พระช่วยไม่ได้ ใครเล่าจะช่วยได้ ..

จากกรณีความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน มีพระสงฆ์อย่างน้อย ๒ รูปตกเป็นข่าว ท่านแรก หลวงปู่พุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อมน้อย ในฐานะหนึ่งในแกนนำ กปปส. ส่วนอีกท่านไม่ได้เกี่ยวโดยตรง คือ หลวงพ่อดี พระอาจารย์สุวัฒน์ สุวฑฺฒโน แห่งสำนักปฏิบัติธรรมพุทธพัฒนา จังหวัดสระแก้ว ที่ตั้งสัจจะปณิธาน ปฏิบัติธรรมแบบอุกฤษ ไม่จำวัด ไม่ฉันอาหาร โดยไม่มีกำหนดเวลา เอาชีวิตเข้าแลกมาตั้งแต่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา เพื่อขอบิณฑบาตผู้นำประเทศให้สละกิเลสแห่งอำนาจ สร้างสันติสุขให้แก่ประเทศไทยโดยเร็ว

ประเด็นนี้ทำให้เกิดข้อครหาในทำนองว่า “ไม่ใช่กิจของสงฆ์” จนบางคนตั้งคำถามว่า แล้วใครเป็นผู้กำหนดมาตรฐานว่าอะไรเป็นกิจของสงฆ์ อะไรไม่ใช่กิจของสงฆ์

โดยแท้จริงแล้ว “กิจของสงฆ์” นั้น ถูกกำหนดไว้แล้วตามนโยบายของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูปแรกไปประกาศพระพุทธศาสนา ความตอนหนึ่งว่า “เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และเพื่อความสุขแก่มหาชนเป็นอันมาก..ฯลฯ” แสดงชัดเจนว่าพระพุทธเจ้ามุ่งเน้นให้กิจของสงฆ์นั้นเป็นไปเพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเป็นความสุข (พหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ)

ดังนั้น กิจของสงฆ์ ต้องใช้พระธรรมวินัยเป็นข้อกำหนด มิใช่ใช้ความรู้สึกนึกคิดของพระสงฆ์และชาวบ้านเป็นข้อพิจารณา อันว่ากิจแท้ๆ ของพระในศาสนาพุทธก็คือ คันถธุระ กับ วิปัสสนาธุระ

แต่เมื่อพระต้องเกี่ยวข้องกับสังคมตลอด หนีไม่พ้น จะไปหลีกแบบเด็ดขาดทำนองฤาษีชีไพรไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระแสวงหาอาหารด้วยการออกบิณฑบาต ห้ามไปหลบในป่าปลูกพืชผักเอาเอง นี่คือข้อบัญญัติที่ให้พระภิกษุต้องออกมาเกี่ยวกับชาวบ้าน…

จึงมีภาระอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมหลายๆ เรื่องมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ เช่น พระพุทธเจ้าเสด็จไปห้ามกองทัพของพระเจ้าวิฑูทภะ ถึง ๓ ครั้ง จนเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ซึ่งเมื่อพระพุทธองค์ทรงใช้ความพยายามอย่างที่สุดแล้ว ไม่มีใครเชื่อ ท่านก็ทรงวางอุเบกขา ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม

หรือตอนเสด็จไปสวดมนต์ทำน้ำมนต์ให้ชาวเมืองไพศาลีเพื่อไล่ผี หรือทรงส่งพระโมคคัลลานะให้ไปช่วยควบคุมการก่อสร้างวัดปุพพารามที่นางวิสาขามหาอุบาสิกา อุทิศถวายให้ …ซึ่งกิจเหล่านี้ ไม่ใช่ทั้งคันถธุระและไม่ใช่วิปัสสนาธุระ แต่เป็น กิจช่วยเหลือสังคม สงเคราะห์โลก ซึ่งเมื่อมีเหตุผลเหมาะสมก็ต้องทำ หลีกไม่ได้

ไม่ใช่เพียงสมัยพุทธกาลเท่านั้น ที่พระสงฆ์เข้ามามีบทบาทช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ในประวัติศาสตร์ชาติไทยหลายยุคหลายสมัย พระสงฆ์ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เมื่อเกิดเหตุเภทภัยขึ้นในบ้านเมือง

สมเด็จพระพนรัต พระสังฆราชอรัญวาสี หรือ มหาเถระคันฉ่อง พระอาจารย์ในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นพระมหาเถระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประชาชนคนไทย นับแต่เวลาที่ได้กอบกู้เอกราชฟื้นฟูประเทศจากการตกเป็นเมืองขึ้น ซึ่งเราชาวไทยต่างทราบดีว่าเป็นพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ได้กระทำการในครั้งนั้น จนกระทั่งเราเป็นเอกราชมาจนทุกวันนี้

จากประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่ชัดเจนมายาวนาน น่าจะเป็นข้อจดจำในสำนึกของเราชาวไทยทั้งหลาย ในพระคุณของสมเด็จพระพนรัต ผู้เป็นที่เคารพเทิดทูนแห่งองค์สมเด็จพระนเรศวรฯ

หากสมเด็จพระพนรัตไม่ทรงยับยั้งแผนการของพระยาเกียรติ – พระยาราม เรื่องการลอบปลงพระชนม์พระนเรศวรโดยบัญชาของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง เราชาวไทยคงไม่มีองค์พระนเรศวร ผู้ทรงปรีชาสามารถมากอบกู้ชาติบ้านเมือง ให้เป็นปึกแผ่นตราบเท่าทุกวันนี้

