เช้าวันธรรมดา

Khunkao_064

…วันนี้ผมลืมตาตื่นเช้าขึ้นมา
จากนั้นจึงเดินไปล้างหน้าในห้องน้ำ และเดินลงไปกินข้าว
ทักทายคนในครอบครัว
พูดคุย หัวเราะ แบ่งปันเรื่องราวดีๆ
และเดินขึ้นมานั่งเขียนคอลัมน์นี้ให้คุณอ่าน…

จบแล้วครับ เรื่องที่ผมอยากจะเล่า…
ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา (สุดๆ!) เลยใช่ไหม ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจแม้แต่น้อย
…จริงไหมครับ…
งั้นเอาใหม่นะ
ลองมาดูเช้าวันนี้กันอีกที…

หลังจากจมูกของมนุษย์คนหนึ่ง
สูดลมเข้าออกมาเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมงเต็มโดยไม่ต้องมี “ใคร” บังคับ
และหลังจากอวัยวะที่ชื่อว่าหัวใจ
ได้เต้นต่อเนื่องมาประมาณ 967,104,000 ครั้งตลอดระยะเวลา 23 ปีโดยไม่ล้มเหลว
มนุษย์ที่ชื่อว่า “ขุนเขา” ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา

เส้นประสาทในจอตาประมาณหนึ่งล้านเส้นของนายขุนเขา
ค่อยๆทำงานเพื่อรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวจำนวน 3 แสนล้านดวงในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก
โดยกาแล็กซี่ทางช้างเผือกเองก็เป็นเพียงหนึ่งใน 1 แสนล้านกาแล็กซี่ที่อยู่ในจักรวาลนี้

แสงจากดวงอาทิตย์ที่ดำรงอยู่มานานกว่า 4.5 พันล้านปี
และมีความร้อนที่ศูนย์กลางกว่า 15 ล้านองศาเซลเซียส
สาดส่องผ่านความว่างเปล่าแห่งห้วงอวกาศเป็นระยะทาง 149,600,000 กิโลเมตร
กว่าจะมาถึงดวงตาน้อยๆของนายขุนเขาซึ่งส่งข้อมูลนั้นด้วยความเร็ว 140 เมตรต่อวินาที
ไปยังก้อนไขมันสุดมหัศจรรย์ที่มีเส้นประสาทอยู่ 1 แสนล้านเส้น
(เท่าๆกับจำนวนกาแล็กซี่ทั้งหมดในจักรวาลนี้)
และมีจุดรับสัญญาณประสาทอยู่ 10 ล้านล้านจุด
ซึ่งมากกว่าประชากรทั้งหมดของโลกรวมกันประมาณ 1,400 เท่า
ด้วยความมหัศจรรย์พันลึกอันสุดจะพรรณนา
สัญญาณไฟฟ้าบ้าบอทั้งหมดนั้นได้ถูกแปลงมาเป็นข้อมูล
ที่ทำให้นายขุนเขาสามารถรับรู้ความจริงรอบตัวได้ภายในเสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยววินาทีว่า
“ตอนนี้คือตอนเช้า ฉันยังคงมีชีวิตอยู่ และฉันกำลังตื่นนอน…”

จากนั้นเจ้าสมองก้อนเดิมก็เริ่มเลือกและกลั่นกรองข้อมูลจำนวน 40 หน่วย
จากข้อมูลทั้งหมด 11 ล้านหน่วยที่ประดังประดาเข้ามาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เพื่อใช้ในการประมวลผล ดึงความทรงจำจากสมองส่วนเก็บกักความทรงจำ (hippocampus)
ซึ่งมีประสิทธิภาพเท่ากับคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงที่มีความจุ 500 กิกาไบท์จำนวน 4,500 เครื่อง
และส่งสัญญาณมากมายกว่าดาวบนท้องฟ้าไปยังกล้ามเนื้อส่วนขา
เพื่อให้พวกมันเริ่มขยับเขยื้อนพร้อมๆกัน
และสั่งให้เท้าของนายขุนเขายกขึ้นเพื่อฝ่าแรงโน้มถ่วงของโลก
ไปยังห้องซึ่งเจ้าก้อนไขมันจำได้ว่ามันคือ…
“ห้องน้ำ”

ในระหว่างที่กล้ามเนื้อกำลังพาร่างกายไป “ห้องน้ำ” จมูกก็หายใจไปด้วย
กระบังลมก็ขยายและหดไปด้วย หัวใจก็เต้นไปด้วย คอก็กลืนน้ำลายไปด้วย
หูก็รับเสียงไปด้วย ผิวทุกอณูรูขุมขนก็รับสัมผัสไปด้วย ตาก็รับแสงไปด้วย
เปลือกตาก็กระพริบนาทีละ 15 ครั้งโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
อวัยวะภายในทั้งหมด 22 อวัยวะและอวัยวะภายนอกอีก 56 อวัยวะ
ก็ทำงานสอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียงกัน
เซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวน 25,200,000,000 เซลล์
กำลังรบราฆ่าฟันกับเชื้อโรคนับชนิดไม่ถ้วนในทุกวินาที
พร้อมๆกับที่เซลล์เม็ดเลือดแดงจำนวน 30 ล้านล้านเซลล์
ก็กำลังลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
ในขณะที่จุดรับสัญญาณประสาทจำนวน 10 ล้านล้านจุดก็ยังคงส่งสัญญาณให้กันอย่างต่อเนื่อง
ราวกับว่ามีการจัดงานมหกรรมพลุขนาดมหึมาเกินจินตนาการ
ในพื้นที่ไม่ถึงสองกำปั้นใต้หัวกะโหลกแข็งๆของนายขุนเขา

…และการทำงานทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องมี “ใคร” คอยควบคุม ดูแล หรือบังคับ…

เมื่อร่างกายซึ่งประกอบไปด้วยอะตอม
จำนวน 7,000,000,000,000,000,000,000,000,000 (7 พันล้านล้านล้านล้าน) อะตอม
ซึ่งเป็นไฮโดรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนอะตอม 99%
ได้รับการปลุกให้ตื่นด้วยน้ำประปาที่ไหลทวนกระแสแรงโน้มถ่วงโลกย้อนศรตามท่อน้ำขึ้นมา
นายขุนเขาก็ตัดสินใจเดินลงไปกินอาหารที่จัดเตรียมไว้แล้ว
ซึ่งในการหุงต้องใช้แก๊สที่แปรรูปมาจากต้นกำเนิดฟอซซิ่ล
ที่ทับถมกันมายาวนานกว่า 100 ล้านปีของซากศพสัตว์มากมายนับล้านชนิด
ระหว่างที่กำลังรับประทานอาหาร และพูดคุยกับคนในครอบครัว
ซึ่งก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยอะตอม
จำนวน 7,000,000,000,000,000,000,000,000,000 อะตอม เช่นกัน
หลอดอาหารของนายขุนเขาก็เปิดปิดอย่างรู้จังหวะ
โดยไม่ให้อาหารตกลงไปอุดหลอดลมที่อยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่มิลลิเมตร
…โดยที่นายขุนเขาไม่ต้องคอยควบคุม…

กระดูกอ่อนทั้ง 3 ชนิดในหูของนายขุนเขาประมวลความสั่นของอากาศเป็นคลื่นเสียง
และเส้นประสาทกลุ่มหนึ่งในจำนวน 1 แสนล้านเส้นในสมอง
ก็แปลงคลื่นเสียงนั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ภาษาไทย”
และความทรงจำที่เก็บกักไว้ในหลากหลายพื้นที่ของสมองก็แปลง “ภาษาไทย” เป็นความเข้าใจ
ภายในเวลาไม่ถึงเสี้ยวของเสี้ยววินาที จากนั้นคำสั่งจากสมองส่วนหน้าก็ประมวลผล
และส่งต่อความเข้าใจอย่างรวดเร็วไปยังกระบังลมให้สูดอากาศเข้ามากกว่าปกติ
เพื่อเตรียมพร้อมส่งลมนั้นไปยังลำคอและกล่องเสียง
เพื่อแปลงอากาศเปล่าๆเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า
“คำพูด”

“คำพูด” ที่ว่านี้จะถูกส่งออกมาเพื่อให้กระดูกหูอีกสองชุด
สมองสุดมหัศจรรย์อีกสองก้อน และปากอีกสองคู่ที่นั่งอยู่ ณ โต๊ะอาหารนั้น
ทำหน้าที่แบบเดียวกันกับอวัยวะส่วนต่างๆของนายขุนเขา
ในการรับฟัง เข้าใจ และตอบโต้ได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 วินาที
ในขณะนั้น ระหว่างที่ทุกอย่างในหลอดลมและหลอดอาหารกำลังทำงานอย่างขมักเขม้น
ในกระเพาะอาหารของนายขุนเขาก็เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น
เซลล์แบคทีเรียกว่า 100 ล้านล้านตัว
ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเซลล์ของนายขุนเขาเองถึง 10 เท่า
กำลังทำหน้าที่ย่อยสลาย บดขยี้ เจือจาง
และกัดกินอาหารที่นายขุนเขารับประทานเข้าไปอย่างขะมักเขม้น
เพื่อแปรรูปพลังงานที่ได้จากซากศพของสัตว์และส่วนต่างๆของพืช
มาเป็นคำพูด การกระทำ กล้ามเนื้อ ไขมัน น้ำตาล ความคิดสร้างสรรค์
ความรัก ความหวัง ความเกลียด ความกลัว ความกล้า ความบ้า ปัญญา สติ
และทุกๆอย่างนอกเหนือจากนั้นที่นายขุนเขาจะต้องใช้ในการดำรงชีวิตต่อไป
รวมถึงพลังงานที่ทำให้นายขุนเขาสามารถพาตัวเองมานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
เพื่อแปลงความคิดจากสมองสุดอัศจรรย์
ผ่านกล้ามเนื้อนิ้วมือทั้งสิบที่ทำงานอย่างพร้อมเพรียงกันราวปาฏิหาริย์
เพื่อส่งผ่านความคิดมาสู่คีย์บอร์ดและจอคอมพิวเตอร์ขนาดกระทัดรัด
ที่บรรจุข้อมูลของโลกทั้งใบไว้ในสิ่งที่เรียกว่า Internet
ซึ่งมีน้ำหนักข้อมูลทั้งหมดรวมกันเพียง 50 กรัม เท่านั้น…
…ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่คุณกำลังอ่านอยู่ ณ เวลานี้ นั่นเอง…

จบแล้วครับ กับการบรรยายสิ่งที่ผมทำภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน
…ยังเป็นเช้าที่ “น่าเบื่อ” และ “ไม่มีอะไรน่าสนใจ” อยู่ไหม…
ใช่แล้วครับ ผมอธิบายกิจกรรมในเช้าวันเดียวกัน
โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เหมือนกันไม่มีผิด
แต่สิ่งเดียวที่ไม่เหมือน คือ…
“มุมมอง”

ผมไม่ได้กำลังเชื้อเชิญให้คุณมองโลกในแบบเดียวกันตลอดเวลาหรอกครับ
ใครทำแบบนั้นก็มีหวังได้เป็นลมตายกันพอดี แต่ผมแค่อยากจะบอกว่า…
คนเราเฝ้ามองหา “สิ่งมหัศจรรย์” จนเรามักมองข้าม “ความอัศจรรย์” ที่มีอยู่ข้างตัว
นอกตัว รอบตัว บนตัว ใกล้ตัว ไกลตัว และในตัวของเราเองอย่างมากมายมหาศาล

จริงๆแล้วความสุขเล็กๆจากสิ่งที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์”
มีซ่อนอยู่ในทุกที่ ทุกเวลา ทุกนาที

แต่คำถามก็คือ “คุณจะสามารถมองเห็น และรับรู้มันได้หรือเปล่า″
…ก็เท่านั้นเอง…


“ธรรม-ไม”

Photo56

ผมมีคำถามมาถามทุกคนครับ เอาล่ะ พร้อมนะครับ…

“คุณเคยมีโอกาสได้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯกันบ้างหรือเปล่าครับ?”
และ
“คุณเคยเดินเข้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆในกรุงเทพฯบ้างไหมครับ?”

โอเค คำถามข้างต้นนี้ ดูจะง่ายเกินไปใช่ไหมครับ…

นั้นผมขอแก้ตัวใหม่ เอาคำถามที่ยากขึ้นอีกนิดนึง

“ตอนเดินเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน หรือเดินเข้าห้างฯ
คุณเคยโดนพี่ยามเขาขอให้เปิดกระเป๋า
จากนั้นเขาก็เอาไฟฉายสะบัดดูข้างในประมาณ 1.25 วินาทีไหมครับ?”

เคยเนอะ โอเค แต่สงสัยคำถามของผมจะยังไม่ยากพอใช่ไหมครับ
ถ้าอย่างนั้นผมจะขอปล่อยหมัดน็อคด้วยคำถามโลกแตกแล้วนะ…

“เขาทำไปทำไมครับ?”

ลองคิดดูดีๆนะครับ เพราะผมว่าคำถามนี้ อาจทำให้โลก (ใบเก่าของคุณ) แตกได้จริงๆ

เท่าที่ผมลองเดาดู…  “ความปลอดภัย” ไม่น่าจะใช่คำตอบ
เพราะการที่มีสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีท่านหนึ่ง
เอาไฟฉายสะบัดดูรูที่ใหญ่ที่สุดของกระเป๋าที่มืดสนิท
โดยใช้เวลาประมาณ 1.25 วินาที ในการประมวลความปลอดภัย
โดยที่กระเป๋านั้นมีซิปอื่นๆที่ปิดสนิทอยู่ประมาณ 7 ซิป
ด้วยกัน ทั้งนี้ยังไม่ได้นับรวมซิปที่อยู่ในซิป
และซิปของกระเป๋าเล็กๆ ที่อยู่ในซิปของช่องซิปอีกทีหนึ่ง
ซึ่งช่องอื่นๆ ทั้งหมดสามารถเลือกใส่วัตถุอันตรายได้ประมาณ 30 ชนิด
ไม่น่าจะเป็นการประเมินความปลอดภัยที่ดีนัก

ดังนั้น ผมขอถามอีกครั้ง…

“เขาทำไปทำไมครับ?”

ถ้าคุณยังสงสัยอยู่และยังหาคำตอบไม่ได้ นับว่าวันนี้คุณโชคดีสุดๆเลยล่ะครับ
เพราะผมเป็นนักวิจัย และผมได้ไปทำวิจัยเพื่อหาคำตอบมาให้คุณแล้ว
ด้วยการลองสุ่มถามพี่ยามบางคนดู และคำตอบที่ผมประมวลมาได้
มีอยู่ทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกัน (เรียงตามลำดับความถี่ของคำตอบ):

1. มันเป็นหน้าที่

2. มันเป็นคำสั่งจากผู้ใหญ่

3. เพื่อความปลอดภัย (ผมชอบคำตอบนี้มากๆ)

แต่ที่ผมชอบที่สุดคือคำตอบสุดท้าย…

4. *อึ้ง เงียบ แล้วมองหน้าแบบงงๆ*

อ่านๆไปแล้ว อาจดูเหมือนว่าผมกำลังล้อเลียนพี่ยามนะครับ แต่เปล่าเลย…

ผมกำลังล้อเลียนมนุษย์ทุกคน (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) ต่างหาก

…เคยไหมครับ ที่เรา (ยอม) ทำอะไรที่ไม่เข้าท่า เพราะ “หัวหน้า” สั่งมา

 …เคยไหมครับ ที่เราทำตามคนอื่นเพียงเพราะคนอื่นเขาทำสิ่งนั้นกันมานานแล้ว
โดยไม่ตั้งคำถามใดๆทั้งสิ้น

…เคยไหมครับ ที่เราใช้คำว่า “หน้าที่” มาปิดบังหรือกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า
“เออ… จริงๆแล้วฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน และฉันก็ไม่ได้อยากทำมันหรอก”

…และเคยไหมครับที่เรายอมติดอยู่กับอะไรบางอย่างที่เราไม่ได้ชอบ
หรือยอมทนอยู่กับใครบางคน
เพียงเพราะความ “กลัว” ว่าเราจะหาสิ่งใหม่ที่ดีกว่า หรือคนใหม่ที่ดีกว่าไม่ได้

ถ้าคำตอบคือ “เคย” อย่าไปขำพี่ยามเลยครับ ขำตัวเองดีกว่า…

แต่จะว่าไปแล้ว บางครั้งก็ขำไม่ออกเหมือนกันนะครับ
เพราะคุณรู้ไหมว่าตลอดระยะเวลาที่มนุษยชาติถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกกลมๆใบนี้
มีการเข่นฆ่ากันในนามของ “คำสั่ง” มากมายมหาศาลกว่าในนามของการ “ขัดคำสั่ง”

ตั้งแต่สงครามครูเสทยาวนานนับพันปี
ไปจนถึงลัทธินาซีที่เกือบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน
มนุษย์ทำร้ายและทำลายชีวิตในนามของ “หน้าที่” มากมายมหาศาล
กว่าในนามของการ “ตั้งคำถาม” หลายเท่าตัวนัก

แต่จะไปโทษมนุษย์หรือพี่ยามเขาได้อย่างไรกันล่ะครับ
เพราะถ้าพี่ยามเขาไม่เอาไฟฉายสะบัดใส่กระเป๋าให้ดู “พอเป็นพิธี”
เขาก็อาจถูกเรียกตัวไปอบรมหรือไล่ออก
แล้วคราวนี้พี่ยามจะเอาเงินที่ไหนหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวเล่า

ผมว่าเหล่าทหารของลัทธินาซี ก็อาจจะมีเหตุผลคล้ายๆกัน
สุดท้าย คนเรายินยอมทำสิ่งแปลกๆที่ดูไม่เข้าท่า
ยอมทำผิดศีลธรรม และยอมทำสิ่งที่โหดร้ายทารุณสุดจินตนาการ
ก็เพราะคำๆเดียวกันครับ…
“กลัว”

ถ้าลองขุดดูให้ลึกจริงๆ ความ “กลัว” นี่แหละครับ
คือคำตอบที่แท้จริงของคำถามโลกแตกที่อยู่ในบทความนี้

กลัวถูกไล่ออก กลัวถูกด่า กลัวถูกทำโทษ กลัวไม่เข้าพวก
กลัวอดตาย กลัวถูกฆ่าตาย กลัวความดุของเจ้านาย กลัวไม่มีงานทำ ฯลฯ

จะมียาขนานใดที่สามารถใช้รวมคน หลอกคน ใช้คน
และควบคุมคนได้ผลวิเศษเท่ากับความกลัวอีกเล่า…

“ความกลัว” คือแรงขับเคลื่อนและเครื่องมือชั้นเยี่ยม
แต่ในขณะเดียวกัน
“ความกลัว” ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความไม่รู้ และความไม่รู้หรือ “อวิชชา” นี่เอง
ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความมืดบอดทั้งมวล

จริงอยู่ว่าในสังคมทุกสังคม ย่อมมีเจ้า “ความกลัว” แอบแฝงอยู่เสมอ
และการจะกำจัดความกลัวให้หมดไปโดยสิ้นเชิง คงไม่เป็นไปไม่ได้และอาจไม่ฉลาดนัก
เพราะความกลัวบางอย่างก็มีประโยชน์ของมัน
และเป็นส่วนประกอบหนึ่งของจิตใจมนุษย์
เหมือนกับที่ความมืดย่อมเป็นส่วนประกอบหนึ่งของจักรวาล

ความกลัวเหมือนกับความมืด ตรงที่มันชอบหลบๆซ่อนๆ
มันรักที่จะอยู่ในที่อับ แฝงตัวอยู่ในซอกหลืบ
แอบชักใยอยู่เบื้องหลังเวทีแห่งมายา และใช้แสงเงาในการสร้างภาพลวงตา
ทำให้ขนาดของตัวเองดูใหญ่โตมโหฬาร ทั้งที่จริงๆแล้วตัวมันเองนั้นไร้แก่นสารโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากขับไล่ความมืดออกไปจากห้อง
และทำให้ห้องของคุณสว่างไสวขึ้น
คุณก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าตู้โทรศัพท์แล้วฉีกเสื้อเพื่อแปลงกายเป็นซูเปอร์แมน
และเหาะไปดันโลกทั้งใบให้เคลื่อนเข้าใกล้พระอาทิตย์มากขึ้นหรอกครับ

คุณก็แค่เดินไปเปิดสวิตซ์ไฟ ห้องทั้งห้องก็ดูสว่างไสวขึ้นมาแล้ว

ห้องนั้น… ก็คือ “จิตใจ” ของคุณ

หลอดไฟในห้องๆนั้น… มีชื่อว่า “ปัญญา”

และตรงสวิตซ์ไฟ มีป้ายเล็กๆเขียนติดอยู่ว่า…

“ทำไม”


คูหาล่องหน

 

VOTE

เมื่อไม่นานมานี้เป็นวัน “เลือกตั้ง”

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นๆ
เพราะด้วยสถานการณ์ทางสังคมที่ยังไม่สงบ
หลายคนจึงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปต่อการเลือกตั้ง

บ้างก็ไป
บ้างก็ไม่ไป
บ้างก็ไม่สนใจ
ต่างคน ต่างความคิด
จะ “ถูก” หรือ “ผิด” ก็ว่ากันไป…

เปล่าเลยครับ ผมไม่ได้กำลังจะมาตัดสินคนในด้านต่างๆ
และผมก็ไม่ได้จะมาถกเถียงเรื่องการเลือกตั้ง หรือนักการเมือง
เพราะผมไม่ได้เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การปกครอง
แต่ผมมีอาชีพเป็นนักสังเกต และผมก็เพียงแค่อยากนำสิ่งที่ตัวเองสังเกตมาแบ่งปัน…

ผมอยากจะบอกทุกคนว่า วันเลือกตั้งไม่ได้มีแค่นานทีปีครั้งนะครับ
แต่ ทุกวัน คือ วันเลือกตั้ง
ทุกๆ ครั้งที่คุณใช้เงินซื้ออะไรสักอย่าง หรือคุณตัดสินใจทำอะไรก็ตาม
คุณกำลังลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง…

เมื่อคุณทิ้งขยะในที่สาธารณะ คุณกำลังใช้สิทธิ์เลือกความสกปรกมาปกครองบ้านเมือง

เมื่อคุณตัดสินใจตอบโต้คนที่มาทำให้คุณโกรธด้วยความรุนแรง
คุณกำลังโหวตให้ความรุนแรงมีอำนาจในสังคม

เมื่อคุณสั่งหูฉลามมาทาน คุณกำลังเดินไปคูหาและกาช่อง
“ฉันสนับสนุนให้ชาวประมงตัดครีบฉลามแล้วปล่อยมันกลับไปเน่าตายที่ก้นทะเล”

เมื่อคุณทำทุจริต ใช้เส้นสาย โกงเงิน หรือติดสินบน
คุณกำลังเดินสายหาเสียงให้กับความไม่โปร่งใส
และคุณกำลังสนับสนุนให้การโกงขึ้นมาเป็นใหญ่ในประเทศ

เมื่อคุณหยอดเงินใส่ตู้บริจาคให้โครงการหนังสือของคนตาบอด
คุณกำลังหยอดใบคะแนนเสียงลงตู้ สนับสนุนให้โครงการนี้ดำเนินต่อไป
ไม่ใช่แค่หยอดธนบัตรเพียงหนึ่งใบ

เมื่อคุณกดแชร์วิดีโอของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ออกมาเรียกร้องให้ความรุนแรงของสังคมยุติลง
คุณกำลังบอกโลกนี้ว่า… “นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ”

เมื่อคุณลงมือทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะใหญ่เท่าการโดดน้ำลงไปช่วยชีวิตคน
หรือเล็กเท่ากับการกดไลท์รูปภาพ คุณกำลังลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับสิ่งๆ นั้น
คุณกำลังบอกโลกนี้ว่า คุณอยากเห็นสิ่งนั้นมีอำนาจ ยิ่งใหญ่ และดำรงอยู่ต่อไป…

ทุกๆ การตัดสินใจของคุณ คือการเลือกตั้ง

และไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร มันก็ไม่ “ผิด” หรอกครับ
เพราะมันเป็น “สิทธิ์” ของคุณ

ผมแค่อยากจะบอกว่า ถ้าคุณรู้สึกตื่นเต้นในวันเลือกตั้ง
เพราะในวันนั้นคุณมีโอกาสได้ไปใช้เสียงเพื่อ (พยายาม) เปลี่ยนแปลงสังคม
คุณก็ไม่ต้องรอวันแห่งความตื่นเต้นแบบนั้นอีกนานนับปีหรอกครับ

เพราะแท้จริงแล้ว “วันเลือกตั้ง” ก็คือ “ทุกๆ วันที่คุณต้องตัดสินใจ”
และสังคมโดยรวมจะออกมาเป็นอย่างไร
ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ “พลังเสียง” ทั้งน้อยและใหญ่

ของทุกๆคน


ธรรมชาติ สอนธรรม

Vertical_Sunset (1)

เคร่งเครียดกับการเมืองกันมามากแล้ว ขอผ่อนคลายด้วยสุนทรียศาสตร์กันบ้าง
คอลัมน์ “ข้อคิดจากขุนเขา” ครั้งนี้ จึงมาในรูปแบบของบทกลอน
ที่แฝงเอาไว้ซึ่งคำสอนเรื่องความแตกต่าง และความเปลี่ยนแปลง

และเนื่องในโอกาสวันครู ผมขอมอบกลอนนี้บูชาแด่ครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มีชื่อว่า…
“ธรรมชาติ”

ธรรมชาติ สอนธรรม

กาละเปลี่ยนเวลาผัน คืนผ่าน
ปัจจุบันพลันเป็นวาน ผลัดได้
เขียวใดฤาจะเขียว ไม่เหี่ยว แห้งตาย
ชีพใดมิวางวาย หาใช่ชีพ ชีวิตคน

วอนดวงดาว อย่าให้เช้า มาเยือน
วอนดวงเดือน อย่าเลือนดับ กลับหาย
วอนความสุข อย่าพลันพลิก กลับกลาย
วอนความตาย อย่าพรากรัก ไปจากตน

แต่ถึงคราว ดาวก็ดับ ขับวันรุ่ง
ถึงวันพรุ่ง เดือนลาลับ กลับเลือนหาย
พอได้สุข สุกจนทุกข์ ไม่เหมือนทาย
พอได้รัก รักมลาย สลายทรวง

สิ่งอันใด ในโลกหล้า หามีแน่
วันนี้แท้ พรุ่งผันแปร เปลี่ยนผัน
มีความสุข หรือจะสุข ทุกคืนวัน
ตามรู้ทัน ความสุขทุกข์ จึงสุขจริง

ดั่งดอกหญ้า ยอมรับ ต่อยอดหญ้า
ดั่งธารา ยอมสยบ ต่อขุนเขา
ดั่งอาทิตย์ ยอมเข้าใจ ในแสงเงา
ดั่งใจเรา ที่น้อมรับ อนิจจัง

การศึกษา พร่ำฝน คนจนแกร่ง
ความรู้แต่ง ต่อเติม เสริม “กูรู้”
แต่จบวัน จวบปี ลืมหันดู
ที่ว่ารู้ ใช่ “รู้จริง” หรือ “รู้ใจ”

ตั้งแต่เล็ก เด็กเติบใหญ่ ใส่ความคิด
มีถูกผิด หนึ่งสอง ลองตอบถาม
แต่โลกจริง เรียงร้อยรัด ดั่งเรียงความ
มีถูกสาม ผิดสอง มองพางง

โลกหลากสี มีหลายเฉด เช่นฉากรุ้ง
มนุษย์มุ่ง สอนขาวดำ จำตามฉัน
พอเจอใคร ดำกว่า จงฆ่ามัน
คนเหมือนกัน กลับเกลียดกัน น่าขันดี

ฟันหลุดร่วง ลิ้นคงอยู่ จนสิ้นลม
ไม้โอ๊คล้ม ต้นอ้อลู่ กลับมาตั้ง
หินผาแกร่ง เกรี้ยวกราด ทรงพลัง
ยังพลาดพลั้ง ต่อสายน้ำ อันอ่อนโยน

ความอ่อนน้อม คือคุณธรรม ของธรรมชาติ
โลกพินาศ เพราะไม่ทำ ตามธรรมนี้
ทั้งเด็กน้อย หญิงชรา ชายชาตรี
จะสุขดี เมื่อมีใจ ไร้อัตตา

ปัญหาเกิด เพราะไม่เปิด ตำราใจ
ไม่ค้นไป จนลึก นึกให้เห็น
สิ่งสำคัญ กว่าความคิด คือคนเป็น
สังคมเย็น ด้วยหัวใจ ใช่ไกปืน

