เมื่อเราต้องอยู่ในโลกไม่รู้

images1

ต้องยอมรับความจริงว่า…
การอยู่ในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายในแต่ละวัน
ทั้งที่เราต้องการและไม่ต้องการ ทำให้สมองและการคิด ประมวลผล
ประเมิน สังเคราะห์ หาความจริงเยอะมาก
อาการ overload ข้อมูลมากเกินไปเกิดได้ตลอด
บางทีก็ทำให้หงุดหงิด ปวดหัว และงุนงง สงสัยว่า อะไรคือจริง อะไรคือเท็จกันแน่

การเดินทางกลับเข้ามาสำรวจโลกภายใน
การแยกแยะ ความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ มุมมอง
ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆ
หรือ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ค่อนข้างเป็นเรื่องสำคัญ

‘ความรู้สึก’ ต่างจาก ‘ความคิด’

ความรู้สึกนั้น อาจให้ความเป็นปัจจุบันแก่เราได้มากกว่าความคิด
โดยเฉพาะความรู้สึกทางกาย เจ็บก็รู้ ปวดก็รู้ สบายก็รู้
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็แยกไม่ออกว่าเป็นความรู้สึกหรือความคิด
เพราะบางทีทั้งสองนี้ก็ดูจะเกิดพร้อมกัน

ส่วนความคิด มีลักษณะไปไกล ไปได้รอบทิศ อดีต อนาคต ใกล้ ไกล
โลกความคิดไปได้หมด บางทีก็แยกไม่ออกจริงหรือเท็จ
ช้างสีชมพูยืนบนกระป๋องนมสีเหลือง โลกแห่งความคิดก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้ จากจินตนาการภายใน
และบางครั้งเราก็แยกไม่ออกว่า เป็นความคิดที่เราสร้างขึ้น หรือเป็นเหตุการณ์จริงกันแน่
ที่สำคัญคือ การเชื่อต่อความคิด จนกลายเป็นการรับรู้
ที่ส่งผลต่อการกระทำและความสัมพันธ์ที่เรามีต่อผู้อื่นในรูปแบบมุมมองด้านเดียว
นั่นคือด้านของเรา โดยขาดการมองเห็นอย่างรอบคอบ ทำให้เกิดการตัดสินใจในรูปแบบตายตัว

เช่น ในความสัมพันธ์ของคู่รัก ผู้หญิงที่ถูกผู้ชายจากไป
อาจมีความเชื่อว่า ผู้ชายทั้งโลกไว้ใจไม่ได้
เมื่อจะเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับเพื่อนชายคนใหม่
อาจมีความคิดของ “ผู้ชายทั้งโลกไว้ใจไม่ได้” อยู่เบื้องหลังตลอดเวลา
ทำให้เกิดความระแวงแคลงใจ ไม่ยอมเริ่มคบคนใหม่ๆ
ประเด็นสำคัญคือ โลกของความสัมพันธ์นั้นจะเล็กลง และมีตัวเลือกน้อย
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ต้องการพึ่งพากำลังผู้ชาย อำนาจความเชื่อนี้
ก็อาจทำให้ไม่ยอมขอความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้กับชีวิตได้เหมือนกัน

ดังนั้น หากเราสามารถแยกแยะความรู้สึก ความคิด
และความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งแบบไม่ตายตัว มีความยืดหยุ่น และมีอิสระ
ปล่อยวางอะไรได้เร็วขึ้น เราอาจมีความสุขในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ต้องฝึกตนเองอยู่เสมอ คือ การมีทัศนคติที่เปิดกว้าง
และให้อภัยกับหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราในด้านที่ไม่ชอบใจ
และฝึกการสื่อสารตรง เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ความคิด ความรู้สึกของเรา
ในขณะเดียวกัน เราก็เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความคิดและความรู้สึกของเขากลับมาด้วย
ทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น

การหลีกเลี่ยงไม่พูดกัน เพราะเกรงใจกัน อาจทำให้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่อึมครึม
คิดเอาเอง ไม่พัฒนาไปสู่ความใกล้ชิดและไว้วางใจ ต่างคนต่างก็อยู่ในโลก ‘ไม่รู้’
ผิดบ้างถูกบ้างก็คุยกัน รักกันให้มาก และอย่าหมกมุ่นอยู่ในความคิด
ที่ทำให้ผู้อื่นเป็นผู้ผิดตลอดเวลา อย่างนี้ เราน่าจะมีความสุขกันมากขึ้น … แน่นอน :)

