ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เมื่อ ๖ ปีที่แล้ว ผมเช่ารูปหล่อโลหะรมควันดำสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ในท่าถือดาบพร้อมรบ ทรงนั่งอยู่ม้าศึก สูงประมาณ ๑๐ นิ้ว
เช่าจากกรมทหารเรือ ที่มาฝากเช่าที่วัดหลวงพ่อโสธรอีกที
ตอนที่เดินผ่านรู้สึกว่า รูปหล่อโลหะนี้ ช่างสวยสง่างดงามมีพลังเหลือเกิน เสมือนจริงอย่างที่สุด

ตอนแรกเดินผ่านๆ แล้วก็ย้อนกลับมาอีกหลายครั้งๆ ทนไม่ไหว
ประดุจมีแรงดึงดูดมหาศาล มีอะไรมาดลใจให้เช่ารูปหล่อของพระองค์มาบูชาที่บ้าน
ไม่ได้ตั้งใจวางแผนมาก่อน เป็น impulse purchase จริงๆ

KingTaksin

หลังจากนั้นอีก ๑ เดือน เวลาราวๆ ตี ๓
ผมนอนอยู่บนเตียงรู้สึกเหมือนบรรยากาศในห้องแปลกๆ
เหมือนมีอะไรมาทำให้ลืมตาตื่นขึ้นมา และต้องผงะแบบประหลาดใจและตกใจ
เพราะมองไปในอากาศ ด้วยตาที่ ๓ ขณะนั้นได้เห็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ในท่าถือดาบพร้อมรบ ทรงนั่งอยู่ม้าศึกแบบเดียวกับรูปหล่อโลหะรมควันดำ

ซึ่งไม่ใช่แค่ภาพเล็กๆ ในอากาศ
แต่… พระองค์มาปรากฎให้ผมเห็น แบบ ๓ มิติ ในขนาดสูงใหญ่เท่าคนจริงๆ
ทรงประทับอยู่บนหลังม้าศึก ทรงถือดาบชี้ออกไปข้างหน้าเตรียมออกรบอย่างองอาจ
กล้าหาญ และฮึกเหิม

และเนื่องจากเพดานห้องนอนชั้นลอยของผมเตี้ย ผมต้องพยายามแหงนหน้ามองขึ้นไป
เพื่อจะพยายามสังเกตพระพักตร์ แต่ก็เห็นไม่ค่อยถนัด
เพราะศรีษะของพระองค์เกือบชนเพดาน และแสงไฟสลัวๆ

แสดงว่า…ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ยังอยู่ปกป้องแผ่นดินไทยอยู่จริง เป็นที่น่าเหลือเชื่อมาก
พระองค์เมตตามาปรากฎให้เห็น เพื่อบอกว่า พระองค์ยังอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปไหน
ยังเป็นห่วงราษฎรไทย และยังต้องการดูแลปกป้องแผ่นดินไทยสืบไป
แม้จะสิ้นพระชนม์ชีพไปนานแล้ว…

“คิดดูเอาเองแล้วกันว่า… บูรพกษัตริย์ไทย ทรงมีน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ผมเห็นกับตาชัดเจน ไม่ได้ฝันครับยืนยันได้ เมื่อ ๖ ปีที่แล้ว”

ณ ตอนนั้น จำได้ว่า รีบลุกขึ้นมานั่งบนเตียงพนมมือไหว้พระองค์อยู่นานมาก
ราว ๑๕ วินาที จากนั้นม้าศึกพร้อมพระองค์ ก็ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ

ผมแปลกใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะ
ก่อนหน้านี้ เวลาเอาเทวรูปเทพเจ้าทางจีน และฮินดูมา บูชาในห้องพระ
ท่านก็จะเสด็จมาให้เห็นเหมือนกัน แต่ในขนาดเล็กเท่านั้น เล็กเท่ากับรูปปั้นหรือรูปหล่อโลหะตั้งโต๊ะ
ไม่ว่าจะเป็น พระพรหม และเจ้าแม่อุมา จากวัดแขก หรือเจ้าแม่กวนอิม จากวัดจีนในปักกิ่ง
หรือรูปหล่อโลหะของเจ้าพ่อกวนอู

แต่ครั้งนี้ เป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เท่าที่เคยเห็น
ขนาดลำตัวม้าและความสูง เท่ากับม้าศึกจริงๆ

ผมสะดุ้งและตื่นเต้นมาก ไม่ได้ฝัน ไม่ได้เมา ไม่ได้กินยาคลายเครียดหรือยานอนหลับ
เห็นม้าลำตัวสีดำ มายืนค้ำหัวผมใกล้ๆ ที่นอน
ผมงงและถามตัวเองว่า… ทำไมผมถึงเห็นอยู่คนเดียว
และเท่าที่สอบถามหลายๆ คนที่มีรูปปั้นพระองค์ไว้บูชา ก็ไม่มีใครเห็นเลย
เว้นแต่ทหารเรือบางคน จะได้ยินเสียงม้าศึกร้อง และควบตะบึงในตอนตะวันลับฟ้า

ผมลองมานึกๆ ดูเอง
แสดงว่า… ผมอาจจะมีความผูกพันกันในอดีตชาติกับพระองค์ท่าน
หรือ อาจเป็นเพราะ เวลาผมบริจาคโลหิตมา ๘๒ ครั้ง และบวชมา ๔ ครั้ง
ผมจะสวดมนต์ตั้งจิตอธิษฐาน และกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลที่ทำมาทั้งหมดในชาตินี้
ให้กับบูรพกษัตริย์ไทย ทุกพระองค์ในอดีต ตราบเท่าปัจจุบัน

เพราะถ้าในอดีตไม่มีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สละชีวิตพระองค์ท่านเสี่ยงตายอย่างเจ็บปวด เลือดไหลโซม ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
ท่ามกลางคมหอกคมดาบของศัตรูในสนามรบ
เพื่อปกป้องแผ่นดินไทยให้ลูกหลานในอดีต…

มาถึงวันนี้ พวกเราก็คงไม่มีแผ่นดินของตัวเองเหลือ
อาจจะกลายเป็นแผ่นดินของใครก็ไม่รู้
เพราะศัตรูของชาติล้วนต้องการประเทศไทยเป็นอาณานิคม
ต้องการแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ไปครอบครองกันแทบทั้งสิ้น

ฉะนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า…
ดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ยังอยู่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยอยู่จริงๆ …

 

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0012.png"><br />สติมา ปัญญาเกิด

เรื่อง ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
วิเคราะห์โดย พระมหาณัฐพร กุสลจิตฺโต

เมื่อพิจารณาจากเรื่องทั้งหมดแล้ว แยกวิเคราะห์ออกได้เป็น ๒ ลักษณะใหญ่
กล่าวคือ ในมุมมองด้านสังคมและมุมมองด้านคุณธรรมจริยธรรมทางศาสนาในลักษณะปฏิบัตินิยม

มุมมองด้านคุณธรรมจริยธรรม

พบว่า… ผู้บริหารท่านนี้เป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลานาน เมื่อประสบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็สามารถกำราบให้ระงับลงได้ ในที่นี้เขาประสบกับความโกรธจนตัวเองแทบไม่สามารถระงับมันได้ แต่เมื่อระลึกได้ มีสติควบคุม พิจารณาความโกรธที่เข้ามาครอบงำจิตใจ ความโกรธนั้นจึงระงับไปได้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผู้ดำเนินเรื่อง มิได้รู้จักพระพุทธศาสนาเพียงแค่ในคัมภีร์ แต่สามารถนำสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนมาปฏิบัติแก้ไขในสถานการณ์ดังกล่าวได้ดี ซึ่งตรงกับหลักการของจอห์น ดิวอี้ นักปฏิบัตินิยม ที่มีความเห็นว่า “เมื่อมนุษย์ต้องพบปัญหาอยู่ตลอด การฝึกมนุษย์ให้แก้ปัญหาได้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะช่วยให้ขจัดปัญหาที่มาขัดขวางการดำเนินชีวิตได้ และชีวิตนั้นก็จะอยู่รอดตลอดไป”