หากสมเด็จพระพนรัตไม่ทรงบิณฑบาตขอชีวิตเหล่าทหารในการทำศึกสงครามยุทธหัตถี ก็จะทำให้ไพร่พลขาดกำลังใจ และขาดคนดีที่จะมาช่วยชาติบ้านเมืองได้อีกมากมาย

ซึ่งในกาลนี้ขอให้ทุกคนหันกลับมามองดูว่า แม้อาญาเมืองยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ด้วยเดชแห่งบุญสังฆบารมี อันสมเด็จพระพนรัตได้แสดงถวายแด่สมเด็จพระนเรศวรฯ ยังทรงพิจารณา โดยไม่ทรงถือเอาภัยอันพระองค์ได้รับนั้นมาเป็นใหญ่เหนือพระศาสนา และคำเตือนของพระมหาเถระผู้ประเสริฐ จึงยังทำให้แผ่นดินสงบร่มเย็นสืบมา

แสดงให้เห็นถึงพระคุณธรรมอันมีในใจ เป็นชาตินักรบอย่างแท้จริงขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้า

ตัวอย่างอีกรูปหนึ่ง คือ หลวงพ่อพระอาจารย์ธรรมโชติ แห่งค่ายบางระจัน พระสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา เดิมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเขานางบวช เมืองสุพรรณบุรี พอพม่ายกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านบางระจันได้ตั้งค่ายรวมตัวกันต่อสู้กับพม่าข้าศึกอย่างอาจหาญ ได้อาราธนานิมนต์หลวงพ่อพระธรรมโชติเข้าไปอยู่ในค่ายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักรบชาวบางระจัน

ซึ่งมีผู้นำที่ประกอบไปด้วย ขุนสรรค์ พันเรืองกำนัน นายทองเหม็น นายอิน นายจันหนวดเขี้ยว นางทองแสงใหญ่ นายแท่น นายเมือง นายโชติ นายดอก และนายทองแก้ว

พระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้มีเวทย์มนต์ คาถาอาคมแก่กล้ายิ่งนัก ท่านลงผ้าประเจียดและตะกรุดพิศมร คุ้มครองนักรบชาวบางระจันจนได้ชัยชนะติดต่อกันมาถึง ๗ ครั้ง

รบเพื่อรอปืนใหญ่จากกรุงศรีอยุธยา แต่จนแล้วจนรอดปืนใหญ่ก็ไม่มา ประกอบกับการอัตคัดขาดแคลนอาหาร ประหนึ่งน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ประกอบกับเมื่อมีผู้คนอาศัยอยู่ได้ค่ายเป็นจำนวนมาก การคละเคล้าปะปนกันของหญิงชายย่อมทำให้เกิดความเสื่อมแห่งอาคม ตบะเดชะ …….

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คงต้องกล่าวถึง  การจุดไต้ของสมเด็จโต ซึ่งเป็นประจักษ์พยานชัดเจนว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้กระทำกิจของสงฆ์อันยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์สุขของสยามประเทศมาแล้วอย่างไร

ประมาณพุทธศักราช ๒๔๑๑ ในขณะนั้น เป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ จึงจำเป็นต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน นั่นคือ สมเด็จเจ้าพระยาพระบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

อย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้นี้มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมาก ด้วยมีข่าวลือหนักเกี่ยวกับราชบัลลังก์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕  สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ท่านได้จุดไต้กลางวันแสกๆ เดินทางไปยังที่พักของผู้สำเร็จราชการ

ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาพระบรมมหาศรีสุริยวงศ์เคารพนับถือสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี อย่างมาก จึงได้ถามว่า “เจ้าประคุณสมเด็จ มีปัญหา มีความคับข้องใจอย่างไร จึงได้จุดไต้เข้ามาพบทั้งๆ ที่เป็นเวลากลางวัน”

สมเด็จพระพุฒาจารย์ ก็ได้ตรัสตอบว่า “เห็นบ้านเมืองมืดมน ตามข่าวที่ได้รับมาว่า จะมีการยึดอำนาจ ในการที่จะไม่ให้มีกษัตริย์สืบราชวงศ์ ลูกศิษย์ ลูกหา จำนวนมากได้มาบอก มาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว หลายเรื่องหลายราวมาก จึงทำให้อาตมาภาพมีความรู้สึกห่วงใยต่อบ้านเมือง ต่อราชบัลลังก์ จึงได้มาขออนุญาตพบท่านสมเด็จเจ้าพระยาพระบรมมหาศรีสุริยวงศ์ในวันนี้”

เมื่อได้รับฟังพระอาจารย์ที่เคารพนับถือยิ่ง ถามเช่นนี้ สมเด็จเจ้าพระยาพระบรมศรีสุริยวงศ์ก้มลงกราบ และได้ให้คำมั่นสัญญาว่า “ตราบใดที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ จะดูแลรักษาราชบัลลังก์นี้ไว้ให้กับสมเด็จพระยุพราช ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติตามกฏมณเฑียรบาลราชประเพณีสืบต่อไป ขอองค์เจ้าประคุณสมเด็จอย่าได้วิตกกังวลไปเลย ขอรับกระผม”

เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้ตรัสตอบให้คำมั่นสัญญา สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสีก็ขอบใจ และขอฝากให้ช่วยดูแลบุคคลที่คิดไม่ดีไม่งาม บุคคลที่คิดทำลายราชบัลลังก์ให้อยู่ในสายตาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ และขอให้คำมั่นสัญญานี้ไว้จนชั่วชีวิต

