ตน

Photo59ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเรียนรู้กันมา
สร้างตนให้มีค่านั้นดีที่สุด
เติมปัญญาพัฒนาคนเป็นมนุษย์
พร้อมทั้งจุดประกายแห่งศีลธรรม

เกิดเป็นคนต้องเรียนรู้สรรพสิ่ง
ทั้งความจริงความลวงเตือนใจไม่ถลำ
หลงไปติดในบ่วงห่วงแห่งกรรม
จะชอกช้ำเสียชาติเกิดกำเนิดมา

เกิดเป็นคนต้องเติมตนฝึกค้นคว้า
ศีลสมาธิปัญญาต้องครบถ้วนไตรสิกขา
เปิดหนทางแห่งชีวิตปิดอวิชชา
จึงควรค่าแห่งการเกิดเป็นคน

สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน

One is all.
All is one.

“รอยยิ้มที่มองไม่เห็น”

Photo 52

รอยยิ้มของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร…เคยมองเห็นมันในกระจกบ้างไหม
รอยยิ้มของคุณออกมาจากใจ…ไร้กังวลหรือไม่…ใครจะรู้??

ภูเขาสูงแถบนอกเขตชายแดนเป็นแหล่งที่พักพิงของกลุ่มคนต่างด้าวชาวเขมร
ทั้งชายหญิงและเด็กเล็กๆ อาศัยอยู่บริเวณที่เขตภูเขาแห่งนี้
นับจำนวนคร่าวๆ ประมาณ เจ็ดถึงแปดครัวเรือน
ผู้คนไม่ถึง ยี่สิบชีวิต อาศัยอยู่ร่วมกัน
ใช้ชีวิตบนพื้นที่กว้างใหญ่เหลือเกิน มีท้องฟ้าเป็นหลังคาใจ
มีต้นไม้เป็นเสากั้นระหว่างครอบครัว มีสัตว์ป่าเป็นเพื่อน
มีสายน้ำเป็นเหมือนดั่ง เส้นสายหล่อเลี้ยงชีวิต

แม้แสงไฟยามราตรีไม่มีดั่งเช่นในเมืองใหญ่…
แต่แสงไฟชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่แห่งนี้กลับส่องแสงเปล่งประกายอยู่
ทุกเวลาแม้ยามคืนมืดมิด อากาศหนาวเหน็บจับใจ
บนภูเขาเย็นยะเยือก..แม้มีเพียงลมพัดเพียงแพ่วเบา..
แต่กลับสร้างความหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจ
ท่ามกลางความทรมานที่..ธรรมชาติมอบให้กับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณหุบเขาแห่งนี้
มีเพียงกองไฟที่คอยหล่อเลี้ยงความอบอุ่นให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน
โครงสร้างบ้านที่ประกอบอย่างง่ายๆด้วยเศษไม้มัดรวมกันด้วยเศษกิ่งไม้เล็กๆ
ทำให้ลมหนาวทรมานสามารถเกลือกตัวคดเคี้ยวลอดช่องว่างเข้ามาภายในบ้านได้…

“เพราะชีวิตมันเป็นแบบนี้…มันมีแค่นี้ต้องอยู่ให้ได้” คือคติประจำใจของกลุ่มคนต่างด้าวชาวเขมร…
“แค่ได้อาศัยแผ่นดินไทยเพื่ออยู่กินแม้เพียงนิด…ก็เป็นบุญเหลือหลายเหนือชีวิตแล้ว”
กองไฟเล็กๆรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมายเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึง
ความรักแบบครอบครัวชนเผ่าชาวเขมร…

กลิ่นมันเผาและกลิ่นใบหญ้าหลังจากฝนตกคละคลุ้งเจือปนกัน จนกลายเหมือน
กลิ่นมันเผาบนหญ้าใบเขียว…
“หอมแบบเหม็นเขียว” เด็กคนหนึ่งกล่าวพูดออกมาอย่างติดตลก
เวลาประมาณ 1 ทุ่ม เป็นบรรยากาศครอบครัวที่เด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้
จะรอให้พ่อแม่กลับมาจากการทำไร่ทำนาและทุกคนจะได้นั่งพูดคุยอยู่กันพร้อมหน้า..
เหมือนเป็นเวลาที่นัดหมายกันของทุกครอบครัว
ไม่มีโต๊ะกินข้าวหรูๆ…ไม่มีเพลงฟัง…มีแต่เพียงพื้นดินเปียกชื้นและเสียงหริ่งเรไรร้องเจื้อยแจ๊ว

อันเซาะ เด็กเชื้อสายเขมรร่างเล็กๆคนหนึ่งขณะนั้นอายุ ประมาณสี่ขวบ
อันเซาะ กำพร้าพ่อและแม่ตั้งแต่ครั้งยัง “แบเบาะ”
พ่อแม่ของ อันเซาะโดนโจรลักลอบตัดไม้ยิงตาย ขณะที่เข้าไปหาของป่า
เพื่อนำมาทำอาหารมื้อเย็นให้อันเซาะที่โดนยิงเนื่องจากเจ้าโจรเข้าใจผิดนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้..

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ คนในหมู่บ้านเริ่มเกิดอาการหวาดผวา..เกรงว่าจะตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย..
ชะตากรรมของคนในหมู่บ้านจึงต้องคอยระเห็ดระเหเร่รอนไปเรื่อยๆ
หนีธรรมชาติที่โหดร้ายและหนีความโหดร้ายของมนุษย์ผู้เป็นดั่งศาลเตี้ยสั่งปลิดชีวิต
ผู้ใดก็ตามที่ขัดขวางผลประโยชน์ของตน

ปัจจุบัน “อันเซาะ” อาศัยอยู่กับคุณอาซึ่งเป็นน้องของพ่อ..
“อย่าไปไหนไกลนะ บริเวณนี้เราพึ่งย้ายขึ้นเขามายังไม่รู้ว่ารอบๆนี้จะมีอะไรอันตรายบ้าง”
คุณอากล่าวเตือนเด็กน้อยก่อนที่จะลาจากไปเพื่อไปทำนา..ตามปกติของทุกวัน
ค่ำคืนวันนั้น…เพื่อนๆข้างบ้านมาเล่นที่บ้านของ “อันเซาะ”
เด็กน้อยสามคนเอนตัวล้มลงนอนแบ่งปันความอบอุ่นจากแหล่งสุมกองไฟ
หลังจากเหนื่อยหอบจากการวิ่งไล่จับ เสียงลมพัดกระทบกองไฟดังเปี๊ยะๆ
แท่งถ่านสีดำเปลี่ยนสีเป็นแดงเพลิงตามความร้อนของกองไฟ
ความอุ่นจากกองไฟช่วยบรรเทาชะตากรรมอันโหดร้ายของเรื่องราวชีวิต “อันเซาะ”
แสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนช่างสดใสเหลือเกิน
“อันเซาะชอบนอนดูแสงดาวครับ” คุณอาของอันเซาะกล่าวให้ผมฟัง
แววตาอันไร้เดียงสา ปรายมอง แสงสว่างจากดวงดาว…

ทันใดนั้น อันเซาะ เห็นต้นหญ้าขยับไหว ปลายตามองเห็นกระต่ายตัวน้อยสีขาวน่ารัก
จึงลุกขึ้น..หมายใจจะวิ่งไปจับกระต่ายมาอวด “คุณอา”
บึ๊ม…………เสียงดังสนั่นหวั่นไหว..สั่นสะเทือนไปทั้งหุบเขา…
เนินดินกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วรอบกองไฟ
“ตอนนั้น ภาพที่ผมเห็นคือ อันเซาะ คว่ำหน้ากองลงกับพื้น มีเลือดไหลเต็มไปหมด”
“หันไปดูใกล้ๆ เห็น เด็กนั่งร้องไห้ อยู่สองคน เนื้อตัวเปอะเปื้อน ร้องเรียกหา แม่ จ๋า พ่อ จ๋า”
“ผมรีบวิ่งเข้าไปดู อันเซาะ ในใจคิดว่าตายแล้วแน่ๆ พอเข้าไปอุ้ม สิ่งที่ผมเห็นยิ่งทำให้หัวใจผม
แทบสลาย หน้าเกือบทั้งหน้า เละไปหมด”

ภาษาไทยเพี้ยนๆ แต่พอจับใจความได้จาก คนที่บอกว่าเป็นคุณอาของอันเซาะ
เล่าเรื่องราวในอดีตให้ผมฟัง ด้วยเสียงสั่นเครือ…
“ตกลงน้องโดนอะไรครับ”
“น้องวิ่งไปเหยียบระเบิดที่พวกโจรเขาฝังไว้ใต้ดินน่ะครับ”
“แล้วทำไมไปสร้างบ้านระแวกแถวนั้นไม่สำรวจพื้นที่ก่อนหรอครับว่ามีอะไรผิดปกติหรือป่าว” ผมถามตอบกลับด้วยความสงสัย
“มันเป็นระเบิดที่เขาฝังเอาไว้ซักพักแล้วน่ะครับและอีกอย่างบริเวณแถวนั้นก็ไม่มีคนพักอาศัยมานานแล้วทางเราจึงไม่ได้ สงสัยหรือระวังอะไร”
“แล้วตอนนี้น้องเป็นอย่างไรบ้างครับ” ผมรีบตัดบทสนทนาเพราะไม่อยากตอกย้ำความรู้สึกให้กับใคร
“จากการที่โดนระเบิดครั้งนั้นทำให้น้องตาบอดทั้งสองข้าง สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงแต่ตอนนี้น้องอาการดีขึ้นมากแล้วครับ..
พยายามให้เขาฝึกพูดภาษาไทยเพราะคนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือเรา” ตั้งแต่เราพูดคุยกันมาผมพึ่งสังเกตุเห็นรอยยิ้มผุดออกจากชายเขมรผู้นี้
“อันเซาะ อันเซาะ ถ่ายรูปกัน” อาการนึกพิศดาร อยากถ่ายรูปกับน้อง ทั้งๆ ที่ปกติผมไม่ชอบถ่ายรูป อาจเป็นเพราะรู้สึกน้ำตาจะไหลกับเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดของครอบครัวนี้กระมัง..
ประมาณว่าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ…จึงตัดบทชวนถ่ายรูปแก้เขิน
“น้องเค้าฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องครับ” คุณอา อันเซาะ หันมาตอบแทนน้อง แล้วหันไปพูดภาษาอะไรซักอย่างซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่อง คงจะพูดว่า ถ่ายรูปกับพี่เค้าเร็วกันกระมัง?
น้องหันมาจับตัวผม ได้จังหวะจึงกดชัตเตอร์จากโทรศัพท์มือถือ
ผมเข้าไปดูภาพที่ถ่ายคู่กับน้อง…เห็นแล้วน้ำตาไหล
ผมยิ้มให้กล้อง…น้องยิ้มให้กล้องด้วย!!!!

รอยยิ้มที่ผ่านเรื่องราวอันสุดแสนทรมาน
รอยยิ้มสดใสที่ตรงข้ามกับอดีตที่โหดร้ายและหมองหม่น
รอยยิ้มที่อาจสร้างพลังใจในการสู้ชีวิตให้ต่อใครหลายคน
รอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุข ณ ปัจจุบันแม้จะเจอเรื่องทนทุกข์เพียงใด

แม้วันนี้น้องอาจจะไม่สามารถทำสิ่งที่น้องชอบที่สุดได้อีก
คือ การล้มตัวลงนอนมองแสงดวงดาว
แต่ผมเชื่อว่า…น้องเห็นแสงแห่งความหวังตลอดเวลา…แม้มองไม่เห็น
ผมเห็นแสงความหวังผ่านรอยยิ้มของน้อง…

รอยยิ้มจาก “อันเซาะ” ร้อยยิ้มที่ “เจ้าตัว” มองไม่เห็น

ผมอยากให้น้องได้เห็นจัง!!!!
Credit

เป็นความสัตย์แห่งข้า

เป็นความสัตย์แห่งข้า
ข้าทำความเพียรมิได้คิดแก่กายและชีวิต
ทั้งนี้จะปรารถนาสมบัติพัสถานอันใดหามิได้
ปรารถนาแต่จะให้สมณะชีพราหมณ์สัตว์โลกเป็นสุข
อย่าให้เบียดเบียนกัน ให้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติ
เพื่อที่จะเป็นปัจจัยแก่โพธิญาณสิ่งเดียว
ถ้าแลผู้ใดอาจสามารถอยู่ในราชสมบัติให้สมณพราหมณ์ประชาราษฎรเป็นสุขได้
จะยกสมบัติทั้งนี้ให้แก่บุคคลผู้นั้น แล้วข้าจะไปสร้างสมณธรรมแต่ผู้เดียว
ถ้ามิฉะนั้น ปรารถนาศีรษะและหทัยวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จะให้แก่ผู้นั้น

พระราชดำรัสสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เมืองพุทไธมาศ เวลา บ่าย ๓ โมงเศษ
จะมีสักกี่คนที่ล่วงรู้ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน คือ ‘จอมทัพ’ กอบกู้แผ่นดิน
ที่มีพระราชทรัพย์น้อยที่สุด กรำศึกหนักที่สุด แต่กลับสร้างอาณาจักรสยามได้ยิ่งใหญ่
และเกรียงไกรที่สุด และทรงทำทุกอย่างเพื่อส่งต่อแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์นี้
ให้กับลูกหลานไทยมาจวบจนปัจจุบัน

พระองค์ได้ตีฝ่าวงล้อมเอาชีวิตเข้าแลกกับเหล่าผู้รุกราน
เพียงหวังเพื่อรักษาแผ่นดินให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยและที่สำคัญยิ่ง
ทรงได้น้อมถวายผืนแผ่นดินนี้เป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ให้ชาติอยู่คู่พระศาสนา และพระศาสนาอยู่คู่สถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป

ในวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ จักเป็นสำคัญยิ่ง
ที่ลูกหลานชาวไทยจะได้ระลึกถึงวันครบรอบพระราชสมภพ ๒๘๐ พรรษา
ซึ่งเป็นกาลสำคัญที่เหล่าพสกนิกรลูกหลานของพระองค์จักได้ล่วงรู้ความจริงในแง่มุมใหม่
จากคำบอกเล่าครูบาอาจารย์ผู้เป็นอริยสงฆ์ พร้อมถวายราชสดุดีตามรอย
พระราชกรณียกิจการสร้างชาติของพระองค์ กับงาน..

๑) รวมพลคนรักพระเจ้าตากสินมหาราช วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
ณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น ๒๒ อาคารอัมรินทร์พลาซ่า
๒) งาน “พลังบุญใหญ่แห่งแผ่นดิน เปิดฟ้ากรุงธนบุรี เปิดฟ้าสยามประเทศ”
โดยจัดพิธีบวงสรวงฯ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ณ บริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่
ในวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๗ ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น. – ๑๑.๐๐ น.
สอบถามรายละเอียด ๐๒-๖๘๕-๒๒๕๕

ขอเชิญชวนคนไทยรวมพลังแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรม
ด้วยการปฏิบัติบูชา ตั้งมั่นในศีลธรรมความดีงาม ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
ตอบแทนพระคุณบุพการี พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่
ดวงพระวิญญาณสมเด็จบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า และเหล่าบรรพชน
ที่สละเลือดเนื้อชีวิตและจิตวิญญาณเป็นชาติพลี เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย
ดั่งที่พระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงมีชัยชนะเหนือข้าศึก
ทั้งภายในและภายนอกอย่างราบคาบด้วยเทอญ

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เรื่องเด่นประจำฉบับ

โอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม กับพระอริยะผู้สืบสายตรงจากหลวงปู่มั่น
วันศุกร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๗ ณ งานวัดลอยฟ้า ญาณสังวร ๑๐๑ โรงแสดงธรรม
ชั้น ๕ สยามพารากอน

มาดูกันว่า บทความที่อ่านแล้วรวย ยิ่งแบ่งปันให้คนอื่นอ่าน ตัวเองยิ่งรวย เป็นอย่างไร ติดตามใน
เส้นทางแห่งศรัทธา

โลกที่ขาดธรรม… คืออะไร ครูโน๊ต มาเฉลยให้เรารู้ใน จิตอัจฉริยะ+ภาพ

มีปัญหาอ๊ะเปล่า เมื่อเราถูกรับหน้าที่ให้ยุติการตั้งครรภ์ผู้อื่นด้วยเหตุผลทางการแพทย์!?! เราจะทำอย่างไร ป๊อบ ธิลักษ์ จะมาไขปริศนาให้คุณ…

ติชม นิตยสารธรรมดีออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. นะครับ
ขอความสุขสวัสดิ์จงบังเกิดขึ้นแก่ทุกท่านครับ… ^^

โลกที่ขาดธรรม

Photo58เมื่อกาลก่อนนั้น…
…กับกาลปัจจุบันนี้

…โลกที่ขาดธรรมย่อมอยู่ยาก…

ถ้าไม่เริ่มมีธรรมที่เรา…. แล้วใคร?
ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้…เมื่อไหร่?

ธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว
และธรรมะก็ไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว
แต่ธรรมะคือเรื่อง…

“ในตัว”

“บทความนี้อ่านแล้วรวยยิ่งแบ่งปันให้คนอื่นอ่านตัวเองยิ่งรวย”

Photo58อันที่จริงบทความประจำอาทิตย์นี้จะต้องนำเสนอเรื่อง “รอยยิ้มที่มองไม่เห็น”
แต่ระหว่างรับประทานกาแฟช่วงเช้าสายตาพลันเหลือบเห็นหัวข้อการวิจัยจากผลสำรวจแห่งหนึ่ง
เห็นแล้วคันปาก อยากแชร์บทความระบายข้อมูลผลการวิจัยของ
บริษัท อิปซอสส์ บิสสิเนส คอนซัลติ้ง ซึ่งเป็นบริษัททำวิจัยของต่างประเทศ เขาบอกมาว่า…

“ผลสำรวจเผยคนกรุงเทพ มีไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่สวนทางกับรายได้ นักวิจัยตั้งข้อสงสัยกรุงเทพฯ สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้
ของคนน้อยเกินไป”

อ่านแล้วสะดุดกับคำว่า “ไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนา”
กับประโยคที่ว่า “สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้ของคนน้อยเกินไป”
วันนี้ผมจึงอยากลอง ถกประเด็นกันสองประโยคนี้ครับ

ประโยคแรก “ไลฟ์สไตล์หรูเหมือนคนในเมืองประเทศที่พัฒนา”
ประเทศที่พัฒนา น่าจะมีอะไรบ้าง อเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ อะไรประมาณนี้
น่าจะเข้าข่ายประเทศที่พัฒนาอันดับต้นๆของโลก ส่วนประเทศที่ถึงแม้พูดบอกชื่อประเทศไป
จะยังสงสัยอยู่ว่า… นี่หรือ คือประเทศอย่าง จิบูตี ชาต ซามัวร์ ตูวาลู คงไม่ได้นำมาวิจัย!!!

ประเด็นที่เขานำมาถกเถียงเรียงความถึง น่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศส่วนเมืองใหญ่ๆ ของแต่ละประเทศที่ “พัฒนา” ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่มีการจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพัลวัน สินค้าหรือบริการใดก็ตามยิ่งมีความต้องการซื้อมาก ยิ่งมีราคาแพงมาก ยิ่งต้องหารายได้ให้มากตาม เพื่ออะไรครับ เพื่อจะนำมาใช้สอยในชีวิตประจำวันได้เพียงพอไง

สำหรับสิ่งมีชีวิตคนเมืองที่ “พัฒนา” เขาหรู ยังไง คือใช้สินค้าหรือบริการหรูๆ ยังไงล่ะครับและ
ไอ้คำว่าหรู ก็น่าจะแปล เป็นภาษาฝรั่ง บ้านเขาว่า “Luxury Goods”  an economic good or service for which demand increases more than proportionally as income rises แปลให้เข้าใจง่ายๆ คือ ของอะไรก็ตามที่เราหามาเพื่อความต้องการของเรา ที่มันเกินความจำเป็นนั้นแหล่ะ
คำจำกัดความ คือ “ของฟุ่มเฟือย”
ชัดมะ!!! อ่านแล้วเหมือนตบหน้าตัวเอง เพราะเราก็เคยเป็นคน ประเภท “ฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง”
มาก่อน เป็นยังไงหรอครับก็ประมาณว่า อันโน่น ก็จะเอาอันนี้ก็ดี อันนี้แถม อีกก็เบิ้ล…อยู่ร่ำไป….ทำให้สิ่งที่มีที่ซื้อมามัน หาทิศทาง อะไรไม่ได้ ว่าเอ ตกลงเราซื้อมาทำไม นี่ล่ะครับ “ฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง”

“สินค้าแพงเกินไปหรือรายได้ของคนน้อยเกินไป”

ประโยคนี้เด็ด…ของที่เราซื้อแพงเกินไปหรือรายได้ของคนในประเทศน้อยเกินไป..
สัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับคนภายในกรุงเทพฯ นั้น ล้าหลังกว่าหลายประเทศรวมถึงฮ่องกง
โดยแพ็คเก็จอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดในกรุงเทพ อยู่ที่ 200 Mbps
ซึ่งค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 300 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,050 บาท)
ในขณะที่ฮ่องกงจ่ายเพียงหนึ่งในสามเท่าของราคาในกรุงเทพฯ
สำหรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกว่าถึงห้าเท่า (1,000 Mbps)
หรืออาจเรียกได้ว่าคนกรุงเทพฯ จ่ายสูงถึง 67% ของรายได้เฉลี่ย
เทียบกับคนในฮ่องกงที่จ่ายเพียงแค่ 5%

ยังครับยังไม่พอ เขาบอกมาอีกว่า คนไทยจำเป็นต้องจ่ายประมาณ 3.50 เหรียญสหรัฐ
(ประมาณ 115.5 บาท) เพื่อกาแฟคาปูชิโน่ของสตาร์บัค ในขณะที่คนโตเกียวจ่ายมากกว่า
เพียง 50 เซนต์ (ประมาณ 16.75 บาท) ทั้ง ๆ ที่รายได้ของคนในโตเกียวสูงกว่าคนในกรุงเทพมากกว่าเยอะครับ

โดยกาแฟหนี่งแก้วที่โตเกียวนั้นถือว่าเป็น 0.13% ของรายได้เฉลี่ย ในขณะที่คนในกรุงเทพฯ
ต้องจ่ายมากถึง 0.73%

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมนึกถึงคำว่า “ไฮโซ โลว์อินคัม” เป็นไฮโซแบบสถานะรายได้ต่ำ
เน้นภาพลักษณ์และความดูดี แต่ตัวเบา สิ้นเดือนที เหมือนสิ้นใจอยากจะ ข้ามเวลาไปสู่อนาคต เพื่อไปเอาเงินเดือนต้นเดือนหน้า มาใช้….

ผมมี 2 วิธีขจัดปัญหา “กระเป๋าแฟ่บ” ปลายเดือนครับ

วิธีแรก

แชร์บทความนี้หรือจำเอาบทวิจัยที่ผมเล่าให้ฟัง…ไปบอกเจ้านายครับ…
ว่าเห็นไหมคนเขารู้กันหมดแล้วลำบากกันทั่วหน้า ขึ้นเงินเดือนผมหน่อย
และหากใครกล้าหน่อยก็บอกเลยครับ ว่าหากอยากได้ไฮโซ
อย่างเราทำงานที่นี่เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท…ช่วยส่งเสริม “อินคัม” หน่อย

หรือวิธีที่สอง
ใช้ “สติ” เป็นตัวช่วยครับ หลายคนถาม “สติ” คืออะไร
ในกรณีนี้ “สติ” คือ “สตางค์” ครับ
ซึ่งผมมี บทคาถาอภินิหาร เรียกเงิน ครับ
บทนี้สวดง่ายๆครับ ว่า “สติหาย สตางค์ หมด สติสะกด สตางค์มา”

ผมเชื่อว่าทั้งสองวิธีน่าจะพอช่วยได้นะครับ หากใครมีวิธีสามารถส่งมาร่วมพูดคุยกันได้นะครับ
ส่วนผมจะบอกว่า ผมขอแนะนำวิธีที่สองครับ
เพราะว่าหากลูกน้องที่บริษัทแชร์บทความนี้ให้ผม และเดินมาบอกเหตุผลว่า
ขอขึ้นเงินเดือนอ้างจากบทการวิจัยหรืออ้างบทความผม
ตัวผมก็จะตอบว่า เหรอ!!!!!!! ยาวๆ แล้วเดินจากไป…ฟิ้วววววว
Credit

เครียดอย่างฉลาด!