………………………………………


ความเอ๋ยความสุข

p=4348

ความโกรธ ความไม่พอใจ อย่าให้อยู่นาน
จงปล่อยมันให้เหมือนลมพัดผ่าน เพราะชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวพอ
ที่จะอยู่กับความโกรธแต่เพียงอย่างเดียว
ยังมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่าง รอให้เราไปพบเจอ
ทั้งประสบการณ์และความอัศจรรย์อีกหลายอย่างในชีวิตรออยู่

บางครั้งในการใช้ชีวิต เราก็ใช้ชีวิตกันอยู่ในอุโมงค์ความคิดของตัวเอง
จนลืมว่า มีคนข้างนอกอยู่กับเราด้วย ในแต่ละวันลองสำรวจดูว่า
เราได้พูดคุยกับใครบ้างหรือเปล่า หรือมีแค่ เรา กับ ความคิด เท่านั้น
โดยเฉพาะสังคมแห่งเทคโนโลยี Social Network ที่อนุญาตให้เรา
เข้าไปอยู่ในโลกของจินตนาการ มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และมากขึ้น
จนเราไม่ได้รับรู้อีกต่อไปว่า ความต้องการของคนใกล้ตัวนั้น คืออะไร
การเติมความฝันให้แก่กันและกัน ได้เริ่มหายไปและหายไป
ความสุขจึงเข้าถึงเรายากขึ้นทุกที

ความจริง มนุษย์ต่างเกิดมาเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกัน
บนโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล การได้ยิน ได้ฟังประสบการณ์ของมนุษย์ด้วยกัน
รับพลังใจจากกันและกัน จะทำให้มีพลังในการเผชิญกับทุกข์ที่เป็นอยู่ได้มากขึ้น

ฉะนั้น จงใช้เวลามากอีกนิดกับการพูดคุยอย่างมีความสุขกับคนใกล้ตัว
ดูแลใส่ใจไต่ถาม วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง หัดเล่าเรื่องราวความสุขเล็กๆ ให้กันและกันฟัง
อะไรที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวัน ได้ดังใจบ้าง ไม่ได้ดังใจบ้าง ก็ปล่อยวาง
ช่างมันบ่อยๆ เพื่อไม่ให้จิตใจเคยชินกับความหงุดหงิดและความโกรธ
เพราะมันจะกลายเป็นนิสัยแห่งความเคยชิน

สนุกสนานกับสิ่งรอบตัว เชิญชวนกันหัวเราะให้มากขึ้น
ชื่นชมอาทิตย์อัสดงให้มากขึ้น พร่ำบ่นให้น้อยลง
ลดความคาดหวังลงบ้าง เพลิดเพลินกับลูกน้อยที่บ้านมากขึ้น ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้จะเป็นวิถีที่ทำให้เราเข้าใกล้ความสุขมากขึ้น

ชีวิตคือการเดินทาง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนต่างๆ คือ สีสัน
ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน โจทย์ชีวิตถ้ามี ก็แค่เข้ามาทดสอบ
สำรวจตรวจตรา จิตใจและปัญญา ว่าเข้มแข็งพอหรือไม่
กับธรรมชาติชีวิตที่ใครๆ ก็เจอ ไม่ใช่แต่เราคนเดียว

หมั่นคิดได้เช่นนี้บ่อยๆ ความสุข สมดุลชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก…อีกต่อไป :)


โลกแห่งความสำเร็จ

dhamdee24

เมื่อเวลาเราทุ่มเททำอะไรมากๆ แล้วผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้น
บางครั้งเราต้องหยุดและใคร่ครวญ ถ้าเราทำมากพอแล้ว
มันไม่เกิดผลที่เราต้องการ เราอาจต้องหาวิธีใหม่

การทำซ้ำๆ และไม่เกิดผล ไม่ใช่เพราะเราไม่ดีพอ
แต่อาจเพราะเรารู้ไม่มากพอ หรือเราต่อต้านวินัยบางอย่างโดยเราไม่รู้ตัว

การหยุดตั้งสติใคร่ครวญว่า อะไรกันแน่เป็นสาเหตุจากการไปสู่ความสำเร็จ
สิ่งที่เราอาจไม่รู้คือ สมองมีแบบแผนการคิดที่มาจากอดีตและประสบการณ์เดิม
ซึ่งควบคุมการทำงานของเรา บางครั้งความสำเร็จของเราต้องเริ่มด้วย…

• ต้องตั้งคำถามกับคนบางคน ที่เราไม่เคยแม้แต่จะคิดจะพูดด้วย
แต่เผอิญเขาเป็นคนที่ทำให้เราสำเร็จ
• ต้องขอร้องคนบางคน เพื่อให้งานของเราราบรื่นขึ้น ในขณะที่เราไม่ชอบขอร้องใคร
• ต้องจัดการวิธีการทำงานแบบใหม่ เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายของเรา
• ต้องศึกษาหาความรู้บางอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้นตรงเป้าหมายที่ต้องการมากขึ้น
• ต้องให้เวลากับบางอย่างมากกว่าที่เป็นอยู่

สิ่งที่น่าคิดคือ ดูเหมือนจะง่าย
แต่ทำไมความรู้สึกมันถึงได้ยากเย็นเหลือเกิน
เราอาจต้องเลือกก่อนว่า เราอยากได้ ความสำเร็จ
หรือเราจะกอดติดกับความรู้สึกไม่ยินยอมเดิมๆ
หากเราเลือกได้ จะส่งผลถึงการลงมือทำที่ง่ายขึ้นด้วย!

มาพิจารณาดู ความสำเร็จก็มีกฎที่ตายตัว ทำกันอย่างไร
หากเราทำมันถูกต้อง มันจะมีผลลัพธ์ที่แน่นอน เราแค่ต้องเท่าทันความคิดว่า
เราต้องการเป็นผู้ถูก หรือว่าต้องการผลลัพธ์มากกว่า
เพราะถ้าเราละเอียดไม่พอ สมองเราจะหลอกเราเสมอ
สมองชอบที่จะเลือกในสิ่งที่ชอบ แต่ไม่ยอมลงมือทำอะไรเพื่อได้ผลลัพธ์ของความสำเร็จ
การกระทำใดที่สร้างผลลัพธ์ อะไรที่ทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้น
เราต้องค้นพบมันให้เจอ เพราะเราจะได้ตระหนักถึงสาเหตุที่สร้างความสำเร็จให้กับเรา

ปัญหาคือมนุษย์ ขี้เบื่อ บ่นและหยุดทำในสิ่งที่ต้องทำ
ทำให้ต้องเริ่มต้นใหม่เสมอ เราชอบตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ
พอเริ่มทำไปก็เริ่มหมดความตื่นเต้น และเริ่มไม่ทำ
ตรงนี้ล่ะ เราต้องมีสติมากๆ เพราะความสำเร็จ
ต้องการการทำซ้ำๆ ย้ำๆ จนเป็นนิสัย และทำมันนานพอ
จนมันเป็นธรรมชาติแห่งชีวิตเราไปแล้ว
จนใครๆ สังเกตเห็นว่าเป็นธรรมชาติของเราไปแล้ว

ขออำนวยพรให้ทุกท่านประสบสุข และมีความสำเร็จสมดังตั้งใจเทอญ
เอาชนะใจตนได้ ความสำเร็จย่อมเกิดกับทุกท่านแน่นอน

…………………………………….


เมื่อฉันคือ “โลก” ทั้งใบ

Picture023

ทุกอย่างที่เขียนในคอลัมน์นี้ คือเป็น ประสบการณ์ชีวิต
มุมมอง การได้ยิน ได้เห็น และวิธีคิดของผู้เขียน เป็นส่วนตัวทั้งหมด
ที่มีความรู้ต่อโลกทั้งใบ จากประสบการณ์ตรงที่ได้พบผ่านมา
จากการศึกษาที่ได้ร่ำเรียน จากคำครูบาอาจารย์ จากการอ่านหนังสือหลายๆ เล่ม
อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการกระทำ ในแต่ละช่วง
เพื่อเป็นบทเรียนแก่ผู้ที่ยังปรับตัวไม่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล
ชีวิตมนุษย์เมื่อพ้นจากการดูแลของครอบครัว การดูแลตนเอง ให้มีความเจริญเติบโตก้าวหน้า
และสามารถที่ให้ผู้อื่นพึ่งพาได้ ก็ยังต้องการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่นอีกด้วย