โลกจะอยู่ หากรู้อ่อน ก่อนรู้คิด
ฝึกรับผิด ไม่ปกปิด แล้วป้ายหลัง
การแตกต่าง แล้วต่อเติม คือพลัง
ส่วนความพัง คือแตกต่าง แล้วซ้ำเติม…


“เปลี่ยน” ด้วย “ปัญญา”

 

phoenix

 

“จงอย่าหวังพึ่งรัฐบาลชุดไหน หรือสถาบันใดในการแก้ปัญหาของสังคม
เพราะทุกๆความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่บนโลกใบนี้
ล้วนเกิดขึ้นจากความทุ่มเทของคนเพียงไม่กี่คน…”

-มาร์กาเร็ต มีท-

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า บางครั้งสิ่งที่มนุษย์เกลียดชังมากที่สุดก็คือ “ความเปลี่ยนแปลง”
แต่คงจะปฏิเสธอีกไม่ได้เช่นกันว่า หลายครั้ง “ความเปลี่ยนแปลง”
ก็กลับเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด
ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ จึงไม่แปลกที่ในแต่ละวัน
เราจะเจอเรื่องที่ตัวเองอยากเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นระบบ กฏเกณฑ์ สังคม นโยบาย ประเทศ หรือโลก
และในบรรดาสิ่งที่เรารักจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
ก็คือ ความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของผู้อื่นนั่นเอง

ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามกฏของอนิจจัง
แต่ในเมื่อบางครั้งเราต้องการเร่งการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่พฤติกรรมของคนในครอบครัว
หรือเรื่องใหญ่โตอย่างนโยบายของประเทศ คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ

เราจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
ในขณะเดียวกันก็เกิดทุกข์กับตนเองและผู้อื่นน้อยที่สุด”

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ ผมขอนำเสนอข้อคิดอะไรสักเล็กน้อย…
ในการเปลี่ยนแปลงทุกระดับ สามารถทำได้สองรูปแบบคือ

1. แบบอัคคี

และ

2. แบบวารี

เรามาเริ่มดูที่แบบอัคคีกันก่อน…

 

แม้เราทุกคนไม่อาจจะคิดเหมือนกันได้
อย่างน้อยเราก็ควรช่วยกันทำให้โลกใบนี้
ดำรงอยู่อย่างปลอดภัยในความแตกต่าง

-จอห์น เอฟ เคนเนดี-

            1. แบบอัคคี

การเปลี่ยนแปลงแบบอัคคี จะเน้นการแสดงออกซึ่งสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น
ในรูปแบบของพลังอันร้อนแรง
มุ่งการใช้โทสะและความเกลียดชังเป็นตัวสื่อสารความเชื่อมั่นและตอกย้ำจุดยืน
มีการตอบสนองด้วยพละกำลัง พลังอำนาจ อารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
พูดจาเสียงดัง ด่าทอ ใช้ภาษาหยาบคาย
โต้เถียงหักล้างโดยการลดคุณค่าของผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง
และสุดท้ายก็อาจใช้ความรุนแรงของพฤติกรรม
เพื่อพุ่งเข้าหาเป้าหมายและทำลายสิ่งต่างๆที่ขวางกั้น
เพื่อแสดงอุดมการณ์และพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงตามที่ปรารถนา

ตัวอย่างในระดับเล็กๆก็เช่น
คุณพ่อที่ต้องการเปลี่ยนแปลงลูกซึ่งไม่ตั้งใจเรียน ให้เป็นเด็กที่เรียนได้เกรดเฉลี่ยสูงๆ
คุณพ่ออาจใช้การทำโทษด้วยการเฆี่ยนตีเมื่อลูกสอบตก
ตะคอกหรือด่าว่าลูกเจ็บๆด้วยโทสะเมื่อลูกทำคะแนนได้ไม่ดี
บังคับให้ลูกอ่านหนังสือ หรือห้ามไม่ให้ออกไปเที่ยวกับเพื่อน
จนกว่าจะมีผลการเรียนที่ดีขึ้น ฯลฯ

            เนื่องจากคุณพ่อเกลียดลูกที่เรียนไม่เก่ง
เพราะรู้สึกว่าลูกสร้างความอับอายให้แก่ตัวเขาและวงศ์ตระกูล
คุณพ่อจึงใช้วิธีข้างต้นในการแสดงจุดยืน
และพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงตามที่ตัวเขาเองต้องการ

 

 “โปรดอย่าเข้าใจผิด ความโกรธไม่ใช่สัญญาณแห่งความแข็งแกร่ง
แต่มันคือสัญญาณแห่งความอ่อนแออย่างยิ่งของจิตใจ

วิลฟอร์ด วู้ดดรัฟฟ์

                ตัวอย่างในระดับใหญ่ ก็เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) พอล พต (Pol Pot)
เหล่าประชาชนผู้ต่อต้านราชวงศ์
ในเหตุการณ์ปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ฝรั่งเศสในปีค.ศ. 1789 – 1799
หรือกลุ่มชาวจีนฮักก้า (Hakka) ที่ร่วมกันปฏิวัติโค่นล้มศาสนาพุทธ
และระบบศักดินาในการปฏิวัติไทปิง (The Taiping Rebellion)
ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของจีนระหว่างปี 1850 – 1864
การปฏิวัติในครั้งนี้นำโดยชายผู้สถาปนาตนเอง
เป็น “กษัตริย์แห่งสวรรค์” นามว่า ฮอง ชี่ควอน (Hong Xiuquan)

หากอิงตามที่นักประวัติศาสตร์หลายคนวิเคราะห์
แรงผลักดันเบื้องหลังการกระทำของฮิตเลอร์นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายสมมุติฐาน…
อาจเป็นไปได้ว่าฮิตเลอร์เคียดแค้นที่ชาวเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1
และถูก “กดขี่” ด้วยสนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles)
หรือตัวเขาเองอาจเป็นเพียงเบี้ยหมากของมือที่มองไม่เห็น
ซึ่งคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือเขาอาจแค่กระหายอำนาจจนเกินควร

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร
ฮิตเลอร์ก็ใช้ความเกลียดชังผนึกผู้คนเข้ามาเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ
ด้วยการสร้างชาวยิวขึ้นมาเป็นเหยื่อเพื่อรวบรวมทหารเยอรมันส่วนหนึ่งเข้ามาเป็นกลุ่มก้อน
ฮิตเลอร์ต้องการสร้างเผ่าพันธุ์ที่ดีที่สุดซึ่งเรียกว่า “เผ่าอารยัน” (ผิวขาว ตัวสูง ผมทอง ตาฟ้า)
ดังนั้น เขาจึงตั้งเป้าหมายที่จะกำจัดคนที่ไม่ใช่ออกไปให้หมด
ซึ่งก็น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะตัวเขาเองเป็นชาวออสเตรียแต่กำเนิด มีผมสีน้ำตาลเข้ม
และสูงเพียง 173 เซนติเมตร ซึ่งนับว่า “ไม่สูง” เมื่อเทียบกับชายชาวเยอรมันทั่วไป

การพยายามสร้างเผ่าพันธุ์อารยัน
และกอบกู้ประเทศเยอรมันนีกลับมาเป็นมหาอำนาจของฮิตเลอร์
ส่งผลให้ผู้คนล้มตายไปประมาณ 60 ล้านคนทั่วโลก
และชาวยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปกว่า 6 ล้านคน
ด้วยวิธีการอันโหดร้ายทารุณเกินกว่าที่สมองมนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการได้

ส่วนในเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส
โดยเฉพาะใน “รัชสมัยแห่งความโหดร้าย” (Reign of Terror ปี 1793 – 1794)
ทางกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า จาโคบินส์ (Jacobins)
และ “สภาแห่งความปลอดภัยของประชาชน” (Committee of Public Safety)
นำโดย แมกซีมีเลียง รอแบ็สปีแอร์ (Maximilien Robespierre)
ได้ตัดหัวบรรดาผู้ที่เป็นกบฏต่อความเปลี่ยนแปลงไปเกือบ 17,000 หัว
เริ่มตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไปจนถึงพระนางมารี อองตัวแน็ต (Marie Antoinette)
และพรากชีวิตผู้คนไปอีกกว่า 25,000 ชีวิตทั่วประเทศ
ส่วนในการปฏิวัติไทปิงก็มีผู้คนต้องสละชีพไปถึง 20 ล้านชีวิต เพื่อสร้าง “อาณาจักรแห่งสวรรค์”

“The road to hell is paved with good intentions.”
English Proverb
ถนนสู่แดนนรกถูกฉาบทาไปด้วยเจตนา ดี’”
สุภาษิตอังกฤษ

จริงอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงแบบอัคคีสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้
เพราะประเทศเยอรมันนีได้กลับมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกอยู่ประมาณ 5 ปี
ส่วนการปฏิวัติฝรั่งเศสก็ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น
โดยประชาชนของฝรั่งเศสได้รับ “อิสรภาพ ความเสมอภาค
และความปรองดองฉันพี่น้อง”
(Liberté, Egalité, Fraternité)
ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบการปกครองในฝรั่งเศสนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
และสามสิ่งนี้ก็เป็นที่มาของธงชาติสามสี (น้ำเงิน ขาว แดง) ของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงแบบอัคคี
ซึ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลง
ภายนอกโดยใช้ความเกลียดชังเป็นพลังขับเคลื่อน
มักก่อให้เกิดความรุนแรง ลุ่มหลง การทำลายล้าง ความบาดหมาง
และก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมมวลรวม
และการบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากเสมอ

ถึงแม้จะได้ผลที่ต้องการในบางครั้ง แต่การพยายามเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ภายนอก
ก่อนหันกลับมามองตัวเอง จะทำให้จิตใจของคนเราเกิดความขัดแย้งในระดับลึก
การพยายามแก้ปัญหาด้วยความเกลียดชัง
มักทำให้ผู้แก้กลายเป็นตัวปัญหาขึ้นมาเสียเอง
และการด่าว่าคนที่เรามองว่า
เลว” ด้วยคำพูดที่ “ชั่วร้าย” ไม่แพ้กัน
ย่อมสร้างความทุกข์ในชีวิต มากกว่าความสุข

นักสู้ประเภทอัคคี จึงมักเผาผลาญทั้งตัวเองและสิ่งที่อยู่รอบๆข้าง
ก่อให้เกิดความเจ็บปวดพังพินาศมากกว่าการสร้างสรรค์อันงดงาม

 

Whoever fights monsters should see to it that in the process he does not become one.” 
Friedrich Nietzsche
บุคคลใดก็ตามที่กำลังต่อสู้อยู่กับอสุรกาย ควรระวังไว้ว่า
ตัวเขาเองก็อาจกลายเป็นอสุรกายอีกตนหนึ่ง…

-ฟรีดริช  นีทซ์เช-

                2. แบบวารี

ในทางตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลง แสดงจุดยืน และต่อสู้แบบวารี
คือการใช้สติปัญญา และความสุขุมเยือกเย็นเป็นหัวใจในทุกคำพูดและการกระทำ
นักสู้แบบวารีจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความรัก แสดงออกอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
ทุกการกระทำของเขาจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยนต่อสรรพชีวิต
ทว่าหนักแน่นมั่นคงต่ออุดมการณ์ คำพูดที่ใช้จะสุภาพมีระดับ
ทว่าเปี่ยมไปด้วยแสงสว่างจากปัญญาและพลังแห่งความเชื่อมั่นจากภายใน

การต่อสู้แบบวารีต้องอาศัยการสร้างสันติภาพในตัวเอง ก่อนที่จะใฝ่หาสันติภาพในสังคม
คนประเภทนี้จะเอาชนะสงครามภายในก่อนที่จะเอาชนะสงครามภายนอก
เขาจะดึงตัวเองขึ้นโดยไม่พยายามลดคนอื่นลง
และใช้ปัญญามากกว่าความบ้าบิ่นในการพุ่งสู่เป้าหมาย

ตัวอย่างในระดับเล็กๆก็เช่น หากคุณพ่อคนเดิมต้องการจะให้ลูกเรียนได้เกรดเฉลี่ยสูงๆ
แต่คราวนี้เขาตัดสินใจเปลี่ยนแปลงลูกโดยใช้วารี
เขาจะให้กำลังใจเวลาลูกสอบตก
และสอนเทคนิคการเรียนดีให้กับลูก เขาจะชมเชยเวลาลูกทำได้ดี
และหมั่นชี้ให้ลูกเห็นถึงประโยชน์ของการเรียนหนังสือด้วยความเมตตา
ที่สำคัญที่สุดคือเขาจะทำตัวเป็น “แบบอย่าง” ที่ดีให้กับลูก
ด้วยการตั้งใจทำงาน ขยันอดทน สร้างชีวิตที่ดีให้ลูกเห็น
และอ่านหนังสือเพื่อศึกษาและเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งใหม่ๆกับลูกอยู่เสมอ
เพราะเขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด และยั่งยืนที่สุด
คือการเริ่มต้นปรับจากภายในตนเอง แล้วขยายออกสู่การเปลี่ยนแปลงภายนอก

            เนื่องจากคุณพ่อรักลูกและอยากเห็นลูกมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
คุณพ่อจึงใช้วิธีข้างต้นในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เขาต้องการ

ตัวอย่างในระดับใหญ่ขึ้นมาก็เช่น พระพุทธเจ้า, มหาตมะ คานธี, ออง ซาน ซู จี,
เฮนรี่ เดวิด ทอโร, คุณสืบ นาคะเสถียร, หลวงปู่ติช นัท ฮันห์, องค์ทาไล ลามะ,
เนลสัน แมนดาลา, โรซ่า ปาร์ค, แม่ชีเทเรซา, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง
และกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสันติภาพ โดยใช้สันติภาพทั้งหลาย
ซึ่งวิธีการต่อสู้และแสดงจุดยืนแบบนี้ เราเรียกกันว่าวิธี “อหิงสา” (non-violence)

 

“Be not dumb, obedient slaves in an army of destruction.
Be heroes in an army of construction.”

