ขัดแย้งที่ใจใช่ที่ความคิด…

เมื่อพูดคำว่าขัดแย้งคนส่วนใหญ่จะพูดคำว่า ขัดแย้งในใจ หรือขัดแย้งทางความคิด
หรือชอบบางอย่างแต่ก็มีบางสิ่งที่ไม่ชอบอยู่ในนั้นด้วย เหล่านั้นล้วนเป็นความขัดแย้งทางความคิด
ซึ่งแต่ละคนแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลรองรับอยู่ในความคิดของตนทั้งสิ้น
เมื่อมีโอกาสนำเสนอต่างก็อธิบายได้อย่างน่าฟังและดูมีเหตุผลรองรับที่แสนจะน่าเชื่อถือ

แต่สิ่งที่คิดได้ยากกว่า ยิ่งถ้าขาดสติแล้วคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
นั่นคือ ความขัดแย้งทางความรู้สึก
ซึ่งขัดแย้งอยู่ลึกๆ ในใจนั่นเอง และความรู้สึกนี้แหละเป็นอวิชชา
คือ สิ่งที่เรารู้ได้ยาก แต่มีพลังขับเคลื่อนชีวิตเราไปในทิศทางต่างๆ
ซึ่งเกิดจากการประมวลผลโดยศักยภาพของสมองซีกขวาให้ออกมาเป็น…
ความรู้สึกขัดแย้งมิใช่คิดแย้ง
การจะรู้ทันได้นั้น ต้องมีสติสัมปชัญญะ คือ ระลึกได้และรู้ตัวทั่วพร้อม
ทั้งความคิดเห็นที่สัมพันธ์กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้ความคิดใคร่ครวญ
อย่างรอบด้านและลึกซึ้ง จึงจะเข้าถึงได้

แล้วจะจัดการกับความรู้สึกขัดแย้งนั้นได้อย่างไร…
จริงๆ แล้วทำได้ไม่ยาก ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้
มีความเป็นของตรงกันข้ามเสมอ มีขัดแย้งก็มีไม่ขัดแย้ง
คือ มีความรู้สึกสงบนิ่งและเป็นกลางๆ นั่นเอง
ผู้เขียนหมายถึงความรู้สึกนะครับ ไม่ใช่ความคิดเห็นเป็นกลางๆ
ความขัดแย้งทั้งส่วนตัว ครอบครัว และสังคม ตลอดจนการเมืองที่กำลังคุกรุ่นอยู่
ทุกวันนี้ก็เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้สึกเป็นกลางๆ นั่นเอง จึงเกิดอวิชชาในแง่มุมต่างๆ กัน
เพราะเมื่อใดที่มีความรู้สึกเป็นกลางๆ เกิดขึ้น ความมีสติและความสงบจะเกิดในจิตใจ
ความเมตตาก็ปรากฏ จะหันมาหารือกันด้วยความเมตตากรุณาต่อกันได้

การจะทำความรู้สึกของตนให้คลายความรู้สึกขัดแย้งแล้วเคลื่อนมาเป็นกลางๆ นั้น
ทำได้ด้วยการเปิดใจ ศึกษาใคร่ครวญในความเห็นต่างของปัญหานั้นๆ อย่างรอบด้าน
ไม่มีฝ่ายเขาฝ่ายเรา มีแต่ฝ่ายเดียวกัน คือ ฝ่ายมนุษย์
นั่นคือ มนุษย์ทุกคนเป็นทุกข์และแสวงหาการสิ้นทุกข์และสุขร่วมกัน
มิใช่การแสวงหาข้อมูลหรือความจริงที่เข้าได้กับทฤษฎีตนเท่านั้น
กล่าวคือ เมื่อเปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลทุกด้านอย่างมีสติจะส่งผลให้เกิด
ความรู้สึกเข้าใจและเห็นใจทุกๆ คน ทุกๆ ฝ่ายที่เป็นทุกข์ จิตจะเริ่มสงบและเป็นกลาง
เป็นปัจจัยทางความรู้สึก (Feeling) ที่จะค่อยๆ ละลายความรู้สึกขัดแย้งลงได้
เปรียบเสมือนน้ำที่เข้มข้นด้วยสีใดสีหนึ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนให้เป็นน้ำใสสะอาด
คือ ความเป็นกลาง นั่นเอง