มาในยุคปัจจุบันเราก็มี องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

“…พอตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่คิดถึงก่อนอื่น ก็คือเรื่องการช่วยโลก ไมมีแม้แต่น้อยที่คิดถึงเรื่องตัวเอง พระช่วยไม่ได้ ใครเล่าจะช่วยได้…”

นั่นคือปณิธานอันสูงส่งและเปี่ยมไปด้วยความงามสง่าของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ ‘หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน’ แห่งวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี อริยสงฆ์ผู้มีเมตตาธรรมอันล้นเหลือต่อประเทศชาติและประชาชน ผู้อุทิศสังขารอันสูงวัยของตนที่สมควรจะต้องพักผ่อนในที่สัปปายะ แต่กลับมาเพียรเที่ยวเทศนาให้คนในชาติรู้สึกและสำนึกถึงการเสียสละเพื่อประเทศชาติในยามที่ประสบกับภาวะ ‘วิกฤตเศรษฐกิจ’ อย่างหนัก

จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกจรดตะวันตก ทุกหนทุกแห่ง และทุกก้าวของท่านที่เหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินไทย เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาคุณอันยิ่งใหญ่ เพียงเพื่อหวังให้เราทุกคนสืบไปจนชั่วลูกชั่วหลานได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่เป็นทาสและเสียเอกราชทางเศรษฐกิจให้แก่ระบบทุนนิยมสามานย์แห่งโลกสมัยใหม่…

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ได้จารึกไว้ เกี่ยวกับวีรกรรมของพระภิกษุสงฆ์ผู้เสียสละ เมตตากระทำกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน เพื่อให้ทุกท่านนำมาประกอบการพิจารณาว่า กิจของสงฆ์คืออะไร  …   

Post Today P.H7 D.02-Mar-14(1) Post Today P.H7 D.02-Mar-14(2) Post Today P.H7 D.02-Mar-14(3)

 

ฤาโลกกำลังเข้าสู่ “ยุคสุดท้าย”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทย
ทำให้นึกถึงพุทธทำนายที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์
ความตอนหนึ่งว่า …
“ดูก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาของตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล
สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดในยุคนั้นจะพบแต่ความลำบาก
ทุกชาติ ทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลกที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย
แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทุกทิศ
คนในสมัยนั้น (ยุคนี้) จะมีนิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต
จะรบราฆ่าฟันกันเองถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ″

ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวจนะของตถาคต…
ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา
เหตุร้ายภัยพิบัติจะเบาบาง…แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น….

นี่คือ แรงบันดาลใจของ พระอาจารย์สุวัฒน์ สุวฑฒโน เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมพุทธพัฒนา
จังหวัดสระแก้ว หรือที่ชาวบ้านลูกศิษย์ลูกหาเรียกขานว่า “หลวงพ่อดี”
ในการสืบทอดวิชา ธรรมเปิดโลก กรรมบันดาล
ที่ค้นพบโดย องค์พระเดชพระคุณหลวงพ่อคง จตฺตมโล ปรมจารย์ธรรมเปิดโลก
แห่งแดนเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี

ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นจะแก้ไขปัญหาวิกฤตในสังคมโลก
เช่น ภัยธรรมชาติต่างๆ พายุ น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติทำลายล้างโลก
ข้าวยากหมากแพง โรคระบาด ขาดแคลนอาหาร สารพิษตกค้าง สารพัดพิษภัยที่จะเกิดขึ้น
มนุษย์จะอยู่ไม่ได้ ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ผู้ที่บริสุทธิ์ต้องการอยู่ในโลกอย่างสงบก็ต้องได้รับอันตรายเช่นกัน
เพราะภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นเสมอภาคกันยากที่จะแก้ไข โดยไม่มีทางเลือก
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ให้หลุดพ้นวิกฤต
และมีเวลาเตรียมใจ กายเอาชีวิตรอด สร้างสังคมใหม่ให้ดีขึ้น
ธรรมเปิดโลก กรรมบันดาล จึงเกิดขึ้นโดยการนำของหลวงพ่อดี…

ประวัติของหลวงพ่อดี ปัจจุบันอายุ ๕๗ ปี เดิมชื่อนายสุวัฒน์ จันทร์ดี
เป็นชาวจังหวัดยโสธร ท่านศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
ตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในเพศฆราวาส ครั้นถึงเวลาหนึ่งที่เกิดความเบื่อหน่ายทางโลก
ด้วยเห็นถึงทุกขเวทนาต่างๆ จึงได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี
ในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๔

ท่านเป็นศิษย์ หลวงพ่อคง จตตมโล โดยการน้อมจากภาพถ่าย
(ไม่ได้เป็นลูกศิษย์โดยตรง เนื่องจากหลวงพ่อคงได้ละสังขารไปก่อนแล้ว)
และสำเร็จวิชา ธรรมเปิดโลก กรรมบันดาล ที่ถ้ำอรหันต์ วัดเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงตัดสินใจอุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์
ด้วยต้องการสนองเจตนารมณ์และสืบทอดงานต่อจากหลวงพ่อคง

ธรรมเปิดโลก กรรมบันดาล
เป็นวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบ อาณาปานสติ
คือ การกำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก แรง-เร็ว
เพื่อให้ลมเป็นตัวช่วยเราในการขับเคลื่อนพลังจิต
วิธีนี้ได้ผลเร็ว ใช้เวลาน้อย ทำได้ทุกอิริยาบถ
เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์โลกปัจจุบัน
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบนี้ จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ใช้หนี้กรรม และก่อให้เกิดสติปัญญาได้อย่างอัศจรรย์
เป็นการปรับธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้สมดุล รักษาโรค ลมปราณทะลุทะลวง
ง่ายต่อการปรับธาตุ ทำให้ปฎิบัติธรรมได้ง่ายขึ้น
สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ก็เข้าหลักสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม)
และเข้าสู่โพฌชงค์ ๗ แบบเร่งด่วน โดยอาศัยการปฏิบัติให้เห็นชัด