พระพุทธศาสนา มิได้เป็นศาสนาในคัมภีร์เท่านั้น แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีการถอดความจากคัมภีร์แล้วนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อไปสู่ความหลุดพ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ เปรียบพระพุทธศาสนาเป็นดั่ง “สื่อหรือช่องทาง” รอให้ผู้ศึกษานำไปปฏิบัติใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตนต้องการ

พระพุทธศาสนา ได้วางรากฐานในการแก้ปัญหาด้วยหลักธรรมที่ชื่อว่า “อริยสัจ ๔” โดยมี “ทุกข์” เป็นข้อต้น จะเห็นว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตอนแรกผู้ดำเนินเรื่องประสบกับภาวะเสียใจที่เห็นรถที่ตนหวงแหนถูกกรีดยางจนทำให้เกิดโทสะขึ้น แต่หลังจากนั้นเขาเกิดสัมมาสติทำให้ระงับความโกรธนั้นได้ จิตจึงเกิดความชุ่มชื่นเบิกบาน เพราะระงับโทสะนั้นได้

เมื่อพิจารณาเฉพาะตัวโทสะแล้ว นอกจากจะทราบว่า โทสะ เป็นไฟอันแรงกล้าแล้ว ยังพบว่า “โทสะ” เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ชนิดหนึ่ง ถึงแม้ว่าบุคคลที่มิได้พบเจอกับตัวเองด้วยประสบการณ์ตรง แต่เมื่อโทสะนี้ถูกถ่ายทอดโดยวจนสัญลักษณ์หรือการบรรยายพูดคุย ทำให้โทสะนี้เกิดขึ้นกับบุคคลที่ได้ยินและได้ฟังเช่นเดียวกัน เพราะเขาเหล่านั้นจะเกิดมโนภาพขึ้นในใจ เมื่อฟังเรื่องราวจากบุคคลหนึ่ง บุคคลนั้นย่อมถ่ายทอดความรู้สึกที่ตนมีผ่านกระบวนการทั้งหมดเพื่อให้ผู้ฟังรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นและเห็นพ้องกับทัศนะของตนในที่สุด จึงทำให้ “โทสะ” เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ได้นั่นเอง

พระบรมศาสดาทรงสอนว่า คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธนั้น นับว่าเป็นคนเลวมากพออยู่แล้ว แต่คนที่ขาดสติยับยั้งชั่งใจปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอารมณ์โกรธ แล้วแสดงอาการโกรธตอบคนที่เขาโกรธก่อนนั้น คนประเภทหลังนี้นับว่าเป็นคนเลวยิ่งกว่าคนแรกอีกเป็นทวีตรีคูณ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรเป็นทั้งคนเลวคนแรกด้วยการเป็นฝ่ายจุดไฟแห่งความโกรธขึ้นมาก่อน และไม่ควรเป็นทั้งคนเลวคนที่สองด้วยการเป็นฝ่ายเติมเชื้อไฟให้ลุกโพลงรุ่งโรจน์โชติช่วงขึ้นมาอีก

แต่อย่างไรก็ตาม ความโกรธเป็นสิ่งที่ระงับได้ด้วยพุทธวิธีต่างๆ เริ่มด้วยการมีสติระลึกรู้ตัว พิจารณาที่จิตที่อารมณ์ของตัวเอง อยู่กับลมหายใจ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ก็ได้ปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า หากมีใครเป็นฝ่ายโกรธเราขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม แต่เราสามารถยับยั้งชั่งใจไว้ไม่โกรธตอบ ประคองตนอยู่ในอาการอันสงบ มีสติ ไม่คะนองกาย วาจา และใจ คนที่ทำได้เช่นนี้นับว่าเป็นผู้ชนะมหาสงครามที่เอาชนะได้แสนยาก หลวงปู่ติช นัท ฮัน แห่งหมู่บ้านพลัม ได้พูดไว้เสมอว่า…

“Happiness is here and now. You have to drop your worries.” หมายความว่า
“ความสุขอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คุณต้องวางความกังวลต่างๆ ของคุณลง”
กล่าวคือ การอยู่กับปัจจุบันละทิ้งความกังวลวุ่นวายนั้นเสีย

อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนพบเห็นคือ การลดอัตตาตัวตน หรือ Ego ของตัวเองลง กล่าวคือ เมื่อคนทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกันได้ ประเด็นที่หนึ่ง คุณดนัยซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้เข้าไปขอโทษคนเยอรมัน ประเด็นที่สอง คนเยอรมันได้เชิญบริษัทของคุณดนัยไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทของเขา ทั้งที่ตอนแรกคนเยอรมันมองว่า คุณดนัยไม่มีระเบียบวินัยจอดรถในที่ของเขา

ดังนี้แล้วจะเห็นว่า การศึกษาและฝึกฝนศาสตร์สาขาต่างๆ โดยเฉพาะศาสตร์ที่ชื่อว่า พุทธศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ให้คนมีสติอยู่กับปัจจุบัน พระพุทธศาสนาเป็นสื่อที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างเยี่ยมยอด สามารถนำไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดำรงชีวิตในสังคมอันวุ่นวายได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงอาจกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จำเป็นสำหรับคนทั้งโลก

มุมมองด้านสังคม

ลักษณะของสังคมประการหนึ่งคือ “การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม” ทั้งนี้เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม (social animal) เพราะฉะนั้นย่อมมีโอกาสสูงที่คนในสังคมจะเกิดการปะทะกันด้วยวาจา และด้วยกำลังทางกาย สาเหตุหลักของการกระทบกระทั่งกันในเหตุการณ์ดังกล่าว คือ การถือครองอาณาเขตของตน โดยคนเยอรมันก็มีอาณาเขตที่จอดรถส่วนตัวเป็นของตัวเอง แต่ในวันหนึ่งได้มีรถของคุณดนัยไปจอดทับเข้า คนเยอรมันจึงหวงแหนอาณาเขตของตน จึงกระทำการบางอย่างเพื่อเป็นการสั่งสอนคนที่มาจอดรถในที่ของตน

ในทางตรงกันข้าม ผู้ถูกกระทำเองก็หวงแหนทรัพย์สินของตนที่ได้มาโดยชอบ กลับถูกกระทำให้เสียหายโดยผู้อื่น ผู้ถูกกระทำจึงเกิดความไม่พอใจที่ผู้อื่นทำให้ทรัพย์ของตนเสียหาย

ลักษณะของสังคมอีกประการหนึ่งว่า คนในสังคมย่อมมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กัน หมายถึง การที่บุคคลมาอยู่รวมกันจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กัน มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ดังนั้น คุณดนัยจึงเริ่มที่จะไปหาวิธีที่จะแก้ไขเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะเมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์แล้ว ถึงแม้ว่าทั้งสองท่านจะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เรื่องราวก็ทำให้คนทั้งสองกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันได้

อับราฮัม ลินคอร์น เคยกล่าวถึงวิธีการทำลายศัตรูของท่านว่า…
“วิธีกำจัดศัตรูที่ดีที่สุดในทัศนะของข้าพเจ้าคือ จงทำศัตรูให้กลายเป็นมิตรของท่านเสีย”

พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,ผศ.ดร. ได้กล่าวไว้คล้ายกันว่า… “รักษามิตร Limit ศัตรู”

บุคคลทั้งสองคนถึงแม้อยู่ในช่วงเวลาและถิ่นฐานต่างกัน แต่มีความคิดเกี่ยวกับการผูกมิตรและทำศัตรูคู่อริให้เป็นมิตร นั่นแสดงว่า การเปลี่ยนศัตรูคู่อริให้เป็นมิตรนั้นเป็นหนทางไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ การกำจัดทุกข์ ได้แก่ ทุกข์จากการมีศัตรู คุณดนัยจึงเริ่มกระทำการกำจัดศัตรูด้วยการเข้าไปขอโทษด้วยตนเอง และนำช่อดอกไม้ไปให้ศัตรู พร้อมฝากข้อความถึงคนนั้นว่า “เราอยู่ตึกเดียวกันน่าจะคุยกันได้ สาเหตุที่ทำให้ผมต้องไปจอดรถในที่ของเขาก็เพราะผมต้องรีบไปงานศพ”