-Helen Keller-
จงอย่าเป็นทาสที่โง่เขลาในกองทัพแห่งการทำลายล้าง
แต่จงเป็นวีรชนในกองทัพแห่งการสร้างสรรค์”

เฮเลน เคลเลอร์-

                อหิงสา มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลี
คือ “
หิงสา” แปลว่า “ความเบียดเบียน” และ “อ-“ แปลว่า “ไม่”
ซึ่งความ “
ไม่เบียดเบียน” นี้ หมายถึงการไม่เบียดเบียนทั้งทางกาย วาจา และใจ
คือไม่ปองร้าย ปากร้าย และทำร้าย

บุคคลที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นทุกท่าน เคยถูกขัดขวางต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย
และเคยถูกทำร้ายทั้งทางกาย วาจา และใจในสารพัดรูปแบบ
แต่เนื่องจากพวกเขาเลือกทางสายวารี เขาจึงไม่ตอบโต้โดยการทำลายสิ่งของหรือสถานที่
และเขาจะไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่นในทุกกรณี
ไม่ว่าจะด้วยคำพูด ความคิด หรือการกระทำ

อย่างไรก็ตาม จุดยืนของผู้ที่ใช้การต่อสู้แบบวารีก็ยังคงแข็งแกร่งมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง
และพวกเขาไม่เคยหยุดหรือยอมแพ้จนกว่าสิ่งที่พวกเขาปรารถนาจะประสบผลสำเร็จ
โดยคนเหล่านี้จะยืนหยัดและยอมตายแทนสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น
แต่ก็จะไม่ยอมพรากหรือเบียดเบียนชีวิตใครเพื่อมันโดยเด็ดขาด

            นักเปลี่ยนแปลงแบบวารี คือผู้ที่ใช้ความรักเอาชนะทุกสิ่ง
แม้แต่ศัตรูที่ไม่รักเขาเลย
พวกเขามีคุณธรรมในทุกการกระทำ
และเน้นการสร้างสันติภาพ
เรา ก่อนสันติภาพ โลก
พวกเขาเปลี่ยนตัวเองก่อนจะเปลี่ยนสังคม
และ
พวกเขาเป็นเหมือนน้ำที่แม้จะอ่อนโยนอยู่เสมอ
แต่สามารถกัดเซาะหินผาและภูเขาแกร่งให้เสื่อมสลายไปได้ทั้งลูก
เพราะน้ำไม่เคยยอมหยุดไหลแม้จะมีภูผาใหญ่มาขวางกั้น
สุดท้ายพวกเขาจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญ
ที่ได้รับการจารึกไว้ในใจผองชนตราบชั่วกาลนาน

 

…พี่น้องทั้งหลาย เราต้องไม่ทำร้ายคนขาวเหล่านั้น
เพราะหากเราทำร้ายเขา ก็แสดงว่าเราก็ไม่ได้มีอะไรที่ดีไปกว่าเขาเลย…

(ส่วนหนึ่งจากปาฐกถาของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง
หลังจากที่บ้านของเขาถูกระเบิดจนราบคาบโดยคนขาว และกลุ่มคนดำกำลังลุกฮือขึ้นเพื่อหาทางแก้แค้น)

                มนุษย์ทุกคนล้วนมีสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น มีสิ่งที่ตัวเองอยากจะเปลี่ยนแปลง
และมีสิ่งที่เป็นจุดยืนของตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด หรือในระดับใด
ฉะนั้น สำหรับคำถามที่ว่า “เราจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
ในขณะเดียวกันก็เกิดทุกข์กับตนเองและผู้อื่นน้อยที่สุด”
ผมขอให้คุณลองตอบตัวเองดูนะครับ แต่ก่อนจากกัน
ผมขอฝากชุดคำถามที่สามารถเก็บไว้ใช้ได้ตลอดชีวิตว่า…

            ในการต่อกรกับคนใจหยาบ จิตใจของเราหยาบช้าลงด้วยหรือเปล่า
            ในการพยายามสร้างสรวงสวรรค์ มีขุมนรกกี่อันผุดขึ้นรอบตัวเรา
            ในภารกิจขจัดปีศาจ ตัวเราเองได้กลายเป็นมัจจุราชหรือไม่
            และจิตใจของเราได้ เป็น” ในสิ่งที่เราฝันอยากจะ เห็น” แล้วหรือยัง…

 

เราจะไม่มีวันได้เห็นสันติภาพในโลก หากเรายังไม่สามารถสร้างสันติภาพในใจ
องค์ทาไล ลามะ


อยากเห็น “พ่อ” ยิ้ม

Photo46
ผมจำได้ว่าตอนอายุ 17 ปี
ผมเคยเข้าประกวดสุนทรพจน์แห่งประเทศไทย จัดโดยสำนักงาน ป.ป.ช.
และหัวข้อที่ผมเลือกพูดในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศก็คือ
“อยากเห็น ‘พ่อ’ ยิ้ม”

ในตอนนั้นผมเป็นเด็กน้อยที่เฝ้าถามตัวเองว่า
ทำไมในหลวงของเราถึงไม่ค่อยแย้มพระสรวล
ท่านมีความทุกข์อะไรกันหนอ
ซึ่งในตอนนั้นเด็กน้อยอย่างผมก็ได้แต่ตอบตัวเองว่า
“จะให้พ่อยิ้มได้อย่างไรกันล่ะ
ในเมื่อลูกของพ่อตั้งหลายคนเป็นเด็กขี้โกง…”

ต่อมาเด็กน้อยคนนั้นเติบโตขึ้นและเลือกเรียนสาขาจิตวิทยา
เพราะอยากทำความเข้าใจ “มนุษย์”
ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทั้งชาญฉลาดและโง่เขลาที่สุดในจักรวาลนี้
แล้วสุดท้ายเขาก็สมหวัง เพราะเมื่อได้ศึกษาจิตวิทยามาเป็นเวลานาน
เขาจึงเข้าใจว่า แม้ขั้นตอนเบื้องหลังการทุจริตคอร์รัปชั่นของมนุษย์
จะสลับซับซ้อนยิ่งกว่าสายไฟบนเสาไฟฟ้าของกรุงเทพมหานคร
แต่รากเหง้าของมันนั้น เข้าใจได้ไม่ยากเลย…

วันนี้ เด็กน้อยที่เคยนำเสนอเรื่องการโกงกินในการประกวดสุนทรพจน์
จึงขอมานำเสนอเรื่องเดิมอีกครั้งในฐานะนักเขียน
ทว่าด้วยความที่เวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว
การนำเสนอที่น่ารักแบบเด็กไร้เดียงสา
ก็อาจจะถูกโลกแปรรูปเป็นความเฉียบคมที่น่าหมั่นไส้แทน
ผมจึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย
หากความจริงบางอย่าง จะทำให้บางคนปวดใจ…

1. เมื่อ “แกะขาว” กลายเป็น “แกะดำ”
ก่อนอื่น ผมมีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ…
มีนายตำรวจอยู่คนหนึ่ง
เขาเป็นผู้ที่ดำรงความซื่อสัตย์สุจริตในสายอาชีพไว้ได้อย่างมั่นคงสม่ำเสมอ
เขาไม่เคยหวั่นไหวแม้คนรอบข้างซึ่ง (ควรจะ) เป็นที่พึ่งของประชาชน
รุมกินเงินใต้โต๊ะอย่างหิวกระหายจนสถานที่ราชการที่เขากำกับดูแลอยู่ในขณะนั้น
มีสภาพไม่ต่างจากภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ที่กิน (เงิน) ได้ไม่อั้น
แม้กระนั้นนายตำรวจคนนี้ก็ยังคงยืนหยัดในความบริสุทธิ์และซื่อตรง

เขาเป็นที่รักของครอบครัวและเครือญาติ
แต่กลับไม่เป็นที่รักของเพื่อนๆและเจ้านายสักเท่าไหร่
เพราะแม้ว่าเขาจะทำงานเก่ง ฉลาด และขยัน
แต่เขาก็ไม่เคยร่วมวง “บุฟเฟ่ต์” กับเพื่อนๆเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ว่าจะถูกชักชวนมากแค่ไหนก็ตาม

อยู่มาวันหนึ่ง นายตำรวจผู้นี้ก็สร้างชื่อเขย่าวงการหนักขึ้นไปกว่าเดิม
เมื่อเขาพยายามขัดขวางไม่ให้เพื่อนร่วมงานและ “คนใหญ่คนโต” ในวงราชการโกงกิน
เขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด
เพื่อให้แน่ใจว่าคนเหล่านั้นจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริตอีกต่อไป

คราวนี้ผมมีคำถามแบบเด็กอนุบาลให้คุณลองคิดกันดูครับว่า
ผลที่ตามมาจากการกระทำที่กล้าหาญ
และซื่อสัตย์สุจริตของนายตำรวจคนนี้คืออะไร…

เฉลยเลยแล้วกันนะครับ…
เขาถูกย้ายจากตำแหน่งผู้กำกับการกองฯ ที่มีอำนาจสูงสุด
สามารถทุจริตโกงกินได้นับเป็นล้านบาท (ถ้าอยากจะทำ)
ไปเป็นตำรวจน้ำในจังหวัดเล็กๆทางภาคใต้ของประเทศ
ต้องจากลูกเมียไปอยู่ตามลำพังคนเดียวในบ้านหลังเก่าๆเล็กๆนานนับปี
เพื่อทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้บ้านเมืองและประชาชนในน่านน้ำเล็กๆ
ที่ไม่ได้ต้องการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ถึงขนาดต้องส่งนายตำรวจมือปราบที่มีฝีมือมาประจำการ

อย่างไรก็ดี นายตำรวจใจซื่อ มือสะอาดผู้นี้
ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยความขยันขันแข็งจนเกษียณอายุราชการ
และเสียชีวิตไปด้วยยศ “พันตำรวจเอก” ที่ถูกแช่แข็งหยุดไว้แค่นั้น
นับตั้งแต่วันที่ท่านสร้าง “ชื่อเสีย” ให้กับเจ้านาย
และพวกพ้องในกรมกองที่ท่านสังกัดอยู่
ก่อนจะโดนคำสั่งย้ายฟ้าผ่าทั้งที่ถ้าหากท่านร่วมขบวนการโกงกินไปกับคนอื่นๆ
ก็คงได้ติดยศนายพล มีหน้ามีตาในหมู่ตำรวจ (โกง)
และมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปนานแล้ว

อ้อ… และขอบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องสมมุตินะครับ
เพราะนายตำรวจคนนี้แท้จริงก็คือคุณตาของผมเอง

ผมได้เรียนรู้หลังจากที่เติบโตมาหลายปีแล้วว่า
สิ่งหนึ่งที่ทำได้ยากที่สุดบนโลกกลมๆใบนี้

คือการเป็นคนดีในหมู่คนชั่ว
อย่างไรก็ตาม โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าตำรวจทุกคนเป็นคนไม่ดีนะครับ
หลายคนเป็นคนดีมากๆ และตัวผมเองก็ยังรักตำรวจ (ที่ดี) ทุกท่านเสมอ
แต่ประเด็นที่ผมกำลังนำเสนอให้เห็นคือ
ในทุกอาชีพมีคนโกง และยิ่งอาชีพนั้นมีคนโกงมากเท่าไหร่
คนไม่โกงก็ยิ่งหาที่อยู่ยากมากขึ้นเท่านั้น

ความ “หายนะ” คงอยู่ไม่ไกล หากความดีกลายเป็นความแปลกประหลาด
ความซื่อสัตย์กลายเป็นเรื่องผิดปกติ
และผู้บริสุทธิ์กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องได้รับการลงโทษ
ในขณะที่พฤติกรรมอันน่าอับอายกลายเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ

หากคำถามที่ว่า “ทำไมคุณถึงโกง”
ยังคงตามมาด้วยคำตอบสุดคลาสสิคที่ว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”
เห็นทีเหล่าแกะขาวในหมู่แกะดำทั้งหลาย
จะถูกจับแปลงกลายเป็นตำรวจน้ำที่ไม่มีวันได้เลื่อนยศกันหมดทุกคน…

2. เมื่อเงินคือพระเจ้า
คงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่สังคมที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในโลก
คือสังคมที่บูชาเงินราวกับพระเจ้า…
แน่นอนว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่มันมีความแตกต่างอย่างมาก
ระหว่างสังคมที่คน “ใช้เงินเป็น” กับสังคมที่คน “ถูกเงินใช้”

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ในหนังสือสร้างฐานะอมตะตลอดกาล
อย่าง “พ่อรวยสอนลูก” (Rich Dad,Poor Dad)
“คิดแล้วรวย” (Think and Grow Rich)
และ “เศรษฐีชี้ทางรวย” (The Richest Man in Babylon)
กล่าวไว้ตรงกันหมดว่า
คนที่ร่ำรวยอย่างยั่งยืนทุกคนบนโลกใบนี้
คือคนที่มองเงินเป็นเพียงของใช้ ไม่ใช่พระเจ้า
เพราะคนที่มองเงินเป็นพระเจ้า จะตกเป็นทาสของเงิน
และถูกเงินใช้ไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

เศรษฐีที่ใช้เงินเป็นจริงๆจะไม่บูชาเงิน
พวกเขาเห็นเงินเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปสร้างสินทรัพย์เพิ่มเติม
เพื่อสร้างฐานะอันมั่นคงเท่านั้น
แต่เขาไม่เคยเทิดทูนเงินไว้เหนือหัว และพยายามไขว่คว้ามันมาด้วยความมืดบอด
เพราะความมืดบอดนี่เอง
ที่ทำให้สามล้อถูกหวยใช้เงินที่ได้มาจนหมเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
หรือคนที่ได้เงินก้อนโตมา
นำมันไปลงทุนอย่างขาดปัญญาเพื่อแสวงหาความรวยทางลัด
สุดท้ายพวกเขาจึงถูกหลอก ขาดทุน ล้มละลาย ตกอับ
และกลับลงมาอยู่ ณ จุดเดิมของความยากจน หรือบางครั้งก็แย่ยิ่งกว่าเดิม

จะสังเกตได้ว่า คนที่ร่ำรวยอย่างยั่งยืนไม่เคยคิดจะหาเงินทางลัด
แต่พวกเขาสร้างตัวเองให้เป็นคนที่มีมูลค่าด้วยความคิดและความสามารถ
ดังนั้น สังคมใดมีคนบูชาเงินมาก
สังคมนั้นก็จะมีคนไร้ความคิดที่อยากรวยทางลัดมากตามไปด้วย
จึงเป็นเหตุให้เกิดการโกงกิน ซื้อเสียง จ่ายใต้โต๊ะ ติดสินบน จ้างประท้วง ฯลฯ
โดยคนที่อยากได้เงินแต่ใช้เงินไม่เป็น
ก็พร้อมจะยอมทำทุกอย่างเพื่อแลกกับความรวยชั่วครู่
ซึ่งแน่นอนว่ามักจะนำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลัง

“พ่อ” สอนให้พอ แต่ลูกไม่รู้จักพอ
หนำซ้ำลูกยังไม่ตระหนักว่าเงินที่ได้มาโดยขาดปัญญา
จะสร้างความทุกข์ที่ซับซ้อนมากกว่าความสุขที่ยั่งยืน
และสุดท้ายความทุกข์ที่ซับซ้อนนั้น
ก็จะลามออกมาสู่คนในสังคมโดยรวม
เหมือนกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

3. เมื่อการ “หยวน” ทำให้ระบบรวนทั้งประเทศ
ทุกๆ ปัญหาใหญ่บนโลกนี้ ล้วนเกิดจากปัญหาเล็กๆที่ไม่ได้รับการแก้ไข
ตั้งแต่วิกฤตโลกร้อนไปจนถึงสงครามโลกทั้งสองครั้ง
ทุกๆปรากฏการณ์มีจุดเริ่มต้นจากความแตกหัก
หรือการขาดความรับผิดชอบในระดับเล็กๆ ที่ถูกปล่อยไว้จนบานปลาย
ซึ่งปัญหาเรื่องการโกงกินก็ไม่ต่างกัน…

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสอ่านบทความเรื่อง “ทฤษฎีกระจกแตก”
ในคอลัมน์ “โกงกินสิ้นชาติ” จาก น.ส.พ.โพสต์ทูเดย์
เขียนโดยคุณ “หางกระดิกหมา” รุ่นพี่ที่ผมเคารพมากคนหนึ่ง
บทความนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดของทฤษฎีกระจกแตก
ซึ่งผมขออนุญาตคัดสรรเนื้อหาส่วนหนึ่งมานำเสนอไว้ ณ ที่นี้

“…ทฤษฎีกระจกแตกมีที่มาจากงานวิจัยของ James Q. Wilson
อาจารย์รัฐศาสตร์เก่าแก่ของฮาร์วาร์ด และ George L. Kelling นักอาชญาวิทยา
ซึ่งศึกษาพฤติกรรมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายทั้งหลายจนได้ข้อสรุปว่า
ถ้าสังคมใดมุ่งเน้นการรักษาบรรยากาศความสงบเรียบร้อยโดยรวม
โดยเคร่งครัดเอาผิดกับความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจไม่เรียกว่าคอขาดบาดตาย
แต่ก็รบกวนปกติสุขของสังคม อย่างเช่น
การทำลายข้าวของสาธารณะ แทนที่จะมัวสาละวนทำเฉพาะเรื่องหนักๆ
อย่างพวกคดีฆ่า – ข่มขืนอย่างเดียวแล้ว
สุดท้ายจะได้ผลเป็นทั้งการปราบเรื่องเล็ก และก็ป้องกันเรื่องใหญ่ไปในตัวด้วย


โดยอาจารย์ทั้งสองใช้ตัวอย่าง “กระจกแตก” เป็นตัวอธิบาย กล่าวคือ

สังคมไหนปล่อยให้มีกระจกถูกเขวี้ยงแตกมากโดยคนไม่สนใจ
ก็เรียกได้ว่าเป็นสังคมที่ดูแล้วไม่มีการรักษาความสงบเรียบร้อย
สังคมอย่างนี้จะทำให้คนย่ามใจในการกระทำผิด
อัตราอาชญากรรมทั้งหลายไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
จึงจะพุ่งสูงขึ้นแทบจะตามเศษกระจก
แต่ถ้าย่านไหนไม่มีกระจกแตกก็จะได้ผลกลับกัน
คือใครผ่านไปมาก็รู้สึกว่าแถวนั้นเป็นสังคมเคร่งระเบียบ
ดังนั้น ต่อให้สันดานเสียแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้ามือบอนในบริเวณ
อย่าว่าแต่จะประกอบกรรมหนักกว่านั้นอย่างพวกฆ่าข่มขืนหรือขโมยรถ

ที่สำคัญคือทฤษฎีนี้ไม่ได้จริงแต่เฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น
เพราะในสมัยของนายกเทศมนตรี Rudolf Giuliani ของนิวยอร์กนั้น
ได้นำทฤษฎีนี้ไปแปลงเป็นนโยบาย “กูไม่ทน” หรือ “Zero Tolerance”
กับการปราบอาชญากรรมในเมือง
โดยสมัยที่นิวยอร์กยังจัดเป็นเมืองอันตรายมากมีพวกค้ายายิงกัน
มีการข่มขืนเกิดขึ้นแทบไม่เว้นแต่ละวันอย่างในสมัยนั้น
แทนที่จะไปตามจับพวกที่ว่า
จูลิอานีกลับทุ่มทรัพยากรไปเอาผิดอย่างจริงจังกับพวกไม่จ่ายค่ารถไฟใต้ดิน
พวกพ่นกราฟิตี้ พวกฉี่หรือกินเหล้าในที่สาธารณะ
ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นแค่กุ๊ยเล็กกุ้ยน้อยดูไม่คุ้มแรงอย่างยิ่ง
จนแรกๆ โดนคนด่าว่าตีไม่ถูกจุด

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า
ภาพคนหนีค่ารถไฟใต้ดินที่ถูกจับมายืนใส่กำไลเรียงกันทุกวันๆ ตรงประตูเก็บตั๋วก็ดี
หรือฝาผนังที่สะอาดขึ้นเพราะปลอดกราฟิตี้ก็ดี
หรือถนนหนทางที่ไม่มีกลิ่นฉี่ คละคลุ้งก็ดี
ดูเหมือนจะส่งสัญญาณใหม่ๆให้กับอาชญากรในเมืองไม่ว่าขาเล็กหรือใหญ่
ให้รู้ว่า หมดยุคอันธพาลแล้ว
จึงปรากฎว่าหลังจากนั้นอัตราการเกิดอาชญากรรมในนิวยอร์กก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ
ที่เคยยิงเคยข่มขืนกันก็ลดหายไปผิดหูผิดตา
จากจำนวนคดีฆาตกรรม 2,154 คดี และจำนวนคดีร้ายแรงอื่นๆ 626,182 คดี
ในปีที่จูลิอานีเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ นั้น
พอห้าปีถัดมาก็ลดลงกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์
จนเหลือเพียง 770 คดีฆาตกรรมและ 355,893 คดีร้ายแรงเท่านั้น
ยิ่งพักหลังๆนี่นิวยอร์กจะติดโผเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในอเมริกาตลอด…”

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจ
ที่สังคมไทยซึ่งเป็นสังคมแห่งการ “หยวน” ระดับโลก
จึงได้มีการโกงกินมากระดับโลกเช่นกัน!

การโกงข้อสอบ ลอกการบ้าน เล่นเส้น ติดสินบนเจ้าหน้าที่ ฯลฯ
การกระทำเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่เราหารู้ไม่ว่า ความชั่วเล็กๆที่ถูกปล่อยให้เติบใหญ่
เพียงไม่นานมันก็จะกลายมาเป็นความเลวขนาดมหึมาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง

ถามว่าคุณจะฝากเด็กที่โกงข้อสอบ
ให้เอาเงินไปซื้อของราคาแพงโดยไม่ถามราคาไหม
แล้วถามว่าเงินภาษีที่คุณจ่ายไปทุกปีจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตนั้น
คุณกำลังฝากให้เด็กที่เคยโกงข้อสอบดูแลมันอยู่กี่คนในขณะนี้
โดยที่คุณไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสได้เลย…

เด็กน้อยที่เคยเอาเปรียบเพื่อนในห้องด้วยการโกงข้อสอบ
ไม่นานก็จะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่เอาเปรียบคนในประเทศด้วยการโกงภาษี
และเด็กเกเรที่พ่อแม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อ “ซื้อ” ที่เรียนใหม่
ก็ย่อมเข้าใจว่าการใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองต้องการ
สำคัญกว่าการใช้ความสามารถ หยาดเหงื่อ และสติปัญญา

ในสมัยที่ผมเรียนหนังสือ
มีเพื่อนเล่าให้ฟังว่าครูคนหนึ่งถึงกับปิดห้องสอบ
แล้วปล่อยให้นักเรียนลอกข้อสอบกันตามสบายด้วยความรำคาญ
ผมคิดว่าถ้าเราอยากอบรมบ่มนิสัยให้เด็กเหล่านี้
เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ซื่อสัตย์สุจริตในสภาฯ
การพยายามสอนช้างให้บินไปดวงจันทร์ดูจะง่ายกว่าไหมครับ

โปรดอย่าด่าว่ารัฐบาลไม่ว่าจะยุคไหน
ถ้าคุณยังซื่อสัตย์ต่อตนเองหรือครอบครัวไม่ได้
หรือหากคุณยังติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ จ้างคนรู้จักให้ทำงานแทน
หรือจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ลูกได้เข้าเรียนในสถานศึกษาบางแห่งอยู่
ผมว่าการออกมาแสดงความรักชาติเกินขอบเขต
หรือตะโกนโวยวายด่านักการเมือง
อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ข้ามขั้นไปหน่อยนะครับ

สถาบันเล็กเป็นอย่างไร สถาบันใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น
เพราะอย่าลืมว่ามนุษย์ที่ประกอบขึ้นเป็น “กลุ่มผู้ปกครองประเทศ”
ก็คือคนไทยตาดำๆที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกับคุณนั่นเอง

เราจะให้พ่อยิ้มได้อย่างไรกันล่ะครับ
ในเมื่อ “แกะขาว” ยังไม่มีที่อยู่ในหมู่“แกะดำ”
ในเมื่อลูกๆยังบูชาเงินเหมือนพระเจ้า
และการ “หยวน” ก็ได้กลายมาเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ
ที่กำลังบ่อนทำลายความเจริญของบ้านเมืองจากภายใน

คงไม่มีพ่อคนไหนรู้สึกภูมิใจที่มีลูกขี้โกง
ไม่ว่าพ่อคนนั้นจะมีลูกเพียง 6 คน หรือมีมากถึง 60 ล้านคน จริงไหมครับ…


พอกันทีกับซูเปอร์แมน!

Photo43

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสนั่งดูภาพยนตร์เรื่อง “Man of Steel”
หรือเรียกเป็นชื่อภาษาไทยสุดเท่ห์ได้ว่า “บุรุษเหล็กซูเปอร์แมน”
อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งตั้งตารอบทวิจารณ์อันเข้มข้นจากผมนะครับ
เพราะผมไม่ได้กำลังจะมาทำหน้าที่วิจารณ์ภาพยนตร์ เนื่องจากอาชีพนี้มีคนทำเยอะแล้ว
และผมก็ไม่สามารถถลุงหนังได้ดุเด็ดเผ็ดมันเท่ากับนักวิจารณ์มืออาชีพอีกด้วย

แต่วันนี้ ผมจะชวนทุกคนมาวิจารณ์ตัวเองกันต่างหาก…

ระหว่างที่ผมกำลังนั่งดูภาพยนตร์ซูเปอร์แมนอยู่
เป็นช่วงเวลาเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ดวงดารากำลังจะเริ่มโผล่มาทักทาย
ผมเหลือบตามองไปข้างกาย เห็นคุณป้าสุดที่รักกำลังนั่งตั้งใจ
ดูซูเปอร์แมนบินไปสู้กับผู้ร้ายอยู่อย่างตาไม่กระพริบ
แต่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ผมรักยังไม่กลับมาบ้าน
หกโมงกว่าแล้ว แต่เธอยังคงทำงานอยู่…
ผู้หญิงคนนี้ทำงานหนักมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี
เพื่อให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญเท่าครึ่งหนึ่งของซูเปอร์แมน
สามารถเจริญเติบโตจนมานั่งเขียนคอลัมน์นี้ได้
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีพละกำลังมหาศาลถึงขนาดอุ้มรถบรรทุกได้
แต่เธอสามารถอุ้มเด็กน้อยตัวหนักคนหนึ่งได้เป็นวันๆ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
และอุปถัมภ์ค้ำชูเขาด้วยความรักสุดหัวใจ
จนเด็กน้อยเติบใหญ่มาเป็นมนุษย์ที่มีมันสมองและมีความสุข
ผู้หญิงคนนี้ไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศไปรอบโลกได้ในชั่วพริบตา
แต่เธอสามารถใช้แขนขาพาคนที่เธอรักข้ามอุปสรรคขวากหนามไปได้ทุกที่บนพื้นปฐพีนี้
ขอเพียงเธอรู้ว่า ณ ที่แห่งนั้น คนที่เธอรักจะสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้
ผู้หญิงคนนี้ไม่สามารถต่อยทะลุกำแพง หรือวิ่งแซงเครื่องบินเจ็ท
แต่ขอเพียงเธอรู้ว่าลูกน้อยของเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย
ต่อให้มีชายฉกรรจ์สักร้อยล้านคนมาขัดขวาง
เธอก็จะพยายามฝ่าฟันหอบเอาความรักอันบริสุทธิ์
ไปปกป้องลูกของเธอให้จงได้ แม้ตัวตายก็ยอม
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีตาเลเซอร์ความร้อนสูง ที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้
แต่สายตาอันอบอุ่นของเธอที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความห่วงใย
สามารถรักษาแผลใจได้ทุกชนิด
ไม่ว่าแผลนั้นจะอยู่ลึกเพียงใด หรือใครจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา
ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีผิวกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
แต่หัวใจของเธอนั้นเจิดจ้าทรงพลังยิ่งกว่าดวงอาทิตย์นับร้อยดวง
โดยเฉพาะเมื่อมันกำลังเปล่งแสงเพื่อส่งพลังใจให้กับคนที่เธอเรียกว่า “ลูก”

และผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มาจากต่างดาวครับ
หลายครั้งเธอนั่งอยู่ในบ้านเล็กๆของเรานี่แหละ
แต่เรากลับมองไม่เห็นเธอ

จนบางครั้งกว่าเธอจะถูกมองเห็นจริงๆ หัวใจรักอันบริสุทธิ์และงดงามของเธอ
ก็ได้หยุดเต้นลงแล้วชั่วนิรันดร์…