หลวงพ่อบอกว่า… ลมหายใจคืออุปกรณ์ที่มากระตุ้นให้เรามีสติ รู้เหตุและผล
เกิดและดับได้อย่างทันเหตุการณ์ การฟอกลมหรือการหายใจ
เพื่อกระตุ้นให้สมองเกิดแรงสั่นสะเทือนจนหน่วยความจำที่จิตบันทึกไว้
ร่วงหลุดออกมาเพื่อชำระสะสางกัน เหมือนเปิดดูการกระทำที่จิตบันทึกไว้
ให้ได้ชดใช้กันเป็นเรื่องๆ ก่อนหลังตามวาระตามกรรม

ซึ่งเรียกวิธีการนี้ว่า ธรรมเปิดโลกกรรมบันดาล
คือ เปิดเผยความจริงให้ดูเลยว่าเรากระทำกรรมอย่างไร ผลที่ปรากฏเป็นอย่างไร
เพื่อให้เราดับได้ถูกจุด หยุดปัญหาได้ถูกทาง มีปัญญาได้เดินต่อ
ไม่ก่อกรรมเพิ่ม หรือดับกรรมเก่า ไม่ก่อกรรมใหม่ ให้เป็นวัฏจักรเกิดดับอีก

ท่านบอกอีกว่า คนเราที่ป่วยตายกันทุกวันนี้ เพราะมีเสลดมาอุดตันหลอดลม
ทำให้หายใจไม่ออก การฟอกลมจะช่วยเรื่องนี้ได้ ใครที่รู้จักวิธีฟอกลม
หายใจตามหลักอาณาปานสติ หมั่นฝึกปฏิบัติบ่อยๆ จะทำให้ห่างโรคภัยไข้เจ็บ
ดูอย่างหลวงพ่อนี่ ไม่ต้องใช้ยาในการรักษาโรคเลย ใช้ลมหายใจอย่างเดียว

ธรรมะ คือ ลมหายใจ ช่วยแก้ไขได้ทุกสิ่ง ได้เห็นความเป็นจริง ให้ทุกสิ่งได้เปิดเผย
ธรรมะของพระพุทธองค์ ได้สั่งตรงอย่าละเลย ดับเหตุแล้วดับกิเลส
มีเสลดตัวขัดขวาง ทำจิตให้ว่าง แล้วใช้ลมไป ไม่แบกไม่รับ อยู่กับความว่าง ไร้ทิศไร้ทาง
อยู่แบบว่างๆ ไม่มีอะไร ฯ ….ท่านว่า

ด้วยการปฏิบัติแบบนี้จะช่วยให้เกิด ปัญญา วิมุตติ หลุดพ้น ชดใช้หนี้กรรม
ถ่ายกรรม และรักษาโรคต่างๆ ได้ ทำให้ผู้ปฏิบัติมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืน
ผู้ปฏิบัติได้ผลเร็ว ใช้เวลาน้อย ทำได้ทุกอิริยาบถ จึงเหมาะสมกับ
การแก้ไขปัญหาในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลงมือปฏิบัติจริง เพราะต้องเชื่อมั่นในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เชื่อในกฎแห่งกรรม และเชื่อในคำสั่งสอนของพระอาจารย์และปฏิบัติเท่านั้นจึงจะเกิดผล

ล่าสุด หลวงพ่อดี ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า …
วิชาธรรมเปิดโลก กรรมบันดาล เป็นธรรมะที่ช่วยค้ำจุนโลกอย่างแท้จริง

ซึ่งท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานเข้ากรรมฐาน งดฉันอาหารไม่มีกำหนด
นั่งสมาธิตลอดเวลา ไม่มีการจำวัด เพื่อขอบิณฑบาตผู้นำประเทศ
และผู้มีอำนาจได้โปรดสละกิเลสแห่งอำนาจ เพื่อนำความสงบสุขกลับมาสู่ประเทศไทย

ท่านเริ่มปฏิบัติภาวนาเข้ากรรมฐาน งดฉันอาหาร นั่งสมาธิตลอดเวลา
มาตั้งแต่วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงวันนี้ก็สิบกว่าวันแล้วที่ท่านไม่ได้ฉันอาหารแม้แต่มื้อเดียว
แต่ทว่าสุขภาพร่างกายของท่านกลับอยู่ในสภาพที่เป็นปกติ
ไม่มีสภาวะอิดโรยปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อย กำลังวังชาเรี่ยวแรงในการปฏิบัติภาวนายังคงเต็มเปี่ยม
น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ขอเชิญท่านมากราบนมัสการ และสนทนาธรรมกับพระอาจารย์สุวัฒน์ หรือหลวงพ่อดี
ได้ที่ หอประชุมพุทธคยา ชั้น ๒๒ อาคารอัมรินทร์พลาซ่า ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ
ซึ่งคณะลูกศิษย์ได้นิมนต์ท่านมาจำวัดที่นี่ด้วยความเป็นห่วงในสุขภาพของท่านครับ

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0013.png"><br />เท้าเปล่าดีเนอะ!

ร่างกายสะสมไฟฟ้าสถิตเกินควร…

ทราบไหมว่า… ยืนใต้ต้นไม้ด้วยเท้าเปล่า นำผลดีต่อสุขภาพและชะลอความแก่ได้
เหตุผล คือ พื้นดินใต้ต้นไม้มีความชื้นที่พอเหมาะเมื่อเทียบกับพื้นคอนกรีต
หรือพื้นกลางแดดที่แห้งแล้ง

ความชื่นต่ำไปไม่อาจเหนี่ยวนำไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจึงถ่ายเทไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่สายดินล่อฟ้าต้องปักลึกเข้าไปใต้ดินไม่ต่ำกว่า 2 เมตร
ซึ่งเป็นเนื้อดินที่มีความชื้นค่อนข้างคงที่สะดวกต่อการเหนี่ยวนำไฟฟ้าเข้าสู่โลก

หมอจีนผู้หนึ่ง ซึ่งอพยพไปอยู่อเมริกานานปี
เล่าเรื่องตัวอย่างชีวิตจริงโดยหวังให้ช่วยเผยแพร่เป็นบุญกุศลแก่สาธารณชน
เรื่องเล่ามีอยู่ว่า…

ประธานบริษัทข้ามชาติผู้หนึ่ง เป็นโรคนอนไม่หลับมานานปี
แต่ละปีต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางหาหมอหลายล้านเหรียญ
แต่ก็ไม่มีวี่แววจะหาย ต้องเดินไปมาในห้องทุกคืน

ลูกชายเขาบังเอิญได้มีโอกาสฟังการบรรยายของ Dr.Christopher
ซึ่งเน้นให้คนเราต้องสัมผัสกับพื้นดิน เพื่อปล่อยประจุไฟฟ้าสถิตออกจากร่างกาย

ลูกชายจึงพาคุณพ่อเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้าที่ชื้นนิ่มโดยใช้เวลา 10 นาที
รุ่งเช้าวันต่อมา ปรากฏว่าท่านประธานนอนหลับสบายตลอดคืน
ตื่นขึ้นมามีอารมณ์สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่คนอายุยืน มีกฎหมายกำหนดให้รองเท้าเด็กไม่ใช้พื้นยาง
เพราะสวมใส่รองเท้าพื้นยางพาราหรือยางเทียม เท่ากับเป็นฉนวนตัดขาดจากพื้นดิน
ประจุไฟฟ้าสถิตจะสะสมในร่างกายเกินควร ทำให้แก่เกินวัย ภมิคุ้มกันถดถอย
มีอาการนอนไม่หลับ ร่างกายเสียสมดุล เป็นมะเร็งได้ง่าย
(ปัจจุบันผู้ใหญ่เป้นมะเร็งโดยเฉลี่ยเกือบ 33%)

ผลิตภัณฑ์ทางเคมีปัจจุบันมีมากกว่า 10 ล้านชนิด
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา
เช่น รองเท้ากว่า 90% ใช้พื้นยางเทียมที่เป็นฉนวนไฟฟ้า
ซึ่งผิดกับรองเท้าดั้งเดิมที่ใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น รองเท้าฟาง รองเท้าหนัง เป็นต้น

ร่างกายเราเปรียบเหมือน bio-electromagnetic field ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลก
ตราบใดที่ความสมดุลทางธรรมชาติแปรเปลี่ยนหรือถูกกีดขวางก็จะทำให้ร่างกายและจิตใจไม่สบาย

เมือง “ทันสมัย” เต็มไปด้วยถนนลาดยาง ถนนคอนกรีต พื้นกระเบื้อง
ซึ่งล้วนเป็นวัตถุฉนวน ประกอบกับยางล้อรถยนต์ที่เรานั่ง รองเท้ายางเทียมที่เราสวมใส่
คนสมัยใหม่ใช้ชีวิตโดยไม่สัมผัสกับพื้นดินตลอดทั้งวันก็ว่าได้
ปัญหาที่ติดตามมาจึงน่าศึกษาให้ถ่องแท้

พื้นผิวในอาคารสูง แม้จะชื้นแฉะเพียงใดก็ตาม ไม่ถือเป็นพื้นผิวโลก
และไม่อาจปลดปล่อยประจุไฟฟ้าสถิต

ดังนั้น แต่ละวันเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า พื้นดิน ผิวลูกรัง หรือชายหาดสักช่วงหนึ่งเป็นดีที่สุด
ผู้ป่วยยิ่งต้องสัมผัสกับธรรมชาติให้มาก อย่าลืมถอดรองเท้าพื้นยาง
มิฉะนั้น จะหายใจลึกยังไงหรือเดินทอดน่องนานแค่ไหนก็ช่วยได้ไม่มาก

ขอให้สุขภาพดี สุขีๆ

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0013.png"><br />อ่านหนังสือ อ่านใจตนเอง

ความสำคัญของการอ่าน…
อ่านสร้างผู้นำ อ่านสร้างอนาคต อ่านสร้างประเทศไทย
ดังพระพุทธวจนที่กล่าวว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี นตฺถิ ปัญญา สมาอาภา”
ขอให้ทุกคนลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการอ่าน
สร้างแสงสว่างให้กับชีวิต จิตใจ และสังคมไทยของเราต่อไป

PostToday_2013-10-27

Have just started using this product but it was highly recommended by a friend/dietition. . You can buy branded and generic medicines.
I am very pleased with this company and these products they saved my life for UTI Non prescription viagra! We’re a company that is dedicated to providing you the high-quality prescription medication you need.