ปัญหา คือ ความต้องการและความคาดหวังที่ต้องเผชิญกับความผิดหวังและสมหวัง
สลับไปมาตลอดเวลา ทำให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางจิตใจ
ทำให้บางครั้งจิตใจที่ดีงามก็ไขว้เขวและแกว่งไกว
การทำความรู้จักกับศาสตร์แห่งสมองและจิตใต้สำนึก รู้เท่าทันความคิด
ความรู้สึกในแต่ละครั้ง จะทำให้เราควบคุมตัวเราต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้
และทำให้พลิกจากร้ายกลายเป็นดีในที่สุด

People do things to avoid pain and gain pleasure. …
มนุษย์ต่างก็ทำสิ่งต่างๆ เพื่อหลีกหนีจากความเจ็บปวด
และสร้างความสบายและความสุขให้กับตัวเอง
จาก Anthony Robbins

หากเราเข้าใจเข้าถึงอย่างถ่องแท้ ความทุกข์จากการคาดหวังก็จะลดน้อยลง
หากยังไม่เข้าใจ ก็พยายามหาเทคนิคหรือวิธีคิดใหม่ๆ เพื่อปรับสมดุลของความคิด
อันนำชีวิตไปสู่ความสุขและสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยมิตรไมตรีต่อผู้ร่วมเดินทางแห่งชีวิตด้วยกัน
โลกทั้งใบที่มีเราเป็นจุดศูนย์กลาง ก็จะเต็มไปด้วยความหรรษาเบิกบาน
อันเกิดจากตัวเราเองเป็นผู้สร้างความรื่นเริง และความดีงามสู่ผู้คนรอบข้างอย่างเต็มใจ
โลกทั้งใบเริ่มที่ “ฉันเอง”


Tell me about yourself!

employeur_p=3074

ในการสัมภาษณ์งาน สิ่งที่ต้องเจอคือ การเล่าว่า…เราเป็นใคร
ก็ลงมือเตรียมได้เลย เรื่องราวของเราเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้
และเราสามารถเล่าอะไรก็ได้ ประสบการณ์ไม่มีผิดไม่มีถูก
แค่ต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่ใครๆ อยากฟัง

นอกจากชื่อ และมีพี่น้องกี่คนแล้ว การบอกกล่าวเรื่องราวก็ใช้ได้ด้วย
เพื่อบอกความเป็นนักเรียนรู้ของเรา

One time, I went to a great seminar called “Magic English.”
The teacher was great she taught us how to pronounce “Hollywood Accent.”
It’s really simple just do this. (แล้วก็ทำให้ดู)
หรือ
On the 17th of my birthday,
my dad he told me one thing that I would never forget
and carry with me all the time.
He said “Be the best you can every situation you are!”
That gave me strength every time I was confused and lonely.

(ลองทำการบ้านกับเรื่องราวของตนเองดู อ่านมากๆ
และลองรวบรวมภาษาที่เราต้องการให้ผู้อื่นมองเรา ว่าเราเป็นใคร)

Personality – เพอะ-สึ-แน-ลิ-ตี (บุคลิกลักษณะ)
Attitude (ทัศนคติ) – แอ-ทิ-ชู-ดึ (ทัศนคติ)
Perception – เพอะ-เซ็พ-ฉึ่น (การรับรู้ มุมมองต่อสถานการณ์ และความเข้าใจชีวิต)

จะถูกสื่อออกมาพร้อมๆ กับคำพูดด้วย
การสัมภาษณ์จึงไม่ใช่ท่องว่า…เราเป็นใคร ลูกใคร พี่น้องกี่คน
แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับคนที่อยู่ตรงหน้า
ด้วยศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจ

การบอกเล่าว่าเราเป็นใคร โดยที่เขาจะตัดสินเองว่า…
เขาเห็นคุณค่าจากสิ่งที่เรามีอยู่จริง จะเป็นความภาคภูมิใจที่แท้จริง
ขออำนวยพรให้ผู้ที่กำลังต้องสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ โชคดีทุกท่าน…


ภาษามาจากความคิดภายใน

ภาษามาจากความคิดภายใน
We speak from what we think

สังเกตจากการฝึกอบรมภาษาอังกฤษในเมืองไทยมานานหลายๆ ปี
พบว่า…การคิดถึงภาษาอังกฤษของคนไทย
ไม่ได้มีฐานมาจากการคิด แต่มีฐานจากความจำ
ภาษาจึงไร้ความรู้สึก และขาดซึ่งความหรรษา และอรรถรสของการสื่อสาร
ทำให้เมื่อต้องพูดภาษาอังกฤษสภาวะจิตจึงไม่ทำงานอย่างรู้ตัวพร้อม
เกิดความกดดัน และเครียด ทำให้สภาวะของร่างกายและจิตใจทำงานอย่างไม่สมดุล
ก่อให้เกิดทัศนะคติที่ไม่ดีต่อภาษา อันเป็นทักษะสำคัญในการเชื่อมโลก
และสร้างความเจริญก้าวหน้าในการงานอาชีพ
ซึ่งเป็นส่วนเสี้ยวที่เล็กมาก

เมื่อมองถึงภาพรวมของการเปลี่ยนไปที่กระทบต่อความเป็นอยู่
และวิถีชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกที

ดังนั้น การเริ่มต้นสื่อสารกับตัวตนภายใน จนเกิดความเชื่อมั่นและภูมิใจในตน
จนมากพอที่จะเกิดความรู้ และปัญญาญานภายใน
เมื่อแข็งแรงเพียงพอ การสื่อสารกับผู้อื่นจะเป็นเรื่องง่าย

ความรีบร้อนไม่เคยให้คุณประโยชน์ในหลักการสื่อสาร
หากรู้จักสังเกตจะพบว่า การพูดที่ผู้อื่นได้ยินนั้น เกิดจากความต้องการภายในที่พูดและคิด
และมีความต้องการอย่างแรงกล้า เช่น

ความต้องการสร้างความประทับใจ                  Need to be impressed
ความต้องการซึ่งข้อมูล                                  Need information
ความต้องการ ป้องกันตนเอง                          Need self protection
ความต้องการ อิสระ                                      Need freedom
ความต้องการการแสดงความคิดเห็น               Need to express idea
ความต้องการสื่อสารตรงไปตรงมา                  Need to be straight forward
ความต้องการอยากให้เขาเห็นว่าเรามีตัวตน     Need to be seen
ความต้องการเป็นที่รู้จักและยอมรับ                 Need acceptance
ความต้องการสื่อสารสิ่งดีๆ ให้แก่คนภาษาอื่นได้ยิน    Need to share
ความต้องการขาย และแลกเปลี่ยน สินค้า และบริการ  Need to sell or exchange products or service
และอื่นๆ อีกมากมาย                                     Many more…

เพราะฉะนั้น การเรียนแค่รู้ว่าประโยคนั้นแปลว่าอะไร
อาจทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ในการสนทนา เช่น

ประโยค This is a fish. ดิ-สิ-เสอะ-ฟิ-ฉึ
ถ้าเราแปลว่า นี่คือปลาตัวหนึ่ง ย่อมใช้การไม่ได้
แต่หากเราจินตนาการว่า เรานั่งอยู่กับเพื่อนในร้านอาหาร และบริกรนำปลามาเสริฟ
เราอาจจะร้องเสียงดังว่า This is a fish! นี่ไงปลา (ที่บอกเธอก่อนหน้านี้แล้วว่า ร้านนี้เขาดัง)
อย่างนี้เป็นต้น

เราก็จะใช้ภาษาอังกฤษทุกอย่างทุกคำที่เราเรียนรู้มาอย่างได้ประโยชน์เต็มที่


Happy Thai New Year Day / Happy Songkran Day

Happy Thai New Year Day / Happy Songkran Day

ประเพณีไทยที่น่ารักของเรา
ฝรั่งชาวต่างชาติชื่นชอบมากขึ้น และมีความสุข
ตั้งตารอกันเลยที่จะมาเมืองไทยเพื่อฉลองสงกรานต์
พี่น้องชาวไทยก็เล่นเต็มที่เลยไม่ต้องเกร็งจะสาดน้ำ
จะยิงปืนน้ำใส่ ก็ทำได้ เขามาเที่ยวก็รับทราบอยู่แล้ว
เป็นประเพณีที่ต้องออกมาเปียก
เพียงแต่เตรียมคำพูดเล็กๆ ไว้ พร้อมกับใบหน้าแห่งความสุข
Come on! (คะ-มออนน ) เอาเลย
Let’s play. (เละ-สึ-เพล) มาเล่นกัน

เวลาจะเคลื่อนจากกัน ก็อวยพรนิดหน่อย
Have fun! ขอให้สนุกนะ
Enjoy (เอ็น-โจ-อี) ขอให้สนุกนะ

โบกไม้โบกมือ ส่งรอยยิ้มให้ เท่านี้ก็ทำให้บรรยากาศสงกรานต์มีสีสัน ได้สนุกสนาน
อีกหน่อยก็แยกไม่ออกแล้วล่ะ ว่าเป็นชาติใด
เพราะนับวันเราจะเห็นชาวต่างชาตินั้นหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ
ก็ส่งมิตรไมตรี ให้กันและกัน มากๆ

ยังๆ ก็แล้วแต่ สนุกกันมากแล้วก็อย่าลืม Safety first ด้วยนะคะ
ให้ระมัดระวัง หากเข้าไปในกลุ่มคนต่างชาติเบียดเสียดยัดเยียดกัน
เกิดการกระทบโดยไม่ตั้งใจก็เตรียมคำขอโทษ ขอโพย Sorry –โซ-รี
หรือ ถ้าจะขอทางก็ใช้คำว่า excuse me (อิ-สึ-กิ-สึ-มี)

ภาษาอังกฤษก็เหมือนภาษาไทย เจอชาวต่างชาติอย่าไปกลัว
คิดว่าเป็นเพื่อน ก็พูดไป ทำไม้ทำมือไป รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง
สำคัญที่มิตรภาพที่มีต่อกัน เรื่องผิดถูก ในการพูดก็ถือว่าเป็นการฝึกฝน
เหมือนมือใหม่หัดขับ ออกถนนด้วยความกลัว ๆ กล้าๆ
ไม่รู้หรอกจะเจออะไรข้างหน้า แต่ก็ออกถนนอยู่ดี
ที่เหลือคือ แล้วแต่สถานการณ์เบื้องหน้า
ขับไปขับมา ไม่ช้านานก็ชำนาญ ก็ฝึกไปเรื่อยละค่ะ
อย่าหยุดเสียก่อนจะสำเร็จนะคะ

ดั่งวลีอมตะที่ว่า
I’ll not say I failed 1,000 times,
I’ll say that I discovered there are 1,000 ways that can cause failure
—Thomas Edison
ความล้มเหลวของช่วงชีวิตทุกครั้ง จะเป็นวัตถุดิบชั้นดีในอนาคต
มันทำให้เราเห็นอะไร ในมุมที่ผู้อื่นนั้นมองไม่เห็น
และคนสำเร็จทุกคนนั้น ก็ได้ผ่านกระบวนการของความไม่สำเร็จหลายต่อหลายครั้ง
แต่เขาเหล่านั้นไม่เคยล้มเลิก จนได้วิธีที่สำเร็จมาเป็นตัวอย่าง
ให้แก่ผู้คนมากมายหลายหลายได้เอาแบบอย่าง

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0010.png"><br />ลองทำดูสักตั้ง

https://scamquestra.com/sozdateli/8-konstantin-mamchur-25.html

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0010.png"><br />ภาษาอังกฤษ…เน้นหน้าตา

https://scamquestra.com/18-informaciya-ob-afere-iz-zagranicy-16.html

<img src="http://www.dhamdee.com/wp-content/uploads/2013/01/icon0010.png"><br />เริ่มต้นพูดภาษาอังกฤษไม่ยาก…แค่ก้าวข้ามความอาย

https://scamquestra.com/18-informaciya-ob-afere-iz-zagranicy-3.html