รู้ทันบุญ…แก้วิบากกรรมได้

2013-05-15_01p=3064

ในอดีต หลวงพี่เคยคิดปรามาสว่า สงสัยพระพุทธเจ้าโดยคิดว่า
ท่านคงจะห่วง กลัวว่าสาวกของท่านจะอดอยาก ก็เลยแต่งเรื่องโฆษณา
ชวนเชื่อเกินจริงให้คนมาทำบุญ ว่าการทำบุญกับพระอรหันต์นั้น
มีอนิสงค์มากสุดๆ ใครที่เคยคิดอย่างนี้รีบ‘ขอขมา’ โดยด่วน
เพราะที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นเรื่องจริง มันมีกฎเกณฑ์
เหตุผลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งสามารถอธิบายให้เกิดความชัดเจนได้

เช่น คนบางคนตั้งใจทำความดีมาตลอดชีวิต แต่ชีวิตก็ยังล้มเหลว เอาดีไม่ได้
ทำอะไรก็ไม่ขึ้น ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่ทีคนบางคน
ทั้งชีวิตเห็นทำแต่เรื่องเลวๆแต่ชีวิตของเขาก็กลับเจริญขึ้นๆอยู่ทุกวี่วัน

‘มันดูขัดกันกับความรู้สึกที่บอกว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า’

เช่น ‘องคุลิมาล’ อดีตท่านเป็นมหาโจรใจโหดร้าย
ฆ่าคนไปไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ คน ท่านฆ่าคนเหล่านั้นเพื่อประโยชน์อะไร…

2013-05-15_02p=3064

ก็เพื่อให้ตนเองได้มีโอกาสเล่าเรียนวิชาพิเศษสุดยอด
บางอย่างจากอาจารย์ โดยอาจารย์ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า
ถ้าองคุลิมาลอยากจะเรียนวิชาพิเศษสูงสุด จะต้องไปฆ่าคนให้ครบ ๑,๐๐๐ คน แน่นอน
การฆ่าคนตั้ง ๑,๐๐๐ คนนั้นเป็นเรื่องโหดร้ายมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการฆ่าเพื่อประโยชน์ของตนเอง
ถามว่ามันยุติธรรมแล้วหรือ เมื่อท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
วิบากกรรมของการฆ่าคนกว่าพันคน กลับกลายเป็นอโหสิกรรม
เหมือนกับว่ายกเลิกกันไป ส่วนที่เหลืออยู่บ้าง
ท่านก็ว่าเป็นเพียงเศษกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น เวลาที่ท่านออกไปบิณฑบาต
มักจะมีเหตุให้ถูกท่อนไม้บ้างหรือก้อนหินบ้าง ที่ชาวบ้านเขาปาหมูปาหมา
ปานกปากา อะไรต่างๆ ลอยไปกระทบศีรษะท่าน
โดยบังเอิญจนหัวแตกเลือดอาบกลับวัดอยู่เป็นประจำ

“เคยได้ยินบ้างไหม ที่เขาล่ำลือว่า ถ้าใครมี โอกาสตักบาตรแม้ทัพพีเดียวกับพระอรหันต์
จะมีอานิสงส์ให้มั่งมีไปเป็นหมื่นแสนชาติ จริงหรือ”
หลวงพี่มีคำตอบ ให้คุณโยมได้พิจารณา ถึงคุณค่า หรือมูลค่าของมนุษย์
โดยมีตารางเปรียบเทียบ ดังนี้

นาบุญ (ทำบุญ ๑ หน่วยบุญเท่า ๆ กัน) ผลบุญที่เกิดขึ้น (วัดผลเป็นหน่วยบุญ)
คนทุศีล ๑
ปุถุชน ๑๐๐
กัลยาณชน (ผู้มีศีล) ๑๐,๐๐๐
พระโสดาบัน ๑,๐๐๐,๐๐๐
พระสกิทาคามี ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐
พระอนาคามี ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐
พระอรหันต์ ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐
สรุปย่อจาก เวลาสูตร สีหนาทวรรคที่ ๒ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต

ฉะนั้นแล้ว ใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์ ถือว่า โชคดีที่สุด
แต่หากว่า เราทำบุญโดยที่ไม่รู้ว่า คนๆ นั้น เป็นใคร พระรูปนั้นเป็นใคร
ในทางสมดุลโลก ก็เหมือนแทงหวย คือ หากเจอเนื้อนาบุญ
เป็นพระอรหันต์ ก็รับไปเต็มๆ แต่ก็ผิดก็จ๋อยไปตามระเบียบ

ในทางสมดุลใจ เราก็พลิกเกม โดยตั้งจิตถวายเป็นสังฆทานแด่สงฆ์ทั้งปวง
อานิสงส์ทางใจก็ยิ่งใหญ่ ส่งผลให้คลี่คลาย ความโลก ความตระหนี่
และขณะเดียวกันจิตก็เป็นมหากุศล
เป็นต้นบุญที่ส่งผลให้ภพที่จิตปรุงแต่งขึ้น คือ สวรรค์ วิมาน เทพ พรหม เป็นต้น

ฉบับหน้า หลวงพี่จะมาขยาย พร้อมเฉลยให้เห็นกันจะจะว่า
เหตุใดข้าวทัพพีเดียวที่ใส่บาตรกับพระอรหันต์ ถึงมีอานิสงส์ทวีคูณ
ไปเป็นหมื่นชาติ ห้ามพลาดทีเดียว!

………………………………………………


การมาเกิด…ของหลวงพี่

การมาเกิด…ของหลวงพี่

คุณโยมคงเคยได้ยิน ได้ฟัง เรื่องการแย่งชิงกันมาเกิดอยู่บ้าง
เช่นในกรณีหลวงพี่นั้น…เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้เลย…มาดูกัน

เมื่อตอนที่หลวงพี่เป็นยักษ์มีนิสัยเจ้าชู้ นั่งเต๊ะท่าอยู่ในวิมานบ้านหลวงแจ่มวิชาสอน
เกิดความยินดีพอใจ เมื่อได้เห็นภรรยาสาวสวยของท่านอาจารย์ระวี
เกิดความรู้สึกอยากอยู่อยากใกล้ชิดกับเธอแทบทนไม่ไหว จนทิ้งทรัพย์สมบัติไป

จากนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อคุณแม่อุไรวรรณตั้งท้องได้ ๓ เดือน
ตอนนั้นมีวิญญาณทารกเดิมครอบครองอยู่แล้ว กำลังปรุงแต่งสร้างร่างกาย
แขนขา ตาหู ตามอำนาจวิบากกรรมของเขา ประจวบกับตอนนั้น
หลวงพี่เป็นยักษ์เทวา ทำหน้าที่เป็นพระภูมิเจ้าประจำบ้านหลวงแจ่ม
เห็นแม่อุไรวรรณเป็นสาวน้อยน่ารัก เล่นน้ำแถวนั้นก็เกิดหลงรัก
ได้จังหวะไปแยกเขี้ยวใส่วิญญาณที่อยู่ในท้องคุณแม่ว่า
‘เฮ้ย ขอเหอะ แกอย่าเพิ่งไปเกิดเลย ขอข้าไปเกิดก่อน ไปหาท้องอื่นก็แล้วกัน อ้าว ไปได้แล้ว’

หลวงพี่คงเข้าไปแย่งเขาเกิดและใช้อำนาจยักษ์
ขู่เข็ญขับไล่ให้วิญญาณเดิมที่อยู่ในท้องให้หลบหนีไป
แล้วเข้าไปยึดครอง จนได้มาคลอด เกิดจากท้องแม่นั่นเอง

แต่แท้จริงแล้ว การที่หลวงพี่สามารถมาแย่งเกิดเป็นลูกของโยมแม่ได้
ก็เพราะบุญกรรม คือ มูลหนี้ที่ตนมีกับโยมแม่อุไรวรรณ
จะต้องมีมากกว่าท่านผู้ที่มาเกิดก่อนล่วงหน้า…อย่างแน่นอน

ดังตัวอย่างจากหนังสือกฎแห่งกรรมของ ท.เลียงพิบูลย์ เล่าให้ฟังว่า
มีคุณยายตายวันเดียวกับหลานเกิดพอดี
ต่อมาหลานระลึกชาติได้ว่า ตนเองก็คือคุณยายกลับชาติมาเกิด
สรุปคือ หลานได้มาเกิดอยู่ในท้องแม่ถึงเก้าเดือนแล้ว
พอคลอดออกมายายก็ตายพอดี แต่ด้วยอำนาจกรรมที่ยายมีเหนือหลาน
จึงจับพลัดจับผลู เข้าไปแทรกแย่งเอาร่างของหลานมาเป็นของตน
ซึ่งโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนร่างกันอย่างกะทันหันนี้ เป็นกรณีที่หาได้ยากจริงๆ

อย่างไรก็ตามบนโลกใบนี้ ถ้าเรามองให้เห็นความเชื่อมโยงตลอดสาย
จะพบว่ามันยุติธรรมอย่างที่สุด ไม่มีคำว่าไม่ชอบธรรมหรอก
ทุกอย่างย่อมสมดุลเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เพียงแต่จะช้าเร็ว เท่านั้นเอง

ดังเช่นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
ใครก็ตามที่เราได้มาพบเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้
ล้วนแล้วแต่เคยมีกรรมวิบาก
เกี่ยวพันยุ่งเหยิงกับเรามาแล้วทั้งสิ้น

สำหรับคนที่ไม่ได้มีญาณรู้เอง
แล้วมีคนมาบอกว่า คุณเคยเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะเหตุนั้นเหตุนี้ เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า
เราสามารถที่จะเรียนรู้อะไรจากตรงนี้ได้บ้าง
แล้วเรารู้จักตัวเองดีหรือยัง…ลองถามใจตัวเองดู


ไขอดีตชาติ…ด้วยตนเอง

ไขอดีตชาติ…ด้วยตนเอง
โดย หลวงพี่ภาสกร ภาวิไล

ใครจะไปเชื่อล่ะว่า…วงจรกรรมหรือกฎแห่งกรรมนั้น
จะเป็นเหตุให้เราวนเวียนกลับไปที่เคยอยู่ ที่เราเคยครอบครองในอดีตชาติ
และคำถามเรื่องกฎแห่งกรรม จึงทำให้หลวงพี่ออกตามหา ‘อดีตชาติ’ ของตัวเอง

หลวงพี่เองคงมีกรรมเก่าผูกพันอยู่ที่บริเวณวัดฝายหินที่จำพรรษาอยู่แน่ๆ
เพราะครั้งแรกที่ไปเห็นก็รู้สึกยินดีพอใจอย่างยิ่ง
ซึ่งตรงกับที่ผู้รู้บอกว่ากระดูกเก่าของหลวงพี่นั้นอยู่ที่วัดฝายหินนี้เอง
ท่านบอกว่ากระดูกนั้นอยู่ที่บริเวณหน้าวัด ทางซ้ายมือบนเนินสูง
ใต้ต้นไม้ใหญ่ ตรงบริเวณนั้นมี “กู่” คือ เจดีย์ที่เก็บกระดูกขนาดย่อมๆ สูงระดับอก
รูปร่างสี่เหลี่ยมปลายแหลม คล้ายหลักเขตกรุงเทพฯ มีหญ้าขึ้นรก

หลวงพี่เดินเข้าไปดูชื่อที่สลักอยู่ ชื่อนายคนนี้ นามสกุลนี้ (ขอสงวนชื่อ)
ชาตะ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ มรณะปีพุทธศักราช ๒๔๙๓
อายุได้เพียง ๔๓ ปี คิดในใจว่าอย่างนี้ต้องไม่ตายดีแน่
จากนั้น หลวงพี่ก็ไปสืบหาคนที่รู้จักคนตายที่เป็นเจ้าของกู่นี้

ซึ่งไปเจอกับ ‘ลุงเหม’ มัคทายกวัด อดีตเสรีไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒
ท่านเล่าว่า คนนี้เป็นรุ่นพี่ผมเอง จบกรุงเทพคริสเตียนด้วยกัน
หลวงพี่ก็ถามด้วยความอยากรู้ว่า เขาเป็นอะไรตายล่ะลุง…
“เห็นบอกถูกฆ่าตายแถวกรุงเทพฯ เผาแล้วก็เอาเถ้ากระดูกมาบรรจุไว้ที่นี่”

หลวงพี่คิดในใจว่า ‘โห! ถูกฆ่าตายเลยหรอ ฉะนั้นคงเป็นข่าวใหญ่ในสมัยก่อนแน่นอน’
จังหวะลงมาที่กรุงเทพฯ ก็แวะไปที่หอสมุดแห่งชาติ
ไปค้นไมโครฟิล์มที่เขาถ่ายหนังสือพิมพ์เก่าๆ เอาไว้…
โป๊ะเชะเลย!

พ่อค้าฝิ่นถูกหักหลังแทงตาย” ในเนื้อข่าวบอกว่า…
พ่อค้าฝิ่นเป็นคนสั่งฝิ่นเข้ามาในประเทศ สมัยนั้นฝิ่นเป็นสิ่งถูกกฎหมาย
ซึ่งเผอิญมีคดีความเลยหนีไปต่างประเทศ ครั้นเคลียปัญหาจบก็กลับมาไทย
และไปเยี่ยมเพื่อนสังสรรค์กันแถวนางเลิ้ง พอลากลับมาขึ้นรถจี๊ปวิลลี่ที่จอดอยู่
ระหว่างสตาร์ทเครื่องลูกน้องเพื่อนวิ่งเข้ามาชาร์ท เอามีดแทงเข้าใต้ราวนม
ตายคาที่อย่างไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว…ทางตำรวจคาดว่าน่าจะเกิดจากปมขัดแย้งหักหลังกัน
นี้คือ ประวัติของหลวงพี่เอง อุ๊ย! สยอง

หลวงพี่ก็ไปถามผู้รู้ถึง ๕ ท่าน ว่าตายแล้วไปอยู่ที่ไหน
ท่านก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า…
ตายปุ๊บ ด้วยความที่ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่โกรธไม่เกลียดหรือรักชอบชังใคร
ไม่ได้เป็นกุศลหรืออกุศล จิตเป็นกลางตามฐานดั้งเดิมของความเป็นมนุษย์

พูดง่ายๆ คือจิตมีศีลเป็นบาทฐาน
พอตายปุ๊บก็เกิดปั๊บ แต่เกิดใหม่เป็น สัมภเวสี คือ ผีเร่ร่อนไปพลางๆ ก่อน

อย่าเผลอเข้าใจไปว่า…ตายแล้วจะกลายเป็นดวงจิตดวงกลมๆ มีแสงสว่าง
ล่องลอยไปหาที่เกิด อย่าเข้าใจผิด จิตมีธรรมชาติที่ต้องการกาย จิตขาดกายไม่ได้
มันจึงสร้างกายขึ้นมาใหม่ แบบทันทีทันใดเป็นอัตโนมัติ
เพียงแต่เป็นกายที่อยู่ต่างมิติกับเราเท่านั้นเอง เราจึงไม่อาจเห็นด้วยตาเนื้อ
แต่ถ้าใครมีตาทิพย์ ก็สามารถเห็น รับรู้ หรือติดต่อกับชีวิตในมิติอื่นได้

แม้ในมิติของเรา หลายท่านสัมผัสและเชื่อตามๆ กันมา
คือ รูปภาพที่ถ่ายติด‘ดวงวิญญาณ’ ที่ลักษณะเป็นดวงกลมๆ อยู่ในรูป
ถ้าถามหลวงพี่ฐานะอดีตช่างภาพเก่า…น่าจะเป็นฝุ่นหรือละอองน้ำในอากาศมากกว่า
หรืออาจกล่าวได้ว่า จิตนั้นเป็นเพียงหนึ่งหน่วยของพลังงาน
เป็นพลังงานที่เป็นธาตุรู้ คือ สั่งสมและพัฒนาความรู้ขึ้นไปได้

พลังงานมีความเป็นประภัสสร คือ แสงสว่างในตัวเอง
จึงเป็นไปได้ที่ว่า เมื่อถ่ายภาพจึงติดได้เฉพาะส่วนที่เป็นพลังงาน
คือ จุดสว่างเล็กๆ เท่านั้น ทั้งที่มิติของวิญญาณนั้นเขาได้เกิดใหม่
พร้อมร่างกายที่สมบูรณ์แล้ว…แต่เราถ่ายภาพร่างกายเขาไม่ติด

ฉะนั้น เมื่อหลวงพี่ถูกฆ่าตายอย่างไม่ทันรู้ตัวจิตยังอยู่ในภูมิของมนุษย์
จึงได้เกิดใหม่แบบโอปปาติกะ ผุดขึ้นเป็นสัมภเวสีผีเร่ร่อน
จนกระทั่งญาติพี่น้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ และเราก็ได้อนุโมทนา
จึงได้เลื่อนชั้น อัพเกรดขึ้นจากความเป็นสัมภเวสี ไปเป็นยักษ์เทวา
คือ เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาในฝ่ายยักษ์ ผู้เป็นบริวารของ ท่านท้าวเวสสุวรรณ

กล่าวได้ว่า ในมิติของจิตนั้น สามารถเลื่อนชั้นเปลี่ยนภพภูมิได้
เพราะภพภูมิอื่น ยกเว้นมนุษย์และเดรัจฉาน ล้วนเป็นภพภูมิของการเสวยผลกรรมในทางจิตล้วนๆ
จิตสร้างรูป สร้างภูมิที่สอดคล้องกับความไม่เป็นกลางของจิต คือ กุศลหรืออกุศลที่ได้สั่งสมเอาไว้

ดังนั้น ถ้าเราอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ แล้วเขาน้อมใจเข้ามาโมทนา
เขาก็จะรับส่วนบุญนั้นได้ทั้งหมด ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในฉับพลันทันที
ดังเช่นกรณีของหลวงพี่นี้เอง ที่ได้โมทนาสาธุการจึงได้เลื่อนชั้นสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น

นี้คือ อดีตชาติที่หลวงพี่ตามแกะรอยด้วยตัวเอง…เพราะความอยากรู้อยากเห็น
หลวงพี่แค่อยากพิสูจน์ว่า มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่! เท่านั้นเอง…
แล้วเรามาวิเคราะห์การมาเกิดของหลวงพี่กันต่อ…ในฉบับหน้า เจริญพร


สมบัติติดตัว

สมบัติติดตัว 

ฉบับนี้ หลวงพี่จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวตอนที่จะบวช
ตอนนั้นโยมพ่อโยมแม่ท่านก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร

แต่จริงๆ โยมพ่อท่านก็เหนี่ยวรั้งอยู่เหมือนกัน คืออย่างน้อยท่านก็อยากให้เราเป็นคนดี
เพียงแต่ไม่ได้เข้ามาบงการ มาบังคับชีวิตในอนาคตของหลวงพี่
ส่วนโยมแม่นั้น ท่านก็กลัวว่าวันหนึ่งภายภาคหน้า หากหลวงพี่สึกออกมาแล้วจะไม่มีอะไร
โยมแม่ก็เลยจะขอให้โยมพ่อเขียนพินัยกรรมแบ่งสมบัติเอาไว้ให้

ซึ่งหลวงพี่บอกโยมแม่ว่า
‘สมบัติพัสถานอะไรก็ตาม อาตมาไม่สนใจ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอาตมา
เพราะอาตมาถวาย อุทิศชีวิตเป็นคนของพระศาสนาแล้ว และถ้ามีเหตุจำเป็น
ทำให้ต้องสิกขาลาเพศออกมาก็จะออกมาตัวเปล่า พกออกมาด้วยบุญจริงๆ’
นี่ถือเป็น ปณิธานอันแรงกล้าที่หลวงพี่ตั้งอธิษฐานไว้ เพื่อให้แจ้งถึงซึ่งพระนิพพาน

ครั้งหนึ่งโยมพ่อท่านได้เคยแปลหนังสือปรัชญาชีวิต ของคาลิล ยิบราน ไว้ตอนหนึ่งว่า
‘บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ได้เป็นสมบัติของเธอ’

กับอีกตอนที่ว่า ‘เธอนั้นเป็นเสมือนคันธนู และบุตรหลานเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต
ผู้ยิงเล็งเห็นที่หมายบนทางอันมิรู้สิ้นสุด’

นั่นคือ พ่อแม่เป็นดังคันศร ตัวเราลูกหลานคือ ลูกศร
และวิบากกรรมของเราเป็นผู้เหนี่ยวคันศร

ชีวิตของเราก็ย่อมจะเป็นไปตามแรงกรรม โดยมีสิ่งแวดล้อม
เช่น แรงลมภายนอกเป็นปัจจัย ที่จะโบกสะบัดให้เราเป๋ไป๋ไฉเฉไปในทิศอื่นใด
นั่นคือ หลังจากที่ออกจากคันศรไปแล้ว ก็ย่อมที่จะเป็นไปตามเหตุปัจจัยของเรา
ซึ่งจะถูกลมพัดพาไปทางไหนก็แล้วแต่กระแสลมนั้น…

ฉะนั้น หากกล่าวถึงเรื่องของกรรม เรื่องของเจ้ากรรมนายเวร
ไม่มีใครกล้าปฏิเสธภพชาติ ปฏิเสธบาปกรรม ได้
เราทั้งหลายจึงควรมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เท่านั้นที่เป็นที่พึ่งเบื้องต้น
อันจะนำเราไปสู่การปฏิบัติขัดเกลา เข้าเผชิญหน้าประจัญบานกับความเป็นจริง
จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

พร้อมกับการครองชีวิตที่ถูกต้อง ตรงศีล ตรงธรรม ตรงทาง ไม่ปล่อยใจให้ใหลหลง
จนจิตเกิดความโลภ ความโกรธ ให้พลัดหลงไปตกลงสู่อบายภูมิ
แล้วเร่งสร้างความดี สร้างบารมีธรรมทั้งปวง
ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีแต่จะสูงขึ้น จนกว่าจะออกจากวงล้อแห่งกรรม
และไม่มีเจ้ากรรมนายเวรอย่างสิ้นเชิงในที่สุด

คุณโยมพร้อมแล้วหรือยังที่จะเดินออกจากวงล้อแห่งกรรมนี้…เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวคุณเองทั้งสิ้น!


ชีวิตรกโลก

ชีวิตรกโลก
 

สัปดาห์นี้ จะย้อนกลับไปในอดีตของชีวิต
หลวงพี่เองคงโชคดี หรือมีกรรมดีในอดีตอยู่ไม่น้อย
มีโอกาสบวชเป็นเณรภาคฤดูร้อนถึง ๒ ครั้ง ซึ่งขอบวชเอง
ครั้งแรกตอนอายุ ๑๑ ขวบ ไปบอกโยมพ่อว่าอยากบวช
ท่านเลยพาไปบวชที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์
โดยมี หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เป็นพระอุปัชฌาย์

บวชครั้งที่ ๒ ก็เช่นกัน ตอนอายุ ๑๓ ขวบ ก็บวชที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์
ซึ่งการบวชทั้งสองครั้งได้รับเมตตาให้อยู่กับหลวงพ่อที่กุฏิเจ้าอาวาสเลย
และระหว่างบวชนั้น ได้มีโอกาสไปพำนักอยู่ที่สวนโมกข์
หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ ท่านเอ็นดูเรียกหลวงพี่ว่า ‘เณรน่อยๆ จอมซน’

แม้ตอนบวชเณรอยู่ ความครุ่นไปในกามก็ยังตามราวีไม่เลิก
มันแอบเอามาปรุงแต่งในความคิด เช่น..
อยากไปบิณฑบาตหน้าบ้านสาวน้อยผู้เป็นที่รัก ที่เป็นไอดอลในดวงใจ
แหม..ถ้าเธอมีบ้านอยู่แถวที่เรามาบวช มาบิณฑบาตก็ดีสิ
นี่เราก็ยังคิดนึกปรุงแต่งถึงเรื่องเหล่านี้อยู่
คือ เรารู้ว่าความเป็นเณร คนเขาไหว้ ก็อยากให้คนที่เรารักไหว้เราบ้าง

และในอดีตก่อนก้าวเข้าสู่สมณเพศ
หลวงพี่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความมืดบอด คลั่งไคล้ลุ่มหลง
เคยหลงคิดว่า กามคุณมันจะนำพาความสุขมาให้
ถึงขั้นเพ้อฝันไปวันๆ ไขว่คว้าไล่ล่าความรักเรื่อยไป
ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการล่าฝัน คือ รักที่ไม่เคยเป็นจริง

ด้วยความโง่เขลา กิเลสชักจูง จนถึงขั้นเคยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง
แล้วมีผู้ชายมาเคาะประตู และเพื่อความปลอดภัยไม่ต้องปะทะกัน
ก็รีบเผ่นปีนระเบียงคอนโดมิเนียมหนีออกทางหน้าต่างกันสาด
เพื่อไปหลบอยู่ที่ระเบียงห้องอื่น…โดยที่เอาชีวิตไปเดิมพันกับเรื่องโง่ๆ

ดังนั้น ขอบอกว่า มันไม่คุ้มกันหรอกที่เสี่ยงชีวิตเสี่ยงภัย
เพื่อแลกกับเรื่องโง่ๆ คือ กามเหล่านี้

จนกระทั่งวันหนึ่ง จุดพลิกผันที่ทำให้ชีวิตที่เวียนว่ายในโลกีย์
หมกมุ่นอยู่ในดงกาม ต้องหยุดลงอย่างสิ้นเชิง
เมื่อได้พบกับแม่ชีจากเชียงใหม่ ผู้ซึ่งเป็นผู้จุดประกายอย่างแรงกล้า
ให้หลวงพี่เกิดความสนใจในพระพุทธศาสนา
จนเกิดศรัทธาติดตามไปพบ และได้ฟังธรรมจากท่านอย่างต่อเนื่อง

จนวันหนึ่งหลวงพี่รู้สึกว่า…บัดนี้เราได้พบกับแสงสว่างทางออกของชีวิตแล้วหนอ…

ซึ่งจากวันที่หลวงพี่ได้พบกับท่านอาจารย์แม่ชี
ได้นำปัญหาที่เคยสงสัยต่างๆ ไปสอบถามกับท่าน
ท่านก็เมตตาให้คำตอบจนเป็นที่ลงใจได้ทุกครั้ง ซึ่งบางครั้งแม้แต่โยมพ่อเอง
ซึ่งเป็นผู้อำนวยการธรรมสถาน สอนเรื่องธรรมะ มรรค ผล นิพพาน ทุกวี่วัน
ยังไม่สามารถคลายความสงสัยในเรื่องเหล่านี้ให้กับหลวงพี่ได้ครบ

ความศรัทธาในสัจจะความจริงของชีวิตเกิดขึ้นกับหลวงพี่อย่างท่วมท้น
ถึงขนาดเคยขี่รถจักรยานยนต์จากกรุงเทพมหานคร ตามไปฟังธรรมถึงจันทบุรี
และในความรู้สึกของหลวงพี่ขณะนั้น เหมือนกับว่าตนเอง
ได้พบโคตรเพชรขนาดเท่าลูกมะพร้าว มาลอยจ่ออยู่ตรงหน้า
เพชรแท้ๆ อันเป็นที่ปรารถนาสูงสุดของคนทั้งโลก
แล้วก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมาลอยต่ออยู่หน้าใคร

ก็ถามใจตนเองว่า ถ้ามีโอกาส แม้เพียง ๕o : ๕o จะไขว่คว้าครอบครองเพชรลูกนี้ไว้ไหม
หลวงพี่ก็ตอบตัวเองว่า ‘เฮ้ย! เรื่องโง่ๆ ไร้สาระ เราก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทำมาตั้งเยอะแยะ’
ในเมื่อเรื่องไร้สาระเรายังเสี่ยงชีวิตเพื่อมันได้ แล้วสิ่งที่เป็นสาระสูงสุด
คือ ‘พระนิพพาน’ หรือโคตรเพชร เม็ดเท่าลูกมะพร้าวนี้ ทำไมเราจะไม่ลองเสี่ยงดูสักครั้ง

โอกาสมาให้ไขว่คว้า แต่จะมีสักกี่คนที่คว้ามันมาได้

นี่คือ โอกาสเพียงหนึ่งในล้านล้าน เท่านั้น ที่จะมาลอยจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว
ถ้าปล่อยให้โอกาสอันวิเศษผ่านเลยไป
ใครหนอจะเป็นบรมโง่แห่งจักรวาล ก็คงเป็นหลวงพี่อย่างแน่นอน!

นี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ทำให้ชีวิตหลวงพี่พบแสงสว่าง
และเริ่มลืมตาจากกิเลสที่บดบังเพื่อดูโลกใบใหม่
โลกที่รู้ทัน ‘กามคุณ’

แล้ววันนี้คุณโยมกำลังใช้ชีวิตรกโลก กลายเป็นเหยื่อสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่…ลองถามตัวเองดู!