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0013.png"><br />อานิสงส์ ๑๐ ข้อของการกินเจ

01

เทศกาลกินเจ ๙ วัน…

เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋า กำหนดเอาวันตามจันทรคติ
เริ่มต้นวันขึ้น ๑ ค่ำ ถึงขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ตามปฏิทินจีนของทุกปี
(ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ ๕ -๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖) กำเนิดจากประเทศจีน
และสืบทอดกันมายาวนานกว่า ๔๐๐ ปีแล้ว

นอกจากการงดเว้นเนื้อสัตว์ อันถือเป็นการเบียดเบียนชีวิตแล้ว
ยังมีอาหารที่ห้ามอีกคือ นม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์
งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก
งดผักกลิ่นฉุน ๕ ชนิด คือ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ
รวมทั้งเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน

จุดประสงค์ของการกินเจ

๑. กินเพื่อสุขภาพ
อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่ง
ทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล

๒. กินด้วยจิตเมตตา
เนื่องจากอาหารที่เรากินในชีวิตประจำวัน
ประกอบด้วย เลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงาม
ย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจ
และที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา

๓. กินเพื่อเว้นกรรม
ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่า…การกิน
ซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม
แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม
การซื้อ จากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่า เพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย
กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้า ทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลง
เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ

หลักธรรมในการกินเจ
ในทัศนะของคนกินเจ… คือ
การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป”
ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้

การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ
ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง
และดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

กล่าวคือ…
– ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
– ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน
– ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน

การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ
การเบียดเบียนตนเอง

ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์และยืนยันว่า…
เลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย
ดังนั้น การกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้น
แต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย

ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกัน
คนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ
ในช่วงเทศกาลกินเจ ๙ วัน๙ คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ
จะต้องปฏิบัติ ดังนี้…

๑. รับประทาน “อาหารเจ”
๒. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
๓.รักษาศีลห้า
๔.รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
๕.ทำบุญทำทาน

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้
จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น
รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยม แยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ ๙ ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ ๙ วัน
โดยไม่ปล่อยให้ดับ เพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้อง
ตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด

เรามาดูอานิสงส์ ๑๐ ข้อของการไม่กินเนื้อสัตว์ (กินเจ) กันครับ

ในพระสูตรของพระพุทธศาสนามหายานเล่าว่า…
“สมัยหนึ่ง… องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้เสด็จไปเทศนา โปรดบรรดาเหล่าพญานาคทั้งหลาย
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสธรรมกถาวิสัชนาแสดงแก่พญานาคราชความว่า…

“บุคคลใด หยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และงดเว้นเสียจากการเสพเลือดเนื้อสัตว์
อีกทั้งยังชี้นำส่งเสริมให้หมู่ชนทั้งหลายหยุดฆ่า หยุดเสพชีวิตเลือดเนื้อผู้อื่น
บุคคลผู้นั้นย่อมห่างไกลจากอกุศลมูลทั้งปวง
และบริบูรณ์พร้อมด้วยอานิสงส์”

อานิสงส์ทั้ง ๑๐ ประการ ได้แก่…
๑. เป็นที่รักใคร่ของบรรดาเทพ พรหม ตลอดจนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย
๒. จิตอันเป็นมหาเมตตาย่อมบังเกิดขึ้น
๓. สามารถตัดขาดความอาฆาต ดับอารมณ์เหี้ยมโหดเครียดแค้นในใจลงได้
๔. ปราศจากโรคภัยร้ายแรงมาเบียดเบียนร่างกาย
๕. มีอายุมั่นขวัญยืน
๖. ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากวัชรเทพทั้งแปด
๗. ยามหลับนิมิตรเห็นแต่สิ่งที่ดีงามเป็นศิริมงคล
๘. ย่อมระงับการจองเวร สลายความอาฆาตแค้นซึ่งกันและกัน
๙. สามารถดำรงอยู่ในกระแสแห่งนิพพาน ไม่พลัดหลงตกลงสู่อบายภูมิ
๑๐. ทันทีที่ละสังขารจากโลกนี้ จิตญาณจะมู่งสู่คติภพ

สำหรับปีนี้ เทศกาลกินเจจะเริ่มวันที่ ๕ -๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖
ผู้ถือศีลกินเจจะมีการชำระกระเพาะให้สะอาดก่อน
โดยการกินเจในมื้อเย็นก่อนวันจริง ๑ มื้อ และมื้อเช้าหลังวันที่เก้าขึ้น ๙ ค่ำอีก ๑ มื้อเป็นการลา
ซึ่งจะเป็นวันส่งเจ้า

ในช่วง ๙ วันนี้ ทุกวันคี่ จะถือเป็นวันเจใหญ่
สำหรับใครที่อยากกินเจให้อิ่มบุญอิ่มใจ ก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปรับบุญกันครับ
ได้ทั้งบุญ ได้ทั้งสุขภาพที่ดีในชาตินี้ แน่นอนครับ ^^

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0013.png"><br />ฉันมองแต่สิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด

Hwang Mei-lian

สาวชาวไต้หวันผู้หนึ่ง เป็นโรคสมองพิการ ( cerebral palsy) แต่กำเนิดไม่สามารถเคลื่อนไหวตามปรกติ และพูดจาไม่ได้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาเธอสามารถเรียนจบปริญญาเอกจากสหรัฐฯ แล้วแสดงทัศนคติของเธอในที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้อื่น

ครั้งหนึ่ง เธอรับเชิญไปบรรยายด้วยการเขียน (คนพูดไม่ได้ต้องใช้วิธีเขียน) หลังบรรยายเสร็จ มีนักเรียนคนหนึ่งตั้งคำถามว่า “ท่านอยู่ในสภาพนี้โดยกำเนิด แล้วท่านไม่รู้สึกน้อยใจรึ? ท่านมองตัวเองอย่างไร?”

คำถามอันละเอียดอ่อนนี้ สร้างความตะลึงแก่ที่ประชุมไม่น้อย ต่างเกรงว่าคำถามนี้จะทิ่มแทงจิตใจของเธอ ปรากฏว่า เธอหันหน้าไปยังแผ่นกระดาน เขียนตัวหนังสืออย่างไม่สะทกสะท้านว่า
“ฉันมองดูตัวเองอย่างไร?”

เธอหันหน้ายิ้มให้ผู้ร่วมประชุม แล้วเขียนข้อความต่อ

1.ฉันน่ารักมาก
2.ขาฉันเรียวยาวสวยดี
3.คุณพ่อคุณแม่รักฉันจัง
4.พระเจ้าประทานรักแก่ฉัน
5.ฉันวาดภาพได้ ฉันแต่งหนังสือได้
6.ฉันมีแมวที่น่ารัก
และ….
ขณะนั้น ที่ประชุมเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดจาใดๆ เธอหันกลับมามองดูทุกคน แล้วเขียนคำสรุปบนแผ่นกระดานว่า
“ฉันมองแต่สิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด”

หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เสียงปรบมือดังสนั่นในที่ประชุมพร้อมทั้งน้ำตาที่สะเทือนใจจากหลายๆ คน ณ วันนั้น ทัศนคติเชิงสุขนิยมและบทพิสูจน์ของเธอเพิ่มกำลังใจแก่ผู้คน มากมาย ผู้เป็นโรคสมองพิการผู้นี้คือ น.ส.หวางเหม่ยเหลียน ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตจาก UCLA ผู้เคยจัดนิทรรศการภาพเขียนส่วนตัวหลายครั้งในไต้หวัน

“ฉันมองแต่สิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด” ฉันชอบทัศนคติต่อชีวิตแบบนี้ ซึ่งถูกหลักสุขภาพจิตและสบายใจด้วย

ความสุขไม่ได้อยู่ที่คุณครอบครองสิ่งใดมากแค่ไหน แต่อยู่ที่คุณมีทัศนคติอย่างไรในการมองสิ่งต่างๆ

paintcolors


Keanu Reeves

Keanu-Reeves

ผมศึกษาอริยสัจสี่

อาจารย์ท่านหนึ่งสอนผมเกี่ยวกับหลักการของพุทธศาสนาและแนวทางปฏิบัติ

อย่างที่ผมได้เล่าเรียนจากพระรูปหนึ่ง ..

พวกเราทุกคนล้วนมี ‘พุทธะน้อยๆ’ อยู่ภายใน ที่รอวันตื่นรู้ …

 
Keanu Reeves

 


Chris Evans

p=4679

“I think I’m a Buddhist”.
ผมเข้าปฏิบัติธรรม 3 สัปดาห์ในปี 2005 หรือ 2006 ที่ริชิเกช
เพราะผมเคยเข้าเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในลอสแองเจลิส
โดยผู้ที่สอนเคยผ่านการปฏิบัติธรรมจากที่ริชิเกช

.. เป็นศาสนาที่สมบูรณ์ตามความรู้สึกของผม
และตอนนั้นละ ที่ผมคิดว่า ว้าว .. ผมเป็นชาวพุทธ!

Chris Evans

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0013.png"><br /> แองเจลิน่า โจลี

angelina

“ฉันไม่ใช่คนเคร่งศาสนา แต่มีบางอย่างที่น่าสนใจมาก
เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ที่ถอดถอนตัวตนของเรา
และเชื่อมโยงกับจักรวาลและสรรพสิ่ง”

แองเจลิน่า โจลี

( Cr: Buddhist Education Center Surabaya, Indonesia
Buddhist Festival 2013 )


วิทยาศาสตร์’ต้านก่อการร้ายใต้

‘วิทยาศาสตร์’ต้านก่อการร้ายใต้ทุ่ม30ล้านปรับ’โปรแกรมสมอง’ : รายงาน โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

p=4300-2

สงครามกองโจรแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กลายเป็นปัญหาที่สถาบันวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจ ล่าสุด สถาบันเพื่อสันติสุขระดับนานาชาติเสนอแนวทางใหม่ “โปรแกรมพัฒนาสมอง” ด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีกลศาสตร์ควอนตัมร่วมกับประสาทวิทยาศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนจิตใต้สำนึกในการขจัดต้นเหตุความรุนแรงและความขัดแย้ง พร้อมให้ทุน 30 ล้านบาทพิสูจน์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศ.ดร.จอห์น เฮกกลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านควันตัมฟิสิกส์ ประธานสถาบันนักวิทยาศาสตร์สหวิทยาการเพื่อสันติสุข (President of the Global Union of Scientists for Peace) (GUSP) ให้สัมภาษณ์งานแถลงข่าวนานาชาติ หัวข้อ “วิธีการขจัดการก่อการร้ายและส่งเสริมความมั่นคงและความสมัครสมานสามัคคีในประเทศไทย” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปัจจุบันความรุนแรงทางการเมืองและความตึงเครียดทางศาสนาเป็นฉนวนของการก่อการร้ายและสงครามทั่วโลก เช่น แอฟริกา อิรัก ฯลฯ รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เป็นความตึงเครียดฝังลึกอยู่ในระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับโลก เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืนจึงได้เสนอเทคนิคพัฒนาสมองส่วนบน โดยใช้ “เทคโนโลยีของจิตสำนึก” หรือ “ปรมัตถ์สมาธิ” เรียกสั้นๆ ในภาษาอังกฤษว่า “ทีเอ็ม” (Transcendental Meditation : TM) เป็นเทคนิคฟื้นฟูความสมดุลของการทำงานของสมอง ช่วยขจัดความตึงเครียดในสังคม และส่งเสริมความสามัคคีของชนในชาติและสันติสุขในโลก

p=4300-1

“มีผลการศึกษาวิจัยซึ่งตีพิมพ์แล้ว  50 ผลงาน และทดสอบในอเมริการวมถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมาแล้ว พิสูจน์ยืนยันประสิทธิผลของนวัตกรรมพัฒนาสมองด้วยวิธีนี้ ผลลัพธ์ที่ได้สอดคล้องกันคือสถิติการก่อการร้าย สงคราม และความรุนแรงในสังคมลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น การทดลองให้ประชากร 7,000 คนในกรุงวอชิงตัน ดีซี ทำสมาธิแบบทีเอ็มเมื่อปี 2536 ปรากฏว่าสามารถลดสถิติการก่ออาชญากรรมได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์” ศ.ดร.จอห์น  ยกตัวอย่าง

ศ.ดร.จอห์น กล่าวต่อว่า วิธีการของ “ทีเอ็ม” คือ การทำสมาธิเช้าเย็นทุกวันอย่างต่อเนื่อง 2 เดือนให้เข้าถึงสมาธิขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นเทคนิคธรรมชาติตั้งแต่โบราณ นักวิทยาศาสตร์หลายคนยอมรับแล้วว่าสมาธิลึกซึ้งขั้นที่ 4  แตกต่างจากขั้นที่ 1 ตื่น 2 หลับ 3 ฝัน เนื่องจากระบบการทำงานของคลื่นสมอง (Hypometabolic Physiological ) เป็นการพักผ่อนขั้นลึก ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย มีการทดสอบกับผู้ทดลอง 146 คน ในมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด พบว่าช่วยสลายความเครียดได้อย่างมาก สมองเมื่อเข้าสู่ภาวะสมาธิ คลื่นแอลฟาในสมองจะประสานกลมกลืนมากสุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด สมองทำงานอย่างสมบูรณ์แบบและบูรณาการทุกสัดส่วนของร่างกาย คลื่นสมองทำงานดีขึ้นหมายถึงการช่วยเพิ่มภูมิปัญญา ความจำ ครีเอทีฟ จริยธรรม คุณธรรม ฯลฯ

p=4300-3

ต่อข้อซักถามเมื่อคนกลุ่มหนึ่งทำสมาธิแล้วเข้าสู่จิตสงบลึกซึ้งแล้ว จะช่วยให้สังคมเกิดความสงบสุขได้อย่างไร ?
ดร.ราชวิกรม อาทิตย เจริญรัชต์ภาคย์ อธิการบดี สถาบันรัชต์ภาคย์ อธิบายว่า ตัวเองฝึกทำสมาธิระดับทีเอ็มมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว พิสูจน์ได้เลยว่าทำให้การเรียนหนังสือและทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าแม้จะทำในกลุ่มเล็กแต่ก็เกิดผลแพร่กระจายไปสู่คนอื่นๆ ในสังคมได้ ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคน เป็นเหมือนคลื่นสันติสุขแผ่กระจายออกไป ความรู้สึกอยากทำร้ายผู้อื่นหรือทำผิดจะน้อยลง ทหารเคยนำไปทดลองใช้ในตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้ โดยมีสถิติที่จัดเก็บตามหลักของวิทยาศาสตร์ทุกประการ จนเป็นที่ยอมรับของผู้นำหลายประเทศ

ดร.ราชวิกรม ยอมรับว่า อยากทดลองใช้วิธีในประเทศไทย เพื่อช่วยลดความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาวัฒนธรรมและปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสถาบันรัชต์ภาคย์ร่วมกับสถาบัน GUSP ตกลงจัดทำโครงการให้เงินทุนกองทัพไทย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อฝึกบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยเทคนิคทีเอ็มสร้างสันติภาพ โดยขอให้กองทัพคัดเลือกทหาร 1,000 นาย เข้าร่วมฝึกอบรม ถือเป็นกองกำลังสร้างสันติภาพกลุ่มแรก

พร้อมคาดว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดผลอย่างน้อย 3 ข้อ คือ 1.สถิติการก่อการร้ายและอาชญากรรมจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 60 วัน 2.เกิดความสามัคคีของชนชาติและกลุ่มต่างๆ เพิ่มขึ้น 3.แนวโน้มทางสังคมและเศรษฐกิจจะดีขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ทหาร 1,000 คนที่เข้าร่วมจะเกิดการปรับตัวและสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

p=4300-4

“ตอนนี้กำลังติดต่อประสานไปยังกระทรวงกลาโหม สาเหตุที่ต้องเป็นทหาร 1,000 คน เพราะทหารมีระเบียบวินัยมากกว่า ต้องฝึกทำสมาธิเช้าและเย็นวันละ 1 ชั่วโมงต่อเนื่อง 2 เดือน โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ เช่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ฯลฯ จะมีการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบด้วยว่า ก่อนและหลังโครงการ มีความแตกต่างทางสถิติอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคดีก่อความไม่สงบต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” อธิการบดีสถาบันรัชต์ภาคย์ กล่าว

( ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก )