เบื้องหลังความสำเร็จของยักษ์ใหญ่ไอทีแห่งซิลิคอน วัลเลย์

silicon_valley_3

เมื่อเอ่ยถึง Silicon Valley (ซิลิคอน วัลเลย์) หลายคนคงรู้จักดีว่าเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของซานฟรานซิสโก มีพื้นที่ 1,500 ตารางไมล์ครอบคลุมไปถึงใจกลางของหมู่บ้านพาโล อัลโท เป็นความลงตัวขององค์ประกอบสำคัญต่างๆ โดยเป็นแหล่งรวมความรู้และทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง Stanford University, University of California (Berkeley), Silicon Valley University และอื่นๆ

เสน่ห์ของซิลิคอน วัลเลย์ คือเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และศูนย์วิจัยของบริษัทด้านเทคโนโลยีและไอทีชั้นนำของโลก อาทิ Google, Apple Inc., eBay, Intel, Yahoo!, Sun Microsystems, Symantec, Cisco Systems, Adobe Systems, Advanced Micro Devices (AMD) ฯลฯ

และเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือเป็นสถานที่สร้างตำนานระดับโลก จากโรงรถจนกลายเป็นบริษัทผู้เปลี่ยนแปลงโลก ซิลิคอน วัลเลย์เป็นแหล่งรวมบุคคลชื่อดังมากมายที่ประสบความสำเร็จจนร่ำรวยมหาศาล ได้แก่ บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์ วิลเลียม ฮิวเลตต์กับเดวิด แพคการ์ด แห่งฮิวเลตต์-แพคการ์ด เจอรี หยางกับเดวิด ฟิโล แห่งยาฮู สตีฟ จ็อบส์กับสตีฟ วอชเนียค แห่งแอ๊ปเปิ้ล แลร์รี่ เพจกับเซอร์เก บริน แห่งกูเกิล รวมถึงมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก แห่งเฟซบุ๊ค และอีกมากมาย

ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนมีจุดกำเนิดอยู่ที่เมืองซิลิคอน วัลเลย์ด้วยกันทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ซิลิคอน วัลเลย์จึงได้ชื่อว่าเป็นขุมทรัพย์ แหล่งรวมทุนสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจ ทั้งที่เป็นไอทีและไม่ใช่ไอที ที่นี่ถือเป็นต้นน้ำของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ผ่านการระดมสมองในบริษัทเล็กๆ ตั้งเรียงรายล้อมรอบเมืองแห่งนี้ แต่ละปีจะเกิดดีลทางธุรกิจในตัวเลขที่ “มหาศาล”

ปัจจุบัน ซิลิคอน วัลเลย์ ยังคงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและการพัฒนาไฮเทคชั้นนำ คิดเป็นหนึ่งในสามของมูลค่าการร่วมลงทุนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา และยังคงเป็นที่ที่มีการเติบโตและเป็นที่สนใจของผู้คนหลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการธุรกิจ นักลงทุน และแรงงานในตลาดงานสายเทคโนโลยี

แหล่งรวมหัวกะทิไอที จึงไม่แปลกที่เมืองนี้จะเป็นที่หมายตาของบรรดาหัวกะทิทั้งหลาย อยากได้รับโอกาสไปทำงานที่นี่ เพราะพนักงานเงินเดือนสูง สวัสดิการดี และมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับบุคคลระดับตำนานของโลกมากมาย รวมถึงนักศึกษาเก่งๆ

ระบบความช่วยเหลือของบริษัทเงินทุนเหล่านี้มีความครบวงจร คือไม่ได้ช่วยเหลือเรื่องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่สนับสนุนในด้านการพัฒนาเป็นธุรกิจได้ด้วย และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นักศึกษาหลายคน กลายเป็นคนดังและร่ำรวยในชั่วข้ามคืน เพราะไอเดียและความเพียรที่ทุ่มลงไปแบบสุดตัวมีโอกาสถูกผลักดันให้เป็นจริงขึ้นมาได้คนแล้วคนเล่า มีตัวอย่างให้เห็นอยู่เกลื่อนเมืองเลยทีเดียว

 

และเมื่อพูดถึงสถาบันที่มีบทบาทด้านการผลิตบุคลากรคุณภาพในแวดวงไอที หนึ่งในนั้นคงต้องยกให้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างสแตนฟอร์ด กับมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับซิลิคอน วัลเลย์ สูตรสำเร็จที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้ใช้ก็คือ การเชิญคนระดับซีอีโอหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ มาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษา เช่น เอริค ชมิดท์ ซีอีโอของกูเกิล และแอนดี้ โกรฟ อดีตซีอีโอของอินเทล

ดังนั้นการถ่ายทอดแนวคิดทางไอทีจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องยาก และมีส่วนผลักดันให้นักศึกษาอยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะทุ่มเทสุดกำลังกับงานวิจัย หรือสร้างนวัตกรรมที่หวังให้เข้าตาผู้บริหารหรือซีอีโอที่รับเชิญมาเป็นอาจารย์ เพราะมีโอกาสสูงที่จะถูกดึงตัวเข้าทำงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา

รวมถึงยังมีโอกาสนำไอเดียเด็ดๆ ไปเสนอกับแหล่งเงินทุนที่ตั้งอยู่มากมายในซิลิคอน วัลเลย์ ซึ่งบริษัทเงินทุนเหล่านี้พร้อมจะทุ่มเม็ดเงินมหาศาลให้กับไอเดียใหม่ๆ เรียกได้ว่า เปิดโอกาสให้คนเก่งๆ ได้โชว์ฝีมือ

ที่กล่าวมานั้นเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของธุรกิจในซิลิคอน วัลเลย์ แต่ทราบไหมครับว่าเบื้องลึกเบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงนั้นมาจากอะไร

เมื่อเร็วๆ นี้ สื่อต่างประเทศได้รายงานประเด็นที่น่าสนใจ โดยเปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จของบริษัทไอที เทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งในซิลิคอน วัลเลย์ ซึ่งอ่านแล้วผมก็อดปลื้มไม่ได้ เพราะที่บ้านเราเองกิจกรรมนี้ก็กำลังได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน

นั่นคือ “กิจกรรมการปฏิบัติสมาธิ” ครับ หลายคนอาจไม่เชื่อว่าการปฏิบัติสมาธิจะมีส่วนทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ แต่มันได้เกิดขึ้นแล้ว

หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีในซิลิคอน วัลเลย์กำลังให้ความสนใจและนำคอร์สการฝึกปฏิบัติสมาธิเข้ามาให้พนักงานได้ฝึกปฏิบัติกันอย่างจริงจัง นัยว่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในนั้นคือยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้น “กูเกิ้ล” ซึ่งได้จัดคอร์สอบรมภายในให้กับพนักงานกว่าพันคน ที่ใช้ชื่อว่า “Search Inside Yourself” หรือ “จงค้นหาตัวตนภายในของตน” หลักสูตรเข้มข้นที่มุ่งเน้นพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ 5 ประการ คือ การรู้จักตนเอง การควบคุมตนเอง แรงจูงใจ ความใส่ใจและทักษะทางสังคม โดยประยุกต์หลักวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับการฝึกสติและการพัฒนาความเป็นผู้นำแบบบูรณาการเข้าด้วยกัน

ซึ่งโครงการนี้ได้สอนให้พนักงานรู้จักการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง และสถานการณ์ที่ตึงเครียด รวมถึงทำความเข้าใจในความต้องการของเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานของพนักงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

งานวิจัยหลายชิ้นยังยืนยันอีกว่าการทำสมาธิช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยทำให้ความจำดีขึ้นอีกด้วย

ล่าสุด กูเกิ้ล ได้พัฒนาคอร์สฝึกอบรมภายในดังกล่าวนี้ให้กลายเป็นสถาบันพัฒนาความเป็นผู้นำ Search Inside Yourself Leadership Institute ซึ่งทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองที่ http://www.siyli.org/

ย้อนไปเมื่อปี 2553 อาจารย์สอนการเจริญสติที่ชื่อว่า โซเรน กอร์ดเฮเมอร์ ได้เปิดตัวการประชุมสัมมนาเชิงปัญญาขึ้นเป็นครั้งแรก เขาเรียกมันว่า Wisdom 2.0 conference http://wisdom2summit.com/ ซึ่งได้รับความสนใจจากซีอีโอของบริษัทระดับแนวหน้าจากซิลิคอน วัลเลย์มาร่วมฝึกเจริญสติมากมาย รวมถึงเจฟฟ์ ไวเนอร์ ซีอีโอ LinkedIn และผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter อีแวน วิลเลียมส์

การฝึกเจริญสติแนวนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีไอที และดาต้าเบสในซิลิคอน วัลเลย์ จากปี 2553 ที่มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 350 คน ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,800 คนจากทั่วโลก วิทยากรนอกจากจะเป็นผู้รู้ทางด้านการเจริญสติแล้ว ยังมีบรรดาผู้ก่อตั้ง Facebook, Twitter, eBay และ Paypal หมุนเวียนมาแลกเปลี่ยนทัศนะ

แม้แต่สตีฟ จอบส์เองยังกล่าวไว้ว่า “พุทธศาสนา มีประวัติความเป็นมาที่น่าทึ่ง แม้ปัจจุบันก็ยังคงเหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ให้ได้ศึกษา ที่สำคัญมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงทั้งฐานความเชื่อและความคิด”

ว่ากันว่าจอบส์ ได้หันมาสนใจและมุ่งศึกษาพระพุทธศาสนาในสายมหายานและเถรวาท และหนังสือที่ทำให้เขาเกิดความคิดและมุ่งมั่นต่อเส้นทางของพระพุทธศาสนาก็คือ Zen Mind, Beginner’s Mind ซึ่งเขียนโดยชุนริว ซูซูกิ และในช่วงนั้น สตีฟ จอบส์ก็นั่งสมาธิเพื่อฝึกปฏิบัตินานถึงครั้งละสองชั่วโมงทุกวัน

เขาเชื่อในคำว่า จิต มีพลังอานุภาพมหาศาล เพราะจิตเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถหาเป็นรูปได้ นอกจากการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้งหลายแล้ว สิ่งที่ถูกรวมเป็นจิตในขั้นพื้นฐานอย่างแรกเลยก็คือ ความคิด

เมื่อความคิดที่มากไปด้วยความคิดบวก ความคิดดี  ย่อมทำให้จิตใจดี และเมื่อจิตใจดี ย่อมมีสติและสมาธิอย่างมาก เมื่อนั้นการรู้ในสิ่งต่างๆ ด้วยสัญชาตญาณย่อมปรากฏขึ้น และเมื่อปรากฏขึ้นแล้ว นั่นเอง คือ ปัญญา

จอบส์ เคยพูดเสมอว่า “มนุษย์จะสำเร็จหรือล้มเหลว ต่างขึ้นอยู่ที่ความคิดเป็นพื้นฐาน”

ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดครับ


สรุปกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว White Ocean Strategy

p=4234-0

White Ocean Strategy คือกระบวนวิธีคิดสิ่งเดิมแบบใหม่ โดยมุ่งสู่วิธีปฏิบัติที่ไม่ฝืนวิถีธรรมชาติ และเป็นไปตามสภาพการณ์จริงแห่งโลก อาศัยกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางวิธีคิดเป็นสำคัญ ผลลัพธ์ที่ได้อาจดูแสนธรรมดา แต่เป็นสามัญที่มีประโยชน์สูงและสามารถขับเคลื่อนองค์กร บุคคล และสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากศึกษาหรืออ่าน White Ocean Strategy ในครั้งแรก ผมอาจตีความไปในลักษณะว่า White Ocean Strategy เป็นกลยุทธ์ที่มากำหนดมาตรวัดทางศีลธรรมของโลกธุรกิจซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าขบขันมากหากเป็นเช่นนั้นจริง เพราะการที่ใครสักคนจะมากำหนดมาตรฐานทางศีลธรรมต้องเป็นผู้ที่กล้า บ้าบิ่น หรือไม่ก็เป็นศาสดา แต่พอได้อ่านมาจนถึงระดับหนึ่งก็ได้เข้าถึงแก่นแห่งความจริงที่ว่า White Ocean Strategy ไม่ใช่มาตรวัดทางศีลธรรม หากแต่เป็นกลยุทธ์ที่จะผลักให้ธุรกิจกลับไปสู่สามัญ ซึ่งความสามัญดังกล่าวได้ถูกโลกทุนนิยมกลืนกินไปเสียเกือบหมด จนทำให้เรื่องไม่ปกติเป็นเรื่องปกติ White Ocean Strategy  จะทำให้บุคลากร องค์กร สังคมตั้งคำถาม ปรับวิธีคิดให้เรากลับมามองในมุมแห่งความจริง มุมปกติจริง ว่าเรากำลังเดินหน้าไปสู่สิ่งใด และเป็นการเตือนสติตัวเองให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง และโลกที่ควรจะเป็น

White Ocean Strategy ได้สรุปวิธีการไปถึงเป้าหมายสูงสุดได้อย่างสั้นที่สุด และเข้าใจง่ายที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า White Ocean Strategy ได้อธิบายบนพื้นฐานที่ทุกคนรู้แต่มองข้าม หรือนึกไม่ถึง ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ และเห็นผลลัพธ์ชัดเจน อีกทั้งยังใช้วิธีการสอดแทรกความคิดอันเป็นประโยชน์ทั้งในแง่ศีลธรรม ศาสนา สังคม ได้อย่างแยบยลจนทำให้เนื้อหาของหนังสือเป็นเนื้อเดียวที่หลากหลาย หากภาคธุรกิจหรือนักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจของตนบนสายการเงินหรือทุนแบบสุดโต่ง

อาจจะมองว่า White Ocean Strategy เป็นกลยุทธ์โลกสวย ใช้ไม่ได้จริง ตัวชี้วัดเพ้อเจ้อ ซึ่งนั่นอาจมีในหัวของใครหลายคนก็เป็นได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเขาได้อ่านหรือศึกษาดูเขาจะไม่มีวันคิดเช่นนั้นอีก และเขาจะเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจและน่ากลัวกว่าเดิมมาก  ในโลกแห่งความเป็นจริงทางการแข่งขันผมเชื่อว่าผู้ที่สามารถรักษาสมดุลได้ดีที่สุดคือผู้ที่มีชัยสูงสุดและฉลาดที่สุด แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงบุคคลเช่นนั้นหาได้ยากมากถึงมากที่สุด  และน่ายกย่องเป็นอย่างมากที่ White Ocean Strategy เป็นหนังสือเล่มแรก ที่จะนำเสนอวิธีสร้างสมดุลแห่งโลกได้อย่างเด่นชัด

White Ocean Strategy ได้แนะวิธีการรักษาสมดุลได้ดีที่สุด ผมจะไม่เรียกว่า สมดุลแห่งโลก หรือสมดุลแห่งความคิด เพราะความหมายสมดุลของ White Ocean Strategy ในทัศนคติของผมที่ได้จากการอ่านมองว่า มันเป็นสมดุลแห่งความสมดุล เป็นแม่บทใหญ่แห่งการรักษาสมดุลโดยกระตุ้นให้ทุกคนร่วมหาพลังงาน แรงขับ เชื้อเพลิงในตัวตนที่จะผลักให้ตนมีพลังและสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ให้กับโลก พร้อมกับพัฒนาโลก สังคม ศีลธรรม ไปพร้อมๆกัน ซึ่งกระบวนการขับเคลื่อนวิธีคิดดังกล่าวใช้พลังงานด้านทุนเงินน้อยมาก ดังนั้นทุกคนจึงสามารถสร้างแหล่งพลังงานของตนได้อย่างปราศจากข้ออ้าง

ผมอ่าน White Ocean Strategy มาเกือบจนจบเล่มก็มีคำอยู่คำหนึ่งวิ่งเข้ามาในหัวคือ wheel of sustainable หรือวงล้อแห่งความยั่งยืน ซึ่งเป็นคำที่สะท้อน White Ocean Strategy ได้ดีที่สุดแต่ทั้งนี้กระบวนแห่งวิธีคิดทั้งหลาย หรือแนวทางปฏิบัติที่หนังสือ White Ocean Strategy ได้บอกเล่าไว้จะโด่งดัง แพร่หลายไปไกลสักเพียงใด แต่จะน่าเสียดายเป็นอย่างมากถ้าหากกระบวนคิดเหล่านั้นเป็นเสมือนไฟไหม้ฟาง ที่ก่อมาแล้วหายไป และจะน่าเจ็บใจยิ่งนักหากต่างชาตินำวิธีคิดดังกล่าวไปใช้ได้ผลดีกว่าคนไทย

p=4234-2

ซึ่งผมเองอ่านจนจบเล่มก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะขับเคลื่อนพลังงานเหล่านี้ให้ลุกโชนได้อย่างไร ก็เปิดหนังสือไปมาอยู่หลายรอบ จนกระทั่งมาเจอข้อความที่เป็นคำตอบสำคัญของ White Ocean Strategy ซึ่งหากผมบอกอาจจะเป็นเสมือนการกวนบาทา แต่ผมมีเหตุผลที่จะบอกว่า “เชิญดาวน์โหลดเนื้อหาหนังสือฟรี! ที่ www.dmgbook.comคือคำตอบของปัญหาในหัวของผมได้ชัดแจ้งที่สุด ซึ่งผมขออธิบายว่าการที่ใครก็ตามหรือชนชาติใดก็ตามที่เข้าถึงเนื้อหานี้ได้อย่างไม่มีขอบเขต และมีเสรีแห่งวิธีคิดที่ไม่มีสิทธิบัตรมาครอบงำ ทำให้ผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าถึงวันหนึ่งแล้วผู้อ่านเหล่านั้นจะกลับมาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมโลกให้เป็นไปอย่างที่ควรเป็น และเข้าสู่ความปกติอย่างสมดุล

ซึ่งระหว่างรอถึงวันนั้นผมเองก็คงไม่นั่งรอ ผมขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะขับเคลื่อนวิธีคิดดังกล่าว ด้วยการไม่ต้องทำอะไรใหม่ แต่จะทำสิ่งที่ควรทำให้เข้าสู่ภาวะปกติที่สุด และมีคุณภาพที่สุด ซึ่งในที่นี่ ISR : Individual Social Responsibility ดูเหมือนจะเป็นเครื่องหมายการันตีขั้นต้น และวัดคุณค่าขั้นปลายไปพร้อมๆกันที่ดีที่สุดซึ่งWhite Ocean Strategy ได้ช่วยทำให้ ISR มีความชัดแจ้งมากขึ้น ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เราสามารถทำให้ ISR มีคุณภาพ ด้านอื่นๆก็เปลี่ยนแปลงไปในทางบวกได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพสูงอีกด้วย

การมุ่งหวังถึงความเปลี่ยนแปลง และเข้าถึงยุคแห่งความสมดุลด้วยการวาดฝันว่าโลกทั้งโลกจะเท่าเทียมและเต็มไปด้วยความงดงามทั้งศีลธรรม ธรรมชาติ และทรัพย์สินเงินทอง อาจเป็นคติเชื่อแห่งยุคพระศรีอริยเมตไตรยหากเราเชื่อแบบนั้นก็เท่ากับเรากำลังผลักภาระไปยังโลกหน้า ชาติหน้า หรือไม่ก็กำลังผลักภาระไปยังลูกหลาน ซึ่ง   White Ocean Strategy จะทำให้เราหันกลับมามองที่ตัว และเริ่มที่เรา โดยไม่ต้องรอถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรย”

 

โดยนายวิศรุต นุชพงษ์   นักศึกษาชั้นปีที่ 3
ภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ


การทำงานสไตล์คนไทยในสายตาต่างชาติ

Business Meeting

วันก่อน ผมได้รับเอกสารเผยแพร่ทางอีเมล์เรื่องผลการสำรวจมุมมองของชาวต่างชาติกับวิธีการทำงานแบบคนไทย มีอยู่ 11 ข้อแต่ขอคัดมา 10 ข้อ เมื่อได้อ่านแล้วท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ จะยอมรับหรือคัดค้าน จะปรับปรุงแก้ไขหรืออย่างไร เรียนเชิญตามอัธยาศัยครับ
ข้อแรก ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง  คนไทยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงหรือวิธีการใหม่ๆ ส่วนใหญ่มักยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นต่อไป หากมีอะไรใหม่ในองค์กร จะกลายเป็นการสร้างความรำคาญและมักจะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร และในบางกรณีอาจถูกต่อต้านด้วย

ข้อที่สอง ไม่กล้าโต้แย้ง  ในกรณีที่มีการเจรจาเรื่องหนึ่งเรื่องใด และแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยหรืออาจกำลังสูญเสียผลประโยชน์ คนไทยมักจะมีนิสัยขี้เกรงใจ ไม่โต้แย้ง แต่ก็ไม่เห็นด้วย ทำให้อีกฝ่ายเป็นผู้คุมเกมและไม่รู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริง นิสัยเช่นนี้ทำให้ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะในใจต่อต้าน แต่ไม่แสดงออก

ข้อที่สาม ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด นอกจากจะไม่โต้แย้งแล้ว ในหลายกรณีคนไทยก็มักจะไม่แสดงออก ไม่ถาม ไม่พูดในสิ่งที่ควรพูด เมื่อมีข้อสงสัยหรือมีความคิดดีๆ ก็เก็บงำเอาไว้ ไม่บอกกล่าวให้ชัดเจน บางครั้งทำให้เดินไปคนละทิศคนละทาง งานก็ไม่สำเร็จ ความสามารถที่มีก็ไม่ได้นำออกมาใช้อย่างเต็มที่ สังเกตง่ายๆ เวลามีการประชุมหรือสัมมนาเรื่องใด แทนที่จะซักถามให้เกิดความกระจ่างชัดเจน แต่มักจะนั่งเงียบ แล้วกลับมาครุ่นคิดหรือถามกันเองภายหลัง ตามคำที่มักจะได้ยินกันว่า ‘ไว้ไปพูดหลังไมค์’

ข้อที่สี่ ความรับผิดชอบ  ฝรั่งมองว่าคนไทยมักไม่ทำงานให้สำเร็จตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้ มักจะเลื่อนออกไป หรือไม่ก็เร่งทำในวินาทีสุดท้ายก่อนถึงกำหนดเวลา ทำให้งานออกมาไม่มีคุณภาพ ประเภทสุกเอาเผากิน และมักจะไม่ยอมตกลงหรือเซ็นยินยอมรับความผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะกลัวการผูกมัด

ข้อที่ห้า ขาดการวางแผนรองรับปัญหา  ส่วนใหญ่คนไทยจะรอให้ปัญหาเกิดก่อน แล้วค่อยมาคิดแก้ไข เป็นการทำงานแบบ Reactive แต่จะไม่วางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น มักจะรอให้นายเป็นผู้สั่งลงมาว่าจะให้ดำเนินการต่ออย่างไร  สำหรับในข้อนี้ ผมอาจมีมุมมองต่าง เพราะเริ่มได้เห็นการทำงานแบบ Proactive ของผู้บริหารคนไทยหลายท่าน และหลายองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการจัดทำแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤติ และการอบรมผู้บริหารเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤติ ยิ่งในสถานการณ์ผันผวนเช่นนี้ ได้เห็นองค์กรทั้งไทยเทศตื่นตัวลุกขึ้นมาเตรียมวางแผนรองรับกันอย่างเต็มที่

ข้อที่หก บอกแต่ข่าวดี  คนไทยจะไม่กล้าบอกข่าวร้ายกับผู้บริหารต่างชาติ มักจะพยายามหาข่าวดีๆ หรือมีวิธีการในการเลี่ยงไม่ตอบตามความเป็นจริง บางครั้งทำให้สถานการณ์ลุกลามใหญ่โตเกินแก้ และบางคนก็มักจะพูดเฉพาะในสิ่งที่เจ้านายอยากฟังเท่านั้น ข้อนี้ ผมยืนยันครับว่า ระบบการทำงานประเภทนายว่าขี้ข้าพลอย หรือขุนพลพลอยพยัก มีอยู่เป็นจำนวนมากจริงๆ

ข้อที่เจ็ด ขาดทักษะในการทำงานเป็นทีม ไม่มีความกระตือรือล้นในการเรียนรู้พัฒนาตนเอง เป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งของคนไทย เพราะมักจะเก่งแบบศิลปินเดี่ยว ทำงานกับหมู่คณะไม่ค่อยได้ และไม่ขวนขวายหาวิธีในการฝึกฝน พัฒนาทักษะและความคิดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความรอบรู้ทางโลกหรือแม้กระทั่งเรื่องงาน ให้มีการต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ  ข้อนี้ก็ประจักษ์ชัดนะครับ เถียงเขาไม่ได้จริงๆ!

ข้อที่แปด ไม่มีความซื่อสัตย์ หรือ Integrity  ฝรั่งมองว่าคนไทยนิสัยชอบโกหก แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย เช่น มาสายก็อ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกเวลางาน จึงควรมีความซื่อสัตย์กับตนเองและองค์กรมากกว่านี้  ผมเคยเขียนถึงไปแล้วหลายครั้งว่าน่าแปลกใจที่ในภาษาไทย ไม่มีคำแปลที่ครอบคลุมสำหรับคำว่า Integrity ซึ่งหมายถึง ความเป็นเนื้อแท้ ความซื่อตรง

ข้อที่เก้า ระบบพวกพ้อง  คนไทยจะแยกไม่ออกระหว่างพวกพ้องและส่วนรวม มักจะปกป้องคนที่ถือว่าเป็นเพื่อน เป็นพวกเดียวกัน และจะปกป้องทั้งที่รู้ว่า ทำไม่ถูกต้อง แต่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนร่วม เอาเป็นว่า พรรคพวกเพื่อนพ้องมาก่อนเสมอ!

ข้อที่สิบ แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว  ฝรั่งมองว่าคนไทยแยกไม่ออกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว มักจะเอามาพัวพันกันตลอดเวลา ชอบอยากรู้เรื่องของคนอื่น และเป็นที่มาของข่าวลือสารพัดชนิดที่ไม่เป็นประโยชน์กับงานและองค์กร มักจะคุยเรื่องส่วนตัวมากเกินไป มักลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามกำหนด แต่คาดหวังผลประโยชน์เต็มที่ เวลาโดนตำหนิเรื่องงาน ก็มักจะนำมาพัวพันเป็นเรื่องส่วนตัว ฯลฯ

เอาละครับ ก็เป็นการสะท้อนความเห็นของต่างชาติที่ได้มีโอกาสทำงานกับคนไทย จะเท็จจริงเพียงใด ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านเองนะครับ!


ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ คือ ผู้นำที่สร้างผู้นำ!

CEO-0

ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งของจอห์น ซี แม็กซ์เวลล์  ‘เส้นทางสู่ขุมทอง’ Go For Gold
ซึ่งได้กล่าวอย่างน่าสนใจว่า ผู้นำส่วนใหญ่มักมีผู้ติดตามอยู่รายล้อม
(โดยเฉพาะผู้ตามที่เชื่อฟังอย่างดี ปฏิบัติตามบทบาท ขุนพลพลอยพลัก อย่างเคร่งครัด!)
แต่ผู้นำที่โดดเด่นและยิ่งใหญ่ (ซึ่งมีจำนวนน้อยจนนับรายได้)
กลับรายล้อมไปด้วยผู้นำคนอื่นๆ  ที่นำเอาคุณค่าที่ยิ่งใหญ่มาสู่องค์กร

ไม่เพียงแต่อุปสรรคปัญหาจะบรรเทาเบาบางลงไปเท่านั้น
แต่ผู้นำที่รายล้อมด้วยผู้นำอื่นจะสามารถขยายต่อยอดวิสัยทัศน์ พันธกิจ
ตลอดจนนโยบายต่างๆ ออกไปอย่างยั่งยืนเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ กุญแจหลักในการอยู่ท่ามกลางบรรดาผู้นำได้นั้น
เริ่มต้นด้วยการค้นหาบุคคลที่ดีที่สุด และพัฒนาพวกเขาให้เป็นผู้นำที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
โดยต้องอาศัยความมีใจกว้าง และมุทิตาจิต
คือ การชื่นชมยินดีในความสำเร็จของลูกน้องอย่างแท้จริง!

CEOp=2793

กระบวนการ 5 ขั้นตอนในการฝึกอบรมผู้นำ คือ

1. I Model  ฉันทำ คุณดูเริ่มต้นด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ให้เห็นตลอดทั้งกระบวนการทำงาน และปล่อยให้ทีมงานได้ลงมือปฏิบัติตาม
2. I Mentor  ฉันทำและคอยให้คำแนะนำ  ฝึกทีมงานโดยการให้ทีมงานมายืนอยู่ข้างๆ คอยทำงานเป็นลูกมือ โดยผู้นำจะทำหน้าที่คล้ายโค้ช เป็นผู้อธิบายว่า ควรทำอย่างไร พลิกแพลงแก้ไขสถานการณ์อย่างไร และอธิบายที่เหตุผลว่า ทำไม ต้องทำในแต่ละขั้นตอนด้วย
3. I Monitor  ทีมงานลงมือทำเอง ส่วนผู้นำกลับบทบาทมาเป็นลูกมือที่คอยแก้ไข ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะต้องสร้างให้เป็นพฤติกรรมเชิงบวกและมีการให้กำลังใจทำงานกับทีมงานจนเขาสามารถทำงานได้อย่างคงเส้นคงวาเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ผู้นำจะขอให้เขาอธิบายการเรียนรู้ทั้งหมดให้ฟัง
4. I Motivate ฉันให้กำลังใจ ผู้นำดึงตัวเองออกมาจากงานที่ทำและปล่อยให้ทีมงานฉายเดี่ยว ให้รู้จักการทำงานโดยไม่มีการสนับสนุนจากผู้นำ นอกเหนือไปจากกำลังใจเท่านั้น
5. I Multiply เพิ่มพูนผลทวี  เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ เมื่อผู้นำฝึกใหม่ทำงานได้ดีแล้ว ก็ควรที่จะได้โอกาสในการสอนคนอื่นการสอนในเรื่องใดก็ตาม คือ วิธีการดีที่สุดในการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ความแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้ตาม คือ การตระหนักในศักยภาพด้านการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของตนเอง จึงเป็นข้อสรุปที่ว่า ‘ผู้นำ คือ นักเรียนตลอดชีวิต’ และต้องยอมจ่าย ยอมเหนื่อย ยอมเสียสละเพื่อแลกมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าด้านภาวะผู้นำด้วย

จบท้ายด้วยคำคมของ แจ็ค เวลช์ อดีตซีอีโอของจีอี
‘ก่อนที่คุณจะเป็นผู้นำ ความสำเร็จของคุณอยู่ที่การพัฒนาตนเอง
แต่เมื่อคุณเป็นผู้นำแล้ว ความสำเร็จของคุณอยู่ที่การพัฒนาผู้อื่น


ปลาเน่าต้นทุนต่ำ

CEOp=2236

สำนวนนี้เราได้ยินติดหูกันมาช้านาน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ในชีวิตการทำงานในปัจจุบัน ดร. สตีเฟ่น ร็อบบิ้นส์ ผู้เขียนหนังสือ เคล็ด (ไม่) ลับ กับการบริหาร ฅ. คน ยืนยันว่าจริงครับ!

ในเคล็ด (ไม่) ลับ ข้อที่ 35 จากทั้งหมด 53 ข้อ อ้างถึงผลการศึกษาวิจัยที่ยืนยันว่า หากสมาชิกคนหนึ่งคนใดในทีมจงใจทำงานน้อยกว่าปกติ ชอบพร่ำบ่นโวยวาย ออกอาการ ‘องุ่นเปรี้ยว’ คือ ขาดความสุขในการทำงานและเกะกะระรานผู้อื่นไปทั่ว จะทำให้เกิดการบั่นทอนศักยภาพ ตลอดจนขวัญกำลังใจของทีมงานอย่างไม่ต้องสงสัย เรียกว่า เป็นมะเร็งร้ายที่น่ากลัว และสามารถลุกลามไปยังส่วนต่างๆ ขององค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง

โดยทั่วไป มนุษย์เจ้าปัญหามักจะเป็นคนส่วนน้อยในองค์กร แต่มักจะเรียกร้องความสนใจมากเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดสภาพความขัดแย้งในทีม สูญเสียการสื่อสารที่ดีมีไมตรีจิตและมิตรภาพ จนเกิดความรู้สึกที่ย่ำแย่ยุ่งเหยิงไปตามๆ กัน โดยเฉพาะหากเป็นทีมงานที่มีขนาดเล็ก ก็จะยิ่งส่งผลรุนแรงมากขึ้น

การรับมือกับปลาเน่า คือ หัวหน้างานควรป้องกันไม่ให้ปลาเน่าทำสมาชิกคนอื่นแปดเปื้อนเสียหาย เนื่องจากเรื่องราวแย่ๆ มักจะแพร่กระจายได้รวดเร็วมากว่าเรื่องดีๆ หลายร้อยหลายพันเท่า เพราะ ‘เม้าท์’ ได้มันส์และมีรสชาติกว่ากันเยอะ หัวหน้างานจึงต้องระบุปัญหาที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม รวมถึงมีมาตรการเชิงรุกมาดำเนินการอย่างเฉียบขาด หากพบสมาชิกคนใดปล่อยพลังงานด้านลบออกมา

หากพบว่าพนักงานใหม่เป็นปลาเน่า องค์กรควรจัดการกับคนเหล่านี้เสียตั้งแต่ในช่วงทดลองงาน อย่าให้ผ่านพ้นไป แต่สิ่งท้าทายยิ่งกว่า คือ การรับมือกับพวก ‘ปลาดี’ ที่กำลังส่งกลินโฉ่เนื่องจากเริ่มติดโรคปลาเน่า กลับเป็นปัญหาหนักอกกว่า วิธีการรับมือ คือ รีบประเมินว่าปลาเน่าเหล่านี้อยู่ในวิสัยที่จะกลับมาอยู่กับร่องกับรอย ประพฤติตัวเป็นคนดี ขยันขันแข็งในการทำงานได้หรือไม่ และมีสิ่งใดเป็นเหตุจูงใจให้เปลี่ยนไป

จึงเป็นหน้าที่สำคัญของผู้นำในการกำจัดพนักงานที่มีทัศนคติในการทำงานย่ำแย่ นิสัยไม่ดี ชอบสร้างความแตกแยก และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างทันท่วงที เพราะคนเหล่านี้จะอยู่เบื้องหลังเหตุร้ายต่างๆ และล่อลวงผู้บริหารด้วยการซักทอดความผิดแก่ผู้อื่นอย่างแนบเนียน รวมถึงความสามารถในการพิสูจน์ข้อดีจุดเด่นของตนเองให้คนทั่วไปหลงเชื่อได้

โชคร้ายที่หลายองค์กรทำได้แค่การย้ายปลาเน่าไปอยู่แผนกอื่น โดยเฉพาะผู้บริหารอาวุโส องค์กรแทบไม่แตะต้องให้กระทบกระเทือน เป็นวัฒนธรรมการส่งปลาเน่าไปอยู่ข้องอื่น ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะปลาเน่าจะพยายามทำให้ปลาทุกตัวในข้องสกปรกตามไปด้วย ถือเป็นปลาที่มีต้นทุนต่ำ พร้อมทำทุกอย่างแม้กระทั่งเอาตัวเองเข้าแลก เพื่อบั่นทอนขวัญกำลังใจ และดิสเครดิตให้ผู้อื่นมัวหมองไปด้วย

ผมประหลาดใจในข้อสรุปของสตีเฟ่น ร็อบบิ้นส์ที่บอกว่า การวางเฉยและหวังว่าปลาเน่าจะกลับตัวกลับใจนั้นเป็นเรื่องที่สำเร็จได้ยากในความเป็นจริง มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ ต้องกำจัดให้สิ้นซาก เพราะต้นทุนของการปล่อยปลาเน่าทิ้งไว้ช่างสูงเหลือเกิน!


มะเร็งอารมณ์

CEOp=1959

หัวข้อนี้ผมเขียนถึงบ่อยมาก หยิบยกมาบรรยายก็บ่อยครั้ง
แต่ก็ยังเห็นพฤติกรรมของผู้คนจำนวนหนึ่งที่เข้าข่ายเป็น มะเร็งทางอารมณ์
ที่สำคัญไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังแพร่กระจายเชื้อโรคร้ายให้เกาะกินทำลายครอบครัวและองค์กร ทั้งนี้เพราะเหตุว่าไม่เคยได้สังเกตทัศนคติและพฤติกรรมของตนเอง และซ้ำร้ายไปกว่านั้น
ไม่ยินดีรับฟังความเห็นที่มาจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะมาจากเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง
หรือคนในครอบครัว เพราะการปิดกั้นทางทัศนคติจนทัศนวิสัยแทบมืดมิด!
มะเร็งทางอารมณ์ได้ปิดหูปิดตา ปิดโอกาสและสิ่งดีๆ ทั้งหลาย
ไม่ให้เกิดขึ้นกับทั้งตัวเองและคนรอบข้าง

ดร. สตีเฟ่น อาร์ โควีย์ ผู้เขียนหนังสืออุปนิสัยที่ 8 จากประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่
ได้กล่าวไว้ว่า หากในองค์กรของคุณมีคนที่มีทัศนคติในเชิงลบต่อทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
มักกล่าวโทษผู้อื่นหรือปัจจัยอื่นเสมอ โดยไม่ได้ไตร่ตรองด้วยสติปัญญาและเหตุผล
มีอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย เป็นเครื่องมือหรือเป้าหมายง่ายดายสำหรับพวกประจบสอพลอ
ที่รู้จักนิสัย ‘คน’ ประเภทนี้ และมีพฤติกรรมหมกหมุ่นอยู่กับเรื่องที่ตนเองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือไม่พยายามหาวิถีทางในการเปลี่ยนแปลง
เวลาคุยกับเพื่อนร่วมงานก็ผลัดกันเล่าเรื่องความขัดแย้งต่างๆ
ขยายเรื่องราวที่บั่นทอนสุขภาพจิตและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

คุณกำลังเจอบุคคลที่เป็นมะเร็งทางอารมณ์เข้าแล้ว!

คนประเภทนี้จะปล่อยให้อดีตยึดอนาคตเอาไว้เป็นตัวประกัน คือ จะเป็นผู้ที่มีเรื่องมาก
มีเรื่องยาวระดับมหากาพย์ และเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นเรื่องไร้สาระ จุกจิก
ไม่สามารถมองเห็นภาพแบบองค์รวมได้ แต่จะมองเห็นรายละเอียดหยุมหยิม
และนำมาต่อเป็นภาพมายาแห่งความคับแค้นใจ น้อยอกน้อยใจ
ไม่พอใจว่าทำไมจึงเป็นผู้ถูกกระทำ และได้แพร่มะเร็งทางอารมณ์ให้กระจายกัดกร่อนองค์กร
ทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว อันได้แก่ การวิพากย์วิจารณ์ การบ่น
การเปรียบเทียบ การแข่งขัน และการแก่งแย่งชิงดี

มะเร็งทางอารมณ์ทั้งห้านี้จะแพร่กระจายเซลล์ร้ายเข้าไปสู่ความสัมพันธ์ของทีมงาน
รวมถึงวัฒนธรรมขององค์กร ทำให้องค์กรมีความแตกแยก แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย
ไม่สามารถรวมพลังและปลดปล่อยศักยภาพที่จะมุ่งสู่การบริหาร
และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ เนื่องด้วยต้องใช้เวลาทั้งในชั่วโมงทำงานและหลังเลิกงาน
ในการขจัดกับปัญหาหรืออาการทางโรคร้ายที่แพร่มาจากมะเร็งทางอารมณ์

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมมีวิธีในการแก้ไขกับโรคมะเร็งร้ายนี้
นั่นคือ ให้ผู้ที่มีปัญหากับโรคร้ายนี้ หมั่นถามตัวเองบ่อยๆ ว่า
‘ฉันควรทำอะไรจึงจะเหมาะสมและเป็นการแก้ไขสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้’
เพราะหากเราได้มีโอกาสทบทวนบทบาทตนเองบ่อยๆ เราจะมองหาทางออกเอง
หรือไม่ก็จะตระหนักขึ้นมาได้ว่า อ้อ! เจ้าตัวปัญหาที่สำคัญก็คือ ทัศนคติของเราเอง!
จึงเป็นการแก้ปัญหาจากภายในสู่ภายนอกที่เปี่ยมไปด้วยพลัง
เพราะทุกครั้งที่เราคิดว่า ปัญหาอยู่นอกตัวเรา โปรดจงรู้ไว้ว่า
ความคิดและทัศนคติแบบนั้นเอง คือ ตัวปัญหา!

คงไม่ต้องบอกนะครับว่า พวกเราเบื่อหน่ายเพียงใดกับผู้ที่ดีแต่บ่น
แต่ไม่เคยหาหนทางแก้ไขสิ่งใดให้ดีขึ้น และเอาแต่คอยจ้องว่าผู้อื่นว่าเป็นผู้ทำลายล้าง
ไม่สนับสนุน ไม่ส่งเสริม ไม่เห็นอกเห็นใจแต่คอยจะห้ำหั่นกันอย่างเดียว!

ขอฝากคาถาที่สตีเฟ่น โควีย์แนะนำให้ผู้ที่เป็นมะเร็งทางอารมณ์สวดภาวนาบ่อยๆ คือ

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานความสงบเย็น (ผมขอเพิ่ม …และสติสัมปชัญญะ)
เพื่อยอมรับสิ่งที่ฉันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เพื่อความกล้าในการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ฉันสามารถทำได้
เพื่อปัญญาหยั่งรู้ถึงความแตกต่าง

และสุดท้าย ยาฉมังที่จะต่อกรกับโรคร้ายนี้ คือ ต้องปลูกฝังให้ทุกคนในองค์กร
มีทัศนคติเชิงบวกเป็นพิเศษ Unusually Positive Attitude
เพื่อเป็นวัคซีนสกัดการแพร่ของมะเร็งทางอารมณ์
ขอเน้นว่า ต้องบวกเป็นพิเศษถึงจะเอาอยู่!


อยู่อย่างไรในภาวะโลกร้อน!

อยู่อย่างไรในภาวะโลกร้อน!

หลายปีก่อน ผมได้รับเชิญเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุมเอเชียยุโรป ASEM Interfaith Dialogue และขึ้นบรรยายในหัวข้อบทบาทของการสื่อสารในโลกยุคดิจิตอล เพื่อแนวทางการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาและความเชื่อที่แตกต่างหลากหลาย ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยคำเชิญของอดีตอธิบดีกรมยุโรป คุณสุธี ณ ลำปาง กระทรวงการต่างประเทศ จัดโดยประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ โดยมีนักวิชาการ นักการศาสนา ผู้แทนจาก ๔๖ ประเทศ และสื่อมวลชนเข้าร่วม นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ในใจนั้น ความสมานฉันท์ที่อยากให้เกิดขึ้นก่อนที่ใดในโลก ก็คือ ประเทศไทยที่รักของเรานี่เอง!

การได้ไปในประเทศที่มีพื้นที่หนึ่งในสี่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และได้เห็นความฉลาดในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัวของชาวดัทช์ก็อยากสะท้อนเรื่องราวดีๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ให้ผู้บริหารทั้งหลายได้สดับรับฟังกันบ้าง

ความฉลาดประการแรก คือ การทำนุบำรุงคูคลองและแม่น้ำเพื่อรักษาสมดุลย์ทางนิเวศน์วิทยา เมืองอัมสเตอร์ดัมมีคลองและแม่น้ำจำนวนมาก มีสะพานมากกว่า ๑๕,๐๐๐ แห่ง และมีการจราจรทางน้ำเป็นทั้งวิถีชีวิตของชาวเมืองและแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก รวมถึงการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมต่างๆ ของบ้านเมืองให้มีความกลมกลืน ไม่เน้นแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจการค้า แต่ต้องให้ผสมผสานศิลปะและความกลมกลืนทางธรรมชาติ ในอัมเสตอร์ดัมมีประชาชนชาวเรืออยู่หลายหมื่นครอบครัวใช้ชีวิตอยู่บนคลอง ดังนั้น น้ำจะขึ้นหรือลงจึงไม่เป็นปัญหามากนัก

ประการที่สอง การใช้จักรยานเป็นยานพาหนะของคนทุกระดับ ตั้งแต่นักธุรกิจไปจนถึงนักศึกษา ประชาชน แม่บ้านตลอดจนเยาวชน นับเป็นภาพที่ดูแปลกตา เพราะทุกคนแต่งตัวกันดีเนื่องจากอากาศเย็น แต่ขี่จักรยานกันทั้งเมือง เป็นจักรยานที่ไม่มีการตบแต่ง ไม่มีแบรนด์เนมราคาไม่แพง และที่สำคัญ ดูเหมือนว่าชาวดัทช์ไม่ได้วิตกังวลอะไรมากนักกับปัญหาราคาน้ำมันเหมือนที่เรากำลังประสบอยู่อย่างหนักหนาสาหัส

ประการที่สาม การใช้พลังงานธรรมชาติ สัญลักษณ์ที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ คือ กังหันลม เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า ตามถนนหลวงจะสังเกตเห็นกังหันลมแบบทันสมัย สร้างโดยรัฐบาล เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าให้เสาไฟตามถนนหนทางและบ้านเรือน

ประการที่สี่ การดูแลรักษาต้นไม้ อัครราชทูตที่ปรึกษา คุณไกรรวี ศิริกุล เล่าให้ฟังว่า รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีภาพถ่ายดาวเทียมต้นไม้ทุกต้นที่ปลูกอยู่พื้นดิน และมีกฏหมายห้ามตัด ห้ามย้ายต้นไม้ทุกต้นจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากทางการ ดังนั้น หากต้นไม้ต้องได้รับการดูแลรักษา เช่น มีหนอน จะต้องเอาชอล์กวงไว้ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาดูแล กฏหมายที่มีอยู่นี้ได้รับการปฏิบัติอย่างเข้มงวด จนกระทั่งมีคดีความฟ้องร้องกันกับสถานทูตบางแห่งที่ไม่เข้าใจ เพราะคิดว่า เคลื่อนย้ายต้นไม้ในบริเวณสถานทูตไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่กลายเป็นเรื่องใหญ่

หากเมืองไทยเอาเรื่องนี้มาเป็นแนวทางปรับใช้ให้เหมาะสม ก็จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนและความเขียวขจีให้มากขึ้น

ประการสุดท้าย การใช้เครื่องปรับอากาศ ดูเหมือนว่าตึกรามบ้านช่องและสำนักงานต่างๆ ที่นั่น ไม่มีการใช้เครื่องปรับอากาศเลย ก็อากาศร้อนสุดเพียงยี่สิบกว่าองศาเท่านั้น จึงเป็นธรรมเนียมของการใส่สูททำงาน เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นจากความหนาว แต่คนไทยใส่สูททำงาน โดยใช้เครื่องปรับอากาศปรับให้อุณหภูมิเย็นสุด จึงเป็นเรื่องที่ดูฝืนธรรมชาติพอควร สิ้นเปลืองทุกอย่าง

ผู้นำรัฐบาลหลายประเทศก็เริ่มเป็นตัวอย่างในการใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองที่เหมาะสมกับสภาพอากาศท้องถิ่น ก็น่าจะถึงเวลาที่ประเทศไทยได้ปรับตัวในเรื่องนี้ด้วย แต่ไม่ควรเป็นชุดผ้าไหมที่มีทั้งซับในและที่รองบ่า เพราะทั้งร้อนและไม่คล่องตัว ไม่เหมาะสมกับชีวิตการทำงานในเมือง ดังนั้น ภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสที่ดีให้เราหันกลับมาประเมินการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ให้เหมาะสมกับตัวตนและวัฒนธรรม อาจเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ ตลาดใหม่ สไตล์ White Ocean Strategy.


พุทธวิธีในการบริหารความเครียด (ตอนจบ)

พุทธวิธีในการบริหารความเครียด (ตอนจบ)

สัปดาห์ก่อน ผมได้แนะนำพุทธวิธีในการบริหารความเครียด 5 ข้อแรก หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้นำไปลองปฏิบัติกันบ้างแล้ว สัปดาห์นี้ ผมขอนำอีก 5 ข้อมาให้ลองพิสูจน์กัน ว่าจะได้ผลแค่ไหนในการถอนพิษความเครียด .. ลองปฏิบัติกันดูครับ เพราะธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่ลงมือทำ!

6.ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า ‘ธรรมะคือการทำงาน’ ดังนั้น หน้าที่สำคัญที่เราพึงกระทำให้ดี คือ หน้าที่การงานที่อยู่เฉพาะหน้า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้มีสติอยู่กับสิ่งนั้นๆ ค่อยๆ ทำไปทีละขณะ ทีละเล็กน้อย งานหนักอึ้งยิ่งใหญ่ยุ่งยากแค่ไหนก็สำเร็จลงได้ ทั้งนี้ ต้องมีความเพียร ความวิริยะอุตสาหะ และที่สำคัญ มีฉันทะ คือ ความรักและพึงพอใจในงานที่ทำ ให้มีความสุขกับการทำงานทุกอย่าง ไม่ใช่เลือกทำเฉพาะงานที่รัก และไม่รอความสุขจากผลของงาน เพราะอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังไว้ก็ได้!

7. ถอด ‘ตัวตน’ ของเราออกไป ไม่ให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ให้เน้นที่การกระทำ การทำงาน และให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของส่วนรวม ของมวลชน เป็นการ Empower หรือให้อำนาจ ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม (Engagement) ให้มากที่สุด ให้สปอตไลท์ไปฉายอยู่บนมดงานทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง จะมีพลังมหาศาลที่หลั่งไหลมาช่วยให้งานทุกอย่างสำเร็จลงได้อย่างง่ายดาย และความเครียดก็แทบจะไม่มีเลย ลองปล่อยให้คนอื่นทำงานแทนดูบ้างสิครับ จะรู้ว่าเบาสบายขึ้นเยอะ

8. จำไว้ว่า อุปสรรคปัญหา คือ บททดสอบที่เปรียบเสมือนโปรตีนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงเท่าไร ระดับความยากของปัญหาก็มากขึ้นเท่านั้น จึงจำเป็นต้องใช้ความสามารถและปัญญา รวมทั้งพลังของสมองซีกขวาในการรับมือ หากเราเห็นว่าปัญหา คือ ความท้าทาย ยิ่งเจอยิ่งดี อย่างนี้จะมีความเครียดได้อย่างไร!

ตรงกันข้าม ความสำเร็จ คำชม คำสรรเสริญเยินยอ เปรียบเสมือนน้ำตาลที่เป็นโทษกับร่างกาย จะทำให้เกิดอาการเหลิงและเพลิดเพลินกับความสำเร็จจนเกิดความประมาท ผู้บริหารที่ฉลาดจึงชอบฟังปัญหา ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา มากกว่ารับฟังคำชม!

9. การเปรียบเทียบทำให้เกิดความทุกข์และความตึงเครียด แน่นอนการทำธุรกิจต้องมี benchmarking คือ เทียบกับผู้นำในธุรกิจนั้นๆ แต่ควรฉลาดในการเทียบแล้วไม่ทุกข์ เพราะปัจจัยแวดล้อมมีความต่างกัน ให้มองหาจุดเด่น โอกาสของเราในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง แทนที่จะมุ่งไปเปรียบเทียบ แข่งขัน แย่งชิง ซึ่งเป็นมุมมองที่คับแคบ แต่ให้มองใหม่ว่าโลกนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์อันมหาศาล ให้มองหาตลาดใหม่ ความต้องการใหม่ ผู้บริโภคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นมุมมองแบบ White Ocean Strategy

10.จำไว้ว่า เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ! The right to say ‘NO!’ ความทุกข์จะเกิดบ่อยกับคุณสุภาพที่ปฏิเสธอะไรใครไม่เป็น ประเภท Mr. Yes Man และ Madame OK! เพราะกลัวเพื่อนไม่รัก กลัวเขาเอาออกจากกลุ่ม จึงทำให้มีชีวิตที่หนักอึ้ง น่าสงสาร เพราะต้องเอาใจคนอื่นตลอดเวลา จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และที่สำคัญ เวลาให้กับตัวเองก็แทบไม่มี!

เราจึงควรใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากเป็น ไม่ใช่มีชีวิตอย่างที่คนอื่นอย่างเห็น! เท่านี้ล่ะครับ ความเครียดหายไปกว่าครึ่งแล้ว.