หลังจากนั้นไม่นานคนเยอรมันก็ได้นำตะกร้าผลไม้กับแชมเปญมาให้พร้อมแนบจดหมายสำนึกผิดมาด้วย อีกทั้ง เขาได้แสดงความเห็นว่า “คุณดนัยทำให้เขามองเห็นว่าทุกคนต่างมีเหตุผลในการกระทำของตนเองทั้งสิ้น” ต่อมาคนทั้งสอง ก็ได้ทำงานร่วมกันกลายเป็นว่า เรื่องดังกล่าว เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ และจบลงด้วยการให้ กล่าวคือ คุณดนัยบังเอิญไปจอดรถในที่ที่เขามีเจ้าของ จบลงด้วยการให้อภัย

ภราดาฟ ฮีแลร์ นักกวีนิพนธ์ ได้กล่าวไว้ในวงวรรณกรรมสั้นๆ แต่คมคายมากว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย” เมื่อใดที่คนหนึ่งมองโลกในแง่หนึ่งซึ่งเป็นด้านมืด แต่ถ้าอีกคนหนึ่งมองโลกในแง่หนึ่งซึ่งเป็นด้านสว่าง คนที่มองโลกด้วยความสดชื่นเบิกบาน มองอย่างมีสติ คนๆ นั้นย่อมรับประโยชน์จากความคิดของเขาได้โดยฉับพลัน เหมือนดังคุณดนัย ที่แสวงหาทางออกให้กับตัวเอง แสวงหาทางออกให้กับปัญหาที่ประสบ ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณดนัยได้แสวงหาหนทางออกร่วมกันกับคู่กรณี เพื่อหาทางออกให้กับสังคมเช่นกัน คือการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคมเล็กๆ ที่ชื่อว่า สังคมแห่งการตื่นรู้

*********************************************************


น้องชายของฉัน …

p=3135_2

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี

วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อ เพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม้ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

“ใครขโมยเงินไป”  พ่อตวาด ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป

น้องชายฉันก็เช่นกัน พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

 ”ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ”  พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น !

น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า

“ผมขโมยเองครับ”  ก้านไม้ไผ่ก้านนั้น ได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน

“ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย”

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดังและนานมาก น้องเอามือเล็กๆของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

“พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว”

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้าที่จะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี…

p=3135_1

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจาก รร. ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

“ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ”  แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า

“แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน”

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

“ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว”

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

“ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้”

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วหมู่บ้านเพื่อขอยืมเงิน ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

“ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคง ไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ได้” แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดที่ อยากจะเรียนต่อได้

ใครจะรู้ได้… วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ

p=3135_4

“พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆนะ … ผมจะไปหางานทำ แล้วจะส่งเงินมาให้พี่”

ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า… ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้าง

มาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์งานก่อสร้าง … ฉันจึงสามารถเข้าเรียนใน

มหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก เพื่อนร่วม

ห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า “มีชาวบ้านมาหาเธอ อยู่ข้างนอกแน่ะ”  ทำไมชาวบ้านถึง

มาหาฉันล่ะ ??? ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ ตัวของเขาเปรอะ

เปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง …ฉันถามเขาว่า

“ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ”  น้องชายของฉันตอบยิ้มๆว่า

“ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้ ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี”

ฉันค่อยๆเอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆ ในลำคอ

“พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม”

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อเขาติดกิ๊บให้ฉันแล้วพูดว่า

“ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง”

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใดดึงน้องชายเข้ามาสวมกอด และร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเวลานาน ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเข้าไปในบ้าน ก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า

“แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ”  แม่ยิ้มแล้วพูดว่า

p=3135_2

“แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เขาขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาด ตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ”

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจ เมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ ฉันจับมือน้องเอาไว้ อย่างเบามือที่สุด

“เจ็บมากไหม” ฉันถาม

“ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ…” น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค

แต่ก็ต้องหยุดพูดเพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี …

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉัน ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน … แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า… ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป … เขาบอกกับฉันว่า

“พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง”

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท … แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้ เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่งน้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิ้ล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา … ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

“ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง”

คำตอบจากปากน้องของฉัน รวมถึงสีหน้าเคร่งเครียดยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

“พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด”

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ฉันบอกกับน้องว่า

“แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่ …”

“ทำไม ต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ” น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี…

เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

“ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้” น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล

“พี่สาวของผมครับ” และเขาก็เล่าเรื่องราว ที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

p=3135_4

“ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลา ถึง 2 ชั่วโมง เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนี่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ … นับจากวันนั้นผมสาบานกับตัวเองว่า ตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ” เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก …

“ในโลกใบนี้ คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ”

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง …

*** จงรักและห่วงใยคนที่คุณรัก ในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่า สิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้น สิ่งๆ นั้นอาจจะมีความหมายมาก สำหรับเขาอย่างคาดไม่ถึง..

ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน หรือแม้แต่คนที่คุณไม่รู้จักก็ตาม ***

 

หมายเหตุ : เรื่องราวข้างต้นนี้ได้ถูกเผยแพร่เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งขณะนั้น

 

ผู้ที่เป็นพี่สาวในเรื่องนั้น…

มีอายุ 86 ปี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่ บริษัท ฮุนได และบริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท

ส่วนน้องชายมีอายุ 83 ปี เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า “ซัมซุง”

จดหมายจากใจแม่… ถึงเณรต้นกล้า

Online-Story03_18-04-2-13

3 เมษายน 2556

จดหมายจากใจแม่ ….ถึงเณรต้นกล้า 

ก่อนอื่นแม่ต้องขอขอบใจในกุศลจิต และความกตัญญูของลูกมาก ที่ทำให้ความฝันของแม่เป็นความจริงขึ้นมา  ความปรารถนาที่จะให้ลูกชายได้บวชพึ่งใบบุญของพระพุทธศาสนาและแม่ต้องขอโทษ หากการบวชครั้งนี้ อาจทำให้ร่างกายของลูกต้องทนทุกข์ทรมานไม่สบายกาย ไม่สบายใจอย่างที่เคย

ลูกเอ๋ย…ลูกไม่รู้หรอกว่าขณะที่ลูกรู้สึกตัวว่ากินอยู่อย่างลำบาก กินก็ไม่อิ่ม นอนก็ไม่หลับร้อนก็ร้อน  ไม่รู้จะมาอยู่ทำไม?  เมื่อใดที่ลูกคิดเช่นนั้นขอให้รู้ไว้เถอะว่า พ่อแม่นั้นทุกข์ทรมานใจอย่างกว่าเจ้าหลายเท่านัก พ่อแม่ต้องอดทน ต่อสู้กับความรู้สึกของตนเองที่ต้องทนเห็นลูกลำบาก เจ็บปวด มันโหดร้ายมาก  พ่อแม่ต้องทนทุกข์ทรมานทางทางใจ  มันย่อมทรมานกว่าการลำบากทางกายที่ลูกได้รับเสียอีก

แต่ถ้าพ่อแม่รักลูกจริง ต้องการให้ลูกฝึกความอดทน ฝึกตนเป็นคนดี อยู่รอดในสังคมได้ในภายภาคหน้า พ่อแม่ต้องนิ่งเฉย ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้อย่างถูกวิธี   เราต้องอดทนกันวันนี้  เพื่ออนาคตที่ดีของลูกในวันข้างหน้า  แม่จะไม่ทำร้ายลูกด้วยการตามใจลูก ให้ลูกสบายจนเคยตัว แล้วสุดท้ายแม้แต่ตัวเองก็ยังช่วยเหลือไม่ได้โดยเด็ดขาด

ลูกไม่รู้หรอกว่า เมื่อแม่เห็นเจ้าหิวโหย อ่อนเพลีย ง่วงหาวนอน  แม่อยากเข้าไปกอดประคองเจ้า  อยากจับมาหนุนตัก เอามือลูบหัวให้เจ้าหลับไป  อยากหาอาหารที่ลูกชอบมาให้  แต่แม่ต้องอดกลั้นสะกดความคิดนั้นไว้เพราะแม่รักลูกรักลูกที่สุดในชีวิตของแม่!

ลูกเอ๋ย…รอยแผลที่เท้าจากการเดินเท้าเปล่า ย่ำลงไปบนหินที่แดดเผาแผดร้อนนั้นยังไม่เท่าความร้อนรุ่มในใจแม่  ที่ต้องทนเห็นลูกได้รับความยากลำบากแม่จำต้องปล่อยลูกในเวลาที่ควรปล่อยวาง  มันช่างยากเย็นเสียนี่กระไร

ลูกเอ๋ย… ต้นกล้าต้นน้อยของแม่ แม่อยากให้ลูกเติบใหญ่เป็นต้นไม้ใหญ่ ที่มีความมั่นคงแข็งแรงไม่โอนเอนอ่อนไหวเมื่อภัยมา  แม่ต้องการให้ลูกได้รับการฝึกฝน ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ลูกควรจะประพฤติปฏิบัติเช่นไร  รักษากาย รักษาใจอย่างไร  เมื่อรอบตัวมีแต่สิ่งเหนื่อยยาก ขุ่นข้องหมองใจไปเสียทั้งหมดต้นกล้าที่เติบใหญ่ต้องถูกย้ายจากกระถางใบเล็ก เพื่อฝังลงบนผืนแผ่นดินกว้างใหญ่  ย่อมต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว  แต่เมื่อต้นกล้าได้ผ่านลมผ่านฝนมาสักระยะหนึ่ง แล้วหยั่งรากลงลึกในผืนดินแล้ว นั่นแหละ จึงจะเป็นความมั่นคงทางอารมณ์ของลูก  ลูกจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคใดๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไปได้ด้วยดี

ลูกเอ๋ย….อนาคตภายภาคหน้าที่เจ้าจะต้องเผชิญมันยังมีบทเรียนอีกมากมายนัก แม่ต้องการให้ลูกได้หัดทำแบบฝึกหัดซ้อมไว้ก่อนที่จะเผชิญกับปัญหาจริงในชีวิต

แม่ดีใจเหลือเกินที่ได้ยินคำพูดจากปากของลูกว่า “แม่ไม่รับลูกกลับบ้าน  เพราะแม่รักลูกใช่ไหม?”  แสดงว่าคำสอนของหลวงพ่อได้เข้าถึงจิตใจลูกแล้ว  เพราะพ่อแม่ ย่ายายที่สงสารลูกหลานแล้วพากลับบ้านไป ไม่ยอมบวชเขาเหล่านั้นต่างหากเป็นคนทำร้ายลูกหลานของตัวเอง

ลูกเข้ามาฝึก ฝึกการเอื้อเฟื้อ ฝึกการไม่เห็นแก่ได้เฉพาะของตัวฝึกการข่มจิตใจเมื่อต้องเผชิญกับความคับข้องใจ เมื่อหิว เมื่อง่วง เมื่อเบื่อ เมื่อโกรธ เมื่อเกลียด  ลูกจะจัดการกับมันอย่างไร  ?

ลูกเข้ามาฝึกให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความจริง ลูกจะต้องอยู่ให้ได้อย่างมีความสุขกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ เมื่อลูกต้องนอนแบบนี้ กินอาหารอย่างนี้ ลูกก็ต้องอยู่ให้ได้อย่างมีความสุขไม่ไปคิดถึงสิ่งอื่นให้อาลัยอาวรณ์ คร่ำครวญหาให้ป่วยการณ์

เมื่อแม่บอกให้ลูกหลับตานอนพักผ่อน  ลูกกลับตอบปฏิเสธแล้วบอกว่า “กลัวแม่หายไปกลัวตื่นมาแล้วไม่เจอแม่”

ลูกเอ๋ย….แม่อยู่กับเจ้าเสมอ…..จำคำสอนของแม่ไว้นะไม่ว่าแม่จะยังมีชีวิตอยู่แล้วหรือจากไปแล้วก็ตาม

เมื่อใดก็ตามที่เจ้ารู้สึกคับข้องใจ ไม่สบายใจ อยากได้แล้วไม่ได้  ขัดใจ  ถ้าเจ้าสามารถรู้ตัวว่ากำลังเป็นอยู่  แล้วเจ้าสามารถวางอารมณ์นั้นลงได้

เมื่อนั้น………….แม่ได้อยู่กับเจ้าแล้ว

เมื่อใดก็ตามที่เจ้าคิดถึงสิ่งที่จากมา กังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงแล้วตัดทิ้งไปอยู่ให้มีความสุขกับปัจจุบัน  อยู่อย่างที่มันเป็น  ไม่ใช่อยู่อย่างที่เราอยากให้มันเป็น

เมื่อนั้น…………..แม่ได้อยู่กับเจ้าแล้ว

เมื่อใดก็ตามที่เจ้ารู้สึกไม่พึงพอใจกับผู้คนรอบข้าง  ให้เจ้าคิดว่าเขาเหล่านั้นล้วนมีเหตุผลในการกระทำทุกสิ่งอย่าง  ให้เจ้าเอื้อเฟื้อต่อเขา

เมื่อนั้น…………แม่ได้อยู่กับเจ้าแล้ว

ลูกเอ๋ย……..เหล่าบรรดาครูบาอาจารย์ ทั้งพระอาจารย์ เณรพี่เลี้ยง  หาได้มีผลประโยชน์ใดจากการมาอบรมเลี้ยงดูเจ้าไม่  แต่เขาเหล่านั้นต้องเหน็ดเหนื่อย  เพียงเพื่อหวังว่าจะได้สร้างผลิตผลที่ดีให้แก่สังคม  เจ้าควรกระทำตัวให้ดีให้สมกับที่ท่านเหล่านั้นได้อุทิศตนเสียสละให้พวกเรา

ลูกจงเชื่อใจแม่เถิด  แม่ได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกแล้ว  ลูกอาจจะไม่เห็นคุณค่าของมันในวันนี้  แต่แม่รับประกันว่า สมบัติแห่งความดีที่ปลูกฝังในวันนี้จะติดตัวลูกไปตลอดชีวิตและมีค่ายิ่งกว่าสมบัติใดๆในโลก ดังที่พระราหุลได้ทูลขอสมบัติจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าก็ประทานการบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาให้แก่พระราหุล  ดังนี้ ย่อมแสดงว่าสมบัติใดในโลกไม่เสมอด้วยสมบัติอันมีพระพุทธศาสนา เป็นที่ยึดเหนี่ยว คือความคิดที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง และการกระทำที่ถูกต้องนั่นเอง

อานิสงค์ของการบวชเณรของลูกในครั้งนี้ย่อมมีผลมาก  เพราะนอกจากจะได้ฝึกฝนตน ฝึกฝนจิตของลูกแล้ว  ยังเท่ากับได้ฝึกใจของพ่อแม่อีกด้วย เมื่อเห็นลูกของเราหิว เจ็บปวด ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ  เราก็เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว  ขณะเดียวกันถ้าเป็นลูกคนอื่นที่กินอยู่เหมือนกันกับลูกของเรา ทำไมเรากลับเฉยๆ  ก็ตัวกู ของกู ลูกกูนั่นแหละหนา

ลูกต้อง “อด” จากสิ่งอันสะดวกสบายทุกอย่าง

ลูกต้อง “ทน” กับสิ่งอันไม่พึงประสงค์

เมื่อลูกสามารถ “อด” และ “ทน” ได้แล้ว  ต่อไปภายภาคหน้าลูกของแม่ จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่เป็นเนื้อนาบุญให้ร่มเงาแก่ผู้อื่นต่อไป.

รักลูก

แม่กบ

วันหยุดปิดเทอมภาคฤดูร้อน ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ กำลังหมกหมุ่นอยู่กับการเล่นเกมส์

Online Story01_18-04-2-13

ก็ยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งใช้เวลาช่วงปิดเทอม เดินทางแสวงหาทรัพย์อันมีค่า บวชสามเณรภาคฤดูร้อน ฝึกกาย ฝึกใจ เพื่อเป็นที่พึ่งต่อไปในภายภาคหน้า

Online-Story02_18-04-2-13

 


คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า The Story of Appreciation

คุณค่าแห่งการรู้คุณค่า
The Story of Appreciation

หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการ เรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานใน
ตำแหน่งผู้จัดการบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง
หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว
ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ
ผู้อำนวยการ เห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่ามีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา
นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย

ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ไม่เคยครับ”

ผู้อำนวยการถามต่อว่า “คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ
เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม”

ผู้อำนวยการถามต่อว่า “คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “คุณแม่รับจ้างซักผ้ารีดผ้า”

ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า?”
เขาตอบว่า “ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ
คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้ เธอกลับไปที่บ้าน
ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า”

appreciate1

ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก
เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขา จึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา
ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคน หวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก
หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา

เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่นและ เต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน
ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก

นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า
มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวัน เพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน
รอยแผลเหล่านี้คือ ราคาทีแม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา
เพื่อผลการเรียนที่ ยอดเยี่ยมของเขาและอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย

appreciation2

คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกัน อยู่นาน

เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงพูดขึ้นว่า
“ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร?”
เด็กหนุ่มตอบว่า “ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ”
ผู้อำนวยการบอกว่า “ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง”

เด็กหนุ่มตอบ
ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย
ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงาน
ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง”
“ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรักและความผูกพันในครอบครัว ”

ผู้อำนวยการจึงบอกว่า
“นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้ คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ
อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง
และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว
มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน”

ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา
ลูกจ้าง ทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี

เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้รับทุกอย่างที่ต้องการ
จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก
เขาจะไม่สนใจ ความเหนื่อยยากของพ่อแม่
เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใคร ๆ จะต้องเชื่อฟังเขา
เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร
และมักจะโทษคนอื่น

คน ลักษณะนี้อาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง
แต่ในที่สุด แล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ
หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ

ถ้าเรา เป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้ จงถามตัวเราว่า
เรากำลังให้ความรัก กับลูกหรือ กำลังทำลายเขากันแน่?
เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ๆ อยู่ กินอาหารดีๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่
แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย
หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ๆ น้องๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้
แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี
เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย
วันหนึ่งก็จะต้องผมขาว แก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม
ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น


จดหมายขอบคุณ

SKMBT_C28013032618080

 

 

โครงการพัฒนาเด็ก ซี.ซี.เอฟ.จังหวัดเพชรบูรณ์
PHETCHABOON CHILD DEVELOPMENT CENTERS
ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสงเคราะห์เด็กยากจน ซี.ซี.เอฟ.ในประเทศไทย
(With support from CCF Foundation in Thailand)

เขตบริการบ้านวังโบสถ์

                                                          วันที่ 25 มกราคม 2556

เรียน   คุณดนัย จันทร์เจ้าฉายที่เคารพ

หนู ด.ญ.ปิยมาศ เครื่องทิพย์ (กอหญ้า) เลขที่ – L – 1412 เด็กในความอุปการะของท่าน หนูได้รับหนังสือ 1 ชุด จดหมาย 1 ฉบับ เสื้อ 4 ตัว กระบอก 4 อัน จากพ่อดนัยแล้วค่ะ หนูดีใจที่สุดเลยค่ะที่ได้รับจดหมายจากพ่อดนัยเป็นฉบับแรก หนูขอขอบคุณ คุณพ่อดนัยมากๆ ที่ส่งความรัก ความปรารถนาดีและของที่ระลึกมาให้หนู หนูปลื้มและดีใจมากค่ะ คุณพ่อดนัยเดินทางไปปฏิบัติธรรมบ่อยๆ เหนื่อยไหมคะ ถ้าหนูโตขึ้นหนูก็จะปฏิบัติธรรมเหมือนพ่อดนัยค่ะ ส่วนหนังสือหนูก็ให้พี่ๆ อ่านให้ฟังบ้าง หัดอ่านเองบ้าง หนูเขียนยังไม่ค่อยเก่ง แต่หนูก็จะพยายามเขียนค่ะ ตอนนี้หนูยังอยู่ชั้น ป.1 แต่ต่อไปหนูจะเขียนให้เก่งๆ ค่ะ ส่วนเสื้อตัวโตหนูยังใส่ไม่ได้ค่ะ รอหนูโตแล้วค่อยใส่นะคะ หนูขอขอบคุณคุณพ่อดนัยอีกครั้งที่มอบแต่สิ่งดีๆ มาให้นะคะ สุดท้ายนี้หนูขอให้คุณพ่อดนัย และทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพที่แข็งแรงตลอดไปนะคะ เดี๋ยวฉบับหน้าหนูจะเขียนถึงคุณพ่อดนัยใหม่นะคะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง 

                                                                                                            ด.ญ.ปิยมาศ เครื่องทิพย์                                                          เลขที่ L-1412

 SKMBT_C28013032618210

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
World Vision Foundation of Thailand 

                                      วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556

ด.ช.ศิริภัทร สารบาล
ตะกั่วป่า

 สวัสดีครับพ่อดนัย

ผมสบายดีครับ ขอบคุณสำหรับจดหมาย เสื้อยืด 4 ตัว หนังสือ 1 แพ็ค ผมใส่ได้ครับ แต่แม่คงใส่ไม่ได้ครับ พ่อดนัยสบายดีนะครับ เดือนหน้าผมสอบปลายภาคแล้วครับ

สุดท้ายนี้ ผมขออวยพรให้พ่อดนัยมีความสุขครับ

รักและเคารพ

ด.ช.ศิริภัทร สารบาล
น้องภีม

—————————————————————————————

หากท่านได้มีเรื่องเล่า มีข้อคิด อยากแชร์
สามารถส่งเรื่องราวเรื่องเล่าน่าสนใจของท่าน
มาได้ที่ dhamdeeonline@gmail.com 


เมื่อพยาบาลเป็น…มะเร็งไทรอยด์

ตอนแรกดิฉันลังเลที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่ามันจะเป็นการตอกย้ำความรู้สึก
แต่คนเราก็ต้องเผชิญกับความจริงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
และคิดว่าเรื่องนี้คงจะมีประโยชน์กับผู้ป่วยมะเร็งไทรอยด์ได้อย่างมาก

ดิฉันทำงานพยาบาลดูแลรักษาผู้ป่วยทางด้านอายุรกรรมมาได้ ๒๗ ปีแล้วที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ได้ดูแลผู้ป่วยทางอายุรกรรม ผู้ป่วยวิกฤต ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย และผู้ป่วยมะเร็ง
เมื่อ ๖ ปีที่แล้วดิฉันพบว่า มีก้อนที่คอด้านซ้ายโตขึ้นประมาณ ๒ – ๓ ซม.
ได้รับการตรวจจากคุณหมอและได้ใช้เข็มเจาะก้อนที่คอไปตรวจผลออกมาปกติ
การที่มีก้อนที่คอนั้น ดิฉันไม่มีอาการอะไรผิดปกติเลย แต่ก็ต้องติดตามการรักษาทุกปี
ผลการตรวจยังไม่พบว่าผิดปกติ
จนกระทั่งคุณหมอคนเดิมเกษียณอายุราชการไปแล้ว มีคุณหมอคนใหม่มารักษาแทน