อีกประการหนึ่ง หากทุกคนทุกฝ่ายสามารถหยุดหาเหตุผลต่างๆ
ที่เข้าได้กับความต้องการและทฤษฎีตนได้ แล้วหันมาเจริญสติและสมาธิอยู่เนืองๆ
แม้จะอยู่ท่ามกลางความเห็นต่างใดๆ ก็ตาม ก็จะช่วยให้เกิดเรื่องสติสัมปชัญญะ
และเห็นแนวทางไขปัญหาที่ขัดแย้งนั้น อยู่บนฐานของธรรมะ
แล้วจะน้อมนำสู่ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง…

คำว่าประโยชน์ร่วมกันในที่นี้ ขออ้างอิงการกล่าวถึงประโยชน์ตามหลักการทางพุทธศาสนา
ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า จะทำอะไรก็ตามให้คำนึงถึงประโยชน์สามประการ
นั่นคือ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวม

ความขัดแย้งในสังคมทุกวันนี้อาจเป็นเพราะทุกคนทุกฝ่ายคำนึงถึงประโยชน์ทั้งสามอย่างไม่สมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ของสาธารณะนั้นอาจไม่สมดุล
เพราะหากคนส่วนรวมเกิดประโยชน์ร่วมแล้ว เชื่อว่าความขัดแย้งทางความคิดเห็นก็จะลดลง
ส่งผลให้ความรู้สึกขัดแย้งเล็กๆ ที่อยู่ในใจคลี่คลายได้เช่นกัน

สังคมไทย เวลานี้แต่ละคนแต่ละฝ่ายต่างก็งัดเอาความรู้ ความคิด ความเห็นของแต่ละคน
แต่ละฝ่าย ออกมานำเสนอต่อสาธารณชน โดยมีทฤษฎีทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นทฤษฎีหลักในการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งแต่ละคนแต่ละกลุ่มต่างก็เชือดเฉือน
เอาบางแง่บางมุมของทฤษฎีเหล่านั้นมาอธิบายที่เข้าได้กับความเห็นและความต้องการของตน
ซึ่งไม่มีใครผิดมีแต่คนถูกตามกรอบการอธิบายนั้นๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ความเห็นเช่นนี้ในทางพุทธศาสตร์อธิบายไว้ว่า คือ ทิฐิมานะ
ซึ่งเป็นอนุสัยกิเลสที่อยู่ลึกที่สุดจะดับได้สิ้นเชิงในระดับพระอรหันต์เท่านั้น
ซึ่งทิฐิเหล่านั้นไม่อาจจะนำมาสู่ความสงบสุขและความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้
เพราะรากฐานอย่างลึกซึ้งของความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น
คือ อิสรภาพและความเท่าเทียมทางจิตใจ
ใช่เพียงแต่การปรากฏในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของแต่ละรัฐเท่านั้น
แต่ต้องมาจากบทบัญญัติทางจิตใจของคนในชุมชนนั้น
นั่นคือ จิตใจที่เป็นธรรมและอิสรภาพจากกิเลสและมีความยุติธรรม
คือ ยุติปัญหาต่างๆ ด้วยธรรมะ และมีธรรมะเป็นเครื่องอยู่นั่นเอง

การนำเสนอบทความในครั้งนี้ผู้เขียนมีความประสงค์หลักเพียงอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านทุกท่านวิเคราะห์การแก้ปัญหาของการเมืองและสังคม
โดยการพัฒนาจิตใจด้วยวิทยาการด้านศาสนาปรัชญา ควบคู่ไปกับวิทยาการแขนงอื่นๆ
เชื่อว่าจะช่วยให้จิตใจสงบเป็นกลาง เมื่อนั้นความมีสติปัญญาที่จะแก้ปัญหาอย่างเที่ยงธรรม
ก็จะเกิดในใจของคนไทยทุกคน

วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์
นักเขียนและวิทยากรด้านจิตวิทยาและศาสนาปรัชญา


ชื่นชมสร้างสัมพันธ์

ชื่นชมสร้างสัมพันธ์

ฉบับนี้ ผมขอเล่าประสบการณ์ตรงของตัวเอง
จากการได้รับเชิญให้เป็นผู้แทนของชมรมนักประชาสัมพันธ์
และการตลาดภาคเหนือ เพื่อกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีในวันคล้ายวันเกิด
รวมถึงเปิดตัวบ้านแห่งที่สองที่จังหวัดเชียงใหม่ของแขกจากกรุงเทพฯ ท่านหนึ่ง

ซึ่งผมไม่ได้รู้จักกับบุคคลที่จะกล่าวชื่นชมเป็นการส่วนตัวมาก่อน
แต่ก็ตกปากรับคำและเริ่มหาข้อมูล
บุคคลที่ผมต้องกล่าวแสดงความชื่นชมยินดีและอวยพรนั้น
เป็นบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงสังคม และเคยออกรายการโทรทัศน์มากมาย
ซึ่งเขามีภาพลักษณ์และแสดงออกในด้านความบันเทิงเริงรมย์กับกลุ่มสังคมชั้นนำ
มีทั้งบุคคลที่ชื่นชมและไม่ชื่นชมในบุคลิกภาพและการแสดงออกของเขา

ถึงผมจะรู้ดีว่าการเป็นผู้แทนกล่าวชื่นชมต้อนรับและอวยพรแก่เขา
เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนทางสังคมอย่างมาก
แต่ผม…เชื่อมั่นในวิธีการและพลังการชื่นชม

ตลอดจนเจตนาดีจากใจที่มีต่อผู้คนทั้งสังคม
และเชื่อมั่นในความดีงามของมนุษยชาติทุกคน
ตลอดจนเชื่อว่าการปลุกพลังแห่งความดีงามด้วยการชื่นชมนั้นมีอยู่จริง

จนกระทั่งถึงวันงาน เมื่อพิธีกรขึ้นกล่าวแสดงความยินดี
เพื่อต้อนรับและชื่นชมเจ้าของงาน
ผมเริ่มทักทายแขกผู้ใหญ่ภายในงานและเจ้าของงาน
เมื่อกล่าวมธุรสวาจาเพื่อต้อนรับเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มมธุรสวาจาแสดงความชื่นชม

ชื่นชม ที่เขาเป็นบุคคลต้นแบบที่ดีและมีคุณค่าในกลุ่มวิชาชีพเสริมสวยระดับประเทศ
ชื่นชม ในความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทรงผมของเมืองไทย ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ
ชื่นชม ที่มีจิตสำนึกสาธารณะ มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ยากไร้
ชื่นชม ที่เป็นคนชอบทำบุญ

คนทั้งงานเลี้ยงเงียบกริบด้วยถูกสะกดจากน้ำเสียงที่หนักแน่นจริงจังจริงใจ
โดยสรุปปิดท้ายด้วยการเชิญชวนให้ผู้คนทั้งงานเลี้ยง
ร่วมแสดงความชื่นชมยินดีและต้อนรับเขา
ด้วยการร่วมกันปรบมือด้วยเสียงที่กึกก้องและยาวนาน

ขณะที่งานเลี้ยงกำลังจะเลิกรา เจ้าของงานเข้ามาขอบคุณผมและบอกว่า
เป็นการกล่าวชื่นชมและต้อนรับที่ประทับใจที่สุดในชีวิต

นอกจากนั้น เพื่อนเจ้าของงานเข้ามาชื่นชมผมว่า
กล่าวต้อนรับและชื่นชมเพื่อนของเขาได้ประทับใจเหลือเกิน
ในขณะที่ยืนฟังในงานนั้น เธอรู้สึกปีติยินดีขนลุกและน้ำตาซึมแทนเพื่อนของเธอด้วย

หลังจากงานเลี้ยงคืนนั้น ผมและเจ้าของงานก็เป็นมิตรที่ดีต่อกัน
ทั้งยังได้ร่วมงานเพื่อพัฒนาวิชาชีพช่างทำผมอีกหลายครั้ง
เราสนทนากันในทางวิชาการ การพัฒนาคน พัฒนาความคิด
คุณงามความดีจากปัญญาภายในมากกว่าจะยึดติดเพียงภาพลักษณ์
และบุคลิกภาพภายนอกที่สังคมมองเห็น

ฉะนั้น ผมขอยืนยันว่า…
จุดเริ่มต้นของพลังแห่งการชื่นชมนั้น ส่งผลให้เกิดมิตรภาพอันบริสุทธิ์
พร้อมทั้งอุดมการณ์ร่วมที่มั่นคงอย่างแท้จริง

เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกเบิกบาน…
เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกท้อแท้…ต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจ
ชมรม “ชมกันเอง” แห่งชาติ ช่วยเยียวยาคุณได้
ชมกันทุกเรื่องราว ชมกันจากหัวใจ ใครทำดีต้องชม
เพราะว่า…เมื่อคุณมีความเชื่อมั่นและชื่นชมยินดีต่อสิ่งใดนั้น
หัวใจคุณ…จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ
พร้อมเผชิญปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสติและมีความสุข

ด้วยรักและชื่นชมยิ่ง


ชื่นชมปรับสัมพันธ์ 2

ชื่นชมปรับสัมพันธ์ 2

เชื่อว่า…คนจำนวนไม่น้อยคงมีความสัมพันธ์ไม่ลงรอยกัน
เช่น ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เจ้านายไม่ชอบเรา เราไม่ชอบเจ้านาย
หรือเกิดความขัดแย้งระหว่างการทำงานอยู่บ่อยครั้ง

บางครั้งเราไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงเสียด้วยซ้ำว่า…
ปัญหาระหว่างเรากับเจ้านายเกิดจากสาเหตุอะไรเป็นหลัก
ซึ่งถ้าถามผม…ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความรู้สึกภายในใจ
ที่ไม่สามารถกล่าวเป็นถ้อยคำออกมาได้

ดังตัวอย่างของเพื่อนผม…ที่โทรศัพท์มาปรึกษาเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้านาย
ที่คลางแคลงใจกันจนไม่อาจมองหน้ากันอย่างสนิทใจได้

เขาเล่าให้ผมฟังว่า…เจ้านายไม่ชอบเขาและเขาเองก็ไม่ชอบเจ้านาย
ต่างคนต่างหลบเลี่ยงไม่พบหน้ากัน จะพบกันเฉพาะการประชุมหรืองานที่จำเป็นต้องไปทำร่วมกัน
เมื่องานเลิกก็รีบกลับเพราะไม่ประสงค์จะสนทนาด้วย

เขายังบอกกับผมอีกว่า สาเหตุที่ทำให้ไม่ชอบเจ้านาย
ก็เพราะเจ้านายเป็นคนไม่เคยชื่นชมใครเลย…
แม้ทำความดีหรือมีผลงานเด่นก็ไม่เคยได้รับคำชม…
แต่เมื่อทำผิดเจ้านายจะติเตียนทันที…นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อยากเข้าใกล้เจ้านาย

ผมเลยแนะนำให้เขาลองเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิธีทำใหม่
คือ ให้ค้นหาคุณงามความดีของเจ้านายให้พบมากๆ แล้วนำมากล่าวชื่นชม

โดยให้เริ่มชื่นชมเจ้านายให้คนอื่นฟัง เฉพาะหากรู้ว่าคนคนนั้นสนิทและเจ้านายเชื่อใจ
จะส่งผลถึงเจ้านายโดยตรง คือ คนที่เราชื่นชมให้ฟังนั้นไปบอกต่อเจ้านาย
ส่วนทางอ้อม คือ พลังทิพย์ที่มองไม่เห็นด้วยตาแต่จะส่งคลื่นแห่งความปีติยินดีซึ่งกันและกัน
และหากมีโอกาสให้เอ่ยวาจาชื่นชมเจ้านายด้วยสีหน้าท่าทีที่เป็นมิตรและจริงใจ
ซึ่งในระหว่างปฏิบัติการชื่นชมอย่างสม่ำเสมอในช่วงสองเดือนนั้น
เขาบอกกับผมว่า…คนแรกที่รู้สึกปีติยินดีและเป็นสุขก็คือ “ตัวเขา”
และทุกครั้งที่เข้าหาเจ้านายก็เกิดความรู้สึกที่ดีมากยิ่งขึ้น เขายังได้สัมผัสพลังความรู้สึกที่ชุ่มเย็น
ความรู้สึกจริงใจจากเจ้านายที่มีต่อเขาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ในที่สุด…เจ้านายให้ความไว้วางใจในตัวเขามากขึ้น
เช่น มอบหมายให้เป็นผู้แทนในงานสำคัญๆ
พร้อมทั้งได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างเป็นทางการในหลายโอกาส
และเขายังได้รับคัดเลือกให้เป็นบุคลากรดีเด่นประจำปีอีกด้วย
ซึ่งทำให้เขาเกิดความปลาบปลื้มใจ และเกิดความเชื่อมั่นในพลังการชื่นชมว่า

เป็นพลังฝ่ายบวกที่ส่งคลื่นแห่งความถี่ที่ดีงามทั้งผู้ให้และผู้รับ
และยังเป็นเครื่องผสานความสัมพันธ์ให้เกิดความปีติสุขในใจได้

และที่สำคัญเขาบอกกับผมว่า…ตลอด ๑๐ ปีที่เขาทุ่มเททำงานมานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกมีความสุข และรู้สึกดีแบบนี้มาก่อน
แค่เพียงการเพิ่มพลังการชื่นชมเข้าไปเท่านั้น…
ที่จะเป็นพลังบวกและพลังบุญช่วยเกื้อหนุนความสัมพันธ์ต่อกันได้อย่างดี
ซึ่งส่งผลทั้งวันนี้และตลอดไปด้วย

ฉะนั้น ผมอยากแนะนำให้สื่อสารกันด้วยพลังด้านบวก
ด้วยการชื่นชมยินดี วจีไพเราะ สีหน้าแววตาจริงใจ ใส่ความสุข
ลองฝึกทำบ่อยๆ แล้วรัศมีแห่งความเมตตาจะดึงดูดผู้อื่นให้อยากอยู่ใกล้
ทั้งยังเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเองและสร้างสุขแก่คนอื่นด้วย…ลองดูนะครับ

เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกเบิกบาน…
เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกท้อแท้…ต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจ
ชมรม “ชมกันเอง” แห่งชาติ ช่วยเยียวยาคุณได้
ชมกันทุกเรื่องราว ชมกันจากหัวใจ ใครทำดีต้องชม
เพราะว่า…เมื่อคุณมีความเชื่อมั่นและชื่นชมยินดีต่อสิ่งใดนั้น
หัวใจคุณ…จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ
พร้อมเผชิญปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสติและมีความสุข

ด้วยรักและชื่นชมยิ่ง


ชื่นชมปรับสัมพันธ์ ๑

ชื่นชมปรับสัมพันธ์ ๑
โดย: อาจารย์วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

คุณเชื่อหรือไม่ว่า…พลังแห่งการชื่นชมนั้น
เป็นเครื่องมือปรับพฤติกรรม และความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ
ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้จริงๆ

ฉบับนี้ ผมมีตัวอย่างที่จะนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่าน
ได้ประจักษ์ เชื่อมั่นและยอมรับในพลังการชื่นชมปรับสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว

วันหนึ่งคุณตาวัย ๖๐ ปี มาปรึกษาผมด้วยความกลัดกลุ้มใจ
เรื่องพฤติกรรมของหลานสาววัย ๑๕ ปี ที่ดื้อรั้นและชอบหนีออกจากบ้านเป็นประจำ
โดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ จะหนีไปนอนบ้านเพื่อนชายบ้างเพื่อนสาวบ้าง
และเมื่อคุณตาโทรศัพท์หา หลานก็มักจะไม่รับสาย
ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายยิ่งขึ้น หลานสาวหนีเรียน และหนีออกจากบ้านมากขึ้น

ผมจึงแนะนำให้คุณตาคุณยาย
ค้นหาคุณงามความดีของหลานสาวให้พบมากที่สุด
และให้นำกลับมาชื่นชมหลานสาวของตนทุกวัน
วันละอย่างน้อย ๑๐ เรื่อง ๑๐ ครั้ง

ยิ่งกว่านั้น ผมแนะนำให้คุณตาลองค้นหาคุณงามความดีของพ่อแม่หลานสาว
พร้อมให้กล่าวชื่นชมบุคคลเหล่านั้นให้หลานสาวฟัง
ยังให้ขยายความรู้สึกสำนึกในคุณค่าของบุคคลในครอบครัวให้มากที่สุด
และให้ทำการกล่าวแสดงความชื่นชมให้หลานสาวฟังด้วย

หลังจากที่คุณตาคุณยายได้เริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังในสัปดาห์แรก
ด้วยความฝืนใจและไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เพราะไม่เคยปฏิบัติเช่นนั้น
จากนั้นในวันที่ ๙ ของการปฏิบัติ คุณตากลับมาพบผมอีกครั้ง
และบอกกับผมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนดีใจอย่างยิ่งว่า

เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา หลานสาวไม่หนีออกจากบ้าน
ซึ่งอยู่บ้านด้วยท่าทางมีความสุข เจียวไข่รับประทานเอง ให้ข้าวแมว
และร้องเพลงเบาๆ ไปกับการรดน้ำต้นไม้ด้วย
ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คุณตาไม่พบมาประมาณ ๓ ปี ตั้งแต่หลานย่างเข้าวัยรุ่น

อีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา คุณตาโทรศัพท์มาเล่าให้ผมฟังอีกว่า
วันเสาร์ที่ผ่านมา หลานสาวไปนอนบ้านเพื่อน
แต่เมื่อคุณตาโทรศัพท์ไปหา หลานจะรับโทรศัพท์ของคุณตาทุกครั้ง

นอกจากนั้น คุณครูประจำชั้นโทรศัพท์มาบอกคุณตาว่า
ระยะหลังนี้ หลานสาวสนใจการเรียนมากขึ้น ส่งงานทุกครั้งที่ได้รับมอบหมาย
ซึ่งในระยะ ๓ ปีที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยปรากฏเช่นนี้เหมือนกัน

นี่คือ ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่คุณตาวัย ๖๐ ปี
เล่าให้ผมฟังด้วยความปีติยินดี จากการใช้พลังการชื่นชม

ฉะนั้น เรื่องนี้จะคอยย้ำเตือนเราให้รู้ว่า
การอยู่ร่วมกันโดยปราศจากการชื่นชมนั้น…
เป็นบรรยากาศที่ไร้ซึ่งคุณค่าอย่างสิ้นเชิง!

การยืนหยัด ยอมรับ เห็นคุณค่า และให้เกียรติยกย่องชื่นชมอย่างสม่ำเสมอ คือ
หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงชีวิตของตน
และผู้คนให้ดีขึ้นโดยไร้ขีดจำกัด

เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกเบิกบาน…
เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกท้อแท้…ต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจ
ชมรม “ชมกันเอง” แห่งชาติ ช่วยเยียวยาคุณได้
ชมกันทุกเรื่องราว ชมกันจากหัวใจ ใครทำดีต้องชม
เพราะว่า…เมื่อคุณมีความเชื่อมั่นและชื่นชมยินดีต่อสิ่งใดนั้น
หัวใจคุณ…จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ
พร้อมเผชิญปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสติและมีความสุข

ด้วยรักและชื่นชมยิ่ง


ชื่นชมจึงแคล้วคลาด

ชื่นชมจึงแคล้วคลาด

คุณเชื่อหรือไม่ว่า…
พลังแห่งการชื่นชมนั้น…คลี่คลายจากศัตรูกลายเป็นมิตรได้อย่างแท้จริง
ลองมาดูกันว่าจริงหรือไม่
เรื่องนี้กัลยาณมิตรของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่า…

ภายหลังการฟังบรรยายเรื่องพลังการชื่นชมจากผู้เขียนนั้น
เกิดความรู้สึกชื่นชมยินดี และเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำไปใช้
ที่โรงงานอุตสาหกรรม อบผลไม้ของเขา
ซึ่งมีลูกจ้างเป็นชาวต่างด้าว ๓๐ คน ตลอดเวลาที่ผ่านมา
เขามักจะบ่นกลุ้มใจเรื่องคนงานขี้เกียจ ท่าทีไม่เป็นมิตร ไม่กระตือรือร้น

ในวันรุ่งขึ้น เมื่อเดินทางถึงบ้านเขาก็ดูแลการทำงานของคนงาน
ซึ่งคนงานทุกคนทำงานด้วยท่าทางเคร่งเครียด
จนถึงเวลาอาหารกลางวัน เขาเลี้ยงอาหารคนงานพิเศษกว่าเดิม
เมื่อรับประทานอาหารเรียบร้อย เขาถือโอกาสขอประชุมคนงาน

ทุกคนนั่งเงียบ เขาเริ่มจากการขอบคุณคนงานทุกๆ คน
ที่ให้เกียรติรับประทานอาหารที่เขาเลี้ยง และขอบคุณทุกคนที่ช่วยงานด้วยดีตลอดมา
และชื่นชมที่มีความพยายามที่จะเรียนรู้งาน
ชื่นชมที่ต่อสู้ชีวิตร่วมกันมาและอื่นๆ อีกมาก
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำเช่นนี้
เขาชื่นชมคนงานอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา ๒ เดือน

วันหนึ่งเขาขับรถปิกอัพเพื่อจะไปเก็บลำไยที่สวนต่างจังหวัด
และขอให้หัวหน้าคนงานและลูกน้องอีก ๕ คน ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ไปด้วย
เมื่อรถเริ่มเคลื่อนออกเขาเริ่มสอบถามสารทุกข์ต่างๆ
เขาตั้งใจฟังอย่างสงบ เพื่อค้นหาคุณงามความดีของหัวหน้าคนงาน

ตลอดเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงของการเดินทางไปยังสวนลำไย
เขาตั้งใจฟังแล้วชื่นชมหัวหน้าคนงาน เช่น
ชื่นชม เรื่องที่เขามีความตั้งใจสูง
ชื่นชม ที่เป็นคนรับผิดชอบต่อครอบครัว
และขอบคุณ ที่ช่วยเหลือกิจการของครอบครัวเขา
จนกระทั่ง ถึงสวนลำไยก็ช่วยกันขนของขึ้นรถจนเต็ม แล้วก็เดินทางกลับ

ระหว่างการเดินทางทั้งไปและกลับเขาจะแสดงความเอาใจใส่หัวหน้าคนงาน
แม้ตอนกลับถึงบ้านเขาก็แสดงความขอบคุณและชื่นชมคนงาน
ทุกวันหลังจากผ่านการเข้าอบรมมาแล้วประมาณ ๓ เดือน
เขาเฝ้าชื่นชมและขอบคุณคนงานสม่ำเสมอ

เย็นวันหนึ่งก่อนเดินขึ้นบ้าน หัวหน้าคนงานบอกว่า…
“คุณครับผมขอคุยกับคุณหน่อยได้ไหม”

หัวหน้าคนงานกล่าวต่อไปว่า…
“ช่วงที่ผ่านมา ๑ ปี ผมและคนงานรู้สึกคับแค้นใจมาก
ที่ถูกคุณและคนในบ้านของคุณหลายคนดูถูกเหยียดหยาม
สั่งให้ทำงานโดยไม่คำนึงถึงจิตใจพวกเรา ผมสะสมความแค้นมานานแล้ว
และวันที่ผมขึ้นรถไปสวนลำไยกับคุณ ผมและลูกน้องตั้งใจจะทำร้ายคุณ
เพื่อแก้แค้นทุกคนในครอบครัวของคุณที่ไม่เคยให้เกียรติพวกเราเลย

แต่ในช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมาและระหว่างทางที่นั่งรถไปกับคุณ
คุณชื่นชมผมไปตลอดทาง ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีและมีคุณค่า
เพราะไม่เคยได้รับความรู้สึกดีๆ อย่างนี้มาก่อน
ผมจึงทำร้ายคุณไม่ได้ครับ โปรดอย่าโกรธผมนะครับ ที่ผมคิดเช่นนั้นในวันนั้น
ต่อไปผมจะทำงานให้เต็มกำลังยิ่งขึ้น
ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่า คุณเปลี่ยนใจผมได้และผมนับถือคุณจริงๆ ครับ”

นั่นคือ เรื่องราวที่กัลยาณมิตร เล่าให้ฟังว่า…
เขารอดจากการถูกทำร้ายราวปาฏิหารย์จากพลังแห่งการชื่นชมและขอบคุณ

ฉะนั้น การผูกสายสัมพันธ์ด้วยมธุรสวาจา พร้อมทั้งเพิ่มลีลาการชื่นชมที่ดีเข้าไปด้วย
นอกจากจะเป็นการจูงใจในการทำงานและสานสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีแล้ว
ยังทำให้ท่านแคล้วคลาดจากอันตรายอีกด้วย
ผมหวังว่าเรื่องนี้ คงเป็นข้อคิดที่ดีแก่ผู้อ่านและนายจ้างทั้งหลาย

แล้วจะมีเหตุผลอันใดเล่า ที่จะไม่พูดให้ไพเราะและชื่นชมผู้อื่น

ด้วยรักและชื่นชมยิ่ง

วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกเบิกบาน…
เมื่อใดที่หัวใจคุณรู้สึกท้อแท้…ต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจ
ชมรม “ชมกันเอง” แห่งชาติ ช่วยเยียวยาคุณได้
ชมกันทุกเรื่องราว ชมกันจากหัวใจ ใครทำดีต้องชม
เพราะว่า…เมื่อคุณมีความเชื่อมั่นและชื่นชมยินดีต่อสิ่งใดนั้น
หัวใจคุณ…จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ
พร้อมเผชิญปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสติและมีความสุข