7 เหตุผลที่ทุกคนต้อง “อ่าน”

Picture

The READERS of today are the LEADERS of tomorrow.
นักอ่านในวันนี้ คือผู้นำ (ที่ดี) ในวันหน้า

This is one of the most reasonable priced products I have seen, and I trust online canadian pharmacy. Generic propecia 5mg. We would strongly recommend you to consult your doctor before taking a medication.

ทำไมการอ่านจึงสำคัญนัก…
ผมตั้งใจกลั่นกรองเอาความรู้ที่มี เพื่อนำมาแบ่งปันให้ทุกท่าน
ได้ตระหนักถึงความสำคัญอันยวดยิ่งของการอ่านทั้งหมด 7 ข้อ
แต่อย่าเพิ่งท้อแล้วเลิกอ่านไปเสียก่อนนะครับ
เพราะรับรองว่าเนื้อหาในแต่ละข้อจะเปิดมุมมองใหม่ๆ
และให้ความรู้ที่คาดไม่ถึงกับคุณได้อย่างแน่นอน

1. มนุษย์เท่านั้นที่ “อ่าน” เป็น
สัตว์หลายชนิดสามารถเข้าใจภาษากายหรือคำง่ายๆได้
และสัตว์บางชนิด เช่น นกแก้ว และนกขุนทอง
ก็มีความสามารถในการสื่อสารเลียนเสียงมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
อย่างไรก็ตาม มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถ “อ่าน”
และทำความเข้าใจความหมายเบื้องหลังภาษาได้อย่างลึกซึ้ง
ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้มนุษย์ผู้มีมันสมองอันซับซ้อน
สามารถวิวัฒนาการมาจนครองโลกอยู่ได้ทุกวันนี้

การอ่าน คือ การเรียนรู้สิ่งที่บรรพบุรุษของเราถ่ายทอดผ่านกันมาหลายชั่วอายุคน
จนเกิดเป็นความรู้มวลรวม (collective consciousness) ที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง
เราไม่จำเป็นต้องรู้จักอริสโตเติล ไอน์สไตน์ หรือ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นการส่วนตัว
แต่เราก็ยังสามารถ “อ่านใจ” “อ่านความคิด” และ “อ่านชีวิต” ของพวกท่านได้
ผ่านการ “อ่านหนังสือ”
ซึ่งถือเป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสงวนไว้ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น
ลองคิดดูว่าด้วยราคาของสเต็กเพียงหนึ่งจาน
เราสามารถซื้อหนังสือมาอ่านจนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของกรุงโรมได้

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่หมั่นใช้สิทธิพิเศษของการเป็นมนุษย์ให้คุ้มค่า
ก็นับว่าน่าเสียดายไม่น้อย

“ชาตินี้ไม่รักการอ่าน จะโง่ดักดานไปถึงชาติหน้า”
ว.วชิรเมธี

2. เราอยู่ในยุคแห่งข้อมูลและเทคโนโลยี
ในศตวรรษที่ 21 มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการอ่านมากมาย
หนังสือเป็นร้อยเล่มที่มีความหนาหนักเท่าแท่งอิฐ
ก็สามารถถูกเนรมิตให้มาอยู่ในไอโฟน ไอแพด หรือ kindle อันบางเฉียบได้ทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านั้น หนังสือยังมาในรูปแบบของ audio book
ที่สามารถเปิดฟังตอนกำลังจะนอนหลับ ขับรถ ลงเรือ หรือตอนโหนรถไฟฟ้าก็ได้
ไม่ต้องยืนถือให้เมื่อยมือหรืออ่านให้เมื่อยตา
ทว่าน่าเสียดายที่คนเรามักใช้เทคโนโลยี
เพื่อสนองความ “หลง” มากกว่าหาความ “รู้”
อุปกรณ์ล้ำยุคเหล่านี้จึงมีผลข้างเคียงทำให้คนขลาดเขลาลง
แทนที่ฉลาดหลักแหลมขึ้น

นอกจากนั้น สิ่งที่มีอยู่อย่างฟุ่มเฟือยที่สุดในโลกยุคโลกาภิวัฒน์
ก็คือ“ข้อมูล” และ “ความคิดเห็น”
คนทุกคนมีความเห็นส่วนตัว
และผู้คนมากมายก็พยายามที่จะป้อนข้อมูลให้เรา ผ่านทางสื่อสารพัดชนิด
ทั้งนี้ก็เพราะหากเราหลงเชื่อข้อมูลเหล่านั้น
ผู้ให้ข้อมูลก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับผลประโยชน์ต่างๆที่เขาต้องการ

อย่างไรก็ตาม โปรดจำไว้ว่า “ข้อมูล” ไม่ใช่ “ความรู้”
และ “ความรู้” ก็ไม่ใช่ “ปัญญา”
ในยุคที่มีข้อมูลกระจายอยู่ทุกหย่อมหญ้า
ผู้คนยิ่งต้องมีปัญญาในการเลือกเสพ

และปัญญาที่ว่านี้ก็สามารถสั่งสมได้จากการอ่านนั่นเอง
เพราะผู้ที่อ่านมากจะมีความรู้รอบ
และผู้ที่มีความรู้รอบจะไม่ถูกหลอกล่อด้วยข้อมูลใดๆโดยง่าย

หนังสือคือลมหายใจของอารยชน
ขุนเขา

3. เราอยู่ในสังคมแห่งการตาม

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เคยกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า
บ้านเมืองเราเป็นสังคมที่ “ขาดภูมิต้านทานต่อการยุยง”
คือเป็นสังคมที่ยุขึ้นง่ายมาก เอะอะก็พวกมากลากไป
พากันเฮละโลโดยที่ยังไม่ได้คิดพิจารณาอะไรให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
ซึ่งนับว่าเป็นจุดอ่อนหลักของสังคมเรา

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนนี้ก็สามารถกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาได้เช่นกัน
เพราะนั่นก็หมายความว่า หากศิลปิน ดารา หรือผู้นำในระดับต่างๆของบ้านเมืองเรา
หันมาอ่านหนังสือและศึกษาหาความรู้กันมากๆ
ประชาชนทั่วไปก็จะเริ่มหันมาสนใจรักการอ่าน
และมองหนังสือเป็นสื่อจากสวรรค์ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยมีพระราชดำรัสว่า…
เราไม่อาจทำให้ทุกคนในประเทศเป็นคนดีได้ แต่สิ่งที่เราทำได้
คือการสนับสนุนและเลือกคนดีขึ้นมาเป็นผู้นำ

ในหลวงทรงมีวิสัยทัศน์ยาวไกล
และพระองค์คงทราบดีว่าชาวไทยส่วนใหญ่เป็นคนประเภทที่ “ตามเก่ง”
คือเมื่อผู้นำหรือผู้มีอำนาจชี้นกก็เชื่อเป็นนก ชี้ไม้ก็เชื่อเป็นไม้
ฉะนั้น ถ้าผู้นำเป็นคนดีและมีปัญญา ก็จะถือเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง
แต่ถ้าหากผู้นำไม่ดี ก็มีหวังผู้คนมากมาย
ต้องพากันเดินลงหนองคลองบึง ถูกหนามป่าเกี่ยวจนบาดเจ็บและเสียชีวิตไปตามๆกัน

ฉันใดก็ฉันนั้น หากเรามีผู้นำและ idol ในระดับต่างๆ
ที่เป็นแบบอย่างในการอ่านอย่างสร้างสรรค์
สังคมของเราก็จะดำเนินไปในหนทางแห่งความรู้และปัญญาได้รวดเร็วกว่าสังคมอื่น

หากเจ้าวางแผนไว้ 1 ปี…
…จงปลูกข้าว

หากเจ้าวางแผนไว้ 10 ปี…

…จงปลูกต้นไม้


หากเจ้าวางแผนไว้ 100 ปี…

…จงปลูกความรู้แก่บุตรหลาน


ขงจื้อ

4. ในหนังสือมีทุกสิ่ง
เมื่อนักข่าวคนหนึ่งสัมภาษณ์ วิลล์ สมิธ (Will Smith) นักแสดงชื่อดังว่า…
เขาอยากจะบอกหรือแนะนำอะไรคนรุ่นหลังบ้าง
วิลล์ สมิธ ตอบสั้นๆเพียงคำเดียวว่า “Read”

เมื่อนักข่าวถามต่อว่าเพราะอะไร วิลล์ สมิธ จึงอธิบายว่า
ก็เพราะปัญหาทั้งหมดในชีวิตของคุณ ปัญหาในครอบครัว ในองค์กร ในสังคม
หรือแม้แต่ปัญหาที่ดูยิ่งใหญ่ระดับชาติ
แท้จริงมันเคยถูกบันทึก ตีแผ่ และวิเคราะห์ไว้หมดแล้วเป็นลายลักษณ์อักษร
เนื่องจากตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะกี่ชั่วอายุคน มนุษย์ก็ยังคงความเป็นมนุษย์
คือแม้เทคโนโลยีและสิ่งของที่เราใช้จะเปลี่ยนไป
แต่ปัญหาของมนุษย์ก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ
เพราะแม้ “วิทยาการ” ของเราจะก้าวไกลแค่ไหนก็ตาม
แต่ “วิวัฒนาการ” ของเราก็ยังคงที่อยู่อย่างเดิม

ไม่ว่าจะโดนด่า เป็นหนี้ มีทุกข์ อกหัก รักข้างเดียว ลูกมีปัญหา สามีนอกใจ
บริษัทเจ๊ง เป็นมะเร็ง น้ำท่วม คอร์รัปชั่น เกิดสงครามกลางเมือง ฯลฯ
ทุกๆเรื่องเหล่านี้เคยมีคนเขียนถึงมันมาแล้วอย่างละเอียด
อีกทั้งยังมีนักปราชญ์และนักวิชาการระดับอัจฉริยะมากมาย
ที่ได้เสนอทางแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดเอาไว้แล้ว
ทว่าหากเราไม่อ่านสิ่งที่เขาเขียน ก็เท่ากับว่าเราเป็นกบในกะลาที่เอา
แต่นั่งด่าว่าพระอาทิตย์ไม่ยอมขึ้น
ทั้งที่เราเองยังไม่ได้เปิดกะลา(แห่งปัญญาและความรู้)ออกมามองดูแสงสว่างเองต่างหาก

A reader lives a thousand lives before he dies.
The man who never reads lives only one.
George R.R. Martin

นักอ่านใช้ชีวิตนับพันครั้งก่อนตาย
ผู้ที่ไม่อ่านใช้ชีวิตเพียงครั้งเดียว…
จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน

5. ผู้ที่ไม่อ่านจะเป็น “เหยื่อ” และ “ทาส” ไปตลอดกาล
ชาติมหาอำนาจของโลกในทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่ชาติที่มีประชาชนเยอะที่สุด
และไม่ใช่ชาติที่มีไพร่พลกล้ามใหญ่ใจกล้ามากที่สุด
แต่เป็นชาติที่มีประชาชนผู้เปี่ยมความรู้และมีการศึกษามากที่สุดต่างหาก
ดังนั้น หากเราลองศึกษาประวัติศาสตร์ดูให้ดี
เราจะเห็นได้ทันทีว่า ชาติที่พ่ายแพ้และตกเป็นเหยื่อของชาติอื่น
ก็คือชาติที่ประชาชนมีความรู้มวลรวมน้อยกว่าเสมอ
นี่คือสิ่งที่เป็นความจริงเสมอมา และจะยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไป

บนโลกใบนี้ ความรู้คือขุมทรัพย์ของพลังอย่างแท้จริง
ในการล่าอาณานิคมสมัยวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
สาเหตุที่เมืองไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก
ทั้งๆที่เพื่อนบ้านของเราตกเป็นเมืองขึ้นกันถ้วนหน้าแล้ว
ก็เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปรีชาญาณ
มีไหวพริบปฏิภาณและความรู้มากมาย
อีกทั้งยังทรงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในฐานะพระสหายสนิทของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย
ซึ่งช่วยคานอำนาจหนุนหลังประเทศไทยเอาไว้ได้

พระมหากษัตริย์ของเราทุกพระองค์ทรงเชี่ยวชาญในด้านอักษรศาสตร์ทั้งสิ้น
และที่ชาติไทยยังคงยืนยงอยู่ได้ทุกวันนี้
ก็เพราะพระมหากษัตริย์ของเรามีความรอบรู้แตกฉานในด้านต่างๆ
โดยมีพื้นฐานมาจากการเป็นนักอ่านนั่นเอง

การอ่านหนังสือ คือการอ่านคนและอ่านโลกไปพร้อมๆกัน
เพราะสิ่งมีชีวิตที่ผลิตหนังสือก็คือคน และคนก็เป็นผลผลิตของโลก
ฉะนั้น ความรู้ที่แฝงอยู่ในหนังสือทุกเล่ม
จะช่วยลับคมความคิดของเราให้เฉียบแหลมอยู่เสมอ

โลกมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย จะมี “เหยื่อ” และมี “ผู้ล่า” อยู่เสมอ
ไม่ว่าผู้ล่านั้นจะมาพร้อมหอก ปืน ธนบัตร หรือสนธิสัญญาอันสวยหรู
ดังนั้น หากเราไม่ศึกษาหาความรู้จนทันคน ทันโลก และทันเหตุการณ์
เราก็จะดำเนินชีวิตเหมือนหมากบนกระดานของผู้มีอำนาจอยู่ร่ำไป

รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสในประเทศไทยสำเร็จไปแล้วกว่า 100 ปี
แต่ทาสในสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องมีโซ่ตรวนติดอยู่ที่แขนหรือขา
ทว่ามันเป็นโซ่ตรวนแห่งเงินตราและสัญญาที่มองไม่เห็น
ซึ่งต้องอาศัยปัญญาและความรู้จากการ “อ่าน” อย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่านั้น

Knowledge is power.
Sir Francis Bacon

ความรู้คือพลัง
เซอร์ ฟรานซิส เบคอน

6. หากไม่อ่าน สมองจะ “ฝ่อ” (จริงๆ!)
สมองของผู้ใหญ่มีเส้นประสาทประมาณหนึ่งแสนล้านเส้น
และมีการเชื่อมต่อกันตามจุดต่างๆของปลายประสาทมากถึง 100 ล้านล้านจุด
(ภาษาอังกฤษเรียกว่า synapses)
และที่น่าสนใจก็คือ สมองของเด็กมีเส้นประสาทมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 40%
และสมองของพวกเขาก็มีจุดเชื่อมต่อระหว่างปลายประสาทมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า!

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ธรรมชาติได้ออกแบบสมองของเรา
ให้สร้างเส้นประสาทเกินมามากมายตอนที่เราอายุยังน้อย
ต่อมาเมื่อเราอายุมากขึ้น สมองจึงค่อยๆตัดเส้นประสาทส่วนที่ไม่ได้ใช้ออก

กระบวนการไม่ใช้แล้วตัดทิ้ง (pruning) นี้มีความสำคัญมากๆ
เพราะมันเป็นคำอธิบายว่าทำไมการเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆตั้งแต่อายุยังน้อย
การอ่านหนังสือตั้งแต่ยังเล็ก
และศึกษาหาความรู้อยู่เสมอถึงได้เป็นกุญแจสู่อัจฉริยภาพในด้านนั้นๆ
ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะทางดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์ หรือภาษา
คนเหล่านี้ล้วนคลุกคลีอยู่กับสาขาที่เขาสนใจตั้งแต่ยังเล็ก
เพราะการกระทำดังกล่าว
เท่ากับเป็นการบอกสมองว่า “อย่าตัดส่วนนี้ทิ้งนะ ฉันยังใช้มันอยู่”
และพอเราใช้ส่วนนั้นมากๆเข้า
เส้นประสาทในบริเวณดังกล่าวก็จะอยู่รอด แข็งแรง
และมีการเชื่อมต่อที่ซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ทุกคนก็อย่าเพิ่งหมดความหวังไป
เพราะผลงานวิจัยมากมายในทศวรรษที่ผ่านมา ได้ยืนยันแล้วว่า
สมองของเรามีความยืดหยุ่นเหมือนพลาสติก (neuroplasticity) ไม่มีผิด
ดังนั้น หากเราหมั่นบำรุงรักษาสมองของตัวเอง
ด้วยการอ่านหนังสืออยู่เสมอ และศึกษาหาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
โรคความจำสั้น ความจำเสื่อม สมองฝ่อ หรืออัลไซเมอร์ก็ยากจะถามหา

จำไว้ว่า…
เส้นประสาทส่วนใดไม่ถูกใช้
เส้นประสาทส่วนนั้นจะถูกตัดทิ้ง (ตามกฏของสมอง “Use it or lose it”)

ฉะนั้น การอ่านจะช่วยทำให้สมองคงไว้ซึ่งเส้นประสาทอันแข็งแกร่งและสวยงาม
เสมือนป่าสงวนที่ยังที่ไม่ถูกน้ำมือมนุษย์ทำลาย….

วิตามินอันประเสริฐของสมอง
คือความรู้ที่เจ้าของสรรหามาให้
ขุนเขา

7. อำนาจในการสร้างชาติ อยู่ในมือของเรา
จริงๆแล้วคำว่า “ประชาธิปไตย” คือการผสมกัน
ระหว่างคำว่า “ประชา” ที่แปลว่า “หมู่คน กลุ่มคน”
กับคำว่า “อธิปไตย” ที่แปลว่า “ความเป็นใหญ่”
ดังนั้น คำว่า “ประชาธิปไตย”
จึงหมายถึงการ “ถือเอาพลังของหมู่ชนเป็นใหญ่” นั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครองแบบใดก็ตาม
หากผู้ที่ “เป็นใหญ่” ในสังคมเป็นคนไม่มีคุณธรรม หรือไม่มีความรู้
บ้านเมืองก็ย่อมเกิดความโกลาหลวุ่นวาย
ผู้คนก็จะพลอยเดือดร้อนและเป็นทุกข์
ดังนั้น หากคิดด้วยตรรกะง่ายๆว่า
ในเมื่อเราทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบที่ถือเอาพลังของประชาชนเป็นใหญ่
ประชาชนก็ควรจะต้องมีการศึกษาที่ดีและมีปัญญามากพอ
เพื่อจะได้ “คิดเป็น” “เลือกเป็น”
และไม่ถูกครอบงำด้วยความโลภ โกรธ หลง
หรือพ่ายแพ้ต่อตัณหาและอวิชชาโดยง่าย เหมือนสังคมของเรา…

ในบทความที่เขียนโดย ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิประจำมหาวิทยาลัยศรีปทุม
ท่านเรียกสภาพการเมืองเช่นนี้ว่าเป็น “อวิชชาธิปไตย”
ซึ่งหมายถึงการปกครองที่คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพแห่งความไม่รู้
คือไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิต (ที่คิดว่าอิสระ)
โดยถูกผู้มีอำนาจและผู้ทรงอิทธิพลมากมายชักใยอยู่เบื้องหลัง

เมื่อประชาชนมีอวิชชาบังตาเช่นนี้
พวกเขาจึงตัดสินใจในสิ่งต่างๆ
โดยไม่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ (โยนิโสมนสิการ)
และกระทำการต่างๆโดยไม่ผ่านการพิสูจน์ไตร่ตรองอย่างละเอียดด้วยตัวเอง (กาลามสูตร)
สุดท้าย ความมืดบอดและขลาดเขลาจึงเป็นใหญ่ในสังคม

สังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
เป็นสังคมที่ประชาชนควรรักการอ่านมากที่สุด
เพราะอนาคตของประเทศชาตินั้นอยู่ในมือของประชาชน
แต่ถ้าประชาชนไม่ชอบอ่านและไม่ชอบศึกษาหาความรู้
แล้วอนาคตของชาติจะเป็นไปในทิศทางใด…

พลังอันยิ่งใหญ่ของประชาชนควรจะเป็นพลังสว่างแห่งปัญญาและความรู้
ไม่ใช่พลังมืดแห่งอวิชชาและความหลง มาร่วมด้วยช่วยกันสร้างชาติที่มั่นคง
ด้วยการตกลงและสัญญากับตัวเองว่า
ต่อไปนี้จะ “อ่าน” ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อันประเสริฐ กันเถิดครับ!

Picture2

หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมาแต่โบราณกาลจนทุกวันนี้
หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน
เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้จริง…

พระบรมราโชวาท ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว