาณหนึ่งเดือนในการเขียน…เนื้อหาข้างใน มีหลายหลายมากที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่ม Productivity แต่ที่พอจะหยิบยกมาเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านในแบบสั้นๆ บางส่วนก็คือ แรงบันดาลใจในสิ่งที่เกิดจาก  5F คือ

Faith (ความซื่อสัตย์), Family (ครอบครัว), Fitness (สุขภาพ), Finances (การเงิน), Friends (เพื่อน)

จะเห็นว่าผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ เรียงลำดับความสำคัญ จากมากไปน้อย (ซึ่งอันนี้ก็อาจจะแล้วแต่ว่า ผู้อ่านจะเอาไปปรับใช้อย่างไรนะครับ) ผู้เขียนเห็นว่า Faith หรือความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นซื่อสัตย์กับศาสนาที่ตัวเองนับถือ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง หรือต่อความดี เป็นต้น ถัดมาก็จะเป็น Family หรือ ครอบครัวซึ่งตัวท่านเองก็แนะนำว่า ลองใช้วิธีมีรูปครอบครัวติดไว้ที่ไหนสักแห่ง หรือเอารูปครอบครัวมาเป็น screen saver เพื่อสร้างแรงบันดาลใจอาจจะทำให้เรามีกำลังใจหรือแรงบันดาลใจเวลาพบเห็นได้  ถัดมาเป็น Fitness เรื่องของสุขภาพร่างกาย ที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ Finances เรื่องการเงิน  ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเงินเป็นสิ่งที่ทำให้เราหลายเป็นคนเห็นแก่ได้ หรือเป็นปีศาจ ผมชอบคำที่ท่านยกมาเปรียบเปรยในหนังสือเล่มนี้ว่า

“Money does not change people. It just makes them more of what they really are”
เงินไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยน  มันเพียงแต่ทำให้เห็นธาตุแท้ของคนคนนั้นมากขึ้น…

สุดท้ายเป็นเรื่องของ Friends หรือเพื่อน…หลังจากที่มีครอบครัว เพื่อนอาจจะมีความสำคัญบ้าง แต่จะน้อยลง หรือสุดท้าย เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ อาจจะคือ ภรรยาของคุณนั่นเอง

จริงๆ หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงรายละเอียดในหัวข้อนี้ไว้ พอสมควร มีแบบฝึกหัดให้คิดตามในแต่ละหัวข้อ แต่กลัวว่าเนื้อหาจะเยอะไป เลยอยากจะพูดถึงเรื่องของการบริหารจัดการเวลา ที่หลายคนมักจะคิดว่า เป็นเรื่องธรรมดา และคนทั่วไปก็มักจะได้ยิน ได้ฟังกันมานับไม่ถ้วน แต่จะมีกี่คนล่ะ…ที่ทำได้!

ABCDE Activities

ไม่แน่ใจว่า มีใครเคยได้ยินการแบ่งงานหรือกิจกรรม ตามหลัก ABCDE กันมาบ้าง จะว่าไปแล้ว ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคนทั่วไป จัดลำดับความสำคัญน้อยมาก (บางคน อาจจะคิดในใจว่า ฉันจัดในใจหรอก!) แต่ไม่ว่าท่านกำลังใช้วิธีการใดอยู่ก็ตาม มาลองดูการจัดลำดับความสำคัญแบบนี้ ดูกันหน่อยครับว่า เขามีวิธีการทำกันยังไง

ก่อนทำงานในแต่ละวัน หรือทำโครงการใดๆ ก็ตาม ให้ทุกคนเขียนรายการ สิ่งที่ต้องทำลงไปในสมุด หรือกระดาษ A4 แล้วกำหนด ว่ากิจกรรมไหน คือ
A= All important – สำคัญมาก มีผลกระทบหากทำไม่เสร็จ หากมีความสำคัญหลายงาน ก็อาจจะเขียนเป็น A1, A2
B=Basic – ต้องทำ แต่ ไม่ได้รีบร้อนหรือมีผลกระทบอะไรมาก
C=Clerical – กิจกรรมที่ต้องทำซ้ำ…หรือทำในกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เวลานาน เช่น ทำความสะอาด ตอบอีเมล์ที่ไม่สำคัญ
D=Delegate – งานที่สามารถให้คนอื่นช่วยทำได้ หลายคนที่มีงานเยอะ อาจจะต้องลองฝึกแบ่งงานให้คนอื่นทำบ้าง
E=Eliminate – เป็นงานที่สามารถตัดออกไปจากชีวิตได้ โดยไม่มีผลกระทบอะไร เช่น ปฏิเสธงานที่ไม่ได้สำคัญออกไป

ง่ายไหมครับ การพูดหรือการเขียน มักจะง่ายเสมอ แต่การนำเอาไปปฏิบัติ มักจะเป็นคนละเรื่องกัน

ซึ่งความแตกต่างของคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลวนั้น มักจะอยู่แค่ว่าใครเป็นผู้ลงมือทำเท่านั้นเอง ถามว่า หลายคนรู้ไหมว่า การออกกำลังกายนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่ดี ทุกคนรู้…แต่ถามว่ามีสักกี่คน ที่สามารถออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ…ลองหันไปมองคนรอบๆ ตัวคุณ…น้อยมากๆ หรือไม่ เราเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น…

ดังนั้น ลองเริ่มลงมือเขียนดูนะครับ สิ่งเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ หากทำมันบ่อยๆ จนเป็นนิสัย เราจะทำงานที่สำคัญๆ ได้เพิ่มขึ้นอีกเยอะมาก ผมเองก็ลองมาหลายอย่าง ส่วนตัวพบว่าการเขียนโดยใช้ปากกาหรือดินสอลงบนกระดาษนั้น จะเกิดการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายกับสมองมากกว่า การจดผ่าน smart phone เหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำกัน แต่หลายคนก็อาจจะถนัดจดอะไรบนเครื่องมือสื่อสาร ก็ไม่ว่ากันครับ หากทำได้ผลลัพธ์เดียวกัน ดีทั้งนั้น

เพราะ “หนึ่งเป้าหมาย มีหลายวิธี”….เสมอครับ..

ประยูร สนใจ  ปัจจุบันทำงานด้านไอที อยู่ประเทศสิงค์โปร์

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />มหาวิทยาลัยชีวิต…บันทึกชีวิต จากวันวัยแสวงหาสู่วันคืนแห่งชะตากรรม

ขณะที่เขียนบทความนี้…ภาพโปสเตอร์ ที่แสดงออก ถึงความไม่เห็นด้วยกับการใส่ชุดนักศึกษา ที่ติดไว้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพิ่งถูกสั่งให้รื้อถอนออก กำลังเป็นประเด็นที่มีคนพูดถึงอย่างกว้างขวาง ในสังคมออนไลน์อยู่ในขณะนี้…

บางส่วนก็เห็นด้วยที่ว่า อาจารย์ไม่ควรออกกฏระเบียบมาบังคับให้นักศึกษาต้องใส่ชุดนักศึกษาเข้าห้องเรียน…

บางส่วน ก็คิดว่าในมหาวิทยาลัยก็ควรจะมีกฏเกณฑ์ที่นักศึกษาควรจะปฏิบัติตามบ้าง และชุดนักศึกษา ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย ในขณะเดียวกันคุณภาพของการศึกษาก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชุดนักศึกษา แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก หากพูดถึงปัญหาการศึกษาของไทย ซึ่งเพิ่งถูกจัดอันดับ อยู่ท้ายๆ ในภูมิภาคนี้ ตามหลังกัมพูชา และเวียดนาม…

เรื่องราวนี้ ทำให้ผม อดนึกถึง หนังสือ “มหาวิทยาลัยชีวิต” ของ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ไม่ได้

UniversityLife

ไม่ใช่เพราะว่าท่านเป็น ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เพราะเรื่องราวในรั้วมหาวิทยาลัย และนอกรั้วมหาวิทยาลัย ของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย นักเขียน หรือที่ระยะหลัง คนทั่วไปอาจจะรู้จัก ในฐานะบิดา ของพิธีกรรายการ พื้นที่ชีวิต…วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล…

หลายคนอาจจะลืม หรือไม่รู้จักว่า อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มีความสำคัญอย่างไรกับสังคมไทย เพราะเรื่องราวเหล่านี้ อาจจะไม่เป็นที่สนใจสำหรับคนไทย
สำหรับคนที่ชื่นชอบงานเขียนที่ครบถ้วน สะท้อนความลุ่มลึก ทั้งปรัชญา ชีวิต สังคม และธรรมะ แนะนำ ให้ลองหาหนังสือของ อาจารย์เสกสรรค์ มาอ่านดูนะครับ เผื่อจะชอบ แล้วจะรู้สึกว่า ไม่แปลกเลยที่กรรมการศิลปินแห่งชาติ ยกย่องให้อาจารย์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2552

“มหาวิทยาลัยชีวิต” เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราว ตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็ก ของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่เกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างจะขัดสน ในอำเภอปางปะกง ที่มีพ่อ ซึ่งมีงานทำบ้าง ไม่มีบ้าง ทำให้แม่ต้องรับบทหนัก ในการหาเลี้ยงครอบครัวและน้องๆ…

เรื่องราวในหนังสือ อาจจะสลับไปมา เพื่อบอกเล่ารอยต่อของชีวิต เช่น ตอนที่ออกจากป่า หลังจากการต่อสู้เพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด แต่กลับพบว่าพื้นที่ ที่เคยเป็นบ้านและความทรงจำในอดีต รวมทั้งเป็นลานตายของมารดา…กลายเป็นธนาคารที่หรูหราทับความทรงจำในอดีตไว้จนหมดสิ้น…

หรืออิทธิพลของธรรมะในช่วง ที่อยู่รับใช้ หลวงตา จนกระทั่งสามารถสอบเข้าเรียน ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์…ซึ่งแทนที่จะนำความภาคภูมิใจมาให้พ่อกับแม่ กลับนำมาซึ่งความวิตกกังวลของมารดา ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว…

“ไอ้เปรียวเอ๊ย ทำไมเอ็งทะเยอทะยานอย่างงี้ ข้าจะเอาตังค์ที่ไหนมาส่งเอ็งเรียน แค่หาเลี้ยงไปวันๆ ก็จะตายอยู่แล้ว เปิดเทอมนี่ยังไม่รู้จะหาที่ไหนมาให้ไอ้สามคนเล็กเลย…ธรรมศาสตร์ไม่ใช่โรงเรียนวัดกลางนะโว้ย” หญิงวัยห้าสิบ รำพันด้วยดวงตาแดงๆ

ทั้งบ้านเงียบกริบ มีแต่เสียงฟืนปะทุและน้ำสีย้อมผลไม้ เดือดล้นลงขอบเตา….

ในขณะที่อ่าน ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า อาจารย์ จำเรื่องราว และรายละเอียดในช่วงเวลาในอดีตได้อย่างแม่นยำ หลายเหตุการณ์ มันช่างชัดเจน ราวกับว่าเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือน…

ชีวิตของนักศึกษา เริ่มต้นในรั้วธรรมศาสตร์ได้เพียงสามเดือน อาจารย์ก็มีโอกาส สอบชิงทุน ได้รับคัดเลือก ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และใช้ชีวิตอยู่ มลรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา อยู่หนึ่งปี

ซึ่งในช่วงเวลานั้น เรื่องราวของการประท้วง เดินขบวนต่อต้านสงครามเวียดนาม การลอบสังหาร ดร.มาร์ติน ลูเธอร์คิง รวมทั้ง การตายของ โรเบิร์ต เคนเนดี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ต่อความสนใจเรื่องการเมือง การปกครองของ อาจารย์เสกสรรค์…

ความสนใจเรื่องการเมืองการปกครอง ก็ติดตามมา หลังจากกลับมาเรียนที่ธรรมศาสตร์ในปี 2511 โดยรับงานเป็นอาสาสมัคร เข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และเกือบมีเรื่อง กับกลุ่มทหารที่มาทำการเลือกตั้งในสมัยนั้น…

สำหรับคนที่มีความคิด ก้าวร้าว และเลือดร้อน อย่าง อ.เสกสรรค์ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ก็ไม่ง่ายนัก
ทำให้ช่วงปลายของชีวิตนักศึกษาเป็นไปอย่างทุลักทุเล…และเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายการเรียน

 

จากนักศึกษาที่ได้คะแนนในระดับที่จะได้เกียรตินิยม กลายเป็นคนที่เรียนไม่เอาไหน ไม่เข้าห้องเรียน เพราะรู้สึกว่าการเรียนไม่ได้ช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้น…ทำให้ปี 2514 ผ่านไป โดยที่เรียนไม่จบ…

ในปี 2515 จึงออกร่อนเร่หางาน ตั้งแต่เมืองไทย ไปจนถึงมาเลเซีย และนั่นก็ทำให้รู้สึกว่า ชีวิตที่ปราศจากปริญญามันถูกจำกัดทางเลือกเป็นอย่างมาก…

และนั่น ทำให้อาจารย์เสกสรรค์ กลับมาสู่อ้อมอก ของธรรมศาสตร์อีกครั้ง ในต้นปี 2516 สี่เดือนก่อนการต่อสู้ 14 ตุลาคม…

การกลับมาในครั้งนั้น เป็นการกลับมาเพื่อตั้งใจจะเรียนหนังสือให้จบ โดยไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า…นั่นจะนำไปสู่ บทบาทของการเป็นผู้นำนักศึกษา ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง ของการเมือง การปกครองไทย…

สำหรับคนที่อยากจะรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น กับนักศึกษา และการชุมนุมในช่วงนั้น เรื่องราวในบทสุดท้าย ที่ชื่อ “คืนแห่งชะตากรรม” ได้บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ไว้อย่างน่าสนใจ

และเหตุการณ์นั้นเอง ทำให้ อ.เสกสรรค์ ได้พบกับ ผู้นำนักศึกษาหญิง จากจุฬาฯ คือ คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา เพื่อนร่วมอุดมการณ์ในการต่อสู้ และได้กลายมาเป็นคู่ชีิวิตในที่สุด…

“เหตุการณ์ในเดือนตุลาคม 2516 เป็นการหักมุมครั้งใหญ่ในชีวิตของประเทศชาติ แต่ในนั้นก็มีการหักมุมของชีวิตคนหลายๆ คนรวมทั้งตัวผมด้วย อันที่จริงการต่อสู้ดังกล่าว เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นไม่ว่าผมจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ ผมเพียงแต่บังเอิญเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งส่งผลกำหนดชีวิตผมมากกว่าที่ผมมีส่วนกำหนดมัน”

ไม่ว่า นักศึกษาในปัจจุบัน จะคิดว่าชุดนักศึกษา มีความสำคัญหรือไม่อย่างไร แต่สิ่งที่อยู่เหนือไปกว่านั้นก็คือ นักศึกษาทุกคน ควรจะช่วยกันขบคิดว่า จะนำเอาความรู้ที่ได้รับ ในรั้วมหาวิทยาลัย มาสร้างประโยชน์และพัฒนาสังคมของเราให้น่าอยู่ขึ้น…ได้อย่างไร…

ประยูร สนใจ ปัจจุบันทำไอที อยู่ประเทศสิงค์โปร์

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />รวยด้วยจิตหยั่งรู้!

ถามทุกคนเล่นๆค่ะว่า ถ้าวันนี้ถ้าเรามีเงินเหลือแค่ 5 บาท ในตอนเย็นวันศุกร์
แต่ต้องใช้ให้ได้ถึงเช้าวันจันทร์ เราจะทำยังไงกับเงิน 5 บาทนี้ ดีคะ?
แต่มีเงื่อนไขว่า เราต้องไม่มีโทรศัพท์มือถือโทรหาใครก็ได้  line หาใครก็ได้
เหมือนที่มีกันทุกวันนี้นะ

หลายคนคงคิดไม่ออกว่าจะตอบคำถามนี้ยังไง เพราะคิดว่าชีวิต
เราคงไม่เจอสถานการณ์แบบนี้แน่ๆ
แต่อีกหลายคนคงตอบเหมือนกันว่า เอาไปหยอดเหรียญโทรศัพท์โทร
หาคนรู้ที่จักให้เขาช่วยโอนเงินมาให้…

แค่ลองคิดตามเรื่องสมมติเราก็อึดอัดใจแล้วใช่ไหมคะ?  แต่นี่คือเรื่องจริง
ที่เกิดกับผู้ชายคนหนึ่งค่ะ ใน 5 บาทนั้นเขาใช้เงิน 1 บาทเพื่อโทรศัพท์หาคุณพ่อ
(ที่เกือบจะทำเบอร์หายแล้ว) 3.50 บาท สำหรับค่ารถเมล์ เหลืออยู่ 50 สตางค์
ที่ไม่พอแม้แต่จะซื้อน้ำดื่มในขณะที่เขากกระหายได้เพราะต้องเดินเท้ากว่า 7 กิโลเมตร
เพื่อไปเจอพ่อที่ที่พักที่ไกลออกไปจากถนนเส้นหลัก

หลังจากวันนั้นเชื่อว่าความจน คงได้สอนอะไรแก่เขามากพอสมควร
มันคงเป็นสภาวะที่เขาไม่อยากพบเจอกับมันอีกเลยตลอดชีวิตนี้
ความอยากเป็นคนรวยของเขาจึงพุ่งทะยานถึงขีดสุด!
และมองหาทุกหนทางที่จะทำให้หลุดพ้นสภาพนี้ แล้วเขาก็ทำได้ค่ะ!
วันนี้ทุกคนรู้จักเขาในนามเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
คุณเกมส์ สุวิจักร ศรีอาริย์ (ขอเรียกพี่เกมส์นะคะ)

หนังสือของเขาได้ทำให้พวกเรารู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้มากขึ้น
หลังจากที่ได้เจอคลิปพี่เกมส์ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในหลายๆรายการ
เราก็รู้สึกทึ่งในความพยายามอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นของเขามาก
และที่ชอบที่สุดคือตรงที่มีหนังสือเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยจุดประกายความคิด
ให้เขากล้าก้าวออกไปทำตามฝัน เราไม่ลังเลที่จะเชิญพี่เขามา
แขกพิเศษถึงแม้ว่าอาจจะถูกปฎิเสธก็ตาม (แต่ไม่มีนักเขียนใจดีที่ไหนเขาปฏิเสธเราหรอกค่ะ)

จึงทำให้เราจัด Meeting ครั้งที่ 36 ที่ขึ้นโดยได้รับการเอื้อเฟื้อสถานที่
เป็นห้องประชุมสุดหรู ของ สำนักพิมพ์ Stock2morrow จากพี่ป้อม ปิยพันธ์ …เจ้าของสำนักพิมพ์ ค่ะ พวกเราได้นั่งสัมภาษณ์พี่เกมส์เต็มๆกว่า 3 ชั่วโมง

DSCN0852_resize

เป็นอีกครั้งที่เกิดเหตุการณ์รวมตัวกันของเพื่อนๆหนอนหนังสือเยอะมากๆ
หลังจากที่เราทำกิจกรรมเชิญชวนไปพบว่ามีแฟนหนังสือโทรมาสั่งจองที่นั่งกันเยอะมาก
อารมณ์เหมือนกำลังจะมาเจอดาราที่พวกเขาชื่นชอบกันเลยทีเดียว

DSCN0863_resize

(ออกแนวนายแบบได้ไม่ยากเลย)

เราเริ่มคุยกันตั้งแต่ที่มาที่ไปจากอดีต จนกระทั่งเข้าเรื่องมาถึงหนังสือค่ะ
พี่เกมส์เล่าให้ฟังถึงเมื่อครั้งอดีตว่าทำงานอะไรมาบ้าง
ตกงานอยู่ 4 ปีไปทำงานเป็นเซลล์ขายรถแล้วออกมาตั้งบริษัทเอง
จนขาดทุนไปหลายครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
และในระหว่างที่ชีวิตล้มเหลวนั้น เรื่องเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้นซ้ำอีก
เขาเสียคุณพ่อ ไปอย่างกะทันหัน ซึ่งในสภาวะแบบนี้คงไม่มีใครอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไร

แต่โชคดีค่ะที่เมื่อถึงทางตันของชีวิต เขาได้เข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า
หลักธรรมที่ทำให้เขาเข้าใจ สัจธรรมหลายๆอย่างของชีวิตมากขึ้น
เขาค่อยๆฟื้นฟูสภาพจิตใจ ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ อ่านหนังสือดีๆ
จนทำให้กลับมาตั้งต้นใหม่ได้อีกครั้ง

ครั้งแรกที่อ่านหนังสือ ไขรหัสรวยลับขุมทรัพย์เงินล้าน ต้องบอกตามตรงว่าแปลกใจมากๆ
เพราะเนื้อหาข้างในไม่ค่อยตรงตามที่เราคิด นึกว่าจะเป็นหนังสือออกแนวธุรกิจ
อสังหาริมทรัพย์ แต่เท่าที่เข้าใจตอนที่อ่านแป๋งว่าออกแนวจิตวิทยา อิงไปธรรมะมากกว่า

Picture1

ยกตัวอย่างเนื้อหาบางบทนะคะ บทที่ 21 เงินหรือความรู้สึก
มีช่วงท้ายของบทเขียนไว้ว่า

จงจำไว้ว่า เสียเงินได้ แต่อย่าเสียความรู้สึก
“อย่าจมอยู่กับพลังงานลบเพราะแค่ผลของชาตินี้มันก็มากมายแล้ว หากเป็นผลของชาติหน้า
ที่ที่คุณจะไปเกิด มันคงไม่ดีแน่หากจิตมันเก็บพลังงานลบ (บาป) นี้ไว้ เพราะหน้าที่ของมนุษย์คือการปรับจิตให้สูงขึ้น เพื่อนำพาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

บทที่ 23 จะสร้างพลังบวกได้อย่างไร

บทที่ 25 ฝึกควบคุมพลังงานด้วยสติปัฏฐาน

จะเห็นว่าผู้เขียนให้ความสำคัญกับการควบคุมความรู้สึก ความคิด
และ “จิต” มากๆ จึงเกิดมีหนังสือเล่ม 2 ตามมาชื่อว่า

รวยด้วยจิตหยั่งรู้  

 

วันนั้นพี่เกมส์ให้ข้อสรุปที่ดีๆกับเราหลายอย่างเลยค่ะ รวมถึงยังให้แง่คิดต่อความสำเร็จว่า
ความสำเร็จมาจาก ความสารถ 40% แต่อีก 60% มาจากการฝึกจิต
ถ้าเรามีสภาพจิตใจที่พร้อมรับได้ทุกสถานการณ์ในชีวิต
ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกต่อไปแถมการที่เราอยู่ในสภาวะจิตที่เป็นบวก
จะทำให้เราเข้าถึงเหตุการณ์ดี และได้เจอคนดีๆที่พร้อมจะมาช่วยเหลือเราอีกด้วย

เนื้อหาหนังสือโดยรวมทั้ง 2 เล่มเขียนไว้ดีมากค่ะ อยากให้เพื่อนลองไปหาอ่านดู
หนังสือดีๆบางเล่มต้องใช้ทั้งชีวิตของผู้เขียนกลั่นออกมาจนเหลือแต่ส่วนที่สำคัญจริงๆ
มันคุ้มค่ามากที่เราไม่จำเป็นต้องไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
นี่เป็นอีกหนึ่งนักเขียนที่พวกเรายิ่งรู้จัก ก็ยิ่งหลงรักในแนวคิดของพี่เขาค่ะ

ต้องขอบคุณเงิน 5 บาทวันนั้นไม่งั้นเราอาจจะไม่ได้รู้จักกัน
Let’s read and share กับพวกเราที่ Book Lover Club (Thailand) ได้ค่ะ

ภานุมาศ คาดีวี (แป๋ง)
Book Lover Club(Thailand)

 

 

 

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />7 กฎด้านจิตวิญญาณเพื่อความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม

ครั้งก่อนแป๋งได้นำเสนอเรื่องราวของนักแปลท่านหนึ่งที่เคยแวะมาเยี่ยมเยียนพวกเราไปแล้วนะคะ
ครั้งนี้ขอนำเสนออีกท่านที่น่ารักกับพวกเรามากๆ ยอมมาคุยกับพวกเราถึง 2 ครั้งเลยค่ะ
เหตุเกิดจากหนังสืออีกเช่นเคย พี่ๆในคลับเราได้ไปเจอหนังสือแปลของนักเขียนดังเล่มหนึ่ง
มีโปรโมชั่นตลอดการวางขาย ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง! เป็นที่ฮือฮา ของพวกเรามากๆ
เพราะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน คำถามแรกที่เราอยากรู้คือใครเป็นคนคิดทำ? ไม่กลัวขาดทุนเหรอ?
พอเราได้เจอท่านและได้คุยกับท่านจริงๆ เราจึงเข้าใจเลยค่ะว่า…จริงๆแล้ว

กำไรต่างหาก

เรากำลังจะพาทุกคนไปรู้จักผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
คุณนันท์ วิทยดำรง ผู้แปลหนังสือ The Seven Spiritual Laws of Success  ชื่อภาษาไทยว่า
“7 กฎด้านจิตวิญญาณเพื่อความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม”
ที่เขียนโดย ดีพัค โชปรา (Deepak Chopra,จบการศึกษาด้านการแพทย์จากอินเดีย
ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ที่มีชื่อเสียงของโลกในการเป็นผู้นำทางการแพทย์ ด้านร่างกาย
ด้านจิตใจและศักยภาพของมนุษย์  นิตยสาร ไทม์ ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญและบุคคลตัวอย่างแห่งศตวรรษ )

DSC_6748_resize

ท่านไม่ได้เป็นนักแปลโดยอาชีพค่ะ ครั้งแรกที่แป๋งได้เบอร์โทรและติดต่อไป
คุณนันท์ไม่ถามเลยแม้แต่คำเดียวว่าเราเป็นใคร?
ทำไมอยู่ถึงเชิญท่าน? ท่านตอบตกลงจะมาพบเราตามวัน เวลาและสถานที่ที่กำหนด
เพื่อมาพูดคุยและให้ความกระจ่างกับเนื้อหาในหนังสือกับเรา
ต้องบอกตรงๆว่าอ่านเองแล้วตีความไม่ถูกจริงๆค่ะ ถึงแม้จะเข้าใจบ้างแต่อาจจะไม่ตรงตาม
ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสาร จึงทำให้หนอนหนังสือแบบพวกเราอยากเจอท่านมากๆ

20130903_074942

ท่านเล่าให้ฟังถึงที่มาในการเลือกหนังสือเล่มนี้มาแปลว่า ขณะที่ท่านกำลังหาหนังสือดีๆอ่าน
ก็ได้ไป search พบหนังสือเล่มหนึ่งติดอันดับ Top 100 Must Read Books ของโลก
ชื่อหนังสือว่า The Seven Spiritual Laws of Success
หลังจากที่ท่านได้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษและค่อยๆพยายามทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ก็เกิดอาการเดียวกันกับคุณ ปสงค์อาสา (ผู้แปลหนังสือ The Law of Success ของ นโปเลียน ฮิลล์)
คือทนอ่านสิ่งดีๆคนเดียวไม่ได้ท่านตั้งใจว่าอยากให้คนไทยได้รู้เรื่องเหล่านี้ให้มากที่สุด
เท่าที่จะทำได้จึงติดต่อทางผู้เขียนเพื่อขอลิขสิทธ์แปลเป็นภาษาไทย

DSC_6780_resize

เนื้อหาในหนังสือดีมากๆจนทำให้ท่านรู้สึกว่าอยากจะให้คนไทยรู้เรื่องราวเหล่านี้
จึงเกิดเป็นไอเดียหนังสือส่งต่อ ประมาณว่า ซื้อหนึ่งเล่มแถมหนึ่งเล่ม
แน่นอนว่าไอเดียนี้ดีต่อผู้ซื้อแต่ไม่ถูกใจสำนักพิมพ์ จึงไม่มีที่ไหนรับพิมพ์
แต่คุณนันท์ก็ไม่ล้มเลิกค่ะ ท่านสั่งพิมพ์เองและส่งต่อให้มีการจัดจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป
พร้อมทั้งจัดทำโครงการ “หนังสือส่งต่อ” ตามที่ตั้งใจ โดยมีวิธีการดังนี้
ถ้าใครซื้อหนังสือเล่มแรกปกสีส้มไป เปิดไปที่หน้าหลังสุดจะมี รหัสประจำเล่ม
ที่เราสามารถนำไปลงทะเบียนใน Website ที่จัดทำขึ้นเพื่อหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ
ที่ (www.nantbook.com ) แล้วใส่ที่อยู่เพื่อนหรือญาติที่เราต้องการส่งหนังสือเล่มนี้ให้อ่าน
ในช่องที่ระบุให้เวปไซน์ให้ครบถ้วน ทางทีมงานจะจัดส่งหนังสือเล่มเดียวกันนี้
แต่ปกสีน้ำเงินไปให้เพื่อนของเรา ฟรี!
New Image

เนื้อหาบางส่วนของหนังสือที่อยากแบ่งปัน ขอพูดถึงบทที่ 2 เรื่องของการให้
ซึ่งแอบชอบเป็นการส่วนตัวนะคะ เป็นกฎข้อที่ 2 กฎแห่งการให้ (Law of giving)
หน้าที่ 57 มีประโยคหนึ่งบอกว่า
“ยิ่งคุณให้มากเท่าไหร่คุณยิ่งได้เท่านั้น เพราะว่าคุณคงความอุดมสมบูรณ์ของจักรวาลให้ไหลเวียนอยู่ใน ชีวิตของคุณ ในความเป็นจริงสิ่งใดก็ตามที่มีค่าในชีวิตจะเพิ่มค่าทวีคูณเมื่อมันถูกให้ออกไป.. ”

วิธีการฝึกที่เขาบอกไว้เรียบง่ายมากๆแค่คุณอยากได้อะไรก็จงให้สิ่งนั้นออกไป
ถ้าคุณต้องการความรักก็จงเรียนรู้ที่จะให้ความรักแก่ผู้อื่น ต้องการความสุขก็จงให้ความสุขกับผู้อื่น

แป๋งเชื่อว่าคุณนันท์เข้าใจกฎข้อนี้อย่างลึกซื้งจึงเป็นสาเหตุให้หนังสือเล่มนี้
กลายเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในหลายวงการ
ถูกแนะนำและส่งต่อในระยะเวลาอันรวดเร็ว พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนถึงปัจจุบัน
จะไม่ให้บอกว่าจริงๆแล้วคุณนันท์กำไรได้ยังไงล่ะคะ  มันไม่ใช่แค่กำไรในรูปของตัวเงิน
แต่หนังสือเล่มนี้ได้ทำให้ใครหลายคนได้เข้าใจและเข้าถึงศักยภาพภายในของตัวเองได้อย่างแท้จริง
ในวันที่เรา meeting กันมีพี่ๆแฟนหนังสือเดินทางมาจากทั่วทุกภาคเพื่อมาพูดคุยกับเรา
เรียกได้ว่าเป็นกำไรชีวิตทั้งผู้เขียน ผู้แปล และผู้อ่านกันเลยทีเดียว

การทำโครงการหนังสือส่งต่อทำให้ผู้ที่ซื้อหนังสือได้มีโอกาสทำตามกฎข้อนี้ไปโดยอัตโนมัติ
พอเราทำเราก็ได้เองด้วยและถ้าเพื่อนเราทำต่อ เพื่อนเราก็ได้ทำตามกฎแห่งการให้ไม่มีที่สิ้นสุด
พวกเราดีใจมากที่ได้เจอกับผู้แปลที่ผู้ที่มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยการให้และการแบ่งปัน
ขอบคุณคุณนันท์ อีกครั้งสำหรับหนังสือดีๆเล่ม่นี้ค่ะ
จึงทำให้เรามีเรื่องดีๆมาแบ่งปันทุกท่านที่อ่านในขณะนี้ แนะนำให้ทุกคนลองหาซื้อมาอ่าน
และร่วมกิจกรรมส่งต่อหนังสือกันเยอะๆนะคะ
(ตอนนี้หนังสืออาจจะหายากแล้วสามารถเข้าไปติดต่อได้ www.nantbook.com  หรือโทร
02-953-5180)

ภานุมาศ  คาดีวี (แป๋ง)
Book Lover Club (Thailand)cial is discount

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />อาจารย์ ปสงค์ อาสา ผู้แปล “คิดอย่างไรให้รวย” (Think and Grow Rich)

หลงรักนักเขียน คอลัมน์สัปดาห์นี้ ขออนุญาตพูดถึงผู้แปลนะคะ
เพราะเราเชื่อว่าผู้แปลหนังสือมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผู้เขียนเช่นกัน
หนังสือดีๆ ทั่วโลกมีมากมายถ้าไม่ได้ท่านเหล่านี้ เราอาจจะเข้าไม่ถึงศาสตร์ต่างๆ
ได้ง่ายขนาดนี้หรือถ้าอ่านเองก็คงต้องใช้เวลานาน

ใครที่เป็นแฟนหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ คงคุ้นกับนามปากกา ปสงค์อาสา เป็นอย่างดี
แต่อาจจะไม่เคยเห็นตัวจริงใช่ไหมคะ?
แป๋งเองเป็นคนหนึ่งที่ชอบหนังสือ “คิดอย่างไรให้รวย” (Think and Grow Rich)
ของ นโปเสีย นฮิลล์ มากๆ ต้องบอกว่าชอบตั้งแต่อ่านบทนำกันเลยทีเดียวค่ะ
หนังสือเล่มนี้เกิดจากการสัมภาษณ์บุคคลที่ร่ำรวยกว่า 500 คนทั่วสหรัฐอเมริกา
ถึงเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จในธุรกิจของพวกเขาแล้วนำหลักการต่างๆ
มาสรุปให้เหลือเพียงแค่ 16 ข้อเพื่อให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายๆ
เป็นเหมือนคัมภีร์ของความสำเร็จก็คงจะไม่ผิด
เราจึงสามารถเห็นหนังสือเล่มนี้และเล่มอื่นๆของ นโปเลียน ฮิลล์ ได้ในทุกห้องสมุดทั่วสหรัฐอเมริกา เป็นหนังสือที่บุคคลระดับผู้นำของประเทศจะต้องอ่าน
ดีขนาดนี้ถ้าไม่มีคนแปลให้เราเข้าใจคงน่าเสียดายมากๆ ว่าไหมคะ

พวกเราไม่ได้รู้จักกับ อาจารย์ ปสงค์ อาสา ผู้แปลโดยตรง
แต่เราได้มีโอกาสรู้จักกับพี่ต้น ในงานเปิดตัวหนังสือ “เกิดมาเพื่อชนะ”
พี่ต้นเป็นอีกคนที่ชอบหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ หลายเล่มและบุกไปคุยกับอาจาย์
ถึงบ้านมาแล้วหลายครั้ง พี่เขาเลยเสนอว่าถ้าอยากเจออาจารย์สามารถแนะนำให้ได้
นั่นเป็นที่มาที่ทำให้พวกเราได้เจอตัวจริง เสียงจริงของอาจารย์ผู้มีพระคุณของพวกเราค่ะ

เราเชิญอาจารย์ มาเป็นแขกใน Meeting ครั้งที่ 29 ที่จัดขึ้นที่ห้องสมุดชั้น 3 บ้านอารีย์ค่ะ
ท่านดูเป็นคนสมถะมากๆ แต่ในความเรียบง่าย ท่านรู้ลึกรู้จริงในหลายๆเรื่อง
คำถามแรกที่ทุกคนอยากรู้คือมาแปลหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ ได้ยังไง?
ฟังคำตอบนะคะแล้วคุณจะศรัทธาในตัว บุคคลท่านนี้มาก

DSC_2805 (Copy)

“ผมเจอหนังสือ The Law of Success กำลังถูกโละในกองกระบะในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง
เล่มหนามากแต่ราคาถูกมาก ตอนแรกคิดว่าแค่อยากจะเอามาฝึกภาษาอังกฤษเพราะตอนนั้นผมเรียนที่รามคำแหง ภาษาก็ไม่ได้เก่งอะไร พอเริ่มอ่านก็ต้องเปิดดิกชันนารีไปเกือบทุกคำ แต่พอเข้าใจเนื้อหามันมากขึ้นแล้วรู้สึกว่าสนุกมาก มันเป็นเรื่องที่หลายคนไม่รู้มาก่อนรวมทั้งผมด้วย มันดีมากจนผมอยากอยากแบ่งปันสิ่งนี้ให้คนไทยรู้ ผมจึงนำต้นฉบับที่เขียนด้วยมือปึกหนึ่งที่ใช้เวลาแปลทั้งสิ้นกว่า 1 ปี ไปเสนอสำนักพิมพ์เขาเห็นลายมือแล้วบอกก่อนเลยว่าอ่านไม่ออกต้องไปพิมพ์มา ผมต้องกลับไปพิมพ์ต้นฉบับด้วยเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆสมัยนั้นใช้เวลาอีกกว่า 6 เดือนกว่าจะเสร็จ”

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความทางสำนักพิมพ์จะยอมพิมพ์หนังสือเลย เป็นเพราะหนังสือมีความหนามากเกรงว่าจะไม่เหมาะกับคนไทย คนจะอ่านไม่จบ ทางสำนักพิมพ์จึงแนะนำให้อาจารย์ปสงค์ไปลองหาหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆกว่านี้มาลองแปลดูก่อน จึงทำให้ท่านต้องแปลหนังสือเล่มอื่นๆอีกหลายเล่ม

ถึงกระนั้นทางโรงพิมพ์ก็ยังไม่ตอบตกลงจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้สักที
ท่านจึงตัดสินใจใช้เงินเท่าที่มีที่ได้จากค่าลิขสิทธิ์หนังสือเล่มอื่นๆมาเป็นต้นทุนพิมพ์
หนังสือ “ปรัชญาชีวิต ศาสตร์แห่งความสำเร็จ” ( The Law of success)
และใช้ชื่อสำนำพิมพ์ว่า มังกาพย์ ตามสันหนังสือที่เราเห็นกัน

DSC_2658 (Copy)

จึงเป็นที่มาที่ทำให้คนไทยได้รู้จักหนังสือของนโปเลียน ฮิลล์ เป็นครั้งแรก
ถึงแม้ว่าเรื่อง ศาสตร์แห่งความสำเร็จ จะใหม่มากสำหรับเมืองไทยในสมัยนั้น
แต่เพราะเนื้อหาที่เข้มข้นและเข้าถึงคนทุกกลุ่มเป็นสาเหตุให้หนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์
ได้รับความสนใจในหลายวงการในเมืองไทยในคอร์สฝึกอบรมพัฒนาตัวเองต่างๆ
ได้มีการแนะนำหนังสือเล่มนี้กันอย่างแพร่หลายทำให้มียอดการสั่งพิมพ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลักการที่ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าใช้ได้จริงในทั่วโลก ก็สามารถใช้ได้จริงในเมืองไทยเช่นกัน
หนังสือเล่มนี้เป็นต้นเหตุให้ใครหลายคนที่อ่านและลองทำตามประสบความสำเร็จในชีวิตได้จริง
หนึ่งในนั้นคือน้อง โรจน์ (รวิโรจน์ อัมพลเสถียร) นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อายุน้อย ที่แป๋งได้ไปสัมภาษณ์ลงหนังสือเกิดมาเพื่อชนะ

น้องโรจน์เองรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณหนังสือเล่มนี้มาก ถึงขนาดร่วมกันกับเพื่อนๆ ซื้อหนังสือบริจาค
เข้าร่วมโครงการ Pay it Forward (โครงการส่งต่อมอบโอกาสด้วยหนังสือดีทั่วประเทศ จัดทำโดย นพ. บัณฑิต หิรัญชูสกุล) จำนวน 462 เล่ม เพื่อส่งต่อมอบโอกาสให้น้องๆ ทั่วประเทศ ได้อ่าน เพื่อหวังเพียงว่าหากมีใครสักคนได้อ่านและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเขาจริงๆ
จะเป็นการตอบแทนบุญคุณหนังสือได้บ้างไม่มากก็น้อย

a

จากความพยายามอย่างไม่ลดละของคนๆหนึ่งนำมาซึ่งห่วงโซ่แห่งความดีเกิดการส่งต่อหนังสือไปทั่วประเทศ นอกจากนักเขียนแล้ว เรายังหลงรักนักแปลด้วย เพราะเหตุนี้ค่ะ

ภานุมาศ คาดีวี
Book Lover Club (Thailand)

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/03/1.png"><br />หุ้น…เปลี่ยนชีวิต… : วีระพงษ์ ธัม

ปัจจุบัน หากมองเข้าไป ตามร้านหนังสือหลายแห่ง หลายคนอาจจะพอสังเกตได้ว่ามีหนังสือ
แนวหนึ่ง ที่กำลังมาแรง และออกมาเยอะมาก…ในขณะนี้….

“รวยด้วยหุ้น”…”มือใหม่หัดเล่นหุ้น”…”จาก 1 ล้าน เป็น 500 ล้าน”…และอีกมากมาย จนจำกันไม่ไหว…

แล้ว ”เล่นหุ้น” เหมือนกับ “เล่นพนัน” ไหม…หากไม่มีความรู้เข้าไป จะกลายร่างเป็นแมงเม่าเหมือนที่เขาพูดกันหรือเปล่า

ในฐานะผู้เขียนเอง ก็เคยสังสัย และไม่อยากจะข้องแวะกับเรื่องราวของหุ้น สักเท่าใดนัก แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ เมื่อเห็นหนังสือแนวนี้ค่อนข้างเยอะ เลยตัดสินใจหาซื้อมาลองอ่านดูสักตั้ง เนื่องจากอ่านหนังสือมาก็หลายแนว แต่ยังไม่เคยลองอ่านแนวนี้ดูสักที จำได้คร่าวๆ ว่าหนังสือหุ้นเล่มแรก ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับหุ้นเท่าใดนัก แต่เป็นเรื่องการของการบริหารเงินออม การเก็บเงินไว้ยามฉุกเฉิน การอยู่กับความพอเพียง หลังจากอ่านหนังสือเล่มนั้นเลยรู้สึกว่า การลงทุนในตลาดหุ้น ก็ไม่ได้แย่หรือเน้นแต่เรื่องเงินอย่างเดียว…

หลังจากเล่มที่หนึ่ง เล่มที่สอง สาม สี่ ก็ตามมา จนกระทั่ง ถึงเล่มที่จะกล่าวถึง ในวันนี้….

เป็นเรื่องราวของ เด็กหนุ่ม ชาวไทยที่เป็นลูกครึ่งมาเลเซีย พ่อเป็นคนจีนมาเลย์ มาพบรักกับแม่ที่เป็นคนไทย ในครั้งที่มาร้องเพลงที่เมืองไทย…ตอนนั้น จำได้ว่าฟังเรื่องราวของเขา ขณะที่วิ่งออกกำลังกาย…ก็รู้สึกว่า เรื่องราวของเขา น่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะการใช้ชีวิต ที่ไม่ได้เน้นแต่เรื่องการสร้างความร่ำรวยเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังดูแลพ่อแม่ ครอบครัว ตลอดจนแบ่งเวลาไปสอนหนังสือ เพื่อแบ่งปันให้กับสังคมอีกด้วย…

p=5127

หุ้น เปลี่ยนชีวิต บนเส้นทาง VI” เป็นหนังสือหุ้น อีกเล่มหนึ่ง ที่น่าจะเหมาะสำหรับท่านที่อยากลองศึกษา เรื่องราวเกี่ยวกับวงการหุ้น…ในแง่ที่ไม่ได้มีเพียงแต่หุ้น แต่หากเป็นองค์ความรู้และวิธีคิดรูปแบบของการเล่นหุ้น ที่เรียกว่า “VI” หรือ Value Investor

เนื้อหาในหนังสือ จะเน้นหลักการของการลงทุนแบบคุณค่า เริ่มตั้งแต่ พื้นฐานของการลงทุน ซึ่งมักอยู่บนพื้นฐานความคิดและทัศนคติ…เพราะนอกเหนือจากความเชื่อและศรัทธาแล้ว ทัศนคติที่ถูกต้อง ที่จะไปสุ่จุดหมายก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

ตลอดจนการประเมินมูลค่าของหุ้น เพื่อช่วยในการกรองว่า หุ้นในลักษณะใดที่ควรซื้อเพื่อเก็บถือยาว…หรือแบบไหนที่ไม่ควรซื้อ….

เท่าที่อ่านหนังสือแนวนี้มาหลายเล่ม พบว่าคนที่ประสบความสำเร็จในวงการหุ้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือหรือไม่ก็ชอบเรียนรู้ด้วยตัวเอง (ซึ่งจะว่าไปแล้ว เรามักจะเห็น คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ อยู่ในกลุ่มของผู้ที่ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ)

หลักในการพิจารณากิจการที่จะลงทุน ในมุมมองของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นหลักการพื้นที่ฐานที่พอทราบกันมาบ้างคือ…

ความแข็งแรงของกิจการ…

การเติบโตของกิจการ…

สินทรัพย์ของกิจการ…

การสร้างกระแสเงินสด…

บทสรุปสุดท้าย ของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ กระบี่อยู่ที่ใจ เพราะสุดยอดคำภีร์นั้น ไม่มีอยู่จริง และความพอเพียงก็เป็นส่วนหนึ่งของทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งการลงทุน หากทุกคนยังมีความโลภ สิ่งนี้เองอาจจะทำให้เราไม่มีความสุข เพราะคอยแต่คิดหาทางที่มีแต่อยากจะได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ และนำไปสู่ความทุกข์

ข้อดีของการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างหนึ่ง คือการได้เห็นตัวเอง และเห็นคนอื่น โดยเฉพาะความคิด ที่วนเวียนไปมา นึกถึงแต่เรื่องหุ้น คนรุ่นใหม่หลายคน เข้ามาเพื่อหวังที่จะรวยทางลัด ในระยะสั้นๆ แต่อย่าลืมว่าคนที่สำเร็จก็มีมาก คนที่ล้มเหลวก็มีเยอะ สุดท้าย ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝน และให้เวลากับมัน

นอกเหนือจากความรู้จากการลงทุนแล้ว ผู้อ่านจะได้พบกับภาพแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้เดินทางท่องเที่ยวไปในทุกมุมโลก เพราะสุดท้ายการทำงานหรือใช้ชีวิต ต้องตอบโจทย์ของคนคนนั้นว่าจะมีเงินเยอะไปเพื่ออะไร หาความสุขในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือสร้างความสุขให้ครอบครัวได้หรือไม่…ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะตั้งคำถามกับตัวเอง ในการเลือกดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน

สุดท้ายเราอาจจะไม่ต้องรวย…หรือมีเงินทองมากมาย กว่าจะทำให้ตัวเรา หรือคนที่เรารักมีความสุขก็ได้ หากแต่เป็นการที่เราหาคุณค่าของตัวเราเองเจอ และมีเวลาให้กับคนรอบข้าง กินข้าว พูดคุย แค่นี้ ความสุขในการมีชีวิต อาจจะไม่ได้ยากเหมือนที่หลายคนคิดก็เป็นได้….

ประยูร สนใจ

ปัจจุบันทำงานด้านไอที อยู่ประเทศสิงค์โปร์

เแวะมาทักทายชมรมคนรักการอ่านแห่งประเทศไทยได้ที่ 
BOOK LOVER CLUB (THAILAND)

in white 2