ใครไม่เคยเครียด.. ยกมือขึ้น!

คนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับความเครียด
ทั้งภายในและภายนอก จากทุกสถานการณ์ที่รุมเร้าในปัจจุบัน
จนทำให้รู้สึกปวดศีรษะ จุกเสียด แน่นท้อง นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย
หน้ามืดบ่อย เบื่ออาหาร นี่คืออาการแรกเริ่มของ “ความเครียด”
ที่กำลังก่อตัวและสะสมความรุนแรง จนแปลงร่างกลายเป็น ‘มหันตภัยแห่งโรคร้าย’

เราจะยอมให้ความเครียด…ทำร้ายชีวิตเรางั้นหรือ?

ความเครียดมีต้นตอมาจากใจของเรา ที่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันขณะ
ใจมัวแต่คิดปรุงแต่ง..ไม่ยอมรับกับอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว
หรือใจของเรามัวแต่คิดวิตก กังวล คาดหวังกับเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

เราเครียด เพราะไม่ยอมรับความจริง!

แค่น้อมจิตเข้าสู่ภายในตัวตน ระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันเสมอ
เข้าใจ ยอมรับ ปรับปรุงแก้ไขตามเหตุ ความเครียดก็จะไม่เกิด

ที่สำคัญการฝึกฝน สร้างเกราะป้องกัน เพื่อสู้เครียด
จะเป็นตัวช่วยให้น้อมจิตมาอยู่ภายในตัวเรามากขึ้น
หากไม่ต้องการความเครียดมาบั่นทอนร่างกายและจิตใจ
หาช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย ให้รางวัลกับตัวเอง ด้วยการนั่งสมาธิ
ออกกำลังกาย ฟังดนตรีบำบัด หรือใช้เวลาอยู่กับครอบครัว
ต้องไม่นำความทุกข์มาใส่ใจ…ให้ความสุขต้องหมองหม่น
เพียงเท่านี้ เราก็จะรู้จักเครียดอย่างฉลาดและมีความสุขกับชีวิตได้

เพราะโลกมีไว้ให้เหยียบ … ไม่ใช่มีไว้ให้แบก!

จงอย่าปล่อยให้ความเครียด…ขโมยความสุขคุณไป เด็ดขาด!

อย่ากังวลกับปัญหาเครียด
เพราะชีวิต…หนีไม่พ้นความเครียด
แต่…จะทำอย่างไร? ติดตามต่อใน “เครียดอย่างฉลาด”
เขียนโดย นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร

ชมคลิปสนุกๆ คลายเครียดได้ที่นี่ครับ http://youtu.be/a_iJJx5-PsY …

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เรื่องเด่นประจำฉบับ

มาดูกันว่า ชื่อ & Name สำคัญไฉน… ใน จิตอัจฉริยะ+ภาพ

ความทุกข์ดับที่ใจ แต่เราถูกฝึกมาให้ดับที่ความคิด แล้วจะนิพพานได้อย่างไร
ติดตามได้ใน ถอดรหัสธรรม

การถือศีลปฏิบัติใดย่อมจะไม่มีวันสำเร็จได้ หากปราศจากขันติเป็นหลักธรรมตั้งต้น
หมายถึงสิ่งใด ติดตามใน ถอดรหัสธรรม 

ติชม นิตยสารธรรมดีออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. นะครับ
ขอความสุขสวัสดิ์จงบังเกิดขึ้นแก่ทุกท่านครับ… ^^

นาม & Name

Photo 57
…สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ ล้วนมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป
ทั้งตามจุดมุ่งหมาย หน้าที่ ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี การสื่อความหมาย
และอีกมากมายหลายเหตุผล

…ดังเช่นตัวเราก็มีชื่อจริงให้เรียกขานอย่างเป็นทางการ
และมีชื่อเล่นเป็นนามให้เรียกอย่างเป็นกันเองและสนิทสนม

…ประเทศ รัฐ อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ถนน เกาะ ป่า ภูเขา ยี่ห้อสินค้า สัตว์ พืช
หิน ดวงดาว สิ่งของ ความรู้สึก กริยาการแสดงออก และสรรพสิ่งล้วนมีชื่อเรียก
แม้แต่สิ่งที่ไม่มีชื่อ ยังอาจมีชื่อเรียกว่า นิรนาม ไร้นาม ไม่มีชื่อ …. ฯลฯ ได้เลย

และแน่นอนทุกชื่อล้วนมีที่มา…

…เกาะหนู เกาะแมว ที่อยู่ในสงขลา ก็มีที่มาจากนิทานปรัมปราที่เป็นเรื่องของเศรษฐี
ที่ถูกหนูขโมยดวงแก้ววิเศษไป และเจ้าแมวที่เลี้ยงไว้ ออกว่ายน้ำตามล่า
จนสุดท้ายหมดแรงจมน้ำตายทั้งคู่ ด้วยอำนาจวิเศษจากดวงแก้วทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเกาะ!!!

…ถนนวิทยุ ก็ตั้งชื่อตามสถานที่สำคัญที่ถนนตัดผ่าน คือ
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกของประเทศไทย

…ทวีปอเมริกา ก็ตั้งชื่อตามการประกาศการค้นพบแผ่นดินใหม่ของอเมริโก
เวสปุชชี (Amerigo Vespucci) นักสำรวจ นักเดินเรือ และนักทำแผนที่ชาวอิตาลี
ที่ประกาศการค้นพบดินแดนใหม่คือ “ทวีปอเมริกา”
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ซึ่งเป็นชาวอิตาลีเช่นกัน
ได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้ก่อนแล้ว แต่มีความเชื่อว่า คือ
ส่วนหนึ่งของอินเดียหรือจีน อันเป็นดินแดนตะวันออก
จึงมิได้ประกาศออกไปเช่นที่อเมริโกทำ …ด้วยจดหมายหลายสิบฉบับ
ที่อเมริโกเขียนไปยังเพื่อนฝูงเล่าเรื่องการออกสำรวจของเขานั้น
ได้ถูกตีพิมพ์และอ่านกันอย่างแพร่หลายในยุโรป ทำให้คนทั้งหลายเชื่อว่าอเมริโก
ได้ค้นพบผืนแผ่นดินใหม่จริง และได้เริ่มเรียกว่า “ดินแดนของอเมริโก”
ซึ่งในต่อมาก็เพี้ยนเสียงกลายเป็นอเมริกาในที่สุด
และถูกยอมรับเรียกกันอย่างกว้างขวางตราบจนทุกวันนี้

…นี่เป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่มาของชื่อต่าง ๆ ที่เป็นเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก
จากตัวอย่างที่ยกมานั้น ไม่มีชื่อใดเลยที่ซ้ำกัน และมีที่มาของชื่อที่แตกต่างกันด้วย…

…วันนี้้ผมมีภาพของสถานที่แห่งหนึ่ง และชื่อของสถานที่แห่งหนึ่งที่ผมว่าเข้าท่า ลงตัว
สื่อความหมาย บ่งบอกถึงประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงการแสดงความรักต่อศูนย์รวมใจ
ที่ควรปลูกฝังต่อเด็กและยาวชนในชาติ

…หรือทุกคนมีความเห็นว่าอย่างไรครับ
ในขณะที่เด็ก ๆ อีกหลายโรงเรียนต้องเข้าแถวตอนเช้ากลางแสงแดดอ่อน ๆ
และลากยาวไปถึงช่วงสาย ๆ ที่แดดเริ่มจ้าร้อนแรงขึ้น จนเด็ก ๆ เริ่มรู้สึกว่า
เมื่อไหร่จะเข้าแถวเสร็จเสียทีนะ วันนี้คุณครูพูดให้โอวาทนานมาก ไม่อยากฟังแล้ว …

…แต่เด็ก ๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้ กลับเข้าแถวอย่างต่อเนื่อง สบายอย่างร่มเย็น
ท่ามกลางแสงแดดที่พอเหมาะ และสายลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่านอย่างปลอดโปร่ง

…แบบไหน จะทำให้เด็ก ๆ มีสมาธิ และความสนใจต่อสิ่งที่กำลังฟังในยามเช้า
ก่อนเข้าเรียนมากกว่ากัน

…ที่สำคัญ สถานที่แห่งนี้เกิดจากกำลังทรัพย์ของเครือข่ายผู้ปกครองและศิษย์เก่าของโรงเรียน
ที่ร่วมใจกันบริจาคให้สร้างขึ้นในปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
อีกด้วย …

…นี่จึงเป็นที่มาของ “โดมใต้ร่มพระบารมี” ที่เด่นตระหง่านและส่งผ่านไปสู่นักเรียนรุ่นต่อรุ่น
อย่างร่มเย็นเป็นสุขที่สุด ด้วยความสำนึกในพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีให้พสกนิกร
อย่างหาที่สุดมิได้

…So the name is very important.

…ชื่อนั้นจึงสำคัญฉะนี้

**ขอบพระคุณ ภาพสถานที่จากโรงเรียนอนุบาลอุตรดิตถ์ครับ


“ธรรม-ไม”

Photo56

ผมมีคำถามมาถามทุกคนครับ เอาล่ะ พร้อมนะครับ…

“คุณเคยมีโอกาสได้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงเทพฯกันบ้างหรือเปล่าครับ?”
และ
“คุณเคยเดินเข้าห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆในกรุงเทพฯบ้างไหมครับ?”

โอเค คำถามข้างต้นนี้ ดูจะง่ายเกินไปใช่ไหมครับ…

นั้นผมขอแก้ตัวใหม่ เอาคำถามที่ยากขึ้นอีกนิดนึง

“ตอนเดินเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน หรือเดินเข้าห้างฯ
คุณเคยโดนพี่ยามเขาขอให้เปิดกระเป๋า
จากนั้นเขาก็เอาไฟฉายสะบัดดูข้างในประมาณ 1.25 วินาทีไหมครับ?”

เคยเนอะ โอเค แต่สงสัยคำถามของผมจะยังไม่ยากพอใช่ไหมครับ
ถ้าอย่างนั้นผมจะขอปล่อยหมัดน็อคด้วยคำถามโลกแตกแล้วนะ…

“เขาทำไปทำไมครับ?”

ลองคิดดูดีๆนะครับ เพราะผมว่าคำถามนี้ อาจทำให้โลก (ใบเก่าของคุณ) แตกได้จริงๆ

เท่าที่ผมลองเดาดู…  “ความปลอดภัย” ไม่น่าจะใช่คำตอบ
เพราะการที่มีสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีท่านหนึ่ง
เอาไฟฉายสะบัดดูรูที่ใหญ่ที่สุดของกระเป๋าที่มืดสนิท
โดยใช้เวลาประมาณ 1.25 วินาที ในการประมวลความปลอดภัย
โดยที่กระเป๋านั้นมีซิปอื่นๆที่ปิดสนิทอยู่ประมาณ 7 ซิป
ด้วยกัน ทั้งนี้ยังไม่ได้นับรวมซิปที่อยู่ในซิป
และซิปของกระเป๋าเล็กๆ ที่อยู่ในซิปของช่องซิปอีกทีหนึ่ง
ซึ่งช่องอื่นๆ ทั้งหมดสามารถเลือกใส่วัตถุอันตรายได้ประมาณ 30 ชนิด
ไม่น่าจะเป็นการประเมินความปลอดภัยที่ดีนัก

ดังนั้น ผมขอถามอีกครั้ง…

“เขาทำไปทำไมครับ?”

ถ้าคุณยังสงสัยอยู่และยังหาคำตอบไม่ได้ นับว่าวันนี้คุณโชคดีสุดๆเลยล่ะครับ
เพราะผมเป็นนักวิจัย และผมได้ไปทำวิจัยเพื่อหาคำตอบมาให้คุณแล้ว
ด้วยการลองสุ่มถามพี่ยามบางคนดู และคำตอบที่ผมประมวลมาได้
มีอยู่ทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกัน (เรียงตามลำดับความถี่ของคำตอบ):

1. มันเป็นหน้าที่

2. มันเป็นคำสั่งจากผู้ใหญ่

3. เพื่อความปลอดภัย (ผมชอบคำตอบนี้มากๆ)

แต่ที่ผมชอบที่สุดคือคำตอบสุดท้าย…

4. *อึ้ง เงียบ แล้วมองหน้าแบบงงๆ*

อ่านๆไปแล้ว อาจดูเหมือนว่าผมกำลังล้อเลียนพี่ยามนะครับ แต่เปล่าเลย…

ผมกำลังล้อเลียนมนุษย์ทุกคน (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) ต่างหาก

…เคยไหมครับ ที่เรา (ยอม) ทำอะไรที่ไม่เข้าท่า เพราะ “หัวหน้า” สั่งมา

 …เคยไหมครับ ที่เราทำตามคนอื่นเพียงเพราะคนอื่นเขาทำสิ่งนั้นกันมานานแล้ว
โดยไม่ตั้งคำถามใดๆทั้งสิ้น

…เคยไหมครับ ที่เราใช้คำว่า “หน้าที่” มาปิดบังหรือกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า
“เออ… จริงๆแล้วฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน และฉันก็ไม่ได้อยากทำมันหรอก”

…และเคยไหมครับที่เรายอมติดอยู่กับอะไรบางอย่างที่เราไม่ได้ชอบ
หรือยอมทนอยู่กับใครบางคน
เพียงเพราะความ “กลัว” ว่าเราจะหาสิ่งใหม่ที่ดีกว่า หรือคนใหม่ที่ดีกว่าไม่ได้

ถ้าคำตอบคือ “เคย” อย่าไปขำพี่ยามเลยครับ ขำตัวเองดีกว่า…

แต่จะว่าไปแล้ว บางครั้งก็ขำไม่ออกเหมือนกันนะครับ
เพราะคุณรู้ไหมว่าตลอดระยะเวลาที่มนุษยชาติถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกกลมๆใบนี้
มีการเข่นฆ่ากันในนามของ “คำสั่ง” มากมายมหาศาลกว่าในนามของการ “ขัดคำสั่ง”

ตั้งแต่สงครามครูเสทยาวนานนับพันปี
ไปจนถึงลัทธินาซีที่เกือบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 6 ล้านคน
มนุษย์ทำร้ายและทำลายชีวิตในนามของ “หน้าที่” มากมายมหาศาล
กว่าในนามของการ “ตั้งคำถาม” หลายเท่าตัวนัก

แต่จะไปโทษมนุษย์หรือพี่ยามเขาได้อย่างไรกันล่ะครับ
เพราะถ้าพี่ยามเขาไม่เอาไฟฉายสะบัดใส่กระเป๋าให้ดู “พอเป็นพิธี”
เขาก็อาจถูกเรียกตัวไปอบรมหรือไล่ออก
แล้วคราวนี้พี่ยามจะเอาเงินที่ไหนหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวเล่า

ผมว่าเหล่าทหารของลัทธินาซี ก็อาจจะมีเหตุผลคล้ายๆกัน
สุดท้าย คนเรายินยอมทำสิ่งแปลกๆที่ดูไม่เข้าท่า
ยอมทำผิดศีลธรรม และยอมทำสิ่งที่โหดร้ายทารุณสุดจินตนาการ
ก็เพราะคำๆเดียวกันครับ…
“กลัว”

ถ้าลองขุดดูให้ลึกจริงๆ ความ “กลัว” นี่แหละครับ
คือคำตอบที่แท้จริงของคำถามโลกแตกที่อยู่ในบทความนี้

กลัวถูกไล่ออก กลัวถูกด่า กลัวถูกทำโทษ กลัวไม่เข้าพวก
กลัวอดตาย กลัวถูกฆ่าตาย กลัวความดุของเจ้านาย กลัวไม่มีงานทำ ฯลฯ

จะมียาขนานใดที่สามารถใช้รวมคน หลอกคน ใช้คน
และควบคุมคนได้ผลวิเศษเท่ากับความกลัวอีกเล่า…

“ความกลัว” คือแรงขับเคลื่อนและเครื่องมือชั้นเยี่ยม
แต่ในขณะเดียวกัน
“ความกลัว” ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความไม่รู้ และความไม่รู้หรือ “อวิชชา” นี่เอง
ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความมืดบอดทั้งมวล

จริงอยู่ว่าในสังคมทุกสังคม ย่อมมีเจ้า “ความกลัว” แอบแฝงอยู่เสมอ
และการจะกำจัดความกลัวให้หมดไปโดยสิ้นเชิง คงไม่เป็นไปไม่ได้และอาจไม่ฉลาดนัก
เพราะความกลัวบางอย่างก็มีประโยชน์ของมัน
และเป็นส่วนประกอบหนึ่งของจิตใจมนุษย์
เหมือนกับที่ความมืดย่อมเป็นส่วนประกอบหนึ่งของจักรวาล

ความกลัวเหมือนกับความมืด ตรงที่มันชอบหลบๆซ่อนๆ
มันรักที่จะอยู่ในที่อับ แฝงตัวอยู่ในซอกหลืบ
แอบชักใยอยู่เบื้องหลังเวทีแห่งมายา และใช้แสงเงาในการสร้างภาพลวงตา
ทำให้ขนาดของตัวเองดูใหญ่โตมโหฬาร ทั้งที่จริงๆแล้วตัวมันเองนั้นไร้แก่นสารโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากขับไล่ความมืดออกไปจากห้อง
และทำให้ห้องของคุณสว่างไสวขึ้น
คุณก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าตู้โทรศัพท์แล้วฉีกเสื้อเพื่อแปลงกายเป็นซูเปอร์แมน
และเหาะไปดันโลกทั้งใบให้เคลื่อนเข้าใกล้พระอาทิตย์มากขึ้นหรอกครับ

คุณก็แค่เดินไปเปิดสวิตซ์ไฟ ห้องทั้งห้องก็ดูสว่างไสวขึ้นมาแล้ว

ห้องนั้น… ก็คือ “จิตใจ” ของคุณ

หลอดไฟในห้องๆนั้น… มีชื่อว่า “ปัญญา”

และตรงสวิตซ์ไฟ มีป้ายเล็กๆเขียนติดอยู่ว่า…

“ทำไม”

ภาพ คำพูด ความรู้สึก

Photo56ภาพหนึ่งภาพสื่อความหมายมากมาย
จึงเปรียบเทียบไว้ว่าแทนพันคำพูด

คำพูดหนึ่งคำพูดอาจตีความได้หลากหลายมากขึ้นไปอีก
จึงเปรียบเทียบไว้ว่าแทนล้านความรู้สึก

ในฐานะชาวพุทธ
เราล้วนแล้วแต่ปรารถนาหนทางแห่งปัญญาที่แท้จริง
…เพื่อมุ่งสู่การหลุดพ้น…

ต้นไม้ย่อมมีองค์ประกอบมากมายจึงหลอมรวมเป็นต้นไม้
กิ่ง ก้าน ใบ ราก ดอก

มีลำดับจากชั้นนอกไปสู้ชั้นใน
เปลือก กระพี้ แก่น

…ล้วนอิงอาศัยสัมพันธ์ประกอบกันเป็นต้นไม้หนึ่งต้น

ต่างก็สำคัญทั้งหมด เพียงแต่มีลำดับความสำคัญที่แตกต่างกันออกไป

ไม่มีเปลือก ต้นไม้ก็ยังคงอยู่ได้
ไม่มีกระพี้ ต้นไม้ก็ยังคงพออยู่ได้ระยะหนึ่ง
แต่เมื่อใดที่ขาดแก่นไป ต้นไม้จะตายลงทันที

“แก่น” … จึงเป็นหัวใจสำคัญของทุกเรื่อง

การเรียนรู้ หากจับแก่นหรือหัวใจสำคัญของบทเรียนนั้น ๆ ได้แล้ว
ย่อมเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเข้าใจ นำไปประยุกต์ใช้ได้

การขับรถ แก่นของมันอยู่ที่รถหรือวิธีขับ
การกิน     แก่นของมันอยู่ที่รสชาติหรือสารอาหาร
การนอน   แก่นของมันอยู่ที่เครื่องนอนหรือการได้พักผ่อนที่สมบูรณ์
การเดิน    แก่นของมันอยู่ที่ท่าเดินหรือการก้าวเท้าไปข้างหน้า

พุทธะ ….แก่นของพุทธะคืออะไร?

เชื่อว่า ภาพนี้เป็นหนึ่งในคำตอบที่ดีครับ

“อาลม”

Photo56

มีผู้อ่านจากทางบ้าน เล่าให้ฟังถึงอารมณ์ อกหัก เศร้ามาก ชีวิตย่ำแย่
และฝากให้เขียน บทความเกี่ยวกับเรื่อง ลม
ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับเรื่องอกหัก จึงขออนุญาติ
ตัดเอาเฉพาะข้อความที่น้องเขาเอ่ยถึง เฉพาะเรื่องบทความ ลม!!
ด้วยความที่น้องเขาอยากเห็นมุมมองของผมเกี่ยวกับลม
ได้ครับ จัดไป!!!!

จะความเหงา..ความเศร้า..ประทับจิต
ใจมันคิด..อุปโลก..หาเหตุผล
บททดสอบ..ใจเรา..ประจำตน
ความอดทน..อดกลั้น..ไว้เตือนใจ
ความห่วงใย..มากไป..ใจเป็นทุกข์
ความคิดสุข..มากไป..วันหนึ่งหาย
ความเป็นจริง…..ความตาย…..อยู่ข้างกาย
มิว่างวายคนเรา….ไว้ “เตือนตน”
จะลมเหงา..ลมเฉา..ลมเศร้าโศก
ลมอุปโลก..ลมยิ้ม..ลมถวิลหา
ลมเย็น..ลมโอบอุ้ม..ลมพริ้มพลา
ลมหนักหนา..ลมหึง..ลมบ่จอย
ลมร้อนแรง..ลมซาซัด..ลมพัดโบก
ลมกรรมโชก..ลมบ้าหมู..ลมภูผา
ลมพยาบาท..ลมอาฆาต..ลมกานดา
ลมริษยา..ลมห่วง..ตามอา “รมณ์”
เข้าใจ “รมณ์” คือสำคัญ “ทันจิตใจ”

เมื่อคนเราพบเจอเรื่องราวที่เลวร้าย…มักคิดว่าชีวิตตนเอง “ย่ำแย่”
“ท้อแท้” เพราะ…เราแย่เหลือเกิน
โดยเฉพาะอารมณ์ “อกหัก”
มันจะยิ่งทวีความ“เจ็บ” ได้แบบ….ซี๊ดดดดด…มากและเท่ห์สุดๆ
หากเราได้ฟังเพลง “อกหัก” ตอกย้ำการที่โดน “หักอก”
ยิ่งเนื้อเพลงโดนใจ…”ชาวร๊อค” ยิ่ง…ปี๊ด…ซี๊ดถึงใจ…
หากฝนตกอยู่ไม่ต้องห่วง…เห็นเม็ดฝนแล้วอยากวิ่งไปตากฝนให้สาแก่ใจ
หากสถานการณ์เป็นใจ…ได้ตัวเปียกหน้ากระจกแล้วร้องไห้…เอาให้มันสะใจกับอารมณ์ “อกหัก”
มันเป็นแค่ อารมณ์ ร่วม ที่ใจเราพยายาม ดึงเอาไว้ให้ มันส์ กับความเศร้า
นานวันอาจกลายคล้ายพวกซาดิสม์ ชอบอารมณ์ เศร้า เหงา อกหัก…
กฎแรงดึงดูด..ก็จะจัดสรรให้สาแก่ใจ…ดึงดูดให้แต่อารมณ์ “เศร้า เหงา อกหัก”
“วนเวียนกันไปไม่ว่างเว้น”

ดังนั้น จง มีสติ…เรียนรู้….และปล่อยวาง
จะได้ไม่วนเวียน อุปโลก “ลม” ตาม อา“รมณ์” ในใจ
Credit