คุณผู้อ่านที่รักครับ อย่าปล่อยให้ซูเปอร์แมนประจำบ้านของเรา ต้องเหงาอีกต่อไปเลยนะครับ
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาเขียนถ้อยคำหวานซึ้งในหนังสืองานศพ
เมื่อผู้หญิงที่รักเราที่สุด ไม่อาจอ่านมันได้อีกต่อไป
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมานั่งร้องไห้หรือตะโกนบอกรักท่าน
ตอนที่หูของท่านไม่อาจได้ยินเสียงใดๆอีกแล้ว
และไม่มีประโยชน์อะไรที่จะซบตัวลงกอดร่างกายอันบอบบางของท่าน
เมื่อร่างนั้นไม่มีไออุ่นหลงเหลืออยู่อีกต่อไป…
ลองทำสิ่ง “ดีๆ” หลังจากอ่านคอลัมน์นี้เสร็จเลยสิครับ โทรไปบอกรักท่าน
กลับถึงบ้านวันนี้ก็โผเข้าไปกอดท่าน นั่งคุยกับท่าน หัวเราะกับท่าน ขอบคุณท่าน
บอกท่านว่าเราดีใจแค่ไหนที่มีท่านอยู่ในชีวิต
เพราะอย่าลืมนะครับว่าแม้ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่า “แม่”
จะสามารถรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ได้ไม่แพ้ “ซูเปอร์แมน”
แต่ท่านไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน
หรือเป็นอมตะตลอดกาลเหมือนผู้ชายกล้ามใหญ่ในจอภาพยนตร์

ท่านสามารถจากเราไปได้…

ท่านสามารถจากเราไป “เมื่อไหร่” ก็ได้…

และสิ่งเดียวที่ท่านพ่ายแพ้ ไม่ใช่แร่ธาตุคริปโตไนท์
หรือผู้ร้ายระดับอัจฉริยะจากดาวพลูโตนะครับ
แต่สิ่งที่สามารถทำร้ายหัวใจท่านได้มากที่สุด
ก็คือความเย็นชาจากคนที่ได้ชื่อว่า “ลูก” นั่นเอง

วันนี้ไม่ใช่วันแม่ หรือวันเกิดของแม่ผมหรอกครับ
แต่ผมขอมอบคอลัมน์นี้ให้แม่ เนื่องในโอกาสพิเศษที่วันนี้ผมคิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ
และผมสัญญาว่าแม้ตัวเองจะไม่สามารถมีความรักที่มากมายมหาศาลได้เท่าครึ่งหนึ่งของแม่
แต่ผมจะรักแม่ให้ดีที่สุด เพราะสำหรับผม… แม่ยิ่งใหญ่กว่าซูเปอร์แมนเสมอ

…คุณผู้อ่านที่รักครับ
ผู้หญิงตัวเล็กๆหัวใจซูเปอร์แมนคนหนึ่ง

ก็กำลังรอคำว่า “รัก” จากคุณอยู่เช่นกัน
รีบบอกท่าน ตอนที่สองหูของท่านยังได้ยิน
และหนึ่งหัวใจของท่านยังรับรู้คำนั้นได้อยู่นะครับ…


เดินทาง เดินธรรม

***รูปภาพทั้งหมดในคอลัมน์นี้
ถ่ายมาจากการเดินทางไปทริป “เส้นทางแห่งศรัทธา” ซึ่งจัดโดยบริษัท DMG
ขอขอบพระคุณคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย และคุณณัชชา จันทร์เจ้าฉาย เป็นอย่างสูง
ที่จัดสุดยอดทริป “เส้นทางแห่งศรัทธา” พาเราไปชื่นชมมรดกของโลก ณ ประเทศอินเดีย
ทำให้ผมได้เก็บเกี่ยวข้อคิดมากมายมากลั่นกรองเป็นข้อเขียน
และได้ชื่นชมความสวยงามตระการตาทั้งในสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่
และในใจของผู้คนที่ได้พบเจอ
01

แปลกดี…
ยิ่งเดินทางไกล
ยิ่งเข้าใกล้ตัวเอง

-ขุนเขา-

สามศาสนาที่ถือเป็นเสาหลักของโลกมานับพันปีคือ
ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม
ซึ่งทั้งสามศาสนานี้ต่างก็มีศาสดาที่เกิดต่างยุคต่างสมัยกัน
โดยถ้าอิงตามประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้
พระพุทธเจ้าจะประสูติก่อนพระเยซูประมาณ 600 ปี
และพระเยซูก็ประสูติก่อนศาสดาโมฮัมหมัดประมาณ 600 ปี เช่นกัน

ทั้งสามพระองค์นี้ล้วนมีความแตกต่างกันในหลากหลายด้าน
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสามท่านมีเหมือนกัน คือทุกท่านล้วนเป็น “นักเดินทาง”

พระพุทธเจ้าทรงเดินทางไปเยือนหลากหลายอาณาจักรทั่วชมพูทวีป
เพื่อเผยแผ่คำสอนของท่านตลอดระยะเวลา 45 พรรษา
โดยท่าน Shravasti Dhammika นักวิชาการและพระชื่อดัง ได้บันทึกเอาไว้ว่า…
พระพุทธเจ้าทรงเสด็จพระราชดำเนินเพื่อโปรดสัตว์ตลอด 45 พรรษา
เป็นระยะทางถึง 200,000 ตารางกิโลเมตร
ซึ่งเท่ากับสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานถึง 27,000 สนาม

02

พระเยซูคริสต์ก็เป็นนักเดินทางเช่นกัน โดยบาทหลวง Arthur Blessitt ได้ทำการศึกษา
และบันทึกไว้ว่า… ตลอดชีวิตของพระเยซู พระองค์ทรงเดินทางในแถบตะวันออกกลาง
และได้ไปเยือนนครอียิปต์ด้วย รวมแล้วเป็นระยะทางถึง 19,600 กิโลเมตร
ซึ่งนับเป็นความยาวเท่ากับครึ่งหนึ่งของเส้นรอบวงโลก!

ส่วนการเดินทางครั้งสำคัญที่สุดของศาสดาโมฮัมหมัด
ก็คือการเดินทางไปสู่ Al-Aqsa Mosque (มัสยิดสุดขอบฟ้า) ที่ตั้งอยู่ ณ นครเยรูซาเลม
ในพระคัมภีร์อัลกุรอ่านบันทึกเอาไว้ว่า…
ศาสดาโมฮัมหมัดเดินทางอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางถึง 1,200 กิโลเมตร
โดยชาวมุสลิมเรียกการเดินทางครั้งนี้ว่า “The Night Journey”
ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดของศาสนาอิสลาม
03

ไม่ใช่แค่ศาสดาเอกของโลกเท่านั้นที่เป็นนักเดินทาง
แม้แต่นักเขียนแนวจิตวิญญาณระดับตำนานอย่าง เปาโล โคเอลโฮ่ (Paulo Coelho)
นักรณรงค์นามอมตะ อย่างมหาตมะ คานธี
หรือเจ้าของผลงานหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” (หนังสือดีที่ชาวไทยทุกคนควรอ่าน)
อย่าง อ.ประมวล เพ็งจันทร์

ทุกท่านล้วนผ่านประสบการณ์การเดินทางอันยาวไกล
เพื่อให้เข้าใกล้สิ่งที่อยู่ภายในตัวเองมากขึ้น
มาแล้วทั้งนั้น นี่ยังไม่นับรวมถึงพระธุดงค์ทุกรูป
ที่ต้องออกเดินทางไปเผชิญความยากลำบากต่างๆนานา
เพื่อจะได้กลับมาเผยแผ่ธรรมะที่ผ่านการตกผลึกแล้วในจิตใจ

จึงอาจกล่าวได้ว่า… นักปราชญ์และนักบุญทุกคนบนโลกใบนี้คือนักเดินทาง
ไม่ว่าจะในระยะใกล้หรือไกล

แต่ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มันมีสัจธรรมอะไรซุกซ่อนอยู่ในการเดินทางอย่างนั้นหรือ…

สิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ก็คือ จริงๆ แล้วในการเดินทางแต่ละครั้ง
ไม่ได้มีสัจธรรมอันใดแฝงอยู่ในสิ่งที่พบเจอ หากแต่สัจธรรมนั้นซุกซ่อนอยู่ใน
จิตใจของมนุษย์เอง… ซึ่งเป็นจิตใจที่สุกงอมจนพร้อมจะเห็นความจริง
ในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่างหาก…

04

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงประสูติ
มีพราหมณ์ถวายคำทำนายแก่พระเจ้าสุทโธทนะ (พระราชบิดาของพระพุทธเจ้า) ว่า…
ถ้าหากพระราชโอรสของพระองค์ไม่ได้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป
ก็จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คนทั้งโลก

แต่เนื่องจากพระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระประสงค์จะให้พระราชโอรสสืบทอดพระราชบัลลังก์
เป็นพระราชา พระองค์จึงทรงมีพระราชโองการกำชับเสนาบดี องครักษ์
และข้าราชบริพารทุกคนในวัง
ให้พยายามกีดกันเจ้าชายสิทธัตถะไม่ให้ทรงประสบพบพานกับความทุกข์ใดๆทั้งปวง
เพื่อที่พระราชโอรสจะได้ไม่คิดอยากเป็นนักบวช

พระเจ้าสุทโธทนะทรงจัดการเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์
พร้อมสร้างปราสาท 3 ฤดูอันหรูหราให้ประทับ
และเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ 16 พรรษา
พระองค์ก็ได้เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับพระนางยโสธราพิมพา
องค์หญิงผู้เลอโฉมงดงามทั้งภายนอกและภายใน

อย่างไรก็ตาม หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะทรงอภิเษกสมรสล่วงมาได้ 29 พรรษาแล้ว
วันหนึ่งก็ทรงปรารถนาที่จะเยี่ยมชมโลกภายนอกพระราชวังบ้าง
จึงทรงชวนสารถีทรงรถม้าเสด็จประพาสอุทยานออกชมธรรมชาติและบ้านเมือง
ซึ่งในตอนนั้นเองที่ได้ทรงทอดพระเนตรเห็น “เทวทูตทั้ง 4”
อันได้แก่ “ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย”

การได้ออกเดินทางครั้งนั้น
ได้ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะหวนนึกถึงธรรมชาติของความทุกข์
ซึ่งเป็นสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตทั้งมวล พระองค์จึงใช้เวลาอีก 6 ปีหลังจากนั้น
ค้นหาหนทางออกจากความทุกข์ และใช้เวลาอีก 45 ปีในฐานะ “พระพุทธเจ้า”
เพื่อทรงเผยแผ่สัจธรรมอันประเสริฐที่พระองค์ได้ทรงค้นพบ

05

หากเราลองสังเกตดูให้ดี
เราจะพบว่า… การเดินทางมักทำให้มนุษย์ตั้งคำถามที่สำคัญกับชีวิต
และการมองออกไปข้างนอก หลายครั้งก็ทำให้เราเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างชัดเจนขึ้น…

การได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติ ทำให้เรามองเห็นความงดงามของชีวิต
การได้เห็นความสุขอันเรียบง่ายของผู้อื่น ทำให้เรามองเห็นความทุกข์อันซับซ้อนของตัวเอง
คนที่เข้าใจโลกมาก ก็คือคนที่เข้าใจตัวเองมาก
และคนที่เข้าใจตัวเองมาก ก็จะเข้าใจโลกมากเช่นกัน

คนที่มีความเข้าใจในโลกและตัวเองมาก
จะมีหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และมีภูมิคุ้มกันต่อความทุกข์สูง
นี่เองกระมัง คือเหตุผลว่าทำไมผู้นำทางจิตวิญญาณของโลก
จึงเป็นนักเดินทางเหมือนกันทุกคน

06

อย่างไรก็ตาม เคยมีคำกล่าวว่า…
ชีวิตคือการเดินทาง และมนุษย์ทุกคนก็ล้วนเป็นนักเดินทาง
ดังนั้น ทุกๆ ที่ที่มีสัจธรรมซุกซ่อนอยู่ ย่อมมีความสุขอันละเอียดอ่อนที่รอการค้นพบ
และมีความสวยงามที่รอการมองเห็น ไม่ว่ามันจะแอบซ่อนอยู่ในหมู่ถ้ำอันลึกลับใต้ภูผาแกร่ง
หรือแอบแฝงอยู่ในนัยน์ตาอันลึกล้ำของเพื่อนมนุษย์ที่เราได้พบเจอ

อันที่จริง “มรรค” ก็แปลว่า “ทาง”
ฉะนั้น ไม่ว่าเราจะตัดสินใจออกเดินทางหรือออกเดินธรรม
เราก็ต้องพึ่งพาอาศัยพลังแห่งสติ ปัญญา ศรัทธา เมตตา และความกล้าหาญ
ในการพาเราให้เข้าใกล้จุดหมายมากขึ้นเหมือนกัน
และเมื่อเดินทางไปถึง ณ ที่แห่งนั้น
เราคงจะมีโอกาสได้ “หยุดพัก” จากการเดินทางอันแสนยาวนาน…
…อย่างแท้จริง

07


7 เหตุผลที่ทุกคนต้อง “อ่าน”

Picture

The READERS of today are the LEADERS of tomorrow.
นักอ่านในวันนี้ คือผู้นำ (ที่ดี) ในวันหน้า

This is one of the most reasonable priced products I have seen, and I trust online canadian pharmacy. Generic propecia 5mg. We would strongly recommend you to consult your doctor before taking a medication.

ทำไมการอ่านจึงสำคัญนัก…
ผมตั้งใจกลั่นกรองเอาความรู้ที่มี เพื่อนำมาแบ่งปันให้ทุกท่าน
ได้ตระหนักถึงความสำคัญอันยวดยิ่งของการอ่านทั้งหมด 7 ข้อ
แต่อย่าเพิ่งท้อแล้วเลิกอ่านไปเสียก่อนนะครับ
เพราะรับรองว่าเนื้อหาในแต่ละข้อจะเปิดมุมมองใหม่ๆ
และให้ความรู้ที่คาดไม่ถึงกับคุณได้อย่างแน่นอน

1. มนุษย์เท่านั้นที่ “อ่าน” เป็น
สัตว์หลายชนิดสามารถเข้าใจภาษากายหรือคำง่ายๆได้
และสัตว์บางชนิด เช่น นกแก้ว และนกขุนทอง
ก็มีความสามารถในการสื่อสารเลียนเสียงมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
อย่างไรก็ตาม มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถ “อ่าน”
และทำความเข้าใจความหมายเบื้องหลังภาษาได้อย่างลึกซึ้ง
ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้มนุษย์ผู้มีมันสมองอันซับซ้อน
สามารถวิวัฒนาการมาจนครองโลกอยู่ได้ทุกวันนี้

การอ่าน คือ การเรียนรู้สิ่งที่บรรพบุรุษของเราถ่ายทอดผ่านกันมาหลายชั่วอายุคน
จนเกิดเป็นความรู้มวลรวม (collective consciousness) ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง
เราไม่จำเป็นต้องรู้จักอริสโตเติล ไอน์สไตน์ หรือ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นการส่วนตัว
แต่เราก็ยังสามารถ “อ่านใจ” “อ่านความคิด” และ “อ่านชีวิต” ของพวกท่านได้
ผ่านการ “อ่านหนังสือ”
ซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสงวนไว้ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น
ลองคิดดูว่าด้วยราคาของสเต็กเพียงหนึ่งจาน
เราสามารถซื้อหนังสือมาอ่านจนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของกรุงโรมได้

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่หมั่นใช้สิทธิพิเศษของการเป็นมนุษย์ให้คุ้มค่า
ก็นับว่าน่าเสียดายไม่น้อย

“ชาตินี้ไม่รักการอ่าน จะโง่ดักดานไปถึงชาติหน้า”
ว.วชิรเมธี

2. เราอยู่ในยุคแห่งข้อมูลและเทคโนโลยี
ในศตวรรษที่ 21 มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการอ่านมากมาย
หนังสือเป็นร้อยเล่มที่มีความหนาหนักเท่าแท่งอิฐ
ก็สามารถถูกเนรมิตให้มาอยู่ในไอโฟน ไอแพด หรือ kindle อันบางเฉียบได้ทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านั้น หนังสือยังมาในรูปแบบของ audio book
ที่สามารถเปิดฟังตอนกำลังจะนอนหลับ ขับรถ ลงเรือ หรือตอนโหนรถไฟฟ้าก็ได้
ไม่ต้องยืนถือให้เมื่อยมือหรืออ่านให้เมื่อยตา
ทว่าน่าเสียดายที่คนเรามักใช้เทคโนโลยี
เพื่อสนองความ “หลง” มากกว่าหาความ “รู้”
อุปกรณ์ล้ำยุคเหล่านี้จึงมีผลข้างเคียงทำให้คนขลาดเขลาลง
แทนที่ฉลาดหลักแหลมขึ้น

นอกจากนั้น สิ่งที่มีอยู่อย่างฟุ่มเฟือยที่สุดในโลกยุคโลกาภิวัฒน์
ก็คือ“ข้อมูล” และ “ความคิดเห็น”
คนทุกคนมีความเห็นส่วนตัว
และผู้คนมากมายก็พยายามที่จะป้อนข้อมูลให้เรา ผ่านทางสื่อสารพัดชนิด
ทั้งนี้ก็เพราะหากเราหลงเชื่อข้อมูลเหล่านั้น
ผู้ให้ข้อมูลก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับผลประโยชน์ต่างๆที่เขาต้องการ

อย่างไรก็ตาม โปรดจำไว้ว่า “ข้อมูล” ไม่ใช่ “ความรู้”
และ “ความรู้” ก็ไม่ใช่ “ปัญญา”
ในยุคที่มีข้อมูลกระจายอยู่ทุกหย่อมหญ้า
ผู้คนยิ่งต้องมีปัญญาในการเลือกเสพ

และปัญญาที่ว่านี้ก็สามารถสั่งสมได้จากการอ่านนั่นเอง
เพราะผู้ที่อ่านมากจะมีความรู้รอบ
และผู้ที่มีความรู้รอบจะไม่ถูกหลอกล่อด้วยข้อมูลใดๆโดยง่าย

หนังสือคือลมหายใจของอารยชน
ขุนเขา

3. เราอยู่ในสังคมแห่งการตาม

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เคยกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า
บ้านเมืองเราเป็นสังคมที่ “ขาดภูมิต้านทานต่อการยุยง”
คือเป็นสังคมที่ยุขึ้นง่ายมาก เอะอะก็พวกมากลากไป
พากันเฮละโลโดยที่ยังไม่ได้คิดพิจารณาอะไรให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
ซึ่งนับว่าเป็นจุดอ่อนหลักของสังคมเรา

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนนี้ก็สามารถกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาได้เช่นกัน
เพราะนั่นก็หมายความว่า หากศิลปิน ดารา หรือผู้นำในระดับต่างๆของบ้านเมืองเรา
หันมาอ่านหนังสือและศึกษาหาความรู้กันมากๆ
ประชาชนทั่วไปก็จะเริ่มหันมาสนใจรักการอ่าน
และมองหนังสือเป็นสื่อจากสวรรค์ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสว่า…
เราไม่อาจทำให้ทุกคนในประเทศเป็นคนดีได้ แต่สิ่งที่เราทำได้
คือการสนับสนุนและเลือกคนดีขึ้นมาเป็นผู้นำ

ในหลวงทรงมีวิสัยทัศน์ยาวไกล
และพระองค์คงทราบดีว่าชาวไทยส่วนใหญ่เป็นคนประเภทที่ “ตามเก่ง”
คือเมื่อผู้นำหรือผู้มีอำนาจชี้นกก็เชื่อเป็นนก ชี้ไม้ก็เชื่อเป็นไม้
ฉะนั้น ถ้าผู้นำเป็นคนดีและมีปัญญา ก็จะถือเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง
แต่ถ้าหากผู้นำไม่ดี ก็มีหวังผู้คนมากมาย
ต้องพากันเดินลงหนองคลองบึง ถูกหนามป่าเกี่ยวจนบาดเจ็บและเสียชีวิตไปตามๆกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น หากเรามีผู้นำและ idol ในระดับต่างๆ
ที่เป็นแบบอย่างในการอ่านอย่างสร้างสรรค์
สังคมของเราก็จะดำเนินไปในหนทางแห่งความรู้และปัญญาได้รวดเร็วกว่าสังคมอื่น

หากเจ้าวางแผนไว้ 1 ปี…
…จงปลูกข้าว

หากเจ้าวางแผนไว้ 10 ปี…

…จงปลูกต้นไม้


หากเจ้าวางแผนไว้ 100 ปี…

…จงปลูกความรู้แก่บุตรหลาน


ขงจื้อ

4. ในหนังสือมีทุกสิ่ง
เมื่อนักข่าวคนหนึ่งสัมภาษณ์ วิลล์ สมิธ (Will Smith) นักแสดงชื่อดังว่า…
เขาอยากจะบอกหรือแนะนำอะไรคนรุ่นหลังบ้าง
วิลล์ สมิธ ตอบสั้นๆเพียงคำเดียวว่า “Read”

เมื่อนักข่าวถามต่อว่าเพราะอะไร วิลล์ สมิธ จึงอธิบายว่า
ก็เพราะปัญหาทั้งหมดในชีวิตของคุณ ปัญหาในครอบครัว ในองค์กร ในสังคม
หรือแม้แต่ปัญหาที่ดูยิ่งใหญ่ระดับชาติ
แท้จริงมันเคยถูกบันทึก ตีแผ่ และวิเคราะห์ไว้หมดแล้วเป็นลายลักษณ์อักษร
เนื่องจากตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะกี่ชั่วอายุคน มนุษย์ก็ยังคงความเป็นมนุษย์
คือแม้เทคโนโลยีและสิ่งของที่เราใช้จะเปลี่ยนไป
แต่ปัญหาของมนุษย์ก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ
เพราะแม้ “วิทยาการ” ของเราจะก้าวไกลแค่ไหนก็ตาม
แต่ “วิวัฒนาการ” ของเราก็ยังคงที่อยู่อย่างเดิม

ไม่ว่าจะโดนด่า เป็นหนี้ มีทุกข์ อกหัก รักข้างเดียว ลูกมีปัญหา สามีนอกใจ
บริษัทเจ๊ง เป็นมะเร็ง น้ำท่วม คอร์รัปชั่น เกิดสงครามกลางเมือง ฯลฯ
ทุกๆเรื่องเหล่านี้เคยมีคนเขียนถึงมันมาแล้วอย่างละเอียด
อีกทั้งยังมีนักปราชญ์และนักวิชาการระดับอัจฉริยะมากมาย
ที่ได้เสนอทางแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดเอาไว้แล้ว
ทว่าหากเราไม่อ่านสิ่งที่เขาเขียน ก็เท่ากับว่าเราเป็นกบในกะลาที่เอา
แต่นั่งด่าว่าพระอาทิตย์ไม่ยอมขึ้น
ทั้งที่เราเองยังไม่ได้เปิดกะลา(แห่งปัญญาและความรู้)ออกมามองดูแสงสว่างเองต่างหาก

A reader lives a thousand lives before he dies.
The man who never reads lives only one.
George R.R. Martin

นักอ่านใช้ชีวิตนับพันครั้งก่อนตาย
ผู้ที่ไม่อ่านใช้ชีวิตเพียงครั้งเดียว…
จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน

5. ผู้ที่ไม่อ่านจะเป็น “เหยื่อ” และ “ทาส” ไปตลอดกาล
ชาติมหาอำนาจของโลกในทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ชาติที่มีประชาชนเยอะที่สุด
และไม่ใช่ชาติที่มีไพร่พลกล้ามใหญ่ใจกล้ามากที่สุด
แต่เป็นชาติที่มีประชาชนผู้เปี่ยมความรู้และมีการศึกษามากที่สุดต่างหาก
ดังนั้น หากเราลองศึกษาประวัติศาสตร์ดูให้ดี
เราจะเห็นได้ทันทีว่า ชาติที่พ่ายแพ้และตกเป็นเหยื่อของชาติอื่น
ก็คือชาติที่ประชาชนมีความรู้มวลรวมน้อยกว่าเสมอ
นี่คือสิ่งที่เป็นความจริงเสมอมา และจะยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไป

บนโลกใบนี้ ความรู้คือขุมทรัพย์ของพลังอย่างแท้จริง
ในการล่าอาณานิคมสมัยวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
สาเหตุที่เมืองไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก
ทั้งๆที่เพื่อนบ้านของเราตกเป็นเมืองขึ้นกันถ้วนหน้าแล้ว
ก็เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปรีชาญาณ
มีไหวพริบปฏิภาณและความรู้มากมาย
อีกทั้งยังทรงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในฐานะพระสหายสนิทของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย
ซึ่งช่วยคานอำนาจหนุนหลังประเทศไทยเอาไว้ได้

พระมหากษัตริย์ของเราทุกพระองค์ทรงเชี่ยวชาญในด้านอักษรศาสตร์ทั้งสิ้น
และที่ชาติไทยยังคงยืนยงอยู่ได้ทุกวันนี้
ก็เพราะพระมหากษัตริย์ของเรามีความรอบรู้แตกฉานในด้านต่างๆ
โดยมีพื้นฐานมาจากการเป็นนักอ่านนั่นเอง

การอ่านหนังสือ คือการอ่านคนและอ่านโลกไปพร้อมๆกัน
เพราะสิ่งมีชีวิตที่ผลิตหนังสือก็คือคน และคนก็เป็นผลผลิตของโลก
ฉะนั้น ความรู้ที่แฝงอยู่ในหนังสือทุกเล่ม
จะช่วยลับคมความคิดของเราให้เฉียบแหลมอยู่เสมอ

โลกมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย จะมี “เหยื่อ” และมี “ผู้ล่า” อยู่เสมอ
ไม่ว่าผู้ล่านั้นจะมาพร้อมหอก ปืน ธนบัตร หรือสนธิสัญญาอันสวยหรู
ดังนั้น หากเราไม่ศึกษาหาความรู้จนทันคน ทันโลก และทันเหตุการณ์
เราก็จะดำเนินชีวิตเหมือนหมากบนกระดานของผู้มีอำนาจอยู่ร่ำไป

รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสในประเทศไทยสำเร็จไปแล้วกว่า 100 ปี
แต่ทาสในสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมีโซ่ตรวนติดอยู่ที่แขนหรือขา
ทว่ามันเป็นโซ่ตรวนแห่งเงินตราและสัญญาที่มองไม่เห็น
ซึ่งต้องอาศัยปัญญาและความรู้จากการ “อ่าน” อย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้น

Knowledge is power.
Sir Francis Bacon

ความรู้คือพลัง
เซอร์ ฟรานซิส เบคอน

6. หากไม่อ่าน สมองจะ “ฝ่อ” (จริงๆ!)
สมองของผู้ใหญ่มีเส้นประสาทประมาณหนึ่งแสนล้านเส้น
และมีการเชื่อมต่อกันตามจุดต่างๆของปลายประสาทมากถึง 100 ล้านล้านจุด
(ภาษาอังกฤษเรียกว่า synapses)
และที่น่าสนใจก็คือ สมองของเด็กมีเส้นประสาทมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 40%
และสมองของพวกเขาก็มีจุดเชื่อมต่อระหว่างปลายประสาทมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า!

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ธรรมชาติได้ออกแบบสมองของเรา
ให้สร้างเส้นประสาทเกินมามากมายตอนที่เราอายุยังน้อย
ต่อมาเมื่อเราอายุมากขึ้น สมองจึงค่อยๆตัดเส้นประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้ออก

กระบวนการไม่ใช้แล้วตัดทิ้ง (pruning) นี้มีความสำคัญมากๆ
เพราะมันเป็นคำอธิบายว่าทำไมการเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆตั้งแต่อายุยังน้อย
การอ่านหนังสือตั้งแต่ยังเล็ก
และศึกษาหาความรู้อยู่เสมอถึงได้เป็นกุญแจสู่อัจฉริยภาพในด้านนั้นๆ
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะทางดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์ หรือภาษา
คนเหล่านี้ล้วนคลุกคลีอยู่กับสาขาที่เขาสนใจตั้งแต่ยังเล็ก
เพราะการกระทำดังกล่าว
เท่ากับเป็นการบอกสมองว่า “อย่าตัดส่วนนี้ทิ้งนะ ฉันยังใช้มันอยู่”
และพอเราใช้ส่วนนั้นมากๆเข้า
เส้นประสาทในบริเวณดังกล่าวก็จะอยู่รอด แข็งแรง
และมีการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ทุกคนก็อย่าเพิ่งหมดความหวังไป
เพราะผลงานวิจัยมากมายในทศวรรษที่ผ่านมา ได้ยืนยันแล้วว่า
สมองของเรามีความยืดหยุ่นเหมือนพลาสติก (neuroplasticity) ไม่มีผิด
ดังนั้น หากเราหมั่นบำรุงรักษาสมองของตัวเอง
ด้วยการอ่านหนังสืออยู่เสมอ และศึกษาหาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
โรคความจำสั้น ความจำเสื่อม สมองฝ่อ หรืออัลไซเมอร์ก็ยากจะถามหา

จำไว้ว่า…
เส้นประสาทส่วนใดไม่ถูกใช้
เส้นประสาทส่วนนั้นจะถูกตัดทิ้ง (ตามกฏของสมอง “Use it or lose it”)

ฉะนั้น การอ่านจะช่วยทำให้สมองคงไว้ซึ่งเส้นประสาทอันแข็งแกร่งและสวยงาม
เสมือนป่าสงวนที่ยังที่ไม่ถูกน้ำมือมนุษย์ทำลาย….

วิตามินอันประเสริฐของสมอง
คือความรู้ที่เจ้าของสรรหามาให้
ขุนเขา

7. อำนาจในการสร้างชาติ อยู่ในมือของเรา
จริงๆแล้วคำว่า “ประชาธิปไตย” คือการผสมกัน
ระหว่างคำว่า “ประชา” ที่แปลว่า “หมู่คน กลุ่มคน”
กับคำว่า “อธิปไตย” ที่แปลว่า “ความเป็นใหญ่”
ดังนั้น คำว่า “ประชาธิปไตย”
จึงหมายถึงการ “ถือเอาพลังของหมู่ชนเป็นใหญ่” นั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครองแบบใดก็ตาม
หากผู้ที่ “เป็นใหญ่” ในสังคมเป็นคนไม่มีคุณธรรม หรือไม่มีความรู้
บ้านเมืองก็ย่อมเกิดความโกลาหลวุ่นวาย
ผู้คนก็จะพลอยเดือดร้อนและเป็นทุกข์
ดังนั้น หากคิดด้วยตรรกะง่ายๆว่า
ในเมื่อเราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบที่ถือเอาพลังของประชาชนเป็นใหญ่
ประชาชนก็ควรจะต้องมีการศึกษาที่ดีและมีปัญญามากพอ
เพื่อจะได้ “คิดเป็น” “เลือกเป็น”
และไม่ถูกครอบงำด้วยความโลภ โกรธ หลง
หรือพ่ายแพ้ต่อตัณหาและอวิชชาโดยง่าย เหมือนสังคมของเรา…

ในบทความที่เขียนโดย ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิประจำมหาวิทยาลัยศรีปทุม
ท่านเรียกสภาพการเมืองเช่นนี้ว่าเป็น “อวิชชาธิปไตย”
ซึ่งหมายถึงการปกครองที่คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพแห่งความไม่รู้
คือไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิต (ที่คิดว่าอิสระ)
โดยถูกผู้มีอำนาจและผู้ทรงอิทธิพลมากมายชักใยอยู่เบื้องหลัง

เมื่อประชาชนมีอวิชชาบังตาเช่นนี้
พวกเขาจึงตัดสินใจในสิ่งต่างๆ
โดยไม่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ (โยนิโสมนสิการ)
และกระทำการต่างๆโดยไม่ผ่านการพิสูจน์ไตร่ตรองอย่างละเอียดด้วยตัวเอง (กาลามสูตร)
สุดท้าย ความมืดบอดและขลาดเขลาจึงเป็นใหญ่ในสังคม

สังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
เป็นสังคมที่ประชาชนควรรักการอ่านมากที่สุด
เพราะอนาคตของประเทศชาตินั้นอยู่ในมือของประชาชน
แต่ถ้าประชาชนไม่ชอบอ่านและไม่ชอบศึกษาหาความรู้
แล้วอนาคตของชาติจะเป็นไปในทิศทางใด…

พลังอันยิ่งใหญ่ของประชาชนควรจะเป็นพลังสว่างแห่งปัญญาและความรู้
ไม่ใช่พลังมืดแห่งอวิชชาและความหลง มาร่วมด้วยช่วยกันสร้างชาติที่มั่นคง
ด้วยการตกลงและสัญญากับตัวเองว่า
ต่อไปนี้จะ “อ่าน” ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อันประเสริฐ กันเถิดครับ!

Picture2

หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาลจนทุกวันนี้
หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน
เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้จริง…

พระบรมราโชวาท ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0015.png"><br />สละศาสตร์

37

“ความสวยงามที่สุดอย่างหนึ่งของการเป็นมนุษย์ คือความจริงที่ว่า
การเติมความสุขให้ผู้อื่น มักทำให้เราเต็มเสียเอง…”
                              -ขุนเขา-

ถ้าเปรียบ “คนดี” เป็นอาหารจานหนึ่ง
ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด ก็น่าจะเป็นเครื่องปรุงรสที่เรียกว่า ‘การให้’ นั่นเอง
แต่ในคอลัมน์ “ข้อคิดจากขุนเขา” ฉบับนี้ ผมจะมาชี้ให้เห็นว่า
ความเชื่อดังกล่าวก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป…

เมื่อพูดถึง “การให้” คนทั่วไปจะนึกถึงแต่สิ่งที่ดีงาม ทั้งที่จริงๆ แล้วการให้ไม่ได้ดีเสมอไป
ซ้ำร้ายการ “ให้ไม่เป็น” ยังก่อให้เกิดความทุกข์นานับประการทั้งต่อผู้ให้และผู้รับอีกด้วย

การให้ที่ผิดที่สุดแต่มีให้เห็นบ่อยที่สุด ก็คือการให้เพื่อหวังผลตอบแทนนั่นเอง
โดยอาจเป็นการให้รูปธรรมเพื่อแลกนามธรรม
เช่นให้ทรัพย์หรือสิ่งของ เพื่อหวังให้เขารักเรา (มากขึ้น)
หรือให้เงินช่วยเหลือ เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นคนใจดีหรือใจบุญ ส่วนการให้รูปธรรมเพื่อแลกรูปธรรม
เช่น ให้ของขวัญวันเกิดเขา โดย (แอบ) หวังว่าเขาจะให้ของขวัญวันเกิดเราบ้าง
และการให้นามธรรมแลกนามธรรม อย่างเช่นการชื่นชมเขา เพื่อหวังว่าเขาจะชื่นชมเราตอบ
การให้โดยหวังผลนั้นมีโทษมหันต์ เพราะมันจะทำให้เราเป็นคนยึดติด
และไม่ใช่เป็นการยึดติดแบบธรรมดา
แต่เป็นการยึดติดกับภาพลวงตาที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น
และไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่!

ไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งใดๆ ถ้ายึดติดกับสิ่งที่ให้ ความสุขย่อมไม่เกิดกับเรา
เพราะนอกจากต้องทุกข์ทรมานกับการรอคอยผลตอบแทนแล้ว
เมื่อผลออกมาไม่ได้ดังคาด (หรือไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ เลย)
ความทุกข์ซ้ำซ้อนก็จะเกิดตามมา
ในทางตรงกันข้าม ถ้าให้แล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน อิสระจะเกิดขึ้นในใจของทั้งผู้ให้และผู้รับ
และหากมีการตอบแทนใดๆเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็จะกลายเป็น
“เซอไพรส์” (สิ่งพิเศษเหนือความคาดหวัง) ไปโดยปริยาย

การให้โดยหวังสิ่งตอบแทน
ก็ไม่ต่างจากนักการเมืองที่เดินซื้อเสียงเพื่อให้ตนเองได้รับการเลือกตั้ง
เพราะความคาดหวังนั้นไม่เพียงกดดันตัวผู้ให้เองเท่านั้น แต่ยังสร้างความกดดันต่อผู้รับอีกด้วย
กล่าวคือ เมื่อผู้รับรู้สึกว่าการให้มีเจตนาแอบแฝง
การตอบแทนในภายหลังก็จะเป็นการทำ“โดยหน้าที่” ไม่ใช่ “ด้วยหัวใจ”
ดังนั้นต่อให้มีคนให้บ้านเราฟรีๆ แต่ถ้าการให้นั้นมีอะไรแอบแฝงอยู่
ทุกๆครั้งที่ก้าวเข้าบ้านเราก็จะไม่รู้สึกสุขใจอย่างแท้จริง
อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่ได้ให้ของอย่างเดียว แต่ให้ทุกข์แถมมาด้วย!

ในทางกลับกัน แม้จะเป็นขนมห่อเล็กๆ แต่ถ้าผู้ให้ให้ด้วยความจริงใจ
เราก็จะรู้สึกถึงน้ำใจและความอบอุ่น
เรียกว่ากินอิ่มท้องเพียงสามชั่วโมงแต่อิ่มใจไปสามวันเลยทีเดียว

การให้นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของเราก็จริง
แต่การหวังจะได้รับนั้นอยู่ภายใต้อำนาจของจิตใต้สำนึก
ดังนั้น เราจึงต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา
เพราะหลายครั้งปากของเราอาจบอกว่าไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน
แต่ลึกๆ ในใจแล้วเรามักแอบหวังอะไรบางอย่างอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้“ความรัก”

บ่อยครั้งที่เราให้ความรักเพื่อหวังจะได้รับรักตอบแทน แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์
แต่มันก็เป็นธรรมชาติที่สร้างความทุกข์แสนสาหัสให้กับเราอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
เพราะการ “อกหัก” นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากความรัก
แต่มันเกิดการจากการคาดหวังอยากได้ความรักกลับคืนมาต่างหาก

กวีเอกของโลกอย่างเช็คสเปียร์เคยกล่าวเอาไว้ว่า
“ความคาดหวังคือรากเหง้าของความเจ็บปวดทั้งปวง”
ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะเราเอาใจไปยึดติดกับภาพลวงตาในอนาคต
เราคิดถึงความรักที่อยากจะได้ตอบกลับมาจากคนรัก
เมื่อความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ความทุกข์ก็ย่อมตามมา
และยิ่งความจริงแตกต่างจากความคาดหวังมากเท่าไหร่ ความทุกข์ก็ยิ่งสาหัสมากขึ้นเท่านั้น!

การ “รักเป็น” ก็เหมือนกับการ “ให้เป็น” นั่นเอง
คือรักแล้วต้องปล่อยวาง เช่นเดียวกับให้แล้วต้องปล่อยวาง
ความรักที่แท้จริงควรจะเป็นความรักเพื่อ “มอบหัวใจ” ไม่ใช่เพื่อ “แลกหัวใจ”
ส่วนใหญ่ที่เรารักไม่เป็น ก็เริ่มมาจากการที่เราให้ไม่เป็นนี่เอง

คนที่ให้แล้วไม่ปล่อยวางนั้น มักมีสุขภาพจิตไม่สู้ดี
ปวดศีรษะบ่อย เครียดง่าย (โดยไม่รู้ตัว) และนอนไม่ค่อยหลับ
ส่วนคนที่ให้แล้วปล่อยวางนั้น มักอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา
แม้อายุมากก็ดูอ่อนกว่าวัย คงเป็นเพราะการปล่อยวาง ไม่ยึดติดนี่เอง
ที่ทำให้จิตใจของพวกเขามีแต่ความเบาสบาย
ก็ในเมื่อไม่มีใครติดหนี้บุญคุณเขา เขาจึงไม่ต้องเป็นเจ้าหนี้ใคร
และคนที่ให้ด้วยใจที่บริสุทธ์นั้น
จะได้รับผลตอบแทนเป็นความสุขอันเปี่ยมล้นที่เกิดในใจเขาทันทีที่ให้อยู่แล้ว
โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาตอบแทนภายหลัง

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การให้แล้วปล่อยวาง ก็คือการ “ให้ถูกคน” และ “ให้โดยตนไม่ช้ำ”
เช่นถ้าเราให้เงินลูกจ้างไปซื้อเหล้ากิน ก็เหมือนเรากำลังให้ยาพิษเขาทางอ้อม
หรือถ้าเราบริจาคเงินทำบุญ จนตัวเองแทบไม่เหลือใช้ แถมยังติดหนี้สินอยู่มากมาย
อย่างนี้ก็เท่ากับเรากำลังทำให้ตัวเองเดือดร้อน
ตัวอย่างง่ายๆ จะเห็นว่าเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินในเครื่องบิน
หน้ากากออกซิเจนจะตกลงมาให้ผู้โดยสารสวมใส่
และทุกสายการบินจะย้ำเสมอว่าต้องใส่หน้ากากให้ตัวเองก่อนจะใส่ให้เด็ก
นั่นก็เพราะว่า ถ้าเราใส่ให้เด็กก่อนแล้วตัวเราเองเกิดเป็นอะไรไป
เด็กก็พลอยจะเป็นอันตรายไปด้วย กลายเป็น “ตายคู่” แทนที่จะ “ตายเดี่ยว”

ฉันใดก็ฉันนั้น…

ในการใช้ชีวิต เราก็ควรจะเอาตัวเองให้รอด ให้มั่นคงก่อน
จากนั้นจึงจะช่วยคนอื่นได้เต็มที่ ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า
“อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ”
ซึ่ง ดร.พระมหาบวรวิทย์ บอกว่าหมายถึง “ทำตนให้เป็นที่พึ่งแห่งตนและผู้อื่น”

ถ้าจะเปรียบก็เหมือนต้นโอ๊คที่สูงใหญ่มั่นคง
สามารถต้านทานลมพายุ
และเป็นแหล่งพักพิงอาศัยของเหล่านกน้อยและสรรพสัตว์ทั้งหลายได้
แต่ถ้าต้นกล้าเกิดหลวมตัวไปชวนนกน้อยมาทำรัง เมื่อพายุโหมกระหน่ำมา
ทั้งต้นไม้และครอบครัวนกก็ต้องพินาศพังทลายไปด้วยกันอย่างแน่นอน

ความสุขเกิดจากการ “ให้” ก็จริง แต่เราต้องไม่ลืมว่า การ “ให้ไม่เป็น” นั้น
ก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งต่อผู้ให้และผู้รับมากกว่าการไม่ให้อะไรเลยเสียอีก

ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือเราควรเรียนรู้ที่จะ “ให้อย่างมีปัญญา”
โดยหยุดคิดสักนิดก่อนจะให้ครั้งต่อไปว่า เรากำลังจะให้ใคร ให้เพื่ออะไร
และเรามีพอที่จะให้แล้วหรือยัง ไม่ว่าสิ่งๆนั้นจะเป็นข้าวของ เงินทอง หรือว่าความรัก…

ถ้าทำได้ดังนี้แล้ว เราจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้ที่ทั้งฉลาด ดี และมีความสุข
อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าเป็นอาหารจาน “คนดี”
ที่มีรสชาติกลมกล่อมสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง…

“รู้จักให้อย่างฉลาด จะไม่มีวันขาดความสุข”
   -ขุนเขา-