ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ

Featured

เพิ่งผ่านพ้นเทศกาลกฐินกันมาไม่นาน ผู้อ่านที่ใจบุญ มีจิตอันเป็นกุศลทั้งหลายที่ได้มีโอกาสไปร่วมทอดกฐินตามวัดวาอารามต่างๆ ทั่วประเทศ คงได้ยินคำที่พระภิกษุสงฆ์ได้กรานกฐินหลังจากได้รับถวายจากสาธุชนผู้เป็นเจ้าภาพว่า ..  ก็แลผ้ากฐินทานนี้, เป็นของบริสุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ, แล้วตกลงท่ามกลางหมู่สงฆ์ จะเป็นของผู้หนึ่งผู้ใดก็หาไม่ ..

การถวายผ้ากฐินจึงเป็นอริยประเพณีที่ชาวพุทธได้ดำเนินสืบต่อมาแต่ครั้งสมัยพุทธกาล โดยมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สามารถรับสนองศรัทธาจากกัลยาณชนในการถวายผ้ากฐินได้ ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มหลังจากออกพรรษา จึงเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์สูงยิ่ง เนื่องจากจำกัดเวลา ไม่สามารถทำช่วงอื่นได้ และหนึ่งวัดจะสามารถรับกฐินได้เพียงครั้งเดียว ที่สำคัญญาติโยมไม่สามารถระบุได้ว่า ผ้ากฐินที่ถวายนั้นจะเป็นของพระสงฆ์รูปใด ขึ้นอยู่กับมติของคณะสงฆ์ที่จำพรรษาตลอดระยะเวลาสามเดือนในอารามแห่งนั้น ว่าภิกษุรูปใดเป็นผู้มีความเพียรในการปฏิบัติ มีสติปัญญาเป็นเลิศ จึงจะได้รับฉันทามติจากหมู่สงฆ์ให้เป็นผู้ครองจีวรนั้น

เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในปี 2557 นี้ ผมมีโอกาสเป็นเจ้าภาพทอดกฐินในประเทศไทยทั้งหมด 9 วัด ในนามมูลนิธิธรรมดี ร่วมกับกัลยาณมิตรทั่วประเทศที่มีศรัทธาช่วยกันทำนุบำรุงพระศาสนา และเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสอัญเชิญผ้ากฐินพระราชทานและกฐินสามัคคีไปทอดถวายใน 7 วัดไทยในแดนพุทธภูมิ นั่นคือ ประเทศอินเดียและเนปาล เป็นความปลื้มปีติและประทับใจอย่างยิ่ง เนื่องด้วยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ในการอัญเชิญผ้าไตรที่ทรงอนุโมทนาอธิษฐานไปทอดถวาย

คณะของเรากว่า 160 ชีวิตได้เหมาเครื่องการบินไทย ไฟลท์ TG 327 จากสนามบินสุวรรณภูมิมุ่งตรงสู่เมืองคายา สถานที่ประสูติแห่งพระพุทธองค์ โดยระหว่างที่เครื่องบินไต่อยู่ในระดับสามหมื่นฟุตสูงจากพื้นดิน ท่านพระเทพโพธิวิเทศ (ท่านเจ้าคุณวีรยุทธ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ได้กล่าวสัมโมทนียกถาและนำสวดเจริญพุทธมนต์บนเครื่องการบินไทยเป็นครั้งแรก ท่านได้กล่าวว่า ผ้าไตรพระราชทานที่ได้อัญเชิญไปทอดถวายยังแดนพุทธภูมิ ในพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นของบริสุทธิ์ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ (อยู่กลางท้องฟ้า) จึงขอนำสาธุชนร่วมกันสวดมนต์ให้เหล่าเทพยเทวดาทั้งหลายได้ร่วมโมทนาสาธุการโดยพร้อมเพียงกัน

ผู้ร่วมเดินทางบนสายการบินไทยไฟลท์ประวัติศาสตร์นั้น จึงร่วมกันสวดมนต์บทอิติปิโสอย่างเต็มเสียง 11 จบ จนกระทั่งเครื่องลดระดับลงสู่สนามบินที่คายา เป็นนิมิตมงคลที่เริ่มต้นให้มีพลังในการเดินทางไปสังเวชนียสถานทั้งสี่ เพื่อทอดกฐินรวม 7 วัด ซึ่งยังไม่เคยมีคณะใดคิดทำและเคยทำมาก่อน! แถมยังแปลงร่างเป็นมหาราณี มหาราชา ลูกหลานท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา ด้วยการแจกมหาทานให้กับเด็กๆ ชาวอินเดีย 500 ครอบครัว แต่ภายในไม่กี่ชั่วโมง แห่กันมานับพันคน (คงจะสื่อสารกันระบบ Wifi) เพราะมากันเร็วเหลือเกิน คนแจกไปก็น้ำตาไหลไปด้วยความสงสารผสมกับปีติ และท้ายสุด คือ การปล่อยปลา 200 โล ลงกลางแม่น้ำคงคา แม่น้ำแห่งชีวิตความยาว 2,600 กิโลเมตร ที่ไหลผ่านกรุงพาราณสี เมืองวัฒนธรรมโลก ไฟแห่งการเผาศพไม่เคยว่างเว้นแม้แต่วันเดียว

นับเป็นบุญใหญ่ครั้งสำคัญ ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ ที่ขอน้อมนำให้ผู้อ่านทุกท่าน และทุกดวงจิตในสามแดนโลกธาตุได้มีส่วนร่วมในบุญนี้ด้วยกันโดยไม่มีประมาณเทอญ.

น้อมคารวะทุกดวงจิตที่ดีงาม

ชวนตักบาตรเพ็ญพุธ

ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เทศนาโปรดนาคชื่อ อปลาละ
โปรดช่างปั้นหม้อ หญิงจัณฑาล และนางโคบาลแล้ว
เสด็จสู่เมืองมถุรา ณ ที่นั้น ได้มีพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า…

“ดูก่อนอานนท์ ณ นครมถุรานี้ อีกร้อยปีแต่ตถาคตนิพพานแล้ว
จะมีคนขายน้ำหอมชื่อ คุปตะ เขาจะมีลูกชื่อ อุปคุต
ซึ่งจะได้เป็นอนุพุทธ ท่านผู้นี้จะทำงานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป
เทศนาของท่านผู้นี้จะช่วยให้ภิกษุเป็นอันมาก
เอาชนะกิเลสมารได้ จนเข้าถึงอรหันตผล พระอรหันต์จะมีมาก
จนมีปริมาณเต็มถ้ำ ซึ่งยาว ๑๘ ศอก กว้าง ๑๒ ศอก
แต่ละรูปจะถือไม้ศาลากายาว ๔ นิ้ว
อานนท์ นอกไปจากนี้แล้ว พระอุปคุตรูปนี้ จะเป็น ‘เอตทัคคะ’
ในบรรดาธรรมถึกทั้งหลายของเรา”

“พระอุปคุต” จึงเป็นพระอรหันต์องค์สำคัญหลังสมัยพุทธกาล
ท่านบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ สำเร็จอภิญญาต่างๆ
เป็น ‘พระธรรมกถึก’ คือ ผู้กล่าวสอนธรรม คือ ผู้แสดงธรรมหรือนักเทศน์
การเทศนาแสดงธรรมของท่าน แม้ในวันเดียวกันก็ทำให้พระภิกษุจำนวน ๑๘,๐๐๐ รูป
ได้บรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพเช่นเดียวกัน

ตามตำราและคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ผู้สำเร็จธรรม
กล่าวว่า พระอุปคุต ท่านมีปฏิปทาดำเนินไปในทางสันโดษ มักน้อย
เนรมิตเรือนแก้วขึ้นในท้องทะเลหลวง (สะดือทะเล)
เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
ท่านจะออกจากสมาบัติ ขึ้นมาบิณฑบาตในโลกมนุษย์
เฉพาะในวันเพ็ญพุธ (วันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธ)
แล้วจะลงไปอยู่ประจำที่กุฏิแก้วในท้องทะเลหลวงเช่นเดิม

ดังนั้น เมื่อวันเพ็ญพุธมาถึง
ชาวบ้านจึงมักตื่นกลางดึก เพื่อเตรียมอาหารไว้ใส่บาตรพระอุปคุต
จนเกิดประเพณี ‘ตักบาตรเที่ยงคืน’ โดยมีคติความเชื่อว่า
หากผู้ใดได้ทำบุญตักบาตรพระอุปคุตแล้ว จะได้อานิสงส์มากล้น
เกิดโชคลาภ และความเป็นสิริมงคลในชีวิตอย่างประมาณมิได้
ซึ่งปีนี้ตรงกับ วันพุธที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

การนี้ มูลนิธิธรรมดี ร่วมกับกลุ่มเพ็ญพุธประจวบคีรีขันธ์
และเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ จึงขอเชิญชวนชาวพุทธมามกะ
ชวนร่วมทริป “ประจวบคีรีขันธ์ ตักบาตรเพ็ญพุธ บูชาหลวงปู่อุปคุต”
ใส่บาตรพระ ๘๗ รูป วันที่ ๗-๙ ตุลาคม ศกนี้ (๓ วัน ๒ คืน)
ณ มณฑลพิธีที่ประดิษฐานองค์หลวงปู่พระอุปคุตอรหันตเจ้า
สวนสาธารณะ เทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์
เพื่อร่วมกันตักบาตรถวายหลวงปู่อุปคุต และอัญเชิญบารมีองค์หลวงปู่อุปคุต
ให้ปกปักผืนแผ่นดินไทย แผ่นดินธรรม เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
ให้ดำรงคงถ้วนถึง ๕,๐๐๐ ปี

และครั้งนี้นับเป็นโอกาสมหามงคลยิ่ง ที่คนไทยในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙ ทุกคน
จะได้น้อมนำมหากุศลครั้งนี้ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้เป็นที่รักยิ่งและเทิดทูนสูงสุด ซึ่งประทับอยู่ ณ วังไกลกังวล
ให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยสืบไป

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐๒ ๖๑๐ ๒๓๘๘, ๐๒ ๖๑๐ ๒๓๙๘
หรือทางออนไลน์ที่ http://goo.gl/3DHvp4

น้อมคารวะทุกดวงจิตที่ดีงาม

แม่คือความภูมิใจของลูก

แม่
ผู้หญิงคนเดียวในโลก
ที่อยากกอดตลอดชีวิต
ขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่
ที่ให้ชีวิต เลือดเนื้อ จิตวิญญาณ
เปิดประตูสู่การเป็นมนุษย์ในชาตินี้
เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ สูงสุด ที่ลูกสำนึกรู้คุณ
ทุกลมหายใจ

แม้ว่า ‘วันแม่’ จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงอบอวบด้วยไออุ่นและความรัก
ความกตัญญูกตเวที คือ ยอดมงกุฎแห่งความดี
ขอให้เราทำทุกๆ วัน  เพราะการแสดงออกด้วยใจที่บริสุทธิ์
ย่อมนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ความเจริญรุ่งเรืองต่อตนเองและครอบครัว

ในหนังสือ “ชวนแม่พ้นทุกข์” เขียนโดย พอ.อานนท์
นอกจากท่านเป็นตัวอย่างของลูกที่ดีและงดงาม ที่ชวนโยมแม่ก้าวสู่ทางธรรม
จนกลายเป็น ความรักที่งดงาม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย

ในหนังสือ ท่านกล่าวถึงสิ่งที่น่าภาคภูมิใจในตัวโยมแม่
เพราะครั้งหนึ่ง โยมแม่ไปกินข้าวกับเจ้านาย
และเห็นเงินเป็นปึกๆ หล่นจากกระเป๋าของเจ้านาย แต่โยมแม่ไม่แตะสักนิด
พร้อมบอกเจ้านายให้รู้ตัวเพื่อเก็บเงินนั้นไป
หลังจากนั้น เจ้านายก็มักชมโยมแม่กับท่านเสมอว่า
โยมแม่เป็นคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้

พอ.อานนท์ กล่าวสรุปไว้อย่างงดงามว่า เหตุการนี้เป็นการสอนที่ดีเยี่ยม
ทำให้ท่านภาคภูมิใจในตัวโยมแม่ แม้ในยามนั้นครอบครัวของท่าน แสนจะลำบากอัตคัด
เพราะสมัยนั้นโยมแม่ต้องหาเลี้ยงดูท่านแต่เพียงลำพัง

การสอนลูกให้ภาคภูมิใจ ให้รู้สึกดีต่อคุณธรรมฝ่ายดีต่างๆ นั้น
เป็นพลังให้ลูกมีแรงขับเคลื่อนมุ่งมั่นทำความดี
ถ้ารู้สึกดีเมื่อทำดี ก็เกิดเป็นพลังใจที่เข้มแข็ง ไม่อยากทำชั่วไปเอง
เช่น การได้ผลเป็นที่ไว้วางใจ จากความซื่อสัตย์

ขอให้ลูกๆ ทุกคน จงภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อแม่ในชาตินี้
ดุจดังประติมากรรมชิ้นเอกของโลกที่พ่อแม่รังสรรค์

รักและเคารพสูงสุด จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ..

ใจดวงนี้มอบให้แม่

ด้วยคิดว่า…
“ประโยชน์อะไรที่เราจะบำรุงเลี้ยงดูท่านด้วยทรัพย์สินเงินทอง
เพราะสิ่งเหล่านี้ ท่านก็ใช้ได้แต่เพียงชาติเดียว หาได้เอาสิ่งใดๆ
ที่เราทนสู้อุตส่าห์แสวงหาให้ท่านด้วยความยากลำบากติดเนื้อติดตัวไปด้วยไม่
แล้วจะมีสิ่งใดหนอ ที่สามารถติดตัวท่านไปได้ แม้เรามิได้เกิดเป็นลูกท่าน
ท่านก็จักใช้มันได้ ก็มองไม่เห็นสิ่งอื่นใดนอกจาก อริยทรัพย์
จึงตัดสินใจออกบวช แสวงหาอริยทรัพย์เพื่อประโยชน์ทั้งแก่ตนและมารดา”

ข้อความส่วนหนึ่งในหนังสือ ชวนแม่พ้นทุกข์
เป็นสายใยธรรมจากพระลูกชายที่เขียนถึงโยมแม่
จนทำให้รู้สึกซาบซึ้งถึงใจเป็นอย่างยิ่ง
เป็นรักแท้ที่เหนือกาลเวลา เป็นที่สุดแห่งการตอบแทนพระคุณ
จากผู้ที่เคยตระหนี่ กลายเป็นผู้ให้ทานเป็นนิจ
จากผู้ที่ไม่เคยใส่ใจในศีลธรรม กลายเป็นตั้งใจรักษาศีล 8
จากผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง
กลายเป็นศรัทธาในพระรัตนตรัย
ใจดวงนี้มอบให้แม่ ลมหายใจน้อมถวายแด่พุทธองค์
สู่ที่สุดสายใยธรรมและอุ่นที่โอบกอดหัวใจทั้งคู่เข้าด้วยกัน
เมื่อมารดามีปัญญารู้ทั่วถึงธรรม
คือการทดแทนคุณอย่างแท้จริง
นี่คือ ที่สุดแห่งความกตัญญูของลูกทุกคนพึงกระทำ
ในโอกาสวันแม่นี้ ผมขอเชิญลูกๆ กราบพระอรหันต์ประจำบ้าน (บิดามารดา)
นับเป็นสิ่งประเสริฐ เป็นมงคลชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบแทนพระคุณอย่างแท้จริง
สามารถอ่านขั้นตอนการขอขมาและรดน้ำดำหัวพระอรหันต์ในบ้าน
ได้ที่ http://www.dhamdee.com/?p=1980

หากวาสนายังมีอยู่ เราก็เดินร่วมทางกันไปสู่ทางพ้นทุกข์
หากหมดวาสนาต่อกัน ก็เชื่อว่าท่านสามารถพากเพียรต่อได้แล้ว
อย่าประมาทในชีวิต เรามาชวนกันพ้นทุกข์ให้เร็วที่สุดกันดีกว่าครับ

น้อมบูชาพระคุณแม่ตลอดกาล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์

พบงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้ อุบลราชธานี ครั้งที่ 6
ณ สุนีย์ ทาวเวอร์ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 17 สิงหาคม 2557
โดยมี 3 สุดยอดนักเขียนเข้าร่วมงาน ได้แก่

พระอาจารย์อานนท์ อัมโรภิกขุ
เจ้าของผลงานหนังสือ ‘ชวนแม่พ้นทุกข์’
ในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2557 เวลา 13.00 – 14.30 น.

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย กับการบรรยายหัวข้อ
“คืนความสุขให้คนในชาติ คืนประวัติศาสตร์สู่ผืนแผ่นดิน”
 ในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2557 เวลา 14.30 – 16.00 น.

อาจารย์วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์
นักสหศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมสุขภาพจิตและบุคลิกภาพแนวพุทธจิตวิทยา
 เจ้าของผลงานหนังสือ ‘พลังการชื่นชม’ และล่าสุด
‘Positive Feeling มหัศจรรย์ความรู้สึกบวก’
ในวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2557 เวลา 14.00 – 16.00 น.

ชวนแม่พ้นทุกข์

“ลูกคนใด พ่อแม่มีอายุ ๑๐๐ ปี
แม้นำพ่อแม่มาประดิษฐานไว้บนบ่าซ้ายและบ่าขวา
ปรนนิบัติท่านทั้งสองให้มีความสุขเต็มเปี่ยมด้วยมนุษย์สมบัติ
กระทั่งยอมให้ท่านอุจจาระ ปัสสาวะบนบ่าทั้งสอง อาบน้ำ บีบนวด
จนวันหนึ่งท่านทั้งสองล่วงไปตามอายุสังขารอย่างสงบ
แต่การปรนนิบัติพ่อแม่ตลอด ๑๐๐ ปี ถึงเพียงนั้น
ก็นับว่าเป็นการแสดงความกตัญญูอย่างโลกๆ ยังมิอาจเรียกได้ว่า
ทดแทนบุญคุณได้

ส่วนลูกคนใดก็ตาม นอกจากปรนนิบัติพ่อแม่
ตามที่กล่าวมาข้างต้นปกติแล้ว ยังบำเพ็ญตนเป็นมรรคนายก (ผู้นำทาง)
นำพ่อแม่ ดำเนินเข้าสู่เส้นทางธรรม
ด้วยการนำท่านได้สมาทาน ประพฤติปฏิบัติอยู่ในทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
จนพ่อแม่มีศรัทธา มีศีล มีจิตปราศจากความตระหนี่ และมีปัญญารู้ทั่วถึงธรรม

ลูกคนใดทำได้อย่างนี้ นี่คือ ที่สุดแห่งความกตัญญู
จึงได้ชื่อว่า ทดแทนบุญคุณอย่างแท้จริง”
พุทธวจน

ในพระสูตรมีกล่าวไว้ว่า
ผู้ออกบวช มีอานิสงส์อยู่ถึง ๖๐ กัป
พ่อแม่ มีส่วนในอานิสงส์ถึง ๓๐ กัป
ภรรยาหรือเจ้าภาพ มีอานิสงส์ถึง ๑๒ กัป
ผู้ร่วมบุญช่วยเหลืองานบวช มีอานิสงส์อยู่ ๘ กัป

คำว่า กัปหนึ่ง นั้น ท่านอุปมาเหมือนมีภูเขา กว้าง ๑๖ กิโลเมตร
ยาว ๑๖ กิโลเมตร สูง ๑๖ กิโลเมตร
ร้อยปี จะเอาผ้าแพรบางๆ ไปปัดยอดเขาสักครั้งหนึ่ง
ปัดจนราบเรียบเสมอพื้นดิน ยังไม่เท่าความนานของหนึ่งกัป
เพราะฉะนั้น อานิสงส์เรื่องการออกบวช และอานิสงส์ของพ่อแม่ที่ให้ลูกบวชนี้
ก็นับว่าไม่มีประมาณเลยทีเดียว

ในวันแม่ที่กำลังจะเวียนมาถึง ๑๒ สิงหาคมนี้
ผมขอเชิญชวนแม่ลูกทุกคู่ บุคคลผู้เป็นที่รักทุกคน
ชักชวนกันเดินตามรอยพุทธองค์ ถือศีล สวดมนต์ ฟังธรรม ปฏิบัติภาวนา
เพื่อพ้นทุกข์ในชาตินี้ และอิ่มอุ่นร่วมกันตลอดกาล
เรามาชวนแม่ ‘พ้นทุกข์’ ในชาตินี้ดีกว่าครับ

น้อมคารวะทุกดวงจิตที่ดีงาม


ขอเรียนเชิญ ร่วมงานแถลงข่าว ชวนแม่พ้นทุกข์
วันพฤหัสบดีที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๐๐ น
โดย พระอาจารย์อานนท์ อัมโรภิกขุ
บุรุษผู้มอบหัวใจให้กับผู้หญิงที่ชื่อว่า ‘แม่’
ลมหายใจและชีวิตน้อมถวายแด่ ‘พุทธองค์’
ถ่ายทอดประสบการณ์จาก ‘พระลูกชาย’ ที่ชวน ‘โยมแม่’
ก้าวสู่ทางธรรม บนทางอริยมรรคมีองค์ ๘
โดยมีไออุ่นแห่งธรรมโอบล้อมหัวใจทั้งคู่เข้าด้วยกัน
จนพลิกชีวิตทั้งสองไปตลอดกาลนาน

สำหรับผู้เข้าร่วมงานลุ้นรับ พระบรมฉายาลักษณ์ทองคำ
และหนังสือ ชวนแม่พ้นทุกข์ จำนวน 5 รางวัล
สำรองที่นั่งได้ที่ www.dmgbooks.com สอบถามโทร 02-685-2255

คนไทยหัวใจอาสา

วันก่อนมีโอกาสร่วมงานเปิดตัวโครงการ Gen A รวมพลคนรุ่นใหม่หัวใจอาสา
จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ร่วมกับ มูลนิธิธรรมดีและองค์กรภาคีเครือข่าย
เปิดตัวเยาวชนไทยสายพันธุ์ใหม่ ปลุกพลังเยาวชนคิดบวก
จุดประกายให้ทุกคนในสังคมกล้าทำความดี
และต่อยอดพัฒนาเป็นเครือข่ายทำดีออกไปสู่วงกว้าง
เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม ชุมชนและประเทศไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
ดาราสาว แพนเค้ก เขมนิจ ที่มาร่วมงานก็ได้ร่วมแบ่งปันแง่คิดดีๆ
เธอบอกว่า การที่มายืนตรงนี้ได้ เพราะได้รับโอกาสดีๆ
ฉะนั้น เมื่อมีโอกาสเต็มที่แล้ว มีความพร้อมในจุดหนึ่งแล้ว
ก็ควรจะตอบแทนกลับคืนสู่สังคม
ทั้งนี้ การทำดี ทำได้ง่ายๆ เริ่มจากงานง่ายๆ คือ “การให้”
ถ้าทำได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ให้เราทำในสิ่งดีๆ ต่อไป
เธอเชื่อว่า “พลังคน สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้”
ดังที่ท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธี พูดเสมอว่า “เปลี่ยนความดังมาสร้างความดี”
ขณะที่พระเอกหนุ่ม ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ บอกว่า
การทำความดีให้กับผู้อื่นโดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทน
หวังเพียงแค่ความสบายใจเท่านั้น
เราอยู่ในสังคม เราก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหา
ทำในจุดที่เรารู้ เราก็สนุกกับมัน
ดังคำกล่าวที่ว่า “ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน”
ส่วนน้องศิลปินอีกคนบอกว่า ไม่อยากให้การทำความดีเป็นแค่กิจกรรม
แต่อยากให้เป็นวัฒนธรรมของคนไทยตลอดไป
ให้คนไทยทำความดี ทุกเวลาที่มีโอกาส
ผมก็เห็นด้วยตามนั้นนะครับ
อนาคตของลูกหลานเราจะได้อยู่กันอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้า
ติดตามความเคลื่อนไหวของเยาวชนทูตความดี 33 ทีมทั่วประเทศ
ได้ที่ Facebook: Do D Club

น้อมคารวะทุกดวงจิตที่ดีงาม

สมบัติของคนกำพร้า…

ตลอด 3 เดือนแห่งการเข้าพรรษา พระสงฆ์จะใช้เวลาในการบำเพ็ญเพียร
ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เพื่อให้เข้าถึงธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว

พวกเราเหล่าอุบาสก อุบาสิกา จึงควรใช้เวลาเดียวกับที่พระสงฆ์
เร่งความเพียร ในการตั้งใจรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ให้เต็มที่
โดยเฉพาะการรักษาอุโบสถศีล หรือ ศีล 8 ในวันอุโบสถหรือวันพระ
เป็นวันที่เราอยู่เยี่ยงพระ คือ บำเพ็ญเนกขัมมะ

ศีลแปดที่รักษาในวันพระ เรียกว่า อุโบสถศีล
ผู้ครองเรือนทั่วไปไม่สะดวกถือศีล 8 ได้ทุกวัน
ก็ควรหาโอกาสมาถือศีลกันเฉพาะวันพระ เรียกว่ารักษาอุโบสถศีล
อย่างน้อยตลอด 3 เดือนนี้

ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างอุโบสถศีลกับศีล 8
1. อุโบสถศีล กับ ศีล 8 มีข้อห้าม 8 ข้อเหมือนกัน
2. คำอาราธนา (ขอศีล) แตกต่างกัน
3. อุโบสถศีล มีวันพระเป็นแดนเกิด สมาทานรักษาได้เฉพาะวันพระเท่านั้น ส่วนศีล 8 สมาทานรักษาได้ทุกวัน
4. อุโบสถศีล มีอายุ 24 ชั่วโมง (วันหนึ่งคืนหนึ่ง) ส่วนศีล 8 ไม่มีกำหนดอายุในการรักษา
5. อุโบสถ ศีล เป็นศีลสำหรับชาวบ้านผู้ครองเรือน หรือเป็นศีลของชาวบ้านผู้บริโภคกาม (กามโภคี) ส่วนศีล 8 เป็นศีลสำหรับชาวบ้านผู้ไม่ครองเรือน เช่น แม่ชี

คำอาราธนานอุโบสถศีล (คนเดียว)
อะหังภันเต ติสะระเณนะะสะหะ อัฎฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถังยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหังภันเต ติสะระเณนะะสะหะ อัฎฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถังยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหังภันเต ติสะระเณนะะสะหะ อัฎฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถังยาจามิ
ข้าพเจ้าขอสมาทานอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ 8 ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ จะถือไว้มิให้เสื่อมมิให้ทำลาย สิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เวลานี้

จะต้องรักษา นับจากที่เราสมาทาน ไปจนถึงรุ่งเช้าของวันใหม่ ที่มีแสงสว่างของธรรมชาติ จนสามารถมองเห็นลายมือของตนเองได้ ก็จะหมดไปโดยอัตโนมัติ

ศีลอุโบสถนั้น มีองค์ประกอบทั้งหมด 8 ข้อ
ถ้าขาดไปข้อใดข้อหนึ่ง ก็ไม่เรียกว่าศีลอุโบสถ
ตามพุทธบัญญัติ เพราะฉะนั้นการล่วงศีลอุโบสถเพียงข้อใดข้อเดียว
ก็ถือว่าขาดศีลอุโบสถ พูดง่ายๆ ว่า ขาดศีลข้อเดียวก็ขาดศีลอุโบสถ
ผู้ที่รักษาอุโบสถศีลจึงต้องสำรวมระวัง เป็นพิเศษ

การอดอาหารหลังเที่ยง ควรรับประทานช่วง 11 โมง ให้เต็มที่
หากรู้สึกหิวในช่วงเย็น สามารถดื่มน้ำปานะ น้ำผลไม้ที่ผลไม่ใหญ่กว่ากำมือได้
ให้งดดื่มโอวัลติน โกโก้ นมถั่วเหลือง นมวัว หรือ น้ำเต้าหู้ ถือว่าเป็นอาหาร

อุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ 8 มีดังนี้ คือ

1.

ปาณาติปาตา เวระมะณี – งดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป งดเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์
2. อทินนาทานา เวระมะณี – งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้
3. อพรหมจริยา เวระมะณี – งดเว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกต่อการประพฤติผิดพรหมจรรย์ (การร่วมประเวณีรวมถึงการทำ Masturbation)
4. มุสาวาทา เวระมะณี – งดเว้นจากการกล่าวเท็จ รวมถึงวจีกรรมในรูปแบบต่างๆ คือ เว้นการพูดส่อเสียด นินทาว่าร้าย
5. สุราเมรยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี – งดเว้น จากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
6. วิกาละโภชนา เวระมะณี – งดเว้นจากการบริโภค อาหารในเวลาวิกาล คือหลังเที่ยงวันเป็นต้นไป
7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะ-ธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี – งดเว้นจากการฟ้อน รำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล ลูบทาทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยพวงดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทาอันจัดว่าเป็นการแต่งตัว
8. อุจจาสะยะนะมหาสะยะนา เวระมะณี – งดเว้นจากการนั่ง และการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ อันยัดด้วยนุ่นและสำลี (สูงใหญ่ หมายถึง เมื่อนั่งแล้วหย่อนขาลงไม่ถึงพื้น)

เป้าหมายหลักในการรักษาอุโบสถศีลนั้นก็ เพื่อทำให้จิตใจสงบ
ไม่กวัดแกว่งฟุ้งซ่านไปในเรื่องกามารมณ์ แต่ยึดเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์
ถือเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ของคฤหัสถ์ผู้ที่ยังไม่ปรารถนาออกบวช
โดยปกติวันพระพุทธศาสนิกชนที่สะดวก ก็จะพากันแต่งชุดขาวไปสมาทานอุโบสถศีล
และฟังธรรมที่วัด แล้วพักอาศัยอยู่ที่วัด จนกว่าจะครบกำหนด
ถ้าไม่ได้ไปวัด ก็จะตั้งใจสมาทานศีล ด้วยตนเองที่บ้าน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอุปมาถึงอานิสงส์ ของการรักษาอุโบสถศีลไว้ว่า
ถ้าจะนำมาเปรียบกับสมบัติของพระราชา ที่แม้จะครองความเป็นใหญ่ถึง 16 แคว้น
ก็ยังไม่ถึงเสี้ยวของผลบุญอันเกิดจากการรักษาอุโบสถเลย

เพราะสมบัติมนุษย์เป็นสมบัติหยาบ เหมือนสมบัติของคนกำพร้า
มีความสุขได้ไม่กี่ร้อยปีก็ต้องพลัดพราก นั่นคืออยู่บนโลกมนุษย์ไม่กี่ปีก็ตาย
ซึ่งเทียบไม่ได้กับการได้เสวยทิพยสมบัติอันยาวนานในสวรรค์
ที่เกิดจากอานิสงส์ของการรักษาอุโบสถ

การรักษาอุโบสถศีลนี้ แม้ว่าจะมีโอกาสรักษาได้ไม่นาน แต่กลับสามารถส่งผลให้มีอานิสงส์มากมายเกินคาด

น้อมคารวะทุกดวงจิตที่ดีงาม

อานิสงส์ของการถวายเทียนพรรษา

อีกหนึ่งเดือน ก็จะถึงวันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8)
ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2557
(“พรรษา” แปลว่า ฤดูฝน “จำ″ แปลว่า พักอยู่)
ตามปฏิทินสุริยคติ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติการจำพรรษา
อยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนนั้น
มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริก เพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ
ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน และป้องกันความเสียหาย
เพราะอาจเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน
และโอกาสสำคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกัน
เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้
และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์อีกด้วย

สำหรับชาวพุทธ วันเข้าพรรษามีความพิเศษอย่างยิ่ง
เพราะพุทธศาสนิกชนจะมีโอกาสการถวายเทียนพรรษา หรือหลอดไฟ
รวมถึงผ้าอาบน้ำฝน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้ประโยชน์สำหรับการอยู่จำพรรษา
และเป็นธรรมประเพณีที่งดงาม สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน
หลายพื้นที่ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงพร้อมใจกันหล่อเทียนพรรษา
เพราะเชื่อว่าการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว
ซึ่งมีอานิสงส์อเนกอนันต์ ตั้งแต่…
1. ทำให้เกิดปัญญา ทั้งชาตินี้และชาติหน้า เปรียบเหมือนแสงสว่างแห่งเทียน
2. ทำให้สว่างไสวรุ่งเรือง ผู้ถวายย่อมทำให้มีความรุ่งเรืองด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ
3. ทำให้คลี่คลายเรื่องราวต่างๆ ที่มีปัญหาให้ร้ายกลายเป็นดี
4. เจริญไปด้วยมิตรบริวาร
5. ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย
6. เมื่อจากโลกนี้ไปย่อมมีกายทิพย์อันสว่างไสว
7. เมื่อลาลับโลกนี้ไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์
8. หากบารมีมากพอ ย่อมทำให้เกิดดวงตาจักษุ คือปัญญารู้แจ้งเข้าสู่พระนิพพาน

วันเข้าพรรษาจึงเป็นวันสำคัญ เพราะในรอบปีมีครั้งเดียว
สำหรับฆราวาสถึงไม่ได้ ‘บวชกาย’ แต่เราทุกคนสามารถ ‘บวชใจ’ ได้
ด้วยการรวมใจปฏิบัติบูชา ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใสในวันพุทธบัญญัตินี้
เพื่อเพิ่มพูนกุศลให้แก่ตนเอง และเป็นเสบียงบุญที่จะติดตามไปทุกภพทุกชาติ
สูงสุดเพื่อสืบทอดมรดกที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้ให้ลูกหลานชาวพุทธทุกคน

น้อมคารวะทุกดวงจิตที่ดีงาม