เมื่อปี ๒๕๕๔ ดิฉันเข้ารับการตรวจกับคุณหมอคนใหม่
การใช้เข็มเจาะก้อนที่คอครั้งนี้เจ็บกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา กลับไปบ้านก็ยังระบมอยู่
และผลชิ้นเนื้อออกมาพบ ฟอลลิคิวล่าเซลล์ ซึ่งคุณหมอบอกว่า ๒๐% จะเป็นเนื้อไม่ดี
คุณหมอแนะนำให้พบคุณหมอศัลยกรรมเพื่อปรึกษาเรื่องการผ่าตัด
ตอนแรกคิดว่าจะผ่าตัดแบบส่องกล้องทางรักแร้
แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากต่อมไทรอยด์ด้านขวาเริ่มโตขึ้น
เป็นอันต้องผ่าตัดทั้งสองข้างต้องผ่าตัดด้านหน้าตามปกติ

คุณหมอผ่าตัดตามรอยร่องคอและเย็บแผลด้านใน ทำให้แผลดูดีเห็นไม่ชัดเจนถ้าไม่สังเกต
วันที่นัดผ่าตัดเป็นวันที่ ๔ ต.ค. ๒๕๕๔
ดิฉันเข้านอนในโรงพยาบาล วันที่ ๓ ต.ค. ๒๕๕๔ เพื่อเตรียมตัวเจาะเลือด
ตอนเย็นอาบน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและสระผม
ก่อนนอนรับประทานยาคลายเครียด งดน้ำงดอาหารหลังเที่ยงคืน
ก่อนนอนสวดมนต์ไหว้พระ เพื่อขอพรและเพื่อความสงบของจิตใจ
คืนนั้นดิฉันหลับได้สนิทอาจเป็นเพราะฤทธิ์ยา

๖ โมงเช้าพยาบาลมาให้น้ำเกลือ
๘ โมงเช้าพนักงานห้องผ่าตัดเข็นรถนอนมารับดิฉันไปที่ห้องผ่าตัด
พยาบาลห้องผ่าตัดต้อนรับชวนพูดคุยเป็นอย่างดี
แล้วพนักงานมาเข็นดิฉันเข้าไปในห้องผ่าตัดให้เลื่อนตัวขึ้นไปนอนบนเตียงผ่าตัด
ดิฉันรู้สึกว่าปวดแขนที่ให้น้ำเกลือมาก แล้วก็ถูกครอบจมูก ดิฉันก็หลับไปเลย
ซึ่งการผ่าตัดจะต้องดมยาสลบโดยใส่ท่อเข้าไปในหลอดลม
ต้องขอชมว่าแพทย์วิสัญญีฝีมือดีจริง
เพราะหลังเอาท่อหลอดลมคอออกดิฉันไม่รู้สึกเจ็บคอเลย
มาฟื้นอีกทีที่ห้องพักฟื้นน่าจะเป็นเวลาเที่ยงแล้ว สักครู่ก็มีคนมาเข็นดิฉันไปห้องพิเศษ

พอเริ่มรู้สึกตัวก็เริ่มปวดแผลพยาบาลมาฉีดยาแก้ปวดให้ แผลที่คอมีผ้าก๊อตปิดไว้
และมีท่อสองข้างใต้คอต่อลงขวด เพื่อให้เลือดที่ยังมีไหลลงขวด
เวลานอนก็ต้องคอยระวังไม่ให้สายมันตึงเกินไป
เวลาเข้าห้องน้ำหรืออยากลุกเดินดิฉันก็เอาขวดใส่กระเป๋าสะพาย
พอหนึ่งสัปดาห์เอาท่อออกทำให้ดิฉันเป็นอิสระมากขึ้น

ในวันที่ ๒ ของการผ่าตัดคุณหมอมาเยี่ยมดูอาการตอนเย็น และถามดิฉันว่ารู้สึกชาบ้างไหม
ตอนนั้นเหมือนมือจะเริ่มชาแล้วแต่เป็นนิด ๆ ดิฉันจึงไม่แน่ใจ
การเตรียมตัวผ่าตัดครั้งนี้ดิฉันเข้าไปอ่านเรื่องการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ทางอินเทอร์เน็ต
แต่พบว่าเขาพูดถึงภาวะแทรกซ้อนเรื่องภาวะแคลเซียมต่ำน้อยมาก
ทำให้ดิฉันไม่ได้คิดว่าดิฉันจะเกิดภาวะแคลเซียมต่ำกับดิฉันได้รุนแรงขนาดนี้

เช้ามืดของวันที่ ๓ ของการผ่าตัด เวลาประมาณตี ๕ ครึ่ง
ดิฉันเริ่มมีอาการชาบริเวณมือทั้งสองข้างจึงรีบแจ้งพยาบาล พยาบาลรายงานแพทย์
อาการชานั้นเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว
พยาบาลเจาะเลือดก่อนแล้วเตรียมยาแคลเซียมกูลคูลเนตสามแอมป์ฉีดเข้าเส้นเลือด
ยาตัวนี้เป็นยาที่มีความเสี่ยงสูงต้องฉีดช้า ๆ
ขณะที่ฉีดก็ปวดมากเหลือเกิน แต่อาการชาก็เพิ่มอย่างรวดเร็ว ชาที่มือมาที่แขนที่ขาที่ลำตัวแล้ว
ขณะนั้นดิฉันคิดว่ามันเป็นภาวะวิกฤต
และพยาบาลที่ดูแลห้องพิเศษก็มีแค่ ๒ คน
ดิฉันเริ่มชาที่หน้าอกแต่ยังพูดได้ จึงบอกให้ลูกสาวโทรเรียกน้องพยาบาลที่สนิทกัน
เพราะน้องพักอยู่ในโรงพยาบาลคงมาได้ไม่ช้านัก
แต่โชคดีที่น้องอยู่เวรตรวจการเวรดึกพอดี น้องก็มาได้เร็วทันใจ

ในวินาทีนั้นมันเป็นภาวะวิกฤตจริง ๆ
ดิฉันคิดแต่ว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินหรือต้องมีการช่วยฟื้นคืนชีพ น้องพยาบาลจะได้มาช่วยอีกแรงหนึ่ง
เพราะดิฉันยังไม่พร้อมที่จะตายยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยรู้แต่ว่ายังตายไม่ได้
พยาบาลให้ยาแคลเซียมกูลคูลเนตสามแอมป์ฉีดเข้าเส้นเลือดอีก
คุณหมอมาเฝ้าดูอาการแต่อาการยังไม่ดีขึ้นก็ให้ยาอีก โดยผสมในน้ำเกลือด้วย
มือของดิฉันยังหงิกงอและเกร็ง เริ่มชามาที่ใบหน้าเริ่มพูดไม่ได้เพราะชาไปหมด
รู้สึกว่าหนังตากระตุก ก็ยังคงให้ยาต่อ
ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ากล้ามเนื้อหายใจหรือกล้ามหัวใจของดิฉันเกิดเป็นตะคริวดิฉันคงไม่รอดแน่

ขณะนั้นใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าอาการของดิฉันจะเข้าสู่ภาวะปกติ
มันทำให้ดิฉันอ่อนเพลียปวดตามร่างกายเนื่องจากเกร็งมาก
ดิฉันยังได้ยาแคลเซียมกูลคูลเนตโดยผสมในน้ำเกลือด้วย
แต่พอตอนค่ำพยาบาลมาเจาะเลือดผลแคลเซียมดีขึ้นจึงเอาน้ำเกลือออก

และแล้วเช้ามืดวันรุ่งขึ้นดิฉันก็มีภาวะแคลเซียมต่ำอีก แต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งแรกเป็นครั้งที่ ๒
แล้วก็มีภาวะแคลเซียมต่ำเป็นครั้งที่ ๓ แล้วก็มีภาวะแคลเซียมต่ำเป็นครั้งที่ ๔
แต่ครั้งนี้ดิฉันขอให้พยาบาลผสมยาแคลเซียมกูลคูลเนต ๓ แอมป์ในน้ำเกลือ ๑๐๐ ซีซี
และให้อย่างเร็ว เพื่อลดอาการปวดจากการฉีดยาที่ยังไม่เจือจาง
หลังจากนั้นก็ได้ยาแคลเซียมกูลคูลเนตโดยผสมในน้ำเกลือ แต่พยาบาลให้ยาในอัตราที่ต่ำมาก
ดิฉันบอกพยาบาลว่าให้ขนาดนี้ไม่พอหรอกเพราะดิฉันยังชาอยู่มาก
อาการชาเริ่มมากขึ้นชามาที่หน้าแล้ว ดิฉันอดทนอยู่

ส่วนเพื่อนพยาบาลที่มาเฝ้าดิฉันเขาบอกให้ดิฉันท่องพุธโธ แต่พุธโธท่าจะไม่ไหว
แล้วดิฉันจึงตัดสินใจโทรหาคุณหมอเพื่อให้เพิ่มอัตราการไหลของยามากขึ้นกว่าเดิม
ทำให้อาการชาของดิฉันลดลง
จนคุณหมอมาแซวดิฉันว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะแคลเซียมต่ำไปแล้ว
แต่การที่ดิฉันมีอาการนี้บ่อยทำให้มีความวิตกกังวลอย่างมาก
ต้องอยู่โรงพยาบาลนานถึง ๒ สัปดาห์ เพื่อปรับยาแคลเซียมว่ารับประทานเท่าไหร่จึงจะพอ
กินวิตามินดีด้วย นอนโรงพยาบาลไปดูข่าวน้ำท่วมไป รู้ทุกสถานการณ์
คุณหมอมาแจ้งผลชิ้นเนื้อต่อมไทรอยด์ ปรากฏว่าเป็น มะเร็งต่อมธัยรอยด์ (Papillary CA)

ดิฉันก็เหมือนผู้ป่วยทั่วไปเมื่อทราบข่าวร้าย มักจะปฏิเสธว่าใช่เหรอ ดิฉันเป็นมะเร็งเหรอ
แต่ตอนที่คุณหมอศัลยกรรมมาเยี่ยมอาการ
และพูดถึงการผ่าตัดหมอบอกว่าก้อนเนื้อแข็งมากผ่าตัดยากมาก
ดิฉันก็พอรู้เลา ๆ มันคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่

พอดิฉันทราบผลชิ้นเนื้อก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ นึกปรุงแต่งไปมากมาย
แต่ดีที่ดิฉันอ่านและศึกษาธรรมะมาพอสมควร ทำให้สามารถดึงสติให้มาอยู่กับปัจจุบันได้
เพราะถ้าคิดถึงความตายมันต้องเศร้าอยู่แล้ว แม้ว่าดิฉันฝึกคิดเรื่องมรณานุสติอยู่บ้าง
และศึกษาเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาพอสมควร
ซึ่งใช้ความรู้ในการดูแลบิดาที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๔
อายุท่าน ๘๓ ปี ท่านจากพวกเราไปท่ามกลางคนในครอบครัวอย่างสงบ
โดยไม่ได้ใส่เครื่องช่วยหายใจ มีเพียงสายออกซิเจนและน้ำเกลือเท่านั้น
พวกเราจัดงานพระราชทานเพลิงศพให้กับท่านอย่างสมเกียรติ

สำหรับการรักษาของดิฉันต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อกลืนแร่
วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ ซึ่งต้องงดอาหารทะเลงดยาไทร็อกซินก่อนกลืนแร่ ๑ เดือน
หลังกลืนแร่ต้องอยู่ห้องแยกมีฉากตะกั่วกั้น เตรียมมะนาวไปกิน ๔ ลูก
ดื่มน้ำวันละ ๒-๓ ลิตรต่อวัน อาบน้ำสระผมทุกวัน

หลังกลืนแร่รุ่งขึ้นดิฉันรู้สึกเจ็บต่อมน้ำลายหลังกกหู
คลื่นไส้ มีไข้ต่ำๆ ปากจืด การรับรสชาติอาหารเปลี่ยนไป
ดิฉันอยู่โรงพยาบาล ๓ วัน
หลังจากนั้นเมื่อกลับบ้านก็ต้องอยู่ห่างคนรอบข้าง ๒ เมตรเป็นเวลา ๒ สัปดาห์
แต่ดิฉันอยู่บ้านคนเดียวอยู่แล้ว

ดิฉันขอขอบคุณคนในครอบครัว พี่ เพื่อน และน้องพยาบาลที่ให้กำลังใจดิฉันเสมอมา
ดิฉันจะพยายามดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ สวดมนต์ ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม
ดูแลเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกาย เพื่อดิฉันจะได้อยู่กับคนที่ฉันรักไปนานเท่าที่จะเป็นไปได้
อยู่เพื่อทำทุกวันให้มีคุณค่ามีประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง คนรอบข้างและคนอื่น ๆ เท่าที่จะทำได้
ด้วยคุณความดีและบุญกุศลที่ดิฉันได้กระทำมา
คงส่งผลให้ดิฉันได้ยิ้มหัวเราะเพื่อต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๕ กับเค้าบ้าง
การศึกษาธรรมะช่วยดิฉันในยามคับขันได้จริง ๆ

สามารถส่งเรื่องราวเรื่องเล่าน่าสนใจ อ่านแล้วได้ข้อคิดของท่าน
มาได้ที่ Dham D Online


ขอความเมตตาในการอนุเคราะห์หนังสือ “สวดชาตินี้ ดีกว่ารอชาติหน้า”

2013-02-26 20.00.14

2013-02-26 19.56.25

================================================================

วัดอุโมงค์(สวนพุทธธรรม)
135 หมู่ที่ 10 ต.สุเทพ
อ.เมือง จ.เชียงใหม่
50200

13 กุมภาพันธ์ 2553

เรื่อง ขอความเมตตาในการอนุเคราะห์หนังสือ “สวดชาตินี้ ดีกว่ารอชาติหน้า”
เจริญพร ประธานบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

อาตมภาพ พระอุทัยธรรม ถิรจิตฺโต ใคร่ขอความเมตตาในการอนุเคราะห์หนังสือ “สวดชาตินี้ ดีกว่ารอชาติหน้า” จากประธานฯ โดยแล้วแต่จิตเมตตาที่จะอนุเคราะห์ให้อาตมภาพ สืบเนื่องจาก
อาตมภาพได้รับการถวายหนังสือ “สวดชาตินี้ ดีกว่ารอชาติหน้า” จากอุบาสิกาท่านหนึ่งที่ใส่บาตรให้
อาตมภาพในตอนเช้า ขณะที่อาตมภาพเดินรับบิณฑบาตร พออาตมภาพกลับจากบิณฑบาตร มาถึงวัดแล้วก็อ่านหนังสือเล่มนี้ดู อาตมภาพเกิดความอัศจรรย์ใจ และเกิดความเลื่อมใสต่อทุกๆ ท่านที่ดำเนินการทำหนังสือเล่มนี้ออกมาให้กับทุกๆ คนได้อ่านและได้ฟัง อาตมภาพคิดว่าถ้าหากหนังสือเล่มนี้ได้เข้าถึงประชาชนทุกๆ คนคงจะดีมาก และทุกท่านที่ทำหนังสือเล่มนี้ก็จะได้กุศลผลบุญอย่างเต็มเปี่ยม ถือว่าเป็นการให้ธรรมะเป็นทาน ยิ่งกว่าการให้ทั้งปวง อีกทั้งจะทำให้ทุกคนได้รู้จักการสวดมนต์ และอานิสงส์ผลบุญที่จะได้รับของการสวดมนต์ อาตมภาพจึงขอความอนุเคราะห์หนังสือเล่มนี้ตามจิตศรัทธา เพื่อนำไปมอบให้กับศรัทธาประชาชนได้อ่านได้ฟัง และเป็นการให้ทุกคนเข้าถึงพระพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น และมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไป

อาตมภาพขอช่วยในด้านการเผยแผ่ แต่อาตมภาพไม่สามารถช่วยเหลือในด้านปัจจัย (เงิน) ได้ จึงขอความอนุเคราะห์เมตตาจากท่านประธานฯ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือ “สวดชาตินี้ ดีกว่ารอชาติหน้า” และขออนุโมทนาสาธุกับกุศลจิตและเมตตาจิตในครั้งนี้ อาตมภาพขอให้คุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลฯ จงปกป้องคุ้มครองรักษาให้ทุกๆ ท่าน จงมีแต่ความสุขความเจริญตลอดกาลนานเทอญ

อนุโมทนาสาธุ / เจริญพร
อุทัยธรรม
(พระอุทัยธรรม ถิรจิตฺโต)


รองเท้าหาย…..???

