๓ วิธีเปลี่ยนตัวเองจากคนขี้เกียจเป็นคนขยัน!

ขณะนี้เวลาตี ๕ ป๊อปลุกขึ้นมาเปิดแลปทอป
นั่งพิมพ์บทความนี้เป็นอย่างแรกอย่างกระตือรือร้นทั้งที่ยังไม่ได้แปรงฟัน
ถ้าคุณผู้อ่านกำลังคิดว่าป๊อปคงเป็นคนขยันแบบนี้ตั้งเด็กๆล่ะก็ ผนิดถนัดเลยค่ะ
ป๊อปเคยเป็นคนขี้เกียจและชอบผัดวันประกันพรุ่งสุดๆ
ชนิดที่ว่าถ้านิตยสาร Time ทำสำรวจบุคคลที่ขี้เกียจที่สุดในโลกขึ้นมาล่ะก็
ป๊อปคงติดอับดับ ๑ ใน ๑๐๐ แหงๆ
แต่วันนี้ป๊อปค้นพบสุดยอดวิธีเปลี่ยนตัวเองจากคนขี้เกียจเป็นคนขยันได้แล้วค่ะ ^_^
เช้านี้เลยต้องรีบมาแบ่งปันเทคนิคที่ธิลักษ์นำไปใช้แล้วได้ผล
แก่เพื่อนๆชาวแกงค์ (คนขี้เกียจอยากขยัน) กันสักหน่อย
yes (1)

วิธีที่๑ พูดกับตัวเองในสิ่งที่อยากทำในวันพรุ่งนี้ตอนก่อนจะตื่นและก่อนจะนอน
บอกได้เลยว่า ที่วันนี้ป๊อปตื่นมาเขียนบทความนี้เป็นอย่างแรก
ก็เพราะป๊อปพูดกับตัวเองก่อนตื่นและก่อนนอนแบบนี้มาเมื่อวานนี่แหละค่ะ
สำหรับเทคนิคนี้ป๊อปได้ฟังจากผู้เชี่ยวชาญมาหลายคน แรก ๆ ก็ไม่ค่อยอยากเชื่อ
แต่ได้ยินบ่อยขึ้น ๆ จนชักรู้สึกข้องใจ ที่ทั้งบุคคลระดับโลก ทั้งนักจิตวิทยา
ที่โดยส่วนใหญ่ก็ยืนยันเลยว่า เขานี่แหละคืออดีตคนขี้เกียจสุด ๆ
และหนึ่งในวิธีที่ทำให้เขาหายขาดจากนิสัยดังกล่าวได้ ก็คือวิธีที่ว่านี้แหละค่ะ
สารภาพตรง ๆ เลยว่า เคยแอบคิดว่าวิธีอะไรก็ไม่รู้ ฟังดูเพี้ยน ๆ ยังไงชอบกล
คุณผู้อ่านบางท่านก็อาจจะกำลังคิดแบบนี้ใช่ไหมคะ
ป๊อปเข้าใจค่ะ เพราะอะไรที่คนขี้เกียจชอบคิด
บอกเลยว่าคนขี้เกียจระดับ Master อย่างป๊อป เคยคิดมาหมดแล้ว :P
ป๊อปลองทำตามเพราะรู้สึกว่า อยากลองให้มันรู้ๆไปเลย
ดีกว่าด่วยสรุปว่ามันคงไม่ได้ผลกับเราทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำ
อีกอย่าง แต่ละคนที่บอกให้ทำวิธีนี้เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงทั้งนั้น
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อได้ทำแล้วพบว่านี่คือวิธีที่ทรงพลังที่สุดในวิธีทั้งหมดที่เคยได้ทำมาเลย
ตื่นปุ๊บทำปั๊บในทุกอย่างที่พูดกับตัวเองช่วงเคลื้มหลับเคลิ้มตื่นไว้เป๊ะเลย
เป๊ะขนาดที่ว่า ก่อนการแปรงฟันจริง ๆ
(สงสัยคืนนี้ต้องใช้คำใหม่ว่า แปรงฟันล้างหน้าเป็นอย่างแรก แล้วค่อยตามด้วยอย่างอื่น :D )
ฉะนั้นหากคุณยังไม่เชื่อ คุณคงต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองแล้วล่ะนะคะ ^_^
เคล็บลับสำคัญคือ ต้องสร้างภาพในหัวไปพร้อมกันด้วย
ว่าตัวเองกำลังทำทุกอย่างเหล่านั้นอย่างมีความสุขมาก ๆ
และช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำเทคนิคนี้ คือ ช่วงเคลื้มหลับเคลื้มตื่นค่ะ
(เคล็บลับส่วนตัวของป๊อปมีอีกอย่างคือ พึมพำกับตัวเองในใจในระหว่างวันด้วย
เช่นว่า “ฉันชอบนั่งแก้งาน(เขียน)ที่สุด ตื่นมาก็อยากทำเป็นอย่างแรกเลย”
ทั้งที่จริงก็ไม่ได้ชอบที่สุดหรอกค่ะ แต่พอพึมพำกับตัวเองว่าชอบบ่อย ๆ
ในที่สุดก็ชอบทำมันเป็นอย่างแรกของวันที่สุดจริง ๆ ^_^)

วิธีที่ ๒ เขียนชมตัวเองในเรื่องที่ทำสำเร็จอย่างน้อยวันละ ๕ รายการ
และเขียนข้อผิดพลาดหากไม่ยอมทำในสิ่งที่ควรทำในแต่ละวันด้วย

สำหรับความสำเร็จนั้นอย่างน้อยต้อง ๕ อย่างนะคะ แต่ยิ่งเยอะยิ่งดี
และเพื่อประสิทธิภาพที่ดี ถ้าสัญญาอะไรกับตัวเองวันนี้แล้วไม่ทำ เขียนมันลงไปด้วยค่ะ
แน่นอนว่าการบันทึกข้อผิดพลาดของตัวเอง มันคงไม่ใช่อะไรที่เราอยากจะเขียน
แต่หากคุณเลือกที่จะสัญญากับตัวเองแล้วว่า
คุณจะทำวิธีนี้ทุกวันจริง ๆ และจะเขียนอย่างซื่อสัตย์ด้วย

คุณจะรู้สึกละอายแก่ใจล่วงหน้าหากคิดจะทำอะไรเหลวไหล
และด้วยความที่คุณไม่อยากจะบันทึกความขี้เกียจของคุณลงไป

คุณจะมีความรู้สึกอยากทำในสิ่งที่ควรทำจริง ๆ ให้สำเร็จ
ซึ่งจะช่วยให้คุณมีความสำเร็จให้เขียนเพิ่มขึ้นอีกด้วย
เพราะการเอาชนะใจตนเองได้นั้นถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม
ที่ต้องจดไว้เลยทีเดียวเชียวนะ :)
วันหน้าวันหลังกลับมาอ่าน จะได้รู้ว่าตัวเองเก่งแค่ไหนไงล่ะ ^_^

แต่ต้องขอบอกเลยค่ะว่า สำหรับชาวแกงค์คนขี้เกียจอยากขยันทั้งหลาย
ถ้าทำแล้วหยุดเขียนเมื่อไหร่ โอกาสจะกลับมาขี้เกียจเหมือนเดิมมีสูงมากค่ะ
เพราะฉะนั้นเริ่มแล้วอย่าเลิกค่ะ แต่ที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ในการเขียนด้วยนะคะ
ห้ามแอบละเว้นอะไรเป็นพิเศษกันนะตัวเอง เพื่อการพัฒนาของเราเอง
ถึงช่วงแรก ๆ จะมีแต่เรื่องน่าตำหนิตัวเองให้เขียนเยอะหน่อย
แต่ถ้ากล้าหาญที่จะทำวิธีนี้อย่างสม่ำเสมอ
ช่วงหลัง ๆ จะกลายเป็นไม่มีอะไรน่าตำหนิให้เขียนเองค่ะ รับรอง เพราะป๊อปทำสำเร็จมาแว๊ว! ^_^

วิธีที่ ๓ ทำทั้ง ๆ ที่ขี้เกียจ : เลือกทำในสิ่งที่ขี้เกียจทำสุด ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ อย่าง
กำหนดให้มี ๑ วันของสัปดาห์เป็นวันที่เราจะฝืนใจทำในสิ่งที่ขี้เกียจ
(แล้วค่อย ๆ ขยับเป็น ๖ วันครั้ง , ๕ วันครั้ง , ๔ >> ๓  >> ๒ ครั้ง >> วันเว้นเวัน
จนกระทั่งกลายเป็นวันละครั้งในที่สุด)

ยกตัวอย่าง : ถ้าเวลานั้นคุณกำลังรู้สึกว่า สิ่งที่ฉันขี้เกียจทำที่สุดของวันนี้แล้วคือล้างห้องน้ำ
ให้เลือกการล้างห้องน้ำเป็นสิ่งที่คุณจะทำในวันนั้นเลย
และรีบเริ่มทำมันเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
ไม่ว่าจะทำอย่างเอื่อยเฉื่อยแค่ไหน หรือในสภาพคลานไปทำ หรือทำไปร้องไห้ไปก็ตาม
ฝืนทำมันเลยค่ะ อย่ารออยากแล้วค่อยทำ
จำไว้ว่านี่คือขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้เราเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนขยันที่เราอยากเป็นอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น สู้กันมันค่ะ เจ้าความขี้กียจนี่แหละ อย่าไปยอมแพ้
บอกตัวเองไว้ สิ่งนี้จะทำให้ฉันเข้าใกล้ในสิ่งที่ฉันอยากเป็นที่สุด
สิ่งนี้จะนำพาฉันไปสู่การเป็นเจ้าของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
อย่าไปฟังเสียงปีศาจจอมขี้เกียจที่เอาแต่คอยโอ๋เราว่า พอแล้ว ๆ แกทำดีแล้ว พอเถอะ บลา ๆ ๆ ๆ 
เสียงนั้นไม่ได้ช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้น มีแต่จะทำให้ชีวิตคุณถดถอย
ใส่เสียงใหม่ให้กับตัวเอง เช่น ถ้าแค่นี้เราทำไม่ได้ 
วันนึงมีลูกมีหลานเราจะสอนเขาให้ทำในสิ่งที่เขาควรทำได้ยังไง 
(อันนี้ประโยคส่วนตัวของป๊อปเองค่ะ อิอิ ^_^ ) 
บอกตัวเองว่านี่ไม่ใช่แค่การล้างห้องน้ำแต่มันคือทำสงคราม
ข้าศึกของเราคือเจ้าปีศาจจอมขี้เกียจ
เราจะวางแผนการรบยังไงก็ได้ ข้อแม้เดียวคือ ต้องรบให้ชนะเท่านั้น
แผนการรบในที่นี้ก็เช่น ถ้าให้ ล้างห้องน้ำเงียบ ๆ อาจทำให้รู้สึกทรมานไปหน่อยสำหรับคนขี้เกียจ
ก็ลองหาอะไรมาช่วยให้ตัวเองรู้สึกทรมานน้อยลง เช่น ฟังเพลงร๊อคไปด้วยล้างห้องน้ำไปด้วย
ลองฟังเพลงร๊อคไปด้วยทำไปด้วย แนะนำเพลง ยาพิษ ของวง Bodyslam
รับรองขัดตามดนตรีเพลงนี้ โถส้วมได้สะอาดเหมือนซื้อมาใหม่ :D
YouTube Preview Image

และเมื่อมันสำเร็จลง คุณจะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
จำความรู้สึกภูมิใจนี้เอาไว้ค่ะ แล้วเขียนมันลงไปในบันทึกความสำเร็จตัวโต ๆ ไปเลย
ว่านี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของคุณ
สมรภูมิรบครั้งต่อไป จะง่ายขึ้นเยอะ

และเพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจในการทำทั้ง ๆ ที่ขี้เกียจในครั้งต่อไป
อย่าลืมให้รางวัลตัวเองสำหรับการชนะใจตัวเองในแต่ละครั้งนะคะ

ป๊อปเข้าใจค่ะว่า ข้อที่ทำยากที่สุดคือ ข้อ ๓
แต่ป๊อปอยากบอกนะคะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับป๊อปคือ
ในทุกครั้งที่ป๊อปเริ่มทำด้วยความไม่อยากก็จริง แต่ในระหว่างที่ทำ ความอยากจะมาเองเสมอ
จนหลายครั้งป๊อปสามารถทำในสิ่งเคยคิดว่าไม่อยาก ต่อไปได้อีกเยอะเลย
ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นแต่แรก เช่น ตอนแรกว่าจะซักผ้าแค่ ๕ ชิ้น
ไป ๆ มา ๆ ไปเอามาซักหมดทั้งตระกร้าซะงั้น

การขี้เกียจในเรื่องที่สำคัญกับชีวิต เราอาจคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่ถ้าเรามาทบทวนการใช้เวลาแบบคนขี้เกียจของตัวเองตลอดชีวิตของเราที่ผ่านมา
เราก็จะพบว่า ถ้าเราขยัน ๆ ป่านนี้เราก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ จริงไหมล่ะคะ
ตัวป๊อปเอง ก็ใช่ว่าทุกวันนี้จะชอบซักผ้า ลึก ๆ ก็อยากจ้างคนอื่นเขาทำอยู่เหมือนเดิมนี่แหละ
แต่ในเมื่อเรายังต้องทำเองอยู่ เราก็ต้องหาวิธีจัดการกับตัวเอง
เช่น ถ้าไม่ชอบซักผ้าทีละเยอะ ๆ ก็ซักทีละน้อย ๆ ทุกวัน

ในวันหนึ่งวัน เราทำอะไรได้ตั้งเยอะนะคะ
ทำไมเราเลือกที่จะทิ้งเวลาอันแสนมีค่าของเรา เผื่อนอนเปื่อยไปวัน ๆ
หรือทำแต่อะไรที่ไม่เป็นสาระ และไม่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นล่ะคะจริงมั๊ย? 
คนไทยถ้าตั้งใจก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกนะคะ
แต่มันต้องเริ่มที่เลิกขี้เกียจในเรื่องที่จำเป็นก่อนนี่แหลค่ะ

และนี่ก็คือ ๓ วิธีที่ถือเป็นที่สุดสำหรับป๊อปในการเปลี่ยนตัวเองจากคนขี้เกียจเป็นคนขยันค่ะ ^_^
ถ้าคุณผู้อ่านไม่ค่อยแน่ใจว่า ๓ วิธีนี้จะได้ผลจริง ขอให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองกันดูได้เลยนะคะ
ป๊อปขอเอาเกียรติของอดีตคนขี้เกียจเป็นประกันเลยว่ามันได้ผลแน่นอน ^_^

สู้ๆนะคะทุกคน ป๊อปจะอยู่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้เสมอคะ
ขอให้เลิกขี้เกียจกันได้เร็ว ๆ นะคะ ^_^
ด้วยรัก…เหมือนเดิมค่า ;)

ป.ล. แล้วอย่าลืมอ่านภาคต่อของบทนี้ในตอนที่มีชื่อว่า
“มาเขียนประวัติชีวิตล่วงหน้ากันเถอะ” 
(คลิกอ่านได้ที่ตัวหนังสือชื่อเรื่องได้เลยค่ะ)
อ่านแล้วรับรองขยันขึ้น รับรองผลล้านเปอร์เซนต์เลยทีเดียวเชียว ขอบอก ;)

_____________________________________________________________________
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ tilucksacha@hotmail.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


กลัวคนรักทิ้งไป ทำอย่างไรดี!?!

Q : คิดถึงแต่เขา อยากเจอ อยากเห็นหน้า อยากอยู่ด้วย
กลัวว่าเขาจะทิ้งไป กลัวเขาจะไปมีคนอื่น ทำไงดีคะ?

A : ป๊อปขอรับรองว่า สิ่งที่คุณกำลังกลัวอยู่ขณะนี้
จะเป็นจริงตามนี้ทั้งหมดเลย ตราบที่คุณยังคงประคับประคองความรักของคุณด้วยวิธีคิดเช่นนี้อยู่

รู้ไหมคะ ผู้หญิงที่ได้รับการยกย่องจากคู่รักว่า เธอคือผู้หญิงที่เขาต้องการใช้ชีวิตด้วยไปทั้งชีวิต
เธอเท่านั้นที่เขาเลือกที่จะเป็นแม่ของลูกของเขา
เธอเท่านั้นที่เขายินดีจะดูแลแม้ในยามที่เธอเจ็บป่วยหรือพิการ
และจะไม่มีทางมีผู้หญิงคนไหนมาทำให้หัวใจเขาหวั่นไหวได้
แม้ว่าจะสวยกว่าเธอ รวยกว่าเธอ คุณสมบัติภายนอกเพรียบพร้อมกว่าเธอแค่ไหนก็ตาม
ผู้หญิงที่ทำให้คนรักรู้สึกรักได้ถึงขนาดนี้ มักเป็นผู้หญิงที่ไม่กลัวว่าแฟนตัวเองจะไปมีคนอื่น
คือผู้หญิงที่รักตัวเอง ฉลาด และมีความเข้าใจชีวิต
เป็นผู้หญิงที่ทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าการได้รับเลือกให้เป็นคู่ชีวิต
ถือเป็นเกียรติ และความโชคดีอย่างยิ่ง
เขาจึงต้องการรักษาเกียรตินั้นไว้ ด้วยความรักและความซื่อสัตย์

ขอยกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอทำเช่นนั้นได้ เธอเป็นผู้หญิงที่น้อยคนบนโลกนักที่ไม่รู้จัก
พิธีแต่งงานของเธอมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก
ปัจจุบันเธอมีพระอิสริยยศว่า ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์
เคาน์เตสแห่งสแตรตเฮิร์น บาเรอนิสแห่งแคร์ริกเฟอร์กัส

1
เธอคืิอพระชายาในเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์

สมัยที่เธอยังเป็นสามัญชน เพื่อนๆบอกเธอว่า เธอช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้คบกันกับเจ้าชายวิลเลี่ยม
แต่คำตอบของเธอคือ เจ้าชายต่างหาก ที่โชคดีได้คบกับเธอ
แม้เธอจะเคยเลิกรากับเจ้าชายไปแต่สุดท้าย เจ้าชายวิลเลี่ยมก็ทรงกลับมาขอคืนดี
และบอกกับสื่อมวลชนว่า หากพระองค์จะทรงแต่งงาน
ผู้หญิงที่จะเป็นพระชายา คือ เคท มิดเดลตัน (นามเดิม) คนนี้เท่านั้น

ที่ป๊อปนำเรื่องราวของเธอนี้มาเป็นตัวอย่าง
ก็เพราะอยากให้คุณเห็นถึงสิ่งที่เป็นแก่นแท้
ที่จะทำให้คนรักของคุณไม่อยากทิ้งคุณไปไหน
นั้นก็คือ การทำตัวเองให้มีค่า ซึ่งการทำตัวให้มีค่าในที่นี้ก็คือ
การทำเพื่อคนรักด้วยการทำตัวเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพ
ให้คนรักเขารู้สึกภูมิใจที่ได้คบด้วย

ในการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองสำหรับผู้หญิงนั้น
ป๊อปอยากให้ผู้หญิงรู้สึกกับตัวเองใหม่เสียก่อนว่า ที่ฉันกำลังทำเพื่อตัวฉันเองอยู่
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาความคิด หรือการทำตัวเองให้สวย
ต้องไม่ใช่เพียงเพื่อให้ตัวเองเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชายสักคน
แต่ควรจะทำเพื่อให้ตัวเองได้เป็นฝ่ายเลือกว่าใครสมควรจะได้รับเกียรติ
ได้เป็นคนรัก และในที่สุดคือเหมาะสมที่จะได้เป็นสามีและพ่อของลูกของฉันมากกว่า

ป๊อปอยากให้คุณเจ้าของคำถามนี้ ค่อยๆเปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะคะ
ดูแลความรักอย่างมีสติ ทำตัวเองให้ดี ดูแลคนรักใ้ห้ดี
แต่ถ้าเขาไม่ดี ไม่ซื่อสัตย์กับคุณ อย่ากลัวเขาทิ้งไปค่ะ
คุณก็ไม่จำเป็นต้องพยายามประคับประคองสถานะคนรักเอาไว้
อย่ากลัวการเลิกกันมากเกินไป
เพราะการเลิกกันมันก็เป็นเพียงสถานการณ์หนึ่งที่คนเกือบทั้งโลกได้พบเจอ
แน่นอนมันอาจนำความทุกข์สาหัสมาให้
โดยเฉพาะกับคนที่กลัวถูกทิ้งเท่าไหร่ หากต้องเจอก็ยิ่งรู้สึกทุกข์สาหัสเท่านั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ความทุกข์นั้นก็ไม่สามารถคงทนเหนียวแน่นติดหนึบในใจเราไปได้ตลอด
มันลดลงและหมดไปอย่างแน่นอน
แค่ช่วงแรกๆที่เพิ่งประสบทุกข์เท่านั้นแหละค่ะ ที่เราจะรู้สึกทรมาน
และอยากให้คุณมองเห็นโอกาสดีอีกอย่างนะคะ
การเลิกกัน ไม่ว่าจะถูกขอเลิกหรือเป็นฝ่ายบอกเลิกเอง
สำหรับคนที่มีคุณภาพแล้ว มันคือโอกาสดีสุดๆไปเลยเหมือนกัน
ที่จะได้พบกับรักใหม่ที่ดีกว่า (แต่ต้องเลือกให้ดีกว่าจริงๆนะ)
อีกอย่าง ถ้าเรารักเขาจริง เขาอยู่กับเราแล้วไม่มีความสุข ต้องการจะไปจากเราแล้ว
ยิ่งเรารั้งให้เขาอยู่กับเราก็เท่ากับยิ่งทำตัวเองให้เขาไม่อยากได้เข้าไปใหญ่นะคะ

ฉะนั้น เริ่มต้นตั้งแต่เวลานี้เลยกันดีกว่าค่ะ
ที่จะทำตัวเองให้เป็นผู้หญิงคุณภาพ เรามาเป็นสาวสวยเลือกได้กันดีกว่า
ใครที่ชอบคิดว่าตัวเองไม่สวย ขอบอกให้รีบๆเลิกคิดเลยนะคะ
ถ้าเราดูแลตัวเองดี แต่งตัวเป็น แม้ไม่ได้โบ๊ะหน้าเวอร์ ก็ดูมีเสน่ห์ได้ค่ะ ถ้าภายใน (ใจ) เราสวย
ความสวยจากภายใน มันจะล้นออกมาภายนอกอยู่แล้ว
และความสวยจากภายในสู่ภายนอกนั้น แม้อาจไม่เห็นได้ในทันที แต่ถ้าเมื่อไหร่ถูกเห็น
มันจะคือความสวยที่มีความถาวรประทับอยู่ในหัวใจของผู้พบเห็นเสมออย่างแน่นอน
และมันดีกว่าความสวยแต่เพียงใบหน้าแต่จิตใจและวาจาเสียหาย
จนทำให้ใบหน้าที่สวยแค่ไหนก็ไม่ชวนมองเสียอีกนะคะ

สำหรับคุณเจ้าของคำถามคะ หากคุณเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เสียตั้งแต่วันนี้
วันนึงคุณจะขำตัวเองสุดๆว่า ฉันเคยเป็นเจ้าของคำถามแบบนี้ได้ยังไง

href=”http://www.facebook.com/tiluck”>


โปรดอ่านก่อนคิดจะมี Sex (พ่อแม่ผู้ปกครองต้องอ่าน)

images
นี่คือบทความที่ป๊อปลัดคิวทุกบทที่เตรียมไว้ เพราะเห็นสมควรว่าเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้
เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่คงรอต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ!!
เนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๕๖ ที่ผ่านมา
ป๊อปเพิ่งผ่านการร่วมกันช่วยชีวิตทารกในครรภ์คนหนึ่ง
ที่กำลังถูกยายแท้ ๆ ของเขาพยายามฆ่า
ด้วยการขอร้องแกมบังคับให้ลูกสาวของเธอ (แม่ของเด็กในท้อง) ทำแท้ง
ส่วนคุณพ่อของเธอก็ประกาศตัดพ่อตัดลูกกันเลย
ซึ่งแม้ในที่สุดก็ช่วยไว้ได้ แต่ก็วุ่นวายไม่ใช่เล่นๆเหมือนกัน
ป๊อปไม่ขอลงรายละเอียดมากนะคะ

เพราะประเด็นสำคัญที่ป๊อปต้องการจะบอกกับผู้อ่านทุกท่านคือ
เหตุการณ์ที่ว่านี้มันจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเธอและแฟนหนุ่มมีการป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์
แต่ถ้าจะให้ย้อนรอยไปให้ไกลกว่านี้
มันมีอะไรผิดพลาดมาตั้งแต่กระบวนการเลี้ยงดูคนคู่นี้มาตั้งแต่เขายังเล็กจนถึงวันนี้แล้วล่ะค่ะ
เพราะการที่บุตรหลานของใครจะเป็นคนเช่นไร
กล้าหรือไม่กล้าทำอะไร เป็นคนรอบคอบหรือประมาท
ก็เป็นผลพวงมาจากการเลี้ยงดูทั้งนั้น

หากบุตรหลานของครอบครัวไหน ทำอะไรผิดพลาดหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม
ผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองก็ควรต้องพิจารณาตัวเองก่อนใคร
และควรต้องยอมรับว่าเป็นเพราะวิธีการอบรมดูแลลูกของตนที่มีความผิดพลาดเช่นกัน
ไม่ปัดว่าเป็นความผิดบุตรหลานฝ่ายเดียว
ขอโทษจริงๆที่ต้องกล่าวเช่นนี้ แต่เรามาพูดในสิ่งที่เป็นความจริงกันดีไหมคะ?

ลองคิดตามดูนะคะว่า หากเป็นในทางตรงข้าม
บุตรหลานของครอบครัวใด เป็นคนดี สร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูล
ผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองก็ยืดอกน้อมรับคำชมได้เต็มที่เหมือนกัน
ว่าเหตุที่ลูกหลานท่านได้ดี เป็นเพราะท่านเลี้ยงของท่านมากับมือ
ซึ่งอันที่จริงที่เขาได้ดีอาจเป็นเพราะถูกเลี้ยงมาดีจริง ๆ
หรือเพราะโรงเรียนสอนมาดี มีเพื่อนที่ดี หรือเพราะหนังสือที่เขาอ่าน
แต่พ่อแม่ผู้ปกครองแทบไม่มีส่วนในการอบรมสั่งสอนเลยก็เป็นไ้ด้
ในสังคมเรามีหนักกว่านั้นอีกค่ะ
คือบางครอบครัวสอนลูกหลานทำผิดบาปแต่ลูกหลานไม่เอาด้วย
แต่ในที่สุดพอเขาได้ดีเพราะตัวเขาเอง ก็ขอมีเอี่ยวในความดีของเขาขึ้นมาทันที
ว่านี่ลูกฉัน นี่หลานฉัน
แต่ถ้าเขาไม่ดี หรือทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา
แม้ความจริงก็เป็นเพราะการสอนที่ผิดของตน จะเล่นไม่รู้จัก ไม่นับญาติกันทันที
ปัดทุกความรับผิดชอบ เช่นเดียวกับเรื่องเด็กสาวคนนี้ที่เธอตั้งครรภ์ขณะศึกษาอยู่
แบบนี้ยุติธรรมกับเด็กหรือคะ จริงไหม?

เมื่อเรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว
การจะมาตำหนิกันก็เป็นเรื่องที่ทำได้ เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำสอง
แต่ก็ไม่ควรจะมากเกินไป จนมีผลกระทบกับภาวะอารมณ์ของคนตั้งครรภ์
เพราะย่อมส่งผลต่อลูกในท้องไม่มากก็น้อย
แต่การที่พ่อแม่ของเธอจะเห็นว่าเป็นความผิดถึงขนาดต้องตัดขาดความเป็นพ่อแม่ลูกกันนั้น
ในความเห็นป๊อปถือว่าผู้เป็นพ่อแม่ก็กำลังปฏิเสธความรับผิดชอบของตนเช่นกัน

ถ้าถามว่าป๊อปรู้สึกอย่างไรกับการที่เด็กสาววัยนักเรียน นักศึกษาที่ตั้งครรภ์
จะอุ้มท้องต่อไปและกลับไปเรียนต่อภายหลัง
ป๊อปรู้สึกว่า หัวใจของเธอช่างน่านับถือเหลือเกิน
ที่เลือกรับผิดชอบในความผิดพลาดของตนเอง
เธอไม่จำเป็นต้องอายใคร เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาย
ตรงข้ามมันคือความกล้าหาญและน่ายกย่องเสียอีก
ที่กล้าทำก็กล้ารับ กล้าที่จะรับผิดชอบ
ใช่ ที่ผ่านมาเธอผิด ผิดที่แอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนรักของตน
โดยที่เธอก็รู้ว่าพ่อแม่ของเธอจะไม่พอใจอย่างมากแน่ๆ
แต่ ณ ตอนนี้ หากเธอเลือกที่จะไม่ยอมที่จะผิดอีกต่อไปแล้วเพื่อลูกในท้องของเธอ
เท่านี้เท้าทั้งสองของเธอก็น่าก้มกราบมากๆสำหรับลูกของเธอแล้ว

และสำหรับผู้เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้อภัยลูกหลานของตนเอง
และยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ของบ้าน แม้ในยามที่ไม่พร้อม
ก็ถือว่าเป็นครอบครัวน่ายกย่อง
และเป็นตัวอย่างของครอบครัวที่คิดดีทำดีในสายตาของป๊อปเช่นกัน
เพราะเมื่อเวลามีปัญหาก็ไม่เลือกที่จะทอดทิ้งกัน แต่เลือกที่จะเหนื่อยเพิ่มขึ้นร่วมกัน
หรือถ้าสุดๆแล้ว ขัดสนเรื่องเงินจริงๆ ก็หาทางติดต่อองค์กรที่สามารถให้ความช่วยเหลือ
ติดต่อหาผู้อุปการะเด็กแทนก็ยังดี (มันดีกว่าทำแท้งเยอะนักค่ะ)

มาถึงตรงนี้ ป๊อปอยากจะฝากถึงวัยรุ่นวัยเรียนทั้งหลายทั้งหญิงและชายนะคะว่า
หากเมื่อไหร่น้องๆไม่ป้องกันจนเกิดการตั้งครรภ์
จะมาบอกว่าไม่ตั้งใจไม่ได้หรอกค่ะ
เพราะการไม่ป้องกันมันคือการตั้งใจที่จะประมาทแล้ว
สำหรับน้องๆผู้ชาย หากเรารู้ดีแก่ใจว่าเราคือพ่อของเด็กในท้อง
การรับรองบุตรแต่ไม่เลี้ยงเลยก็ยังดูเป็นลูกผู้ชายกว่าการผลักฝ่ายหญิงไปทำแท้ง
หรือหนีหายไม่รับเป็นพ่อนะคะ เพราะถึงอย่างไรเราหนีความจริงไปไม่พ้น
ถึงไำม่มีใครรู้ เราก็รู้ดีแก่ใจ

แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความไม่พร้อมทั้งหลายดังตัวอย่างที่เล่ามานี้
ก่อนที่คิดจะมี Sex (ไม่ว่าจะป้องกันหรือไม่ป้องกันก็เถอะ)
ขอให้คิดถึงหน้าพ่อแม่ของตัวเอง และคิดถึงผลที่ตามมากันไว้ให้มากๆนะคะ
อย่าต้องมาแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุทั้งที่ป้องกันได้ตั้งแต่ที่ต้นเหตุเลยค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีอย่างที่สุดค่ะ

และหากอยากรู้ว่าการทำแท้งเป็นอย่างไร รวมถึงผลบาปจากการทำแท้ง
หรือแม้แต่การเป็นส่วนหนึ่งของการทำแท้ง แม้แต่แค่แนะนำหรือให้ใครยืมเงินไปทำแท้ง
ติดตามอ่านต่อได้ในบทความดังต่อไปนี้ค่ะ
๑) ทำอย่างไรดี เมื่อตั้งครรภ์ขณะไม่พร้อมมีบุตร
๒) โปรดอ่านก่อนคิดจะทำแท้ง!!
๓) โปรดอ่านบทความนี้ก่อนวางแผนมีบุตร!
: ทำอย่างไรดี? หากแพทย์วินิจฉัยว่าควรทำแท้ง เพราะมีความเสี่ยงว่าลูกในท้องจะพิการ!

๔) ทำอย่างไรดี? เมื่อถูกรับหน้าที่ให้ยุติการตั้งครรภ์ผู้อื่นด้วยเหตุผลทางการแพทย์!?!
(คลิกอ่านบทความที่ต้องการได้ที่ตัวหนังสือชื่อเรื่องได้เลยนะคะ)

_____________________________________________________________________
ติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


จะรักกันได้ไหม ถ้าไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกัน? ตอนที่ ๒

p3744
Q : เคยอ่านจะรักกันได้ไหม ถ้าไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันที่พี่เขียน
เลยมีคำถามอยากถามพี่ค่ะ เรื่องของหนูต่างกัน
หนูกับแฟนคบกันได้ปีนึงแล้ว เราสองคนสัญญาว่าจะแต่งงานกัน
แฟนหนูเค้านับถือคริสต์ หนูนับถือพุทธ ซึ่งแม่เค้าไม่ชอบเลย
ตอนนี้แม่เค้าไม่ยอมให้เรารักกัน แต่เราสองคนรักกันมาก
มันจะเป็นไปได้ไหมคะ ถ้าเราจะแต่งงานแบบไม่เปลี่ยนศาสนา?

A : แม่เขาไม่ชอบศาสนาพุทธ ไม่ใช่ไม่ชอบน้องใช่ไหมคะ?
ถ้าอย่างนั้น น้องลองให้แฟนของน้องคุยกับคุณแม่ของเขาดูว่า
ถ้าน้องยินดีจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ คุณแม่จะยินดีให้คบกันต่อไปไหม?
หากเป็นแบบนั้นแล้วคุณแม่จะโอเคขึ้น และน้องกับแฟนรักกันมากพอจริงๆ
น้องก็เปลี่ยนภาคปฏิบัติของตัวเองไปเป็นคริสต์เลยค่ะ เพื่อความสมานฉันท์ :)
(แต่นั่นหมายความว่าแฟนน้องก็โอเคที่น้องยังคงเลื่อมใสในพุทธศาสนาอยู่นะคะ)

พี่เคยได้ชมคลิปสัมภาษณ์ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรองค์ก­ารนาซ่า
ในรายการพิเศษ ชุด New Heart New World
มีประโยคหนึ่งน่าประทับใจมากๆ คือ
“โลกนี้ คนมีเหตุผล ทะเลาะกันมากที่สุด แต่คนมีหัวใจ ไม่ทะเลาะกัน”
YouTube Preview Image

ความจริง คริสต์กับพุทธก็มีจุดที่เหมือนกัน
ที่ชัดเจนเลยคือเรื่องของพรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
และยังมีอีกหลายอย่างที่มีเหมือนกัน แต่ต่างกันแค่ชื่อเรียกและการแบ่งหมวดของคำสอน

ภารกิจของชาวคริสต์อย่างหนึ่ง คือ
ใช้พรสวรรค์ที่ตัวเองมี เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างสุดจิตสุดใจ มันเหมือนหน้าที่ที่ยิ่งกว่าหน้าที่
ชาวคริสต์ (แท้ๆ) จะรักและให้อภัยได้แม้แต่คนที่ทำร้ายเขาหรือรังเกียจเขา
รักและเป็นห่วงได้ทั้งครอบครัวของคนที่เพิ่งรู้จัก รวมทั้งหมาแมวในบ้านเขาด้วย
ที่พี่เข้าใจเพราะพี่ก็ยังคงมีความนับถือคริสต์อยู่ในหัวใจ
(โรงเรียนแรกที่พี่เรียนเป็นโรงเรียนคริสต์น่ะค่ะ เลยซึมซับสิ่งดีๆของศาสนาคริสต์มาเยอะ :) )

อย่างไรก็ตาม แม้คุณแม่ของเขาจะสรุปที่ไม่ยินดีให้น้องคบกัน
ก็อย่าเพิ่งไปคิดว่านี่คงเป็นวันสุดท้าย หรือคิดว่าความรักของน้องและแฟนเป็นอันจบลงแล้วนะคะ
แต่พี่ก็ขอแนะนำให้น้องเคารพในการตัดสินใจของคุณแม่ของเขาไปก่อน
เพราะคนที่เรารักคือลูกชายของเขา ถึงน้องรักเขามากยังไง ก็สู้ที่คุณแม่เขารักเขาไม่ได้จริงไหมคะ
และถ้าน้องรักเขาจริงล่ะก็ ก็ควรรักคุณแม่เขาด้วย แม้ว่าท่านจะ (ยัง) ไม่รักน้องก็เถอะ
หากน้องรู้ตัวว่า ตัวเองกำลังเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้คุณแม่ของเขาไม่สบายใจ
ก็อย่าไปมีความสุขบนความทุกข์ของท่านเลยค่ะ ถอยออกมาก่อน
พี่ไม่ได้กำลังตอบอย่างไม่เข้าใจนะคะ
แต่พี่มองว่า ถ้าคนมันจะใช่ มันไม่มีอะไรต้องกลัว
ไม่แน่วันนึง หากคุณแม่เขาสัมผัสได้ว่าไม่มีผู้หญิงคนไหน
จะรักและดูแลลูกชายเขาได้ดีเท่าน้องแล้ว เขาอาจจะมีทีท่าใหม่ต่อน้องก็ได้
แต่ยังไงก็อย่าคาดหวังนะคะ ทำวันนี้ของน้องให้ดีที่สุดนะคะ
คำตอบของพี่อาจไม่ถูกใจน้อง (หรือผู้อ่านบางท่าน)
แต่จะให้พี่ตอบว่าให้น้องไปงัดกับผู้ใหญ่ พี่คงไม่แนะนำ
เพราะการสร้างโทสะให้กับตนเองและผู้อื่น ก็คือการสร้างบาปในใจชนิดหนึ่ง
ยิ่งตั้งใจเท่าไหร่ ยิ่งบาปมากเท่านั้น

และจริงๆแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ แม้ว่าตอนนี้น้องจะไม่ชอบก็ตาม
อุปสรรคครั้งนี้ อาจเป็นบทพิสูจน์ว่าน้องทั้งสองจะรักกันจริงหรือเปล่า
การผ่านอุปสรรคด้วยกันเสียบ้าง จะทำให้ึความรักของน้องยิ่งมีคุณค่านะคะ

แต่ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เราก็ยังรักเขาได้ตลอดไป แม้จะไม่ได้ครอบครองนะ
ตอนนี้อยากให้น้องทำใจให้สบายก่อน ทุกอย่างอาจจะออกมาดีหมดเลยก็ได้
หากคุณแม่เขาทราบว่าน้องยินดีจะเปลี่ยนศาสนาตาม เขาอาจจะไม่ห้ามให้คบกันแล้วก็ได้นะคะ
ยังไงขอให้ใจเย็นๆ ใช้ชีวิตอย่างมีสติทุกวันนะคะ
คิดดี ทำดี พูดดี ทุกวันนะคะ แล้วทุกอย่างจะดีเองค่ะ ^_^

_____________________________________________________________________
อ่านแล้วชอบใจไปรู้จักกันต่อได้ที่แฟนเพจ >> www.facebook.com/tiluck นะคะ ^_^
และติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


เทคนิคเลิกตื่นสาย..ชนิดหายขาดชัวร์!! 

คุณกำลังประสบปัญหาเหล่านี้กันอยู่ใช่ไหม?
• รู้นะว่าต้องตื่นๆ แต่พอจะตื่น เสียงที่บอกตัวเองมันกลับเหมือนเป็นอีกคนทุกที
เช่น ขอนอนต่ออีกนิดนึงน๊าาา  ยังไงก็ไปทำงานทันอยู่แล้ว
หรือ วันนี้ขอไปสายอีกวันนึงละกัน ฯลฯ
• สัญญากับตัวเองก็แล้ว อะไรก็แล้ว ว่าจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่
แต่พอถึงเวลาขึ้นวันใหม่ทีไร ก็ขี้เกียจเหมือนเดิมทุกที

19441_552000005208601

พอกันทีกับปัญหาเดิมๆ!! วันนี้ป๊อปขอเสนอ เทคนิคเลิกตื่นสาย..ชนิดหายขาดชัวร์!!
รับรองสามล้านเปอร์เซนต์ไปเลยค่ะ
รับรองเลยว่า ถ้าทำตามนี้ไม่มีทางไม่ได้ผลค่ะทุกท่าน

เพราะป๊อปทำมาแล้วและได้ผลดีมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลย
ทุกวันนี้การตั้งปลุกจะมีไว้ใช้ก็แค่เตือนกันลืมทำสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างวัน
หรือเพื่อปลุกในวันที่ต้องตื่นไปธุระแต่เช้ามาก ๆ
แต่ก็มักจะตื่นก่อนนาฬิกาปลุกได้ทุกที (เจ๋งม๊ะล่ะ ^_^ )
เคยทำมาสารพัดวิธีไม่เคยมีวิธีไหนได้ผลเท่าวิธีที่กำลังจะเล่าให้ฟังนี้เลย

เชื่อไหมคะว่า วิธีแก้อาการตื่นสายได้ดีกว่าวิธีไหน ๆ
คือการมีเป้าหมายชีวิตที่เร้าใจพอให้เราอยากจะตื่นก่อนนาฬิกาปลุกจะดังขึ้น
เป้าหมายที่ใช่และเร้าใจพอให้เราอยากจะมีวินัยในการเข้านอน
เพื่อที่จะได้ตื่นมาอย่างกระปรี้กระเปร่า และพร้อมที่จะทำทุกวันให้ดีที่สุดจริง ๆ

อย่าเพิ่งคิดว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกันกับการเลิกตื่นสายชนิดหายขาดนะคะ
ถ้าป๊อปไม่ได้ผลมากับตัวเองแล้ว ป๊อปคงไม่กล้าเอามาบอก
แต่เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกินไป
ป๊อปขอพาโค้ชวาส (Vasanth Gopalan) โค้ชและเทรนเนอร์ระดับโลก มาช่วยไขข้อสงสัยที่ว่า
การมีเป้าหมายชีวิตที่เร้าใจช่วยให้เราเลิกตื่นสายชนิดหายขนาดชัวร์ได้อย่างไร
กับ ๒ คลิปนี้ค่ะ (มีบทบรรยายภาษาไทยในคลิป)
YouTube Preview Image
YouTube Preview Image

จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการตื่นสาย ทั้งของตัวเองและหลายคนที่ได้รู้จัก
จึงได้เข้าใจ ว่าสาเหตุจริงๆของการตื่นสายนั้น ที่จริงมันผิดตั้งแต่การเข้านอนแล้ว

จริงไหมล่ะคะ?
ลองคิดดูว่า ถ้าคุณลองเข้านอนตอนเย็น
ยังไงก็คงตื่นกลางดึกหรืออย่างเก่งก็ตี ๓ ตี ๔
ถ้าลากยาวกว่านี้ แสดงว่าคืนก่อนไม่ได้นอนมาทั้งคืน

การจะตื่นเช้าอย่างสดชื่นกระปรี่กระเปร่าได้นั้น
เราให้ความสำคัญกับแค่วินัยในการตื่นนั้นไม่พอนะคะ ต้องมีวินัยในการเข้านอนด้วย
ถึงเวลานอนก็ต้องรู้เวลา ซึ่งหากเราคำนวณเวลาหลับเรียบร้อย และหลับได้ตามเวลาจริง ๆ
นาฬิกาปลุกก็แทบไม่จำเป็นเลย เพราะถึงไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้
แต่หากร่างกายพักผ่อนเต็มที่แล้ว เราก็จะตื่นเองโดยอัตโนมัติ
อย่างป๊อปถ้าครบ ๘ ชั่วโมงแล้ว ยังไงก็ตื่นอยู่ดี
ต่อให้อยากหลับต่ออย่างไรก็หลับไม่ได้ ถ้าไม่ได้ป่วย

ป๊อปว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการตื่นพร้อมนาฬิกาปลุกให้ได้
คือการสร้างคุณภาพของเวลาแห่งการหลับ
โดยเริ่มตั้งแต่ต้องรู้จักคำนวณการใช้เวลาของตัวเองในแต่ละวัน
ไว้ให้สมดุลกับวิถีชีวิตของตัวเองที่สุด

เช่น ป๊อปจะสังเกตตั้งแต่ตัวเองตื่น (จากการได้หลับเต็มที่)
พบว่า เวลาคุณภาพของการทำงานคือ ๑๒ ชั่วโมงแรก
ในระหว่างวัน นอกจากการทำในสิ่งที่ต้องทำแล้ว
ก็จะวางแผนการทำงานของวันพรุ่งนี้ และตลอดทั้งสัปดาห์เอาไว้ให้เรียบร้อย
(ซึ่งแผนการทำงานรายวันและรายสัปดาห์นี้
ก็มาจากการแตกการแตกกิ่งก้านสาขาของเป้าหมายใหญ่สุดของเรานี่แหละค่ะ) 
พอครบ ๑๒ ชั่วโมงแล้ว ป๊อปก็จะเริ่มผ่อนสิ่งที่ต้องทำ รวมถึงสิ่งที่ต้องคิด
โดยในทุก ๆ วันก็จะทำตามแผนนั้นอย่างมีสมาธิที่สุดเท่าที่ทำได้
แต่ไม่ถึงกับตึงมาก แต่ก็ต้องไม่หย่อนเกินไป
และ ๔ ชั่วโมงก่อนนอน คือ ช่วงเวลาที่จะทำแต่เรื่องเบา ๆ
เช่น การสวดมนต์ นั่งสมาธิ และหาคลิปบรรยายธรรมฟังใน YouTube
ถ้าเราทำงานที่ต้องใช้ความคิด ใช้แรงหนัก ๆ ในช่วง ๔ ชั่วโมงก่อนนอน
อาจทำให้เวลาที่เราต้องการจะหลับจริง ๆ จะหลับได้ยากเอานะคะ
ฉะนั้น ๔ ชั่วโมงก่อนนอนของป๊อปคือ การค่อย ๆ ผ่อนการคิด การวางแผนต่าง ๆ
หากคิดอะไรเด็ด ๆ ออก เช่น คิดชื่อบทความหรือเนื้อหาที่จะเขียนได้
ก็จะจดไว้สั้น ๆ ในสมุดบันทึกก่อน
แล้วค่อย ๆ ปล่อยตัวเองให้ค่อย ๆ หลับ ไม่รอให้ตัวเองรู้สึกง่วงจัดแล้วค่อยนอน
ถ้าเราจัดเวลาการนอนหลับได้แบบนี้ เรื่องตื่นสาย ตื่นไม่ทัน รับรองว่าไม่มี

1441533_583401538374580_1683238088_n

จริงๆแล้วปัญหาการตื่นสาย
มีต้นตอมาตั้งแต่ลักษณะการใช้เวลาในช่วงที่ตื่นอย่างขาดความสมดุลนะคะ 

และบางสาเหตุหลายคนก็คิดไม่ถึง หรือคิดว่ามันไม่น่าจะเกี่ยว เช่น
การลำดับความสำคัญของงานไม่เป็น แบ่งงานไม่เป็น
หรือไม่เลือกรับชิ้นงานที่ควรรับจริง ๆ เหมาทำคนเดียวหมด
ให้เวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้ เรื่องที่ควรให้ก็ไม่ค่อยจะให้เวลา
man_over_worked_ha
แต่โดยส่วนใหญ่ มักจะเป็นเพราะแบบนี้ค่ะ
เวลางาน เอาอย่างอื่นมาเบียดทำหมด (มีสาระบ้างไม่มีบ้าง)
เลยต้องเอางานมาเบียดเวลานอน
หนักกว่านั้นคือ ได้เวลานอนก็ไม่นอน หาอะไรให้สมองทำงานหนักตลอด
จนผลอยหลับอย่างล้า ๆ แบบนี้พอถึงเวลาต้องตื่น ก็ตื่นยากน่ะสิคะ
เพราะการหลับเมื่อง่วงจัด จะทำให้เวลาตื่นเรามีอาการมึนหัว อ่อนเพลีย
และยิ่งทำให้เราป่วยออด ๆ แอด ๆ ได้ง่าย ๆ ด้วย

แต่ถ้าเรารู้จักใช้ ๑๒ ชั่วโมงแรกที่ตื่นได้อย่างมีคุณภาพ
รู้จักวางแผน รู้จักสังเกตตัวเอง ว่าทำอะไรได้ดีในเวลาใดบ้าง
เลือกที่จะทำสิ่งที่สำคัญอันดับต้น ๆ เป็นอย่างแรก ๆ ของวัน
และจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ (ทีละอย่าง) จนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย
เราก็จะทำทุกอย่างได้เร็วขึ้นหลายเท่า และมีประสิทธิภาพขึ้นหลายเท่าอีกด้วย

เชื่อว่าหลายท่านอ่านมาถึงตรงนี้ อาจกำลังอยากทราบวิธีบริหารเวลาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
ป๊อปขอพา พี่เอเท็น อานนท์ เธียรพิเชฐ มาช่วยแนะนำเรื่องการบริหารเวลาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ
แถมรายได้มากขึ้นด้วย กับคลิปนี้เลยค่ะ
YouTube Preview Image

และขอแนะนำหนังสือน่าอ่านที่สัก ๒ เล่มนะคะ
เล่มแรก “กินกบตัวนั้นซะ” เขียนโดย ไบรอัน เทรซี่ (Brian Tracy)
ใครอยากหาทางแก้ปัญหาการจัดสรรเวลาไม่ลงตัว ต้องเล่มนี้เลยค่ะ
วิธีการในหนังสือเล่มนี้
จะช่วยให้คุณสามารถบริหารเวลา ๑ วันของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้เป็นอย่างดีทีเดียว
EatThatFrogpic12

และเล่มที่ ๒ “ผู้นำไร้ตำแหน่ง” เขียนโดย โรบิน ชาร์มา (Robin Sharma)
ใครปัญหาเบื่องาน เบื่อชีวิต ไม่มีเป้าหมายชีวิต
รับรองอ่านเล่มนี้ไป คุณจะรู้สึกเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่และเชื่อมั่นในศักยภาพตัวเองมากขึ้น
การเล่าเรื่องในหนังสือเล่มนี้คล้ายกับนวนิยาย อ่านสนุกแน่นอน รับรองว่าคุณจะไม่รู้สึกเบื่อเลย
หลังอ่านจบ คุณจะมองโลกในมุมใหม่ คุณจะมีความสุขในชีวิตมากขึ้น
คุณจะตอบตัวเองได้ว่าคุณจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร และเพื่อใครบ้าง
อย่าพลาดเชียวค่ะเล่มนี้ ขอแนะนำจากใจจริงเลยว่าดีมาก ๆ
book_317

และขอทิ้งท้ายอีกเทคนิคพิเศษในการแก้ปัญหาการตื่นสายแบบปัจจุบันทันด่วน
เป็นเทคนิคที่คุณขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร  
เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ “ข้อคิดจากขุนเขา” ประจำนิตยสาร”ธรรมดี(ออนไลน์)” แห่งนี้แหละค่ะ
ในชื่อตอนว่า ทำอย่างไรจึงจะตื่นเช้าได้เสียที!?!
คุณขุนเขาเล่าว่า เขาได้ประยุกต์มาจากวิธีของ Steve Pavlina 
(นักเขียนและนักพูดชื่อดังชาวอเมริกัน เจ้าพ่อแห่งศาสตร์พัฒนาตนเอง)
ที่เขาอ่านเจอมาจากบทความชื่อ How to Get Up Right Away When Your Alarm Goes Off 
ซึ่งวิธีนั้นก็คือ “การซ้อมตื่น” ค่ะ
ซ้อมการตื่นตั้งแต่ยังไม่ใช่เวลานอนนี่แหละค่ะ เวลาตาสว่าง ๆ เลยนี่แหละ
โดยให้ทำบรรยากาศให้เหมือนตอนเรานอนจริงๆ และให้ทำเป็นแกล้งหลับ
เหมือนกำลังหลอกใครสักคนอยู่ (หลอกจิตใต้สำนึกอยู่ไง) ว่าฉันกำลังหลับนะ
และตั้งเวลาปลุกบนนาฬิกาปลุกหรือในโทรศัพท์มือถือเอาไว้ข้าง ๆ ตัว
โดยตั้งเวลาปลุกเอาไว้ล่วงหน้าแค่ ๕ นาทีก็พอค่ะ
และทันทีที่นาฬิกาปลุกดัง ให้ลุกไปล้างหน้าให้เร็วที่สุด!
เอาแบบลุกพรวดเหมือนไฟลนก้นเลยนะคะ!

วิธีนี้คือการฝึกจิตใต้สำนึกให้คุ้นชินว่านี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่นาฬิกาปลุกดังนะจ๊ะ
(คือนาฬิกาปลุกปุ๊บต้องลุกปั๊บ)
และเมื่อถึงเวลาที่จะต้องตื่นจริง ๆ เราก็จะสามารถเด้งจากที่นอนได้อย่างอัตโนมัติ
อ๊ะ! ถ้าไม่เชื่อนี่ต้องลองเลยนะคะ
เพราะคุณขุนเขาได้บอกนะคะว่าเขาได้ลองทำก่อนแล้วและได้ผลจริงกับตนเอง
ก่อนจะทำการเผยแผ่สู่พี่น้องชาวไทย
อ้อ! แล้วไม่ต้องกลัวว่าต้องซ้อมตื่นแบบนี้ทุกวันนะคะ
คุณขุนเขาบอกว่า แค่วันเดียว ซัก ๒ – ๓ รอบ ก็เริ่มเห็นผลแล้ว
แต่จะฝึกมากกว่านั้นก็ไม่เป็นปัญหานะคะ (กันพลาด) แล้วแต่สะดวกเลยค่ะ
แม้ป๊อปจะไม่เคยลองวิธีซ้อมตื่น
เพราะป๊อปก็ตื่นทันทีที่นาฬิกาปลุกได้เสียก่อนจะได้ลองซ้อมไปเสียแล้วด้วยวิธีที่เล่ามาแต่แรก
แต่ป๊อปก็เชื่อว่า วิธีซ้อมตื่นนี้ก็ได้ผลกับหลายต่อหลายคนที่เคยได้ลองทำมาก่อน
หากท่านใดอ่านแล้วอยากลองดูบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะคะ

เอาล่ะค่ะ เมื่อทราบต้นตอของสาเหตุ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาการตื่นสายกันแล้วเช่นนี้
ต่อไปนี้เรามาบริหารชีวิตของเรากันใหม่นะคะ โดยเริ่มที่วันนี้เลยดีที่สุด อย่ารอค่ะ
เพื่อสุขภาพที่ดี และวิถีชีวิตที่ดีขึ้นนะคะ ^_^
ด้วยรัก…เหมือนเดิมค่ะ

_____________________________________________________________________
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ tilucksacha@hotmail.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนต์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


สุขสันต์วันเกิด มีความทุกข์มากๆนะ ^_^

“เราทุกคนก็คงรู้วันเกิด แต่มีสักกี่คนที่รู้วันตาย”
ก่อนทุกคนจะเปิด Youtube คลิกไปฟังเพลง ‘ก่อนตาย’ (ที่มาของประโยคนี้) กันหมด
ขอรีบเข้าเรื่องเลยดีกว่า

วันนี้ (ขณะเขียนบทความนี้) ตรงกับวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖
ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของป๊อปเองค่ะ
ปีนี้อายุ ๓๑ แล้ว เรียกว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยอายุมากขนาดนี้เลย :D
ยิ่งโตก็ยิ่งเฉย ๆ กับวันคล้ายวันเกิด ไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่
อย่างมากก็แค่อยากนอนดู Youtube ทั้งวัน อยากินอะไรก็ซื้อมากิน
อยากหลับเมื่อไหร่ก็ค่อยหลับ อยากตื่นเมื่อไหร่ค่อยตื่น
แต่ที่ต้องขยันอย่างนีงในวันนี้เลยคือ ต้องรีบมาเขียนบทความนี้ในวันนี้โดยเฉพาะ
เพื่อบอกเรื่องสำคัญต่อไปนี้กับผู้อ่านที่รักของป๊อปให้จงได้
ขอให้เสพกันอย่างเปิดใจ และเอาประโยชน์ไปใช้ให้ได้มากที่สุดนะคะ
เพราะที่ป๊อปกำลังจะเล่าต่อไปนี้ มีผลต่อชีวิตที่เหลือของคุณนับจากนี้อย่างแน่นอน

ขอเท้าความไป เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว
สมัยป๊อปเป็นนักร้องผับอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต (ฟังดูไม่น่าเชื่อเนอะ ฮ่า ๆ :D )
ในคืนหนึ่ง มีลูกค้ากลุ่มหนึ่งมาจัดวันเกิดที่ผับที่ป๊อปร้องเพลงอยู่
ตอนนั้นป๊อปนั่งอยู่แถวหน้าร้าน ได้ยินเสียงขวดแตกดัง “เพล้ง!”
ป๊อปหันไปตามเสียงนั้น ก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังทำท่าตกใจ และหงุดหงิด
และพูดอย่างใจเสียขึ้นมาว่า “ฤกษ์ไม่ดีแล้ว วันเกิด ขวดเหล้ามาแตกอย่างงี้”
เวลานั้นป๊อปคิดในใจว่า “โถ! นั่นน่ะฤกษ์ดีที่สุดแล้ว”
นี่ถ้าเขาเปลี่ยนใจไม่ดื่มในวันนั้น ก็เท่ากับเขาไม่ต้องมาผิดศีลข้อ ๕ ในวันคล้ายวันเกิดของตัวเอง
(ศีลข้อ ๕ งดเว้นการดื่มสุราและสารเสพติด)
ป๊อปร้องเพลงผับมาหลายปี เพลง Happy Birthday นี่ได้ร้องแทบจะทุกวัน
ซึ่งในฐานะนักร้องนำ ป๊อปก็ต้องอวยพรวันเกิด ด้วยคำว่า “ขอให้มีความสุขมาก ๆ ” ทุกครั้ง
ทั้งที่บางครั้ง อยากบอกว่า “ขอให้มีความทุกข์มาก ๆ ” มากกว่า
ทำไมน่ะเหรอคะ?
ก็เพราะมันอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะเกิดขึ้นที่สุดกับบางคน
อย่างที่ป๊อปเคยบอกไปในบทความ ตอน “สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต” ยังไงล่ะ!
happy-birthday-colorful-gift-hd-wallpapers

คุณผู้อ่านบางคนอาจข้องใจว่า ทำไม? จัดวันเกิดแล้วดื่มเหล้ามันแย่มากเลยหรือไง?
ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่ป๊อปตระหนักในโทษภัยของสุรามากกว่าคนทั่วไปเท่านั้นเอง
จึงรู้สึกไม่ค่อยอยากเห็นใครดื่มเหล้า แต่ก็ไม่ห้าม อย่างมากก็แค่แสดงความเป็นห่วง
แต่ถึงป๊อปจะตระหนักมากกว่าคนทั่วไป แต่ก็เป็นการตระหนักตามจริง
แม้ป๊อปจะเคยดื่มมาบ้าง แต่ตั้งแต่ศึกษาธรรมะ โดยเฉพาะเรื่องกฎแห่งกรรม
แล้วรู้สึกเกรงกลัวต่อผลของบาป อาจจะฟังดูงมงายในความเห็นของบางคนนะคะ
แต่ป๊อปไม่อยากเสี่ยงกับการต้องไปโดนเหล้าเดือด ๆ กรอกปากต่อในนรก
เพราะถ้าหากโชคร้ายจิตสุดท้ายก่อนตาย ดันเป็นโทสะ จิตต้องดิ่งไปนรกเป็นที่แรก
ของเก่าที่เคยดื่มมา แม้ไม่มาก แต่ก็ถือว่ามีผล
ขนาดป๊อปเคยดื่มมาแค่ช่วงหนึ่งของชีวิต (รวม ๆ แล้วก็ไม่มาก)
แต่ป๊อปยังรู้สึกเสียใจและเสียดายเลยที่ชาตินี้ไปคิดแตะต้องมันซะได้ แถมยังเต็มใจเสีัยด้วย
(พูดแล้วนึกถึงชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของคุณณัฐพบธรรมขึ้นมาทันทีว่า “ถ้ารู้(กู)ไม่ทำ”)
ถ้าผลร้ายอย่างเบา ตายขณะเมา แต่โชคดี จิตเป็นกุศล ได้มาเกิดใหม่เป็นคน(แถมรวยด้วยก็เหอะ)
แต่ต้องพิการทางสมอง คงไม่เปรมเท่าไหร่

อันที่จริงป๊อปยังก็คงจำความสนุกในวงสนทนาที่มีการดื่มได้ เพียงแต่มันยั่วใจป๊อปไม่ได้อีกแล้ว
เพราะเมื่อพิจารณาโทษของการดื่มสุราอย่างลึกซึ้งแล้ว รู้สึกว่ามันไม่คุ้มที่จะแลก
เรามีทางเลือกให้ตัวเองได้บันเทิงตั้งมากมายโดยไม่ต้องพึ่งพาสุรา
ทุกวันนี้ป๊อปก็ยังสนุกสนานร่าเริงได้ทุกสถานการณ์ ไม่เห็นต้องพึ่งสุราเลย
และหากคุณสงสัยว่า ถ้าดื่มอย่างมีสติ ก็ไม่น่าจะบาปมากน๊าา??
งั้นป๊อปถามคุณอย่างนี้ค่ะ คุณกำลังมีทางเลือกที่จะไม่ดื่มก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ
แล้วจะเลือกที่จะดื่มให้ัตัวเองต้องผิดศีลข้อ ๕ ทำไมกัน!
ถ้าจะดื่มอย่างมีสติจริง ๆ ป๊อปแนะนำที่สถานการณ์แบบนี้ค่ะ
คุณอยู่กลางทะเลทรายซาฮาร่า และไม่ได้ดื่มน้ำมา ๓ วัน แล้วคลานไปเจอเหล้าเต็มขวด
อย่างงั้นป๊อปแนะนำให้กระดกอย่างมีสติให้หมดขวดไปเลยค่ะ

บางท่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจคิดว่าป๊อปบ้าไปแล้ว ซีเรียสเกินไปหรือเปล่า
แต่ป๊อปคิดอย่างนี้ค่ะ ต่อให้ป๊อปไม่เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ไม่เชื่อเรื่องผลกรรมจากการดื่มเหล้าและเสพสารเสพติด ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้
ป๊อปจะคิดแค่นี้ค่ะ ถ้าผลกรรมดังตัวอย่างนั้นมีจริง ๆ ขึ้นมา
เต็มที่ก็โดนแค่ของเก่า ซึ่งก็ยังดีกว่าเราเพิ่มกรรมใหม่ให้ตัวเองต้องได้มาชดใช้เพิ่มเติม
และการไม่ดื่มก็ไม่ได้ทำให้ป๊อปทุกข์ใจอะไร ก็แค่ไม่ดื่มเพราะมองว่าเป็นการไม่ประมาท
ถ้าบางท่านกำลังคิดอยู่ว่า ป๊อปเชื่อว่านรกมีอยู่จริงได้ยังไง ของมองไม่เห็นแบบนั้น
งั้นป๊อปขอยืมคำของพระภาสกร ภูริวฑฺฒโน ภาวิไล
เมื่อครั้งท่านให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะใจ มาชวนให้ทุกท่านคิดกันสักหน่อยนะคะ
“(ถ้าเชื่อว่านรกสวรรค์ไม่มีจริงอย่างแน่นอน) อธิษฐานสิ
ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง ถ้ามีจริง ข้าพเจ้าขอตกนรกไปตลอดกาล!!”

YouTube Preview Image
ถ้าคุณคิดว่า ถึงไม่เชื่อก็ไม่ควรจะอธิษฐานแบบนั้นอ่ะน๊า
นั่นก็แปลว่า ลึกๆ คุณก็คิดว่านรกอาจจะมีจริง (แต่คุณแค่หวังว่ามันจะไม่มี)
เช่นนั้นแล้ว เรายังจะประมาทกับ นรกที่อาจจะมีอยู่จริงกันอยู่ทำไมล่ะคะ จริงมั๊ย!?!

กลับมาที่เรื่องวันคล้ายวันเกิดกันต่อ
สำหรับคุณแล้ว คุณให้ความหมายของ “วันคล้ายวันเกิด” ของคุณว่าอย่างไรกันบ้างคะ?
สำหรับป๊อปแล้ว วันคล้ายวันเกิดของป๊อป
คือ วันที่ทำให้เราคำนวณง่ายขึ้นว่า ชาตินี้เราอยู่มานานเท่าไหร่แล้ว
และปฎิทินก็เป็นเหมือนเครื่องช่วยคำนวณความน่าจะเป็นของการมีชีวิตอยู่
ว่าน่าจะเหลือประมาณเท่าไหร่ หากตายตามอายุขัย ไม่ป่วยตาย หรือประสบอุบัติเหตุ
เพื่อช่วยให้ป๊อปเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าประมาทว่าเรายังเหลือเวลาอีกมาก
ถ้าอยากนิพพานเร็วๆ ก็ต้องทำตัวเองให้เข้าใกล้หน่อย
เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กับชาติหน้าอะไรจะมาถึงก่อนกัน

ป๊อปเขียนบทความนี้ด้วยความรัก
ไม่ได้มีเจตนาคิดต่อว่าคนที่ืดื่มเหล้าหรือคิดจะสั่งห้ามแต่อย่างใด
เพียงแต่อยากเตือนกันไว้ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกันค่ะ
ป๊อปใช้หัวใจเขียน หวังว่าทุกท่านจะใช้หัวใจอ่านเช่นกันนะคะ :)

ในวันคล้ายวันเกิดของป๊อปวันนี้ ป๊อปขอเป็นคนอวยพรคนอื่นบ้างว่า
ขอให้มีความสุขแต่พอประมาณ
เพราะเมื่อถึงเวลาที่สุขนั้น แปลสภาพเป็นตรงกันข้ามเมื่อไหร่
จะได้ทุกข์แค่พอประมาณกันนะคะ

ด้วยรัก..เหมือนเดิมค่ะ ;)

_____________________________________________________________________
อ่านแล้วชอบใจไปรู้จักกันต่อได้ที่แฟนเพจ >> www.facebook.com/tiluck นะคะ ^_^
และติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


เสียดาย! คนอ่านหนังสือได้ แต่ไม่อ่าน!

“อ่านหนังสือแค่ปีละ ๖ บรรทัด!! ชิบหายแล้วบ้านเมืองกู!!”
คือประโยคเปลี่ยนชีวิตป๊อป จากภาพยนตร์เรื่อง “ทวิภพ”
ซึ่งป๊อปก็เชื่อว่า ไม่เพียงแต่ป๊อปเท่านั้น ที่เริ่มสนใจอ่านหนังสือเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้
สารภาพตรง ๆ เกือบสิบปีที่แล้ว ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่รู้เรื่องเลย
แต่เพราะประโยคดังกล่าว ทำให้ป๊อปพยายามดูเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายต่อหลายเที่ยว
เพื่อพยายามเข้าใจให้ได้ว่า ทำไมบ้านเมืองต้องถึงกับชิบหายหากประชาชนไม่ค่อยอ่านหนังสือ
ดังที่คุณหลวงท่านหนึ่งในภาพยนตร์กล่าวหา
แต่เมื่อพยายามดูซ้ำ ๆ จนในที่สุดก็เข้าใจ ก็บอกตรงๆว่ารู้สึกเจ็บจิ๊ดถึงตับเลยจริง ๆ !
แต่ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึกเหมือนพบลำแสงส่องสว่าง
ทะลุเข้ากลางกะลาที่มีเรานั่งโง่เป็นกบ อ๊บ ๆ อยู่ข้างใน

ป๊อปเห็นว่าในโอกาสนี้ คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย
หากป๊อปจะขอเสนอหนังสั้นเรื่องหนึ่ง ณ พื้นที่แห่งนี้
แต่เพื่อประหยัดงบประมาณในการถ่ายทำ ลองอ่านแล้วนึกภาพตามเอาละกันนะคะ ฮี่ ๆ :D
“ พ.ศ.๒๕๔๐ เด็กหญิงวัย ๑๔ ปี เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
เธอคิดอะไรไม่ออกนอกจากอยากหาเงินเรียนต่อ แต่ในที่สุดชีวิตนักเรียนของเธอ
ก็ต้องยุติลงหลังจบการศึกษาระดับมัธยมต้น
เธอเสียใจมาก เพราะเธอมีความใฝ่ฝันอยากเรียนให้ได้ถึงระดับปริญญาเอก
ในเวลานั้นเธอคิดอะไรไม่ค่อยออก เธอถูกบังคับให้ออกหาทำงาน
เธอทนอับอายหลายปี ในขณะที่เพื่อนๆได้เรียนต่อ แต่เธอต้องออกมาทำงาน
บางครอบครัวไม่อนุญาตให้ลูกของเขามาพูดคุยกับเธอ
เพราะคิดว่าเธอเป็นเด็กจรจัด ไม่สนใจเรียนหนังสือ
เธอคิดว่าชีวิตคงทำอะไรไม่ได้ไปกว่างานขายแรงงาน
เธอจึงตัดสินใจจะทำงานเพื่อเก็บเงินเรียนต่อถึงปริญญาเอกให้ได้
จนวันที่เธอได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “ทวิภพ”
และฉากนี้เองที่เปลี่ยนชีวิตเธอ
YouTube Preview Image
“ใช่ เราอ่านหนังสือออกนี่”
เธอรู้สึกตื่นเต้นมาก รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นคนฉลาด
ยิ่งเธอได้อ่านประวัติคนที่ไม่มีโอกาสเรียนสูงๆเหมือนเธอแต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จได้
เธอก็ยิ่งตื่นเต้นที่จะทำตัวเองให้เป็น “รายต่อไป”
เธอตะลุยอ่านหนังสือเองโดยเลือกหนังสือจากความสนใจ
หลายปีต่อมา เธอทำงานได้หลากหลายขึ้น
จนหลายคนถึงกับแปลกใจเมื่อได้มารู้ว่าเธอจบการศึกษาสูงสุดที่ชั้น กศน. ม.๖
และเธอก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนรักการอ่านหนังสือตามเธอ

เธอได้ถูกรับการคัดเลือกให้เป็น ๑ ใน ๒๖ คนในหนังสือ “เกิดมาเพื่อชนะ”
ของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี และประธานBook Lover Club(Thailand) คุณภานุมาศ คาดีวี
และนี่คือคำที่คุณบัณฑิต กล่าวถึงเธอหนังสือ “เกิดมาเพื่อชนะ”
ผมได้อ่านเรื่องราวของป๊อปแล้ว รู้สึกประทับใจ
การเดินทางของเธอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นมาถึงปัจุจุบัน ช่างมาได้ไกลมาก
น่าประทับใจอย่างยิ่ง
ทำให้ผมนึกถึงปัญญาของปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งกล่าวว่า
“อย่าวัดคนที่ความสูงที่เขาอยู่ แต่วัดด้วยระยะทางที่เขาเดินมา”
ผมคิดว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ สามัญสำนึกก็บอกเช่นนี้
เราจะชอบเรื่องราวของคนที่เดินมาไกล
มากกว่าลูกชายมหาเศรษฐีเอารถสปอร์ตหรูคันใหม่มาอวด
การต่อสู้ และ “การเดินทาง” นั้น สร้างบุคลิกและคุณสมบัติ
การได้รับเงินฟรี หรือมรดก โดยไม่ต้องทำงานสร้างคุณค่าให้กับตนเองและผู้อื่น
ไม่ได้สร้างสองสิ่งที่มีค่านั้น
แม้บางคน อาจเริ่มต้นชีวิตด้วยต้นทุนที่สูง
แต่ควรตระหนักว่า ระยะทางที่เขาเดินไปจากจุดนั้น
จะเป็นสิ่งวัดคุณค่าของเขาในที่สุด
โลกจะวัดคุณด้วย “คุณค่าที่คุณสร้างให้กับคนอื่น”

เธอทำมาแล้วหลายอย่าง ทั้งพิธีกร จัดรายการวิทยุ งานบรรณาธิการ ประชาสัมพันธ์
และปัจจุบันเธอเป็นนักเขียนเจ้าของคอลัมน์ “มีปัญหาอ๊ะเปล่า” ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้แหละค่ะ”
(ป๊อปเองนี่แหละ ;) )
58121_500277516686983_1554567004_n
ป๊อปเสียดายแทนจริง ๆ กับหลาย ๆ คนที่บอกตัวเองว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ
เขาจะรู้ไหมว่า เขากำหนดชีวิตตัวเองด้วยคำที่ไม่เป็นความจริงเลย
ไม่มีใครไม่ชอบอ่านหรอกค่ะ มีแต่คนที่ยังไม่พบหนังสือที่ตัวเองชอบ
ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า
เขาไม่เคยสนใจจะเอาตัวเองเข้าไปมองหาหนังสือที่เหมือนเขียนมาเพื่อเขาเลย
ในโลกนี้มีหนังสือดี ๆ ตั้งเยอะ ก็ไม่ใช่ทุกเล่มที่ป๊อปจะชอบอ่าน
ป๊อปก็เลือกจากความชอบบ้าง จากคำแนะนำจากผู้ประสบความสำเร็จแล้วบ้าง
ป๊อปมีหนังสือที่เหมือนเป็นคัมภีร์ในการใช้ชีวิตหลายเล่มเลยทีเดียว
ทุกวันนี้ป๊อปไม่เคยคิดเลยว่างานหายาก ทั้ง ๆ ที่ป๊อปมีวุฒิการศึกษา กศน. ม.๖
ป๊อปเคยทำงานตำแหน่งเดียวกับเพื่อนร่วมงานที่จบปริญญาโท
บางองค์กรก็ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงกว่าเสียอีก
เพราะป๊อปทำผลลัพธ์เพื่อองค์กรได้มากกว่าเขา ถ้าถามว่าทำได้อย่างไร
ก็ตอบได้เลยว่า เอาความรู้จากการศึกษาด้วยตัวเอง ผ่านทั้งการอ่าน การฟัง มาใช้ไงล่ะคะ
จนในที่สุด การอ่านก็พาป๊อปหลุดจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน
ป๊อปเริ่มรู้จักวิธีการเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่ต้องลงทุน
เริ่มรู้จักหนทางที่จะสร้างรายได้อัตโนมัติโดยไม่ต้องทำงาน

ป๊อปเสียดายแทนทุกคนที่อ่านหนังสือออกแต่กลับมองข้ามการอ่านหนังสือ
ทุกวันนี้เราใช้ Facebook ใช้ Line กันแทบจะทุกคน
เราทั้งอ่านทั้งเขียนกันจนแทบจะไม่สนทนาด้วยการออกเสียงกันอยู่แล้ว
พวกเขาน่าจะเปิดใจ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เป็นในสิ่งที่เขาสมควรจะได้เป็น
ได้รับในสิ่งที่พวกเขาสมควรจะได้รับ โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือ
เพราะการอ่านหนังสือ คือ การเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเอง

พี่หนึ่ง วิทิตนันท์ โรจนพานิช (คนไทยคนแรกที่ปีนยอดเขาเอเวอร์เรสต์สำเร็จ) เคยสอนป๊อปไว้ว่า
“หนังสือ คือ กระบวนการหนึ่งของการสื่อสาร”
แต่สำหรับป๊อปแล้ว ขอให้ความหมายของหนังสืออีกอย่างหนึ่งด้วยค่ะว่า
“หนึ่งในกระบวนการให้และรับคำแนะนำ”
โดยมีผู้เขียน หรือผู้แปล เป็นผู้ให้ และผู้อ่าน คือรับ
โดยมีหนังสือเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
กระบวนการสื่อสารชนิดนี้ ทำให้เราสามารถรับในสิ่งที่คนอีกซีกโลกหนึ่งมอบให้
เขาทำเพื่อเราขนาดนี้แล้ว เราจะไม่รับน้ำใจจากเขาเสียหน่อยเหรอคะ?

อยาตีความหนังสือว่าน่าเบื่อเหมือนกันหมด
เพราะคนที่น่าสงสารที่สุด คือคนที่คิดว่าหนังสือน่าเบื่อนี่แหละค่ะ

คงจะเริ่มตื่นเต้นกับโลกแห่งการอ่านหนังสือกันแล้วนะคะ
อ่านคอลัมน์นี้จบปุ๊บ อย่าลืมรีบหาหนังสือมาอ่านกันเลยนะคะ ^_^
ด้วยรัก…เหมือนเดิมค่ะ ;)

_____________________________________________________________________
อ่านแล้วชอบใจไปรู้จักกันต่อได้ที่แฟนเพจ >> www.facebook.com/tiluck นะคะ ^_^
และติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


ทำไงดี เมื่ออยากเลิกรักคนที่ยังไม่เคยคบ!

Q : กำลังรักคนที่เห็นชัดๆว่าเข้ากันไม่ได้ แต่ใจก็ยังรัก
เขาเป็นเพื่อนที่ดีมากๆคนนึง เกือบสิบปีที่เป็นเพื่อนกันมา เขาเป็นคนกตัญญูและรักครอบครัวมาก
นี่เป็นคุณสมบัติที่ดิฉันภูมิใจในตัวเขามาก แต่สิ่งที่ฉันเหนื่อยใจกับเขาคือ
วันๆเขาเอาแต่ไปดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ แม้ว่าจะกินแต่กับเพื่อนๆ
แต่ก็รู้สึกว่าเยอะเกินไปหน่อย คือเกือบทุกวันจริงๆในตลอดเกือบสิบปีที่รู้จักกันมา
ดิฉันอยากให้เขารู้จักอ่านหนังสือ หาความรู้ใส่ตัว
แต่ตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเห็นอ่านเลยเหมือนกัน
แม้จะรู้ว่าเขาก็รัก แต่ดิฉันไม่อยากมีอนาคตร่วมกับ
คนที่ดื่มจัด สูบบุหรี่เป็นไฟและไม่อ่านหนังสือเลยแบบนี้
แต่ตอนนี้ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันรักเขามาก กลัวตัวเองจะใจอ่อนยอมคบเป็นแฟน
อยากทำใจให้เลิกรัก แต่จะทำอย่างไรดีคะ?

A : การทำใจให้เลิกรักตั้งแต่ยังไม่เคยคบ มันก็ไม่ง่ายนะคะ
ยิ่งรักมาก ยิ่งต้องใช้ความอดทนมาก อดทนที่จะต้องฝืนใจตัวเอง ให้เลิกรักคนที่ไม่ควรรักต่อไป
ป๊อปแอบเห็นด้วยที่คุณเลือกที่จะพยายามฝืนใจตัวเองก่อนเช่นนี้
ในขณะที่คนจำนวนมากที่เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้
กลับเลือกที่จะบอกตัวเองว่าให้ฟังเสียงหัวใจตัวเองแล้วลืมเรื่องเหตุผลไปเลย
ซึ่งจริงๆแล้วเขาอาจไม่ได้ตั้งใจฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดีอย่างที่เขาบอกตัวเองเลยก็ได้
เพราะจริงๆมันอาจกำลังส่งสัญญาณอันตรายเตือน ปี๊บๆอยู่ว่า “อย่า”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็ทำให้ป๊อปนึกถึงที่เคยอ่านเจอ
จากบทสัมภาษณ์คุณหนูดี วนิษา เรซ ในนิตยสาร Secret ฉบับที่ ๓๐
คุณหนูดีเล่าว่า คุณแม่ของเธอสอนเธอและน้องสาวว่า
“ผู้หญิงที่อกหักทั้งชีวิต คือ ผู้หญิงที่เห็นสัญญาณอันตรายแล้วไม่ถอย”
เวลาที่เรากำลังมีใจให้ใคร หากเราตั้งสติและถามตัวเองให้ดีๆก่อนว่า
ราอยากจะคบคนๆนั้นในฐานะคนรักเพราะอะไร
สังเกตดีๆนะคะ ป๊อปไม่ได้บอกให้เราถามตัวเองว่า เรารักเขาเพราะอะไร
เพราะป๊อปไม่อยากให้ใครหลอกตัวเองว่ากำลังรัก ทั้งที่จริงๆอาจกำลังหลง

หรือเพียงอยากเป็นแฟน ได้พูดจาหวานๆ ได้จับมือถือแขนกันเวลาไปไหนมาไหนกันเฉยๆ
การรู้จักกันมานานแค่ไหน ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ว่า ความรู้สึกที่เรามีให้เขาจะใช่ความรัก
ป๊อปมักวัดความรัก ด้วยคำถามที่ว่า
ถ้าเขาพิการ เรายินดีจะรักและดูแลเขาในฐานะคนรักอยู่ไหม?
ต่อด้วยคำถามที่ว่า แล้วเรารักเขาอย่างที่เขาเป็นหรือไม่?
เมื่อพิจารณาจากคำถามของคุณ ป๊อปคิดว่าคุณก็ไม่ได้รักเขาอย่างที่เขาเป็นนะคะ
ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิอะไร
เพราะการที่เราจะชัดเจนว่าเราต้องการผู้ชายที่มีคุณสมบัติแบบไหนมาเป็นคู่ชีวิต
เขาคนนั้นต้องมี ต้องเป็น หรือต้องไม่มี ไม่เป็นอะไร
ถือเป็นเรื่องสำคัญกับชีวิตที่เหลือของผู้หญิงอย่างเรามากๆ

เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่าเราไม่ได้รักเขาอย่างที่เขาเป็น
อย่างนั้นก็เลือกที่จะอดทนกับความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก่อนดีกว่าค่ะ
เพราะหากวันข้างหน้า เกิดเราเจอคนที่ใช่สำหรับเราจริงๆ
เราจะได้ไม่ต้องเสียดายทีหลังหากตัดสินใจคบคนที่เราไม่ได้รักจริงๆ
(แต่แค่มีใจให้ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น)
ส่วนความรู้สึกมีใจให้คนที่่ไม่ใช่อยู่นี้ จะหายไปได้ในวันที่เราเจอคนที่ใช่จริงๆ
และการที่เราจะเลือกอดทนกับคนที่มีใจแต่ไม่ใช่คนที่ใช่เช่นนี้
มันเป็นการไม่เอาเปรียบอีกฝ่าย และไม่ทำให้ใครเสียเวลาด้วย

แล้วจะหยุดความรู้สึกต้องการในใจนี้อย่างไรดี?
ป๊อปเคยแนะนำรุ่นน้องคนนึง ที่กำลังเจอเรื่องราวที่คล้ายกันกับคุณ (แต่หนักกว่า)
ว่า ให้เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พ่อแม่ของเธอฟัง และขอให้ท่านช่วยควบคุมเธอหน่อย
โดยให้ถามเธอทุกวันว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากเธอไม่โกหกพ่อแม่แน่นอน
การขอความช่วยเหลือจากท่านในกรณีเช่นนี้จึงช่วยให้เธอเลิกรักคนที่เธอกำลังอยากเลิกรักได้ดีขึ้น
และการสัญญากับผู้ใหญ่
มันช่วยให้เราหนักแน่นในความตั้งใจของเราได้มากกว่าแค่สัญญากับตัวเอง

แล้วพอถึงวันที่เราทำใจได้จริงๆแล้ว
จิตเลิกยึดมั่นถือมั่นกับคนๆเดิม (ที่เคยรักแต่ไม่ควรรัก) ได้แล้วเมื่อไหร่
เราก็จะสามารถเผชิญหน้ากับเขาได้ อย่างที่ไม่รู้สึกทรมานใจอีกแล้ว
เป็นอิสระจากความอยากเป็นเจ้าของอย่างที่เคย
เหลือแต่ความรู้สึกดีๆ และเป็นความรักที่มีแต่ความเมตตาอย่างแท้จริง

คุณลองนำวิธีดังกล่าวนี้ไปปรับใช้ได้ดูก็ได้นะคะ
หากคุณแน่ใจแล้วว่า คุณต้องการคนรักแบบไหนกันแน่ และเขาไม่ใช่คนที่ใช่
ก็แสดงว่าคุณก็รู้สึกลึกๆเหมือนกันว่า ที่ตอนนี้คุณเผลอใจไปรักเขา
อาจเป็นเพราะคุณพบเจอและสื่อสารกันบ่อยไปหน่อย
ก็ลองสื่อสารกันน้อยลง พบเจอกันน้อยลงละกันนะคะ หากคุณต้องการที่จะเลิกรักเขาจริงๆ

แต่หากคุณรู้สึกว่า คุณทนที่จะไม่รักเขาไม่ไหวแล้ว
และตัดสินใจจะลองคบกับเขาในฐานะคนรักในที่สุดทั้งที่เขาก็ยังดื่มจัดสูบจัดอยู่แบบนี้
มันก็มี ๒ วิธีให้เลือก หากอยากคบกับให้ได้ตลอดค่ะ คือ

๑) ทำใจยอมรับที่เขาเป็นเขาไปเลย
และเตรียมตัวล่วงหน้าในการเป็นพยาบาลดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งไว้ด้วยเลยเช่นกัน
เพราะเขากำลังใช้ชีวิตเสี่ยงต่อการตายด้วยโรคนี้จริงๆ

๒) ในระหว่างคบกัน ขอให้คุณแสนดีกับเขาที่สุด รักและดูแลเขาให้ดีที่สุด
ให้เหมือนว่าจะไม่มีพรุ่งนี้ให้ได้รักกันอีกแล้ว บอกเขา (อย่างอ่อนโยน) ว่า
คุณอยากเห็นเขาเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้ในวันนึง และคุณจะดีใจแค่ไหนถ้าวันนั้นมาถึง
หากสังเกตเห็นความพยายามของเขา เช่น เขาลดปริมาณการสูบ และลดการดื่มลงไปบ้างแล้ว
ก็ขอให้รีบเอ่ยชมและให้กำลังใจเขาเรื่อยๆ
เรื่องอ่านหนังสือ ถ้าเขาไม่อ่านก็อ่านให้เขาฟังเลยค่ะ
เขาฟังคุณเรื่อยๆ ไม่แน่วันนึงเขากลายเป็นนักอ่านได้
เพราะฟังแล้วติดใจหยิบหนังสือมาอ่านเองเพราะรอให้คุณอ่านให้ฟังไม่ไหวแล้วก็ได้ ;)
ป๊อปรู้ว่ามันเหนื่อยที่จะทำเพื่อใครมากถึงขนาดนี้
แต่นี่คือวิธีสำหรับกรณีที่คุณทนที่จะไม่คบไม่ไหวแล้วจริงๆ
ซึ่งหากคุณทำถึงขนาดนี้ แล้วเขาเปลี่ยนแปลงได้มันก็คุ้มนะคะ
แต่ถ้าเขาไม่เปลี่ยน และคุณเองก็ยังคงชัดเจนว่า
คุณไม่ต้องการแต่งงานกับคนที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และไม่อ่านหนังสือแบบนี้จริงๆ
วันนึงคุณจะรู้สึกหมดแรง และหมดรักเขาอย่างไม่ต้องพยายามเลยค่ะ
และหากเป็นแบบนั้น คุณก็ได้เลิกกันอยู่ดี ไม่ต้องกลัวเสียเพื่อนหรอกค่ะ
ในฐานะผู้มีประสบการณ์รักเพื่อนสนิท บอกได้เลยว่าถึงเสียกันไปก็เสียแค่ชั่วคราวค่ะ
ยังไงก็กลับมาเป็นเพื่อนกันได้อีกแน่ และอาจสนิทสนมกันมากกว่าเดิมอีก
แต่ถ้าต้องเสียถาวร นั่นแปลว่าเวลานั้นคุณเองก็อยากให้เป็นแบบนั้นแน่นอน

ขอให้คุณโชคดีนะคะ
และไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน ก็ขอให้มาจากการพิจารณาอย่างดีแล้วจริงๆนะคะ

_____________________________________________________________________
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ tilucksacha@hotmail.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


โปรดอ่านบทความนี้ก่อนวางแผนมีบุตร! :ทำอย่างไรดี? หากแพทย์วินิจฉัยว่าควรทำแท้ง เพราะมีความเสี่ยงว่าลูกในท้องจะพิการ!

Q : ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่าควรทำแท้ง เพราถ้าไม่ทำจะเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก
หรือลูกออกมาพิการ แล้วอย่างนี้ควรทำอย่างไรค่ะ?

231210105140_34

A : ตอบแบบนี้ก็แล้วกันค่ะ อ่านให้จบก่อนแล้วค่อยตัดสิน(ใจ)นะคะ
ถ้าเป็นป๊อป เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะนี้ ป๊อปจะเตรียมตัวให้ดีก่อนคิดจะตั้งครรภ์
โดยก่อนตัดสินใจตั้งครรภ์ ป๊อปและสามีก็จะพากันไปปรึกษาแพทย์
และตรวจร่างกายโดยละเอียดกันก่อน เพื่อป้องกันทุกปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลลูกในท้อง
เมื่อเตรียมร่างกายพร้อมแล้ว
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือเตรียมจิตใจให้พร้อมเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก
เมื่อแน่ใจว่ากายพร้อมใจพร้อมแล้วทั้งสามีและเรา แล้วจึงค่อยคิดจะมี
ซึ่งหากเรารอบคอบขนาดนี้แล้ว เราประสบภาวะอย่างนั้นยากมากค่ะ
ยิ่งโอกาสที่จะเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูกนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะถ้าสุขภาพผู้เป็นแม่ไม่ดี มีความเสี่ยงสูง แพทย์จะไม่แนะนำให้ตั้งครรภ์แต่แรก

แต่หากเตรียมพร้อมอย่างดีแล้ว สุขภาพแข็งแรงทั้งเราและสามี
แพทย์ลงความเห็นแล้วว่าสามารถมีลูกที่มีอวัยวะครบสามสิบสองได้แน่นอน
แต่พอตั้งครรภ์แล้ว เมื่อตรวจครรภ์กลับพบความผิดปกติ
ผลวินิจฉัยจากแพทย์พบว่าลูกในท้องมีอวัยวะผิดรูป
ซึ่งหมายความว่าหากคลอดออกมาอาจจะพิการทั้งทางร่างกายและสมอง
สิ่งที่ป๊อปจะทำก็คือ ยินดีและเต็มใจที่จะตั้งครรภ์ต่อไป
ในกรณีแบบนี้ป๊อปจะตกลงกับสามีก่อนการตั้งครรภ์แน่นอนค่ะว่า
ถ้าเรารอบคอบกันถึงขนาดนี้แล้ว แต่ผลออกมากลับเป็นแบบนี้
เราจะยินดีเลี้ยงลูกของเรา เราจะรักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข
และเมื่อเขาเกิดมา ป๊อปก็จะพยายามเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด
จะทำทุกทางเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดี และได้ใช้ชาตินี้ของเขาเพื่อทำบุญสะสมไว้ให้มาก ๆ
เพื่อให้ลูกได้สะสมอริยทรัพย์ติดตัวไปในชาติหน้า
นี่มันโอกาสในการสร้างบุญใหญ่ชัด ๆ เรื่องอะไรป๊อปจะยอมเสียโอกาสนี้ไป

แต่ทั้งหมดนี้ก็คือการตัดสินใจของป๊อปนะคะ

และอย่างที่ป๊อปเคยบอกไปใน “ทำอย่างไรดี เมื่อตั้งครรภ์ขณะไม่พร้อมมีบุตร”
และ “โปรดอ่านก่อนคิดจะทำแท้ง!!”
(คลิกอ่านได้ที่ตัวหนังสือชื่อเรื่องได้เลยค่ะ)
กรณีทำแท้งนั้น ไม่ว่าจะกรณีไหนก็สามารถป้องกันได้ตั้งแต่สาเหตุ
หากเรารอบคอบ ระมัดระวังและดูแลตัวเองอย่างดี
ปัญหาการไม่พร้อมมีบุตร (หรือแม้แต่กรณีที่ครรภ์มีปัญหา) นี้ย่อมไม่เกิดขึ้นกับเรา

และขอยืนยันอีกครั้งว่าบทความนี้
ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อซ้ำเติมผู้ที่เคยตัดสินใจทำแท้งไปแล้ว
แต่เพื่อให้มีส่วนในการยับยั้งในสิ่งที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น
ป๊อปขอขอบคุณสำหรับคำถามนี้
ที่มีโอกาสให้ป๊อปได้สื่อสารในประเด็นนี้กับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ตั้งครรภ์
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยในการเตรียมพร้อมในการตั้งครรภ์
ของว่าที่คุณแม่ทุกท่านได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

ด้วยรัก…เหมือนเดิมค่ะ ;)

ขอขอบคุณข้อมูลทางการแพทย์ จาก นายแพทย์บัณฑิต หิรัญชูสกุล

_____________________________________________________________________
ติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck


สามีพี่สาวนอกใจ จะช่วยยังไงดี?

Q : ตอนนี้พี่สาวรู้ความจริงว่าสามีมีผู้หญิงหลายคนระหว่างที่อยู่กินด้วยกัน
แต่ก็ให้อภัยและให้โอกาส ผู้ชายไม่เคยปรับตัวแถมสร้างปัญหาเดิม ๆ
เราจะแนะนำพี่สาวอย่างไรให้เขาดีขึ้น และรอดพ้นจากผู้ชายคนนี้ กรรมนี้ซักที?
(มีลูกด้วยกัน ๒ คน ๕ ขวบ กับ ๒ ขวบ)

A : จากข้อมูลที่ได้มานี้ ป๊อปไม่แน่ใจว่า
ตอนนี้สภาพจิตใจของพี่สาวคุณเป็นอย่างไร
ไม่แน่ เธออาจจะวางเฉยในพฤติกรรมของสามีของเธอได้แล้วก็ได้
ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น แสดงว่าเป็นคุณเองที่ “ไม่อยาก” ให้พี่สาวคุณยอมรับที่จะอยู่ในสภาพนี้
หากเป็นแบบนั้น คุณเองก็คงไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ
วางเฉยและทำหน้าที่เดิมของตัวเองให้ดีต่อไป

แต่หากเป็นในทางตรงข้าม คือ พี่สาวคุณและตัวคุณเอง ไม่อยากยอมรับสภาพแบบนี้
งั้นคุณลองถามตัวเองดูว่า ที่คุณอยากให้เป็นจริงๆมันคือแบบไหน
แล้วแบบที่คุณต้องการ เป็นแบบเดียวกับที่พี่สาวคุณต้องการหรือไม่?
แล้วลูก ๆ ของพี่สาวล่ะ ทุกคนต้องการในแบบเดียวกันหรือเปล่า?
หากทุกคนอยากให้พี่สาวและสามีเหลือเพียงความเป็นเพื่อน
แล้วพี่สาวคุณอยากให้เป็นแบบนั้นไหม?
แต่ไม่ว่าพี่สาวคุณจะต้องการอย่างไร คุณก็ต้องระวังความเป็นห่วงของตัวเองดีๆนะคะ
ถึงยุให้เลิกได้ก็อย่ายุ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า จะบอกให้พี่สาวต้องทนทุกข์
เพียงแต่บอกให้เขารู้ว่า ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร
คุณจะเคารพการตัดสินใจ และจะอยู่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ

สำหรับสามีของพี่สาวคุณ เขาทำอย่างไรเป็นกรรมของเขา
ทางเราต้องเจริญเมตตาให้มาก ๆ
บางทีการวางเฉยของเราต่อการกระทำของเขา
ที่อาจดูเหมือนทำให้เขายิ่งได้ใจในความคิดของคุณ
แต่หากเขามีสำนึกดีอยู่บ้าง ความเงียบของทุกคนอาจทำให้เขาสำนึก
และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองได้ด้วยความเต็มใจนะคะ

เราไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่
หากเขาชื่นชมในการประพฤติผิดประเวณีเช่นนี้อยู่
วันนึงเขาก็ต้องได้รับผลกรรมของเขาอยู่ดี กฎแห่งกรรมไม่มีข้อยกเว้นให้กับใครหรอกค่ะ
ยุติธรรมกับทุกคนแน่ และการที่พี่สาวของคุณต้องพบกับสถานการณ์เช่นนี้
ก็เป็นเพราะผลกรรมที่พี่สาวคุณเคยได้ทำมาเช่นกัน
หากทุกคนยอมรับความจริงได้เมื่อไหร่…ทุกอย่างจบเลยค่ะ
แต่ยอมรับในที่นี้ ไม่ใช่ยอมจำนนนะคะ
แต่คือ การไม่ฝืนเร่งรีบอยากเปลี่ยนแปลงใครให้เป็นอย่างใจเรา
และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้ให้ได้อย่างมีความสุขที่สุด

ที่สุดได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละค่ะ
จงเพียงแต่ “เห็นทุกข์” แต่อย่า “เป็นทุกข์”
เพียงเห็นว่าสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ไม่ต้องอินไปกับมัน
อย่าไปอยากดิ้นรน เรียกร้องจะเอาอะไรให้ได้ มันไม่มีประโยชน์อะไร
ทำแบบนั้นไปมีแต่ทุกอย่างจะแย่ลงเรื่อยๆ

หากอยากให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่อยากเลิกกัน
ก็ขอให้พี่สาวของคุณทำหน้าที่ภรรยาที่ดี และไม่ต้องต่อว่าอะไรสามีทั้งนั้น
พูดดีๆกับเขา วันนึงเขาอาจเกิดความละอายและกลับใจได้
หากลูกๆรู้แล้วว่าพ่อเขาทำอย่างไรกับแม่ของเขา
ยิ่งต้องระวังไม่ให้ลูกเกลียดพ่อ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบพ่อเมื่อโตขึ้น
หากลูกมีคำถามในเชิงต่อว่าพ่อ ควรคุยกับลูกว่า พวกเราต้องช่วยพ่อเรานะ
พ่อเพียงกำลังหลงผิด ไม่เชื่อในผลของกรรม เราต้องพยายามช่วยพ่อ
ด้วยการทำให้เขารู้ว่าพวกเรารักและรอการกลับตัวกลับใจของเขาอยู่เสมอ

โดยทุกคนต้องไม่ใช้คำพูดในเชิงต่อว่า ตอนนี้สามีของพี่สาวคุณก็เหมือนเด็ก
เด็กเพิ่งโตที่คิดว่าตัวเองเก่งและทำถูกแล้ว
เราไปบอกว่าเขาไม่ดีหรือผิด เขาไม่ฟังหรอกค่ะ

เราทำในส่วนของเราให้ดี และร่วมกันแผ่เมตตาให้เขากันดีกว่า

และขอให้ทุกคนในครอบครัวจำไว้ว่า เขาทำอย่างไรเป็นกรรมของเขา
และเราทำอย่างไรก็เป็นกรรมของเรานะคะ
อย่าคิดว่าเขาทำกับเราไม่ดีมาแล้วเราควรทำไม่ดีตอบกลับไป
หากทำเช่นนั้น สิ่งที่เราทำจะย้อนกลับมาหาตัวเราเองซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่มีที่สิ้นสุด

ขอให้ทุกคนในครอบครัว พากันทำแต่สิ่งที่ดีเป็นบุญกุศลและสร้างสรรค์
วันนึงพี่สาวของคุณอาจตัดสินใจเลิกกับเขาด้วยความรู้สึกที่ดีก็ได้ ไม่แน่
แล้วทุกคนก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
แต่หากยังรักอยู่ มันก็คงต้องยังไหว พยายามประคับประคองกันไปจนถึงที่สุด

อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่ปัจจุบันนะคะ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดนะคะ
ขอให้คุณและพี่สาวคุณโชคดี และได้รับในสิ่งที่ดีที่สุดจริง ๆ นะคะ :)

ด้วยรัก…เหมือนเดิมค่ะ ;)

_____________________________________________________________________
อ่านแล้วชอบใจไปรู้จักกันต่อได้ที่แฟนเพจ >> www.facebook.com/tiluck นะคะ ^_^
และติดตามอ่านบทความแนวอื่น ๆ ของป๊อปได้ที่ www.PopTiluck.com
และ www.LetMeHelpYouThailand.com ค่ะ
หากต้องการฝากคำถามหรือแนะนำติชม สามารถส่งมาได้ที่ contact@poptiluck.com
หรือพิมพ์แจ้งไว้ที่คอมเมนท์ทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

footer_tiluck