รองเท้าหาย…..???

วันพฤหัสจะเป็นวันที่เด็กฯ รอคอย และจะร่าเริงเป็นพิเศษ นั่นก็เพราะจะเป็นวันเดียวในสัปดาห์ ที่คุณแม่จะไปรับเอง เนื่องจากต้องเรียนพิเศษ และไม่มีรถโรงเรียนส่ง

ตอนเช้าคุณแม่รีบสั่งเสียลูกๆ ว่า วันนี้คุณแม่อาจจะไปรับเย็นหน่อย เนื่องจากต้องไปพบลูกค้าที่นครปฐมประมาณ บ่าย 2-3 เกรงว่าจะมารับไม่ทัน 5 โมงเย็น ( เนื่องจากทางโรงเรียนมีนโยบายไม่อยากให้ผู้ปกครองมารับเด็กค่ำเกินไป ถ้ารับเกิน 5 โมงเย็นจะโดนปรับ คนละ 20 บาท และเพิ่มขึ้นตามลำดับ) จึงแถมเงินค่าขนมให้เพิ่มอีกคนละ 20 บาท จากเดิมที่คุณพ่อให้วันละ 20 บาทอยู่แล้ว วันนี้เด็กๆ จึงดีใจเป็นพิเศษ เพราะนอกจากจะได้เล่นกับเพื่อนรอคุณแม่แล้ว ยังแถมด้วยพอคเก็ตมันนี่เบิ้ลอีก 20 บาท

พอดีเคลียร์งานกับลูกค้าเสร็จเร็ว คุณแม่รีบตรงมารับเด็กๆ ถึงโรงเรียนประมาณ 4 โมงกว่าๆ เท่านั้นเองน้องกอหญ้า พี่สาวยังไม่ลงมาจากห้องเรียนพิเศษโยคะ คุณแม่ส่ายตามองหาลูกชาย (ตัวแสบ) แล้วก็เจอวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆกลางสนามดิน มองไปมองมา …..ฮั่นแน่ !!! เจ้าตัวแสบรองเท้าก็ไม่ใส่ พ่อเล่นใส่แต่ถุงเท้าวิ่งเล่นคลุกดินซะงั้น …เฮ้อ…..คุณแม่ถอนหายใจ

นั่งข้างสนามดูพฤติกรรมสักพัก ลูกชายก็เหลือบมาเห็น
“คุณแม่…ม….ม…” เรียกเสียงเอ๊กโค่ดีใจมาแต่ไกล พร้อมวิ่งเข้ามากอด
“สวัสดีครับ” คุณแม่ยิ้มรับ
“ทำไมไม่ใส่รองเท้าครับ” คุณแม่ถามเสียงเข้ม
“รองเท้าต้นกล้าหาย วางไว้ที่วางรองเท้าแต่ไม่รู้ใครหยิบไป”
“อ้าว..ไว้ตรงช่องไหน ไหนไปดูกันซิ” คุณแม่เริ่มหงุดหงิด

ลูกชายพาไปชี้ที่ช่องวางรองเท้าที่ว่างเปล่า “เนี่ย ต้นกล้าวางไว้ตรงนี้ แต่มีคนมาหยิบไป” ว่าแล้วก็เดินไปหยิบกระเป๋านักเรียน
“เนี่ย ไม้เทนนิสก็หายไป เหลือแต่กระเป๋า”
“โอ๊ย…เจ้าลูกชายคนนี้รักษาของอะไรไม่ได้สักอย่าง” แม่คิดในใจ อารมณ์บูดขึ้นมาตะหงิดตะหงิด
“ไปล้างมือล้างหน้าไป เลอะดินไปหมดแล้ว” คุณแม่เสียงแข็งแกมลำคาญ
“แหม…..เมื่อกี้มายังหน้าสวยอยู่เลย ไม่ทันไรหน้ายักษ์ซะแล้ว” ดู่ ดู้ ดู ดูมันพูด

คำพูดพื้นๆ ไร้เดียงสาของเด็ก หากเราเปิดใจให้ใสสะอาด จะพบความจริงอย่างที่เด็กว่า ตอนมาอารมณ์ดีแท้ๆ หน้าตาก็ยังสวยสด แต่เพียงแค่มีอารมณ์เข้ามากระทบจิตใตเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้คนสวยกลายเป็นยักษ์ได้ในพริบตาทีเดียว นี่แหละเค้าว่าธรรมะอยู่ทุกแห่งหนจริงๆ

คุณแม่สาละวนกับการหารองเท้าที่ใกล้เคียงกับของลูกอยู่พักใหญ่ ก็หาได้รองเท้าสีดำใกล้เคียงกันมาแต่ลูกชายปฏิเสธที่จะรับ แม้คุณแม่จะขอร้องว่าให้ใส่กลับบ้านไปก่อน พรุ่งนี้เพื่อนคนที่หยิบผิดอาจจะเอามาคืน

“มันไม่ใช่ของต้นกล้า ต้นกล้าไม่เอา” ลูกชายยืนยัน

“อันที่จริงมันไม่ใช่ความผิดของต้นกล้า เพราะว่าต้นกล้าวางไว้ในช่อง
แต่คนอื่นมาหยิบผิดไป คุณแม่ก็ไม่น่าจะโกรธต้นกล้านะ” แน่ะ… มีการตัดพ้อเล็กๆ
มาคิดดู มันก็จริงของเค้า เค้าไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ทำของหาย แต่คนอื่นมาหยิบผิดไปต่างหาก !

บางทีเราก็ตัดสินอะไรด้วยการมีอคติ มีอารมณ์ที่ขุ่นมัวมาทำให้มองภาพปัญหาบิดเพี้ยนไป เหมือนมองปลาผ่านสายน้ำ อาจได้ภาพที่บิดเบือนต่อการรับรู้ทางสายตาได้ กรณีนี้ก็เช่นกัน

นอกจากนั้นการปลูกฝังทัศนคติในวัยเด็กเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะมันจะติดตัวไปจนกระทั่งพวกเขาเติบโตขึ้น การที่น้องต้นกล้าปฏิเสธไม่เอารองเท้าของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตัวเอง หรือหากแค่คิดง่ายๆ ว่าคนอื่นหยิบรองเท้าของเราไปได้ เราก็หยิบของคนอื่นได้เช่นกัน และถ้าเด็กทุกคนคิดแบบนี้ปัญหารองเท้าหายก็จะเป็นวังวน ก่อให้เกิดเป็นปัญหาวุ่นวายทั้งโรงเรียน และสังคมที่เราอยู่ในที่สุด

เรารอจนพี่กอหญ้าลงมาจากเรียนพิเศษ จึงเดินกลับบ้าน โดยคุณแม่ต้องจำยอมให้ลูกชายน้อยขี่หลังเดินไปที่รถเนื่องจากไม่มีรองเท้า

“ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ ที่สอนแม่” คุณแม่นึกขอบคุณลูกชายน้อย ขณะเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข (แม้จะหนักไปหน่อย).

[ Credit: คุณกบ – นงลักษณ์  เสริมทรัพย์ ]

สามารถส่งเรื่องราวเรื่องเล่าน่าสนใจ อ่านแล้วได้ข้อคิดของท่าน
มาได้ที่ dhamdeeonline